Mag-log in“มึงพูดเหี้ยอะไรไอ้คิริน!”
เสียงของวายุดังลั่นราวกับฟ้าผ่าลงกลางห้อง ความโกรธแทบแผดเผาทุกอณูอากาศในห้องพักฟื้นนั้นทันที
“ก็อย่างที่มึงได้ยินแหละ”
คิรินพูดเสียงเรียบ แต่แววตาท้าทายเหมือนราดน้ำมันลงกองไฟ
ผัวะ!
หมัดแรกของวายุซัดเข้าเต็มหน้าคิริน เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสะท้านราวกับสายฟ้าผ่าชั้นสอง คิรินเซนิด ๆ เลือดซึมจากมุมปาก แต่เขายังยืนตรง ไม่สะทกสะท้าน
“มึงทำแบบนี้กับน้องกูได้ไงวะ!”
วายุคำราม น้ำเสียงเต็มไปด้วยทั้งความเจ็บใจและผิดหวัง
คิรินแค่นหัวเราะในลำคอ ขยับปลายคางเหมือนไม่รู้สึกอะไร
“กูเคยบอกแล้วไงว่าอย่ายุ่งกับน้องกู!”
ผัวะ!
หมัดที่สองซ้ำลงมาก่อนที่ใครจะทันห้าม เสียงกระแทกสะท้อนเข้าหูช่อฝันจนเธอกรีดร้องทั้งน้ำตา
“พอเถอะ! หยุดได้แล้ว!!”
เสียงเธอสั่นพร่า น้ำตาไหลพรากจนเปื้อนหมอน แต่เหมือนทั้งสองคนไม่ได้ยิน
“น้องมึง แต่เมียกูไอ้เหี้ย!”
คำพูดของคิรินเหมือนระเบิดใส่หน้าเพื่อนสนิท ความท้าทายในน้ำเสียงของเขายิ่งทำให้วายุกำหมัดแน่น
“มึงบังคับขืuใจน้องกูหรอไอ้สันดาน!”
“กูบังคับเหี้ยไร! กูกับช่อฝันเดี๋ยวก็เป็นผัวเมียถูกต้องตามกฎหมาย มึงเป็นแค่พี่ อย่ามาเสือก!”
ทุกคำที่หลุดจากปากคิริน ราวกับตอกตะปูลงกลางอกวายุซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“มึงพูดเหี้ยอะไรนะ!? ช่อฝัน! ไอ้เหี้ยนี่มันหมายความว่ายังไง!?”
คิรินหันไปสบตาเธอ ดวงตาเต็มไปด้วยบางอย่างที่อัดแน่นข้างใน
“ตอบไปสิช่อฝัน ว่าเราจะจดทะเบียนกันแล้วอ่ะ”
ห้องทั้งห้องเงียบวูบเหมือนถูกกลืนเข้าในสุญญากาศ วายุเบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างเหมือนหยุดไปชั่วขณะ
“นี่มึงบังคับน้องกูหรอ?”
“กูต่างหากที่โดนน้องมึงบังคับ!”
“แล้วมึงจะจดเหี้ยอะไรถ้าไม่ได้รักน้องกู!?”
“กูไม่รักกูจะจดหรอวะ!”
คำพูดนั้นเปลือยใจเขาออกกลางห้อง ไม่มีคำแก้ตัว ไม่มีการหลบสายตา
“คนอย่างมึง น้ำหน้าอย่างมึงนี่นะ รักคนอื่นเป็น? ถุยส์!”
ผัวะ!
หมัดอีกหมัดฟาดเต็มแรง เสียงกระแทกของร่างคิรินดังสนั่นราวกับปล่อยให้ความโกรธระเบิดออกมาทั้งหมด
แต่เขาไม่ยืนเฉยอีกต่อไป
ตุ้บ!
หมัดสวนกลับจากคิรินกระแทกเข้าเต็มหน้าเพื่อนสนิทอย่างไม่ออมแรง
“น้ำหน้าอย่างกูนี่แหละ รักยัยเด็กนี่! กูรักของกูมาตลอด!!”
