เข้าสู่ระบบ“เอาดิ ทำเลยสิ ทำในลิฟต์นี้เลยสิ”
“ถอดกางเกงเฮียออกก่อนสิ ถอดออกแล้วใช้ปากชิม(ไอติมอุ่นๆ)ของเฮียนะเด็กดี…”
เสียงของคิรินยังคงดังก้องอยู่ในหัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เธอแค่ตั้งใจมาปลดปล่อยอารมณ์เพราะรักคนๆเดิมมานาน 7 ปี แต่เขากลับไม่เคยเห็นเธอในสายตาเลย
‘ใครจะคาดคิดว่าเข้าผับครั้งแรกต้องมาเจอเรื่องแบบนี้’
เสียงเพลงสไตล์อิเล็กทรอนิกส์แทรกตัวผ่านกระจกใสของร้านบูติกบาร์หรูย่านเอกมัย แสงไฟสีม่วงอมฟ้าแทรกตัวผ่านมู่ลี่ไม้สาน ประกายแสงสะท้อนวับวาวไปทั่วห้องโชว์รูมหรูหรา ที่เต็มไปด้วยของตกแต่งนำเข้าจากอิตาลี
‘นี่ผับหรืออะไรเนี่ยหรูเป็นบ้าเลย ต่างจากบ้านเราลิบลับ’
ทั้งแจกันคริสตัลลวดลายบรรจงตัด มือ งานเซรามิค และเฟอร์นิเจอร์ไม้โอ๊คขัดมัน ทุกอย่างภายในร้านดูวิจิตรพิถีพิถัน...
จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่ควรจะเกิด
เพล้ง!
เสียงแตกของแจกันดังสนั่นจนแขกในร้านสะดุ้ง หันขวับมองพร้อมกันราวกับนัดไว้ เศษเซรามิคชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระเด็นกระดอนเกลื่อนพื้นหินอ่อนขาวสะอาด
‘งือออ ยัยซุ่มซ่ามเอ้ย ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวเอาเงินค่าขนมมาชดเชยก็ได้’
หญิงสาวเจ้าของหุ่นเพรียวบางยืนนิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้าง เสื้อสายเดี่ยวผ้าซาตินสีพาสเทลแนบเนื้อ เผยผิวเนียนสว่างราวหยาดน้ำผึ้ง กระโปรงสั้นพลิ้วไหวเสมอกลางต้นขาทำให้เธอดูทั้งสดใสและยั่วยวนในเวลาเดียวกัน
แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร ผู้จัดการร้านในชุดสูทเข้ารูปก็เดินพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“เธอรู้ไหมว่าแจกันนำเข้าจากอิตาลีใบนั้นราคาเจ็ดแสน!”
คำพูดนั้นแทงทะลุหัวใจช่อฝันราวกับคมมีด เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือด ขาทั้งสองเริ่มสั่นจนเกือบทรุด
“ห้ะ! เจ็ดแสนเลยหรอคะ ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ”
“ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจฉันไม่รู้เจตนาเธอ เธอทำพังเธอก็ต้องชดใช้”
“หนูมีเงินเก็บอยู่เจ็ดพัน เอาไปก่อนได้ไหมคะ หนูขอโทษ…”
“อย่ามาตลกนะยัยเด็กนี่ ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไปคุยกันที่โรงพัก”
“ไม่ได้นะคะ ถ้าพี่ชายหนูรู้ว่าหนูมาผับเรื่องใหญ่แน่ๆ หนูขอทำงานทดแทนได้ไหมคะ”
เสียงของเธอสั่นพร่า แทบกลืนหายไปกับเสียงจอแจรอบข้าง แต่ก่อนที่ผู้จัดการจะต่อว่าอีกประโยคหนึ่ง เสียงทุ้มเข้มและนิ่งสงบก็ดังขึ้นแทรกกลางอากาศ
“ฉันจัดการเอง!”
เงาร่างสูงโปร่งในชุดเชิ้ตสีขาวสะอาด กับกางเกงขายาวสีดำเนี๊ยบ เดินตรงเข้ามาอย่างมั่นคงทุกฝีก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้หอมลอยอวลเบา ๆ ราวกับอัตลักษณ์เฉพาะตัว ใบหน้าคมคายมีเคราเขียวจาง ๆ ที่ขับให้เขาดูน่าเกรงขาม
และที่สำคัญ...คิรินไม่แม้แต่จะมองใครเลย นอกจากเธอเด็กดื้อที่กำลังกลั้นน้ำตาไว้แทบไม่ไหว
‘สภาพฉัน ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ’
"เฮียคิริน! เฮียมาที่นี่ได้ยังไง..."