เสียงของเขาดังพอจะทำให้ทุกอย่างในห้องหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ มันคือความจริงที่เก็บไว้มานาน...และตอนนี้ มันระเบิดออกมา
ความจริงก็บ้าแล้ว
นี่มันคำโกหก
ใช่แล้วจบปี 4 คิรินต้องแยกจากทุกคนกลับไปเป็นทายาทมาเฟียอยู่แล้วไม่จำเป็นเลยที่ต้องรักษาความสัมพันธ์กับใคร แม้กระทั่งเพื่อนสนิทอย่างวายุ และเด็กโง่ตรงหน้า
‘แค่แกล้งรักยัยเด็กนี่จนจบมหาลัยมันจะยากไรว่ะ’
ช่อฝันที่นอนพิงหมอนอยู่ โผตัวขึ้นมาทันทีด้วยแรงตกใจ น้ำตายังไหลอาบแก้มไม่หยุด
“หยุด! หยุดได้แล้ว!”
เธอลุกจากเตียงอย่างลนลาน พยายามแทรกตัวเข้าไปห้าม แต่จังหวะที่มือเธอคว้าแขนวายุไว้ เขากลับสะบัดออกด้วยแรงอารมณ์โดยไม่ทันคิด
ตุ้บ!
เสียงร่างเธอล้มกระแทกกับขอบโต๊ะ หัวกระแทกดังจนทั้งสองคนชะงัก
“อ๊ะ!”
เธอล้มลงไปกับพื้น มือจับศีรษะไว้แน่น หายใจถี่ด้วยความเจ็บ
คิรินเบิกตากว้าง รีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเธออย่างร้อนรน
“ช่อฝัน! เจ็บไหม เฮียขอโทษ! เฮียขอโทษจริง ๆ!”
วายุวิ่งเข้ามาเห็นภาพนั้นแล้วแทบคลั่ง
“เอามือสกปรก ๆ มึงออกจากน้องกู!”
เขาผลักคิรินจนถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วทรุดลงข้างเธอ
“ฝัน…เฮียขอโทษนะ เจ็บไหม?”
ช่อฝันเบือนหน้าหนีจากพี่ชายอย่างช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงแผ่วแต่มั่นคง
“เฮีย…อย่ามายุ่งกับหนูได้ไหม…หนูรักเฮียคิริน”
คำพูดนั้นเหมือนกระชากหัวใจวายุจนร้าวไปทั้งอก
‘อ่า ยัยเด็กนี่เชื่องดีจริงๆ’
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตะคอกลั่นออกมา
“ฝัน…ไอ้เหี้ยนี่มันเลวมากนะ! มันไม่ได้รักเธอเลย! อย่าโง่นักสิ! ฟังพี่ กลับบ้านเรานะ!”
คิรินขยับเข้ามา แววตาแดงก่ำแต่หนักแน่น
“กูไม่ให้มึงเอาเมียกูไปไหนทั้งนั้น!”
วายุกระชากคอเสื้อคิรินจนเนื้อผ้าเบี้ยวไปทั้งแถบ แต่ก่อนที่จะชกอีก...
“พอเถอะ! พอได้แล้ว! หนูโตแล้วนะ! หนูตัดสินใจเองได้! ถ้าพวกเฮียไม่หยุด…หนูจะออกไปเอง!”
เสียงของช่อฝันสะท้อนก้องไปทั่วห้อง พลังในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการต่อต้าน การเหนื่อยล้า และความพยายามปกป้องหัวใจของตัวเองที่ถูกกระชากจนเกือบขาดสะบั้น
ทั้งคิรินและวายุหยุดชะงักในทันที ราวกับเวลาหยุดเดิน
คิรินถอนหายใจหนัก ดวงตาอ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เสียงเขาทุ้มนุ่ม ละลายความแข็งกระด้างที่เคยเคลือบอยู่รอบตัว
“เฮียขอโทษนะเด็กดี…”
เขาหันไปมองวายุที่ยังหายใจแรงอยู่ด้วยอารมณ์ค้างคา แววตาเขาตอนนี้...ไม่ใช่เพื่อนที่เถียงกันด้วยอัตตา แต่มันคือผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อรักษาคนสำคัญไว้
“ขอโทษไอ้วายุ กูผิดเอง ขอโทษจริง ๆ มึงจะต่อยกูอีกก็ได้…”
วายุเบ้ปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนหงุดหงิดลึก ๆ
“รับบทพระเอกเลยนะไอ้เหี้ย”
“เฮียวายุ…เลิกตีกันได้แล้ว…”
เสียงของช่อฝันเบาลง แต่ยังคงชัดเจน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา
วายุสบตาน้องสาว สายตาเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ
“เฮียรับไม่ได้ที่เธอเอาไอ้นี่ทำผัว…”
คิรินยกคิ้วพลางเบ้ปาก
“ไอ้สัด กูเพื่อนสนิทมึงนะ ไม่ใช่อริมึง จะคัดค้านกูกับน้องมึงทำไมวะ?”
“เพราะมึงเป็นเพื่อนสนิทไง กูถึงรู้ดีว่ามึงสารเลวแค่ไหน! ทำผู้หญิงร้องไห้มานักต่อนัก!”
“แล้วกูเคยทำยัยนี่ร้องไห้ไหมล่ะ?”
“เคย!”
ช่อฝันพูดเสียงแน่น ใบหน้าเธอเรียบเฉยแต่น้ำตายังค้างอยู่บนขอบตา
คิรินหันไปหาเธอทันที สีหน้าผิดหวังแวบหนึ่งแล่นผ่านดวงตาเขา
“เธอร้องเพราะเธอคิดไปเองอ่ะดิ…”
วายุสบัดเสียงสูงอย่างตัดรำคาญ
“มันเคยทำเธอร้องไห้หรอ? บอกเฮียมาเลยว่าเธอร้องกี่รอบ เดี๋ยวเฮียจะกระทืบมันให้ครบทุกครั้ง!”
คิรินยักคิ้ว ยืนกอดอก
“กูก็มีตีนเหมือนกัน”
“ร้องแทบทุกวันค่ะ…ร้องไห้บนเตียง”
ช่อฝันพูดเสียงเรียบ แม้คำพูดจะดูติดตลก แต่น้ำเสียงของเธอกลับปนความเจ็บ
คิรินหันไปมองเธอ หัวเราะเบา ๆ อย่างจำนน
“นี่เมียกู…”
ใช่ เมียชั่วคราว
แต่ยังไม่ทันได้หัวเราะต่อ
“ช่อฝัน! ทำไมเป็นคนแบบนี้! เฮียเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ให้รักนวลสงวนตัวก่อนแต่ง!”
“ก็จะแต่งแล้วไงไอ้เหี้ย!” คิรินสวนทันควัน “ใครมันจะโง่ถือพรหมจรรย์ไว้เหมือนมึง จะจบปีสี่แล้วยังหาเมียไม่ได้อีก”
“เสือกอะไรกับชีวิตกู!?”
วายุเหวี่ยงกลับแบบไม่คิด
“เพราะพี่ยังลืมรักครั้งแรกไม่ได้ไงล่ะ”
ช่อฝันตอกกลับ สีหน้าของเธอไม่ได้เยาะ แต่คือความจริงที่ปักอก
คิรินพูดเสริม สีหน้าไม่เกรงใจ
“เด็กนั่นอ่ะนะ? เค้าหนีไปต่างประเทศมีผัวเป็นตัวเป็นตนแล้วมั้ง ลืมได้แล้วเหอะ มึงโง่ป่ะ?”
วายุเงียบไป อารมณ์ในแววตาเขาเปลี่ยนเป็นคล้ายคนสูญเสียบางอย่างจริง ๆ เขายืนนิ่งหลายนาที ไม่สบตาใคร
พลันถอนหายใจยาว ๆ เหมือนปล่อยทุกอย่างทิ้งไว้ตรงนั้น
“มึงมันเหี้ย…แต่น้องกูก็ดันรักมึงนี่สิ”
เขาหันไปหาช่อฝัน ชะงักเล็กน้อยก่อนพูด
“โอเค…ถ้าเธอเลือกมัน…เฮียจะไม่ขวางแล้ว”
คิรินกระแอมในลำคอ รู้ว่าต้องไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
“เอ่อ…ขอบใจนะเพื่อน”
‘แม่งโง่ดักดานทั้งพี่ทั้งน้อง’
เสียงเพลงคลอเบา ๆ บรรเลงขึ้นกลางโถงคฤหาสน์ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ขาวลอยละมุนในอากาศ บรรยากาศอบอุ่นแต่สง่างามประหนึ่งฉากในฝัน และวันนี้คือวันที่เขารอมาเกือบทั้งชีวิต ‘ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง’ คิรินยืนอยู่หน้าแท่นพิธี ในชุดทักซิโด้สีดำเข้ารูป สมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว... หัวใจที่ยังเต้นแรงเกินไปจนเขาแทบยืนไม่ไหว ‘ได้ประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการสักทีว่าคนนี้เมียกู’ แขกในงานค่อย ๆ เงียบลง เมื่อเสียงประตูคฤหาสน์เปิดออกช้า ๆ และนั่นเองที่เธอก้าวเข้ามา… ‘สวยอะไรขนาดนั้น บ้าบอสวยเกินไปแล้วคุณเมีย’ ช่อฝัน ในชุดเจ้าสาวลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ผมถูกรวบขึ้นอย่างอ่อนโยนเผยให้เห็นลำคอระหงและรอยยิ้มจาง ๆ ที่แต้มอยู่มุมปาก ไม่ใช่ยิ้มจากความดีใจ...แต่เป็นยิ้มจากความสงบของใจที่ผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ ‘ลูกชายก็หล่อได้พ่อสะจริง’ เธอก้าวเข้ามาช้า ๆ ลูกชายเดินเคียงข้าง ส่งช่อดอกไม้ให้ และในวินาทีนั้น... คนที่ยืนหน้าเวทีอย่างคิริน ชายผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าอ่อนแอ ชายผู้ที่ไม่เคยยอมแม้แต่กระสุน หรือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด... เขากลับยกมือขึ้น…ปาดน้ำตาเงียบ ๆ ที่ไหลลงมาโดยไม่ทันรู้ตัว มันไม
‘ไอ้ลุงนี่มาตายไปง่ายๆแบบนี้ได้ไง ยังไม่ชดใช้ความผิดเลย ยังไม่ทำหน้าที่พ่อเลย’บรรยากาศในศาลาเงียบสงบเกินกว่าจะเรียกว่า 'อบอุ่น' งานศพจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดหวือหวา มีเพียงกลิ่นธูปจาง ๆ ลอยปะปนกับเสียงสวดพระอภิธรรมที่คลอแผ่วท้องฟ้าในวันนี้ไม่มืดครึ้มจนเกินไป แต่ก็ไม่มีแสงแดดสดใสแบบที่ใครสักคนเคยหวังไว้ วันเกิดปาฏิหาริย์…ไม่ใช่วันนี้แน่“มินทร์ไม่ยอม”“พูดอะไรอ่ะลูก”ช่อฝันยืนอยู่กลางศาลา มือเรียวกำช่อดอกไม้สีขาวแน่นแนบอก ลูกชายของเธอเดินข้างกัน“เขาไม่สิทธิ์ชิงตายก่อนจะได้ดูแลมินทร์หรอ เป็นพ่อภาษาอะไรทำไมไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ ม๊าไปลากเขาขึ้นมาจากโลงเลยนะ”“มินทร์ตั้งสติลูก”“งั้นมินทร์ทำเอง”“ม๊าขอร้องอยู่นิ่งๆฟังพระสวดก่อนนะลูก”เสียงพระสวดดังลอยวน ไฟแสงเหลืองวอมเปลวที่ถูกลมพัดไหว เงาของผู้คนพลิ้วลงบนพื้น เธอก้มลงมองดอกไม้ในมือ แล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หนัก อัดแน่น เหมือนแบกอะไรบางอย่างไว้ในอกมานานเกินไป“ม๊าไม่รักป๊าหรอ ม๊าก็รักเขาอยู่ตลอดมาหนิ ไม่งั้นม๊าจะร้องไห้ทำไม”“แล้วมินทร์จะให้ม๊าทำไง เพราะม๊าเอง ที่ป๊าลูกต้องตายเพราะม๊าไล่เขาออกไปวันนั้นเอง”เสียงของเธอเบาและมั
‘ส่งจดหมายมาโบราณชะมัด!’เสียงกระดาษบางเบาถูกแกะออกอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบงันในห้องนอนที่เหมือนทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว เด็กชายวัยสิบห้าปี นั่งกอดเข่าบนปลายเตียงสายตาแนบแน่นอยู่กับจดหมายในมือ ลายมือที่เขารู้ดีว่าเป็นของใคร ...ของคนที่หายไปจากบ้านนี้มาเพียงสองวัน แต่กลับทิ้งทุกความรู้สึกไว้หนักหนาเกินรับไหว“หายไปแค่สองวันเอง... ทำไมต้องส่งจดหมายมาด้วยวะ…”เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงติดห้วน หยอกประชดแบบคนพยายามไม่ให้ใจมันไหว แต่ปลายนิ้วที่จับขอบกระดาษกลับแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่ามันจะปลิวหายไปเหมือนเจ้าของมัน“แค่จะหย่ากับม๊าเอง...ทำไมต้องมาเขียนอะไรแบบนี้ด้วย…”คำพูดดูเหมือนไม่แคร์ แต่ในใจกลับสั่นคลอนไม่ต่างจากใบไม้ที่โดนลมกระโชก เขาเริ่มไล่อ่านตัวอักษรทุกบรรทัดช้า ๆ อย่างที่ไม่เคยตั้งใจขนาดนี้มาก่อน แล้วก็มาถึงประโยคสุดท้ายประโยคเดียวที่เหมือนใครเอามีดมากรีดกลางอกให้เลือดซึมไม่หยุด“ถ้าลูกได้อ่าน แสดงว่าพ่อคงไม่ได้กลับไปแล้ว ลูกไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องทำเป็นเสียใจ พ่อแค่อยากให้ลูกรู้ว่า ตลอดเวลาที่ลูกด่าว่าพ่อเลว พ่อก็พยายามจะไม่เถียง... เพราะพ่อเห็นว่าลูกมีค่าพอจะด่าพ่อทุกคำ…แค่อย่ากลายเป
“ทำไมอยู่ๆฝนก็ตกวะ กูจะไปหาเมียดีๆ อุปสรรคนี่มันอะไรกันเนี่ย อย่ามาขัดขวางความรักของกูนะเว้ย”เสียงฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ปรานี หยาดน้ำเทกระหน่ำจากฟ้า ซัดหลังคาและกระทบผิวถนนดังเป็นจังหวะถี่ๆ ลมกรรโชกแรงจนต้นไม้ริมรั้วเริ่มโอนเอน สะบัดกิ่งใบพริ้วไปตามแรงพายุ บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะสื่อบางอย่าง...หนักอึ้ง อัดแน่น และตึงเครียด‘เสนอหน้ามาอีกแล้ว หน้าด้าน!’ประตูหน้าบ้านถูกผลักออก ช่อฝันก้าวออกมาพร้อมเสียงฝนกระทบพื้น เธอขมวดคิ้วทันทีที่เห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่ใต้เงาไม้ริมรั้วหน้าบ้าน‘ทำตัวหน้าสมเพชจังเลยนะ นี่เราเคยรักไอ้คนแบบนี้จริงๆหรอ’คิรินยืนนิ่งตากฝนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปียกแนบลำตัว เส้นผมชื้นน้ำฝนแนบหน้าผาก ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้ หรือดื่มหนักมา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน...เขายังไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว“มาทำไม?”เสียงของเธอดังขึ้น...แฝงความสั่นบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็อาจไม่รู้ตัวคิรินยังคงนิ่ง เขาไม่ตอบในทันที แค่ส่งสายตามองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ ไม่กร้าว...ไม่แข็ง แต่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่แทบกลืนกินตัวตนเขาทั้งหมด“ไม่ให้เฮียเข้าไปหลบฝนในบ้านก่อนหรอ…ฝ
‘ทำบุญทำทานเผื่อสัมพะเวสีจะไปผุดไปเกิดสักที’แสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ ทาบลงบนลานหน้าบ้าน เสี้ยวแสงที่ลอดผ่านปลายไม้ปลายหญ้ากระทบผิวใบ ปลุกให้เช้านี้ดูอ่อนโยนกว่าทุกวันเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วผสานกับเสียงสวดพระ ลอยแผ่วจากลำโพงวัดใกล้เคียง ...คล้ายดนตรีประกอบที่ไม่ได้นัดหมาย แต่ลงตัวอย่างแปลกประหลาด‘ขอให้ม๊ามีแต่ความสุข’คามินทร์นั่งพับเพียบอยู่ข้างแม่ มือทั้งสองยกพานข้าวของขึ้นประเคนพระอย่างเรียบร้อย เคียงข้างคือช่อฝัน ผู้หญิงที่ทั้งเป็นแม่ และเป็นทุกอย่างของเขามาตลอดชีวิตการตักบาตรวันนี้ไม่ได้มีอะไรหรูหรา ข้าวสวยร้อน ๆ กับแกงจืดใส่ฟัก วางเรียบง่ายในถุงใสหลังจากส่งของใส่บาตรเสร็จ สองแม่ลูกก็นั่งนิ่ง...หลับตากรวดน้ำ เสียงกระซิบของบทแผ่เมตตาเอ่ยเบาในลำคอ แต่ในใจของเด็กชายกลับเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของบางความคิดที่ไม่มีวันพูดออกมา‘วันเกิดผม...ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อแล้วมันเป็นจริงได้ ผมขอให้ลุงวายุฟื้นขึ้นมาได้ไหม…’เสียงแม่ดังขึ้น...อ่อนโยนและสดใสอย่างที่เคยเป็น คล้ายอยากปลุกเช้าวันนี้ให้กลับมาเป็นวันที่ดี“วันนี้ตั้งใจเรียนนะลูก ค่อยกลับมาเป่าเค้กที่บ้าน ม๊าจะตั้งใจทำสุดฝีมือเลย~”ค
‘หวังว่าจะไม่เสนอหน้ามาเป็นมลพิษในชีวิตเราอีกนะ’แสงแดดอุ่นยามเช้าทาบลงบนพื้นไม้หน้าร้าน กลิ่นของเช้าใหม่ปะปนกับกลิ่นหอมบาง ๆ ของกาแฟที่ยังไม่ถูกชง ช่อฝันเดินออกมาเปิดร้านเหมือนเช่นทุกวัน เสื้อยืดสีขาวกับผ้ากันเปื้อนลายกาแฟเก่า ๆ คล้องอยู่บนคอ ผมถูกรวบหลวม ๆ แบบไม่ได้จัดเต็ม แต่ก็พอให้ดูเรียบร้อยแต่แล้วสายตาเธอก็ชะงัก...กับช่อดอกลิลลี่สีขาวสดที่วางเด่นอยู่หน้าร้านอย่างจงใจ‘สวยจัง’ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีเงาคนที่เธอคุ้น มีแค่ดอกไม้ที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางแสงยามเช้า“เอ๊ะ... ตั้งแต่เราปฏิเสธวาโยไป เขาก็ไม่ได้ส่งดอกไม้อีกเลย แล้วทำไมวันนี้ถึงส่งมานะ...?”เธอก้มลงหยิบช่อดอกไม้ขึ้นมา มือสัมผัสกับกลีบเนียนนุ่มที่เย็นจากอากาศเช้าตรู่ ดอกไม้ช่อนี้ไม่มีการ์ด ไม่มีข้อความแนบ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ...แต่กลับมีกลิ่นหอมจาง ๆ ที่อบอุ่น“หอมจัง...”เสียงนั้นหลุดออกจากริมฝีปากอย่างไม่ตั้งใจ เธอก้มลงดมดอกไม้เงียบ ๆ ราวกับโลกกำลังหมุนช้าลงในชั่วครู่แต่แล้ว...“หอมดอกไม้แล้ว... หอมคนให้ด้วยสิครับ~”เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากข้างหลังพร้อมกับอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบรัดเธอแน่นจากด้านหลัง ความร้อนจากฝ่ามือและแผงอกข