น้ำเสียงของเธอทั้งประหลาดใจและตื่นกลัวในเวลาเดียวกัน
“เฮีย หนูไม่ได้ตั้งใจนะคะ อย่าบอกเฮียวายุเลยนะคะ หนูขอร้อง…”
คิรินไม่ได้ตอบทันที แค่ปรายตามองเธอจากบนลงล่าง สีหน้าเหมือนกำลังประเมินมูลค่าความเสียหายบนร่างเธอแทนแจกันที่เพิ่งแตกไป
“ใจเย็น ๆ ช่อฝัน แล้วแต่งตัวแบบนี้ออกมาข้างนอกมันคืออะไร?”
เสียงนิ่ง ๆ แต่เฉียบจนเจ็บกว่าโดนด่าตรง ๆ
“แล้วนี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ยังไม่คิดจะกลับบ้าน? ถ้าไอ้วายุมันรู้ มันได้มาถล่มผับเฮียพังแน่”
ช่อฝันย่นจมูกอย่างหมั่นไส้
‘อย่าพูดถึงเฮียสิ! หนูยังไม่อยากตายตอนนี้ ขอนอนคุกเลยก็ได้ ดีกว่าให้เฮียวายุรู้!’
“เฮีย...นี่ผับเฮียเหรอ?”
คิรินพยักหน้าเบา ๆ สายตายังไม่หยุดเฉือนอารมณ์เธอ
“ใช่ แต่นั่นไม่ใช่แจกันเฮีย ลูกค้า VIP เขาฝากไว้”
“เฮีย หนูไม่มีเงินจ่ายนะคะ เฮียช่วยหนูก่อนได้ไหม…”
เขาถอนหายใจเสียงเบา แต่ฟังแล้วเหมือนพ่นไฟรดหัวเธอ
“จะให้เฮียช่วยยังไง? ช่วยโทรบอกไอ้วายุไหม ว่าน้องสาวมันหนีเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่เล่นยาแบบนี้?”
“เปล่านะคะเฮีย! หนูไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นนะคะ หนูแค่อกหัก…”
“อกหัก เป็นเด็กเป็นเล็กมีความรักแล้วหรอ?”
เขายิ้มเย็นแบบที่มักจะใช้เวลาจะเอาคืนใครสักคน และพูดต่อโดยไม่สนว่าเธอจะหน้าชาเพียงใด
“เฮียฟ้องพี่ชายเธอแน่ช่อฝัน”
คำพูดนั้นทำเอาช่อฝันขมวดคิ้วขึ้นทันที ดวงตาสั่นระริก
“เฮีย!...หึ แล้วเฮียทำไมยังมีได้ แก่กว่าหนูแค่สองปี อย่าริอาจมาสอน ทั้งที่เฮียหิ้วผู้หญิงไปกินไม่ซ้ำหน้าตั้งแต่ปี 1 คิดว่าหนูไม่รู้เหรอ แล้วทำไมหนูจะมีบ้างไม่ได้”
คิรินขมวดคิ้วทันที
“นี่เธอรู้ได้ไงช่อฝัน ไอ้วายุเล่าไรชั่วๆของเฮียบอกเธออีกแล้วหรอ?”
“แล้วมันจริงไหมล่ะ?”
เขานิ่งไปครู่ ก่อนตอบกลับเสียงเรียบแต่เย็นเยียบ
“ไม่จริง สำหรับเฮียมันแค่ธุรกิจ”
“แต่เมื่อวานหนูเห็นกับตาว่าเฮียเดินเข้าโรงแรมกับดาราดังคนหนึ่ง”
เงียบ
ความเงียบนั้นกดทับบรรยากาศระหว่างทั้งคู่จนเหมือนโลกหยุดหมุน แล้วคิรินก็ถามเสียงต่ำ
“นี่ช่อฝัน อย่าบอกนะว่าที่พูดว่าอกหัก อกหักเพราะเฮีย”
“เปล่านะคะ ใครจะไปสนใจคนอย่างเฮียกันเล่า”
ไม่ทันให้เธอได้ขยับหนี คิรินคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น แล้วลากเธอเดินฝ่าผู้คนไปยังลิฟต์ด้านหลังร้าน สายตานับร้อยหันมองตามไปอย่างไม่วางตา
“เฮียปล่อยหนูนะ หนูอายเขา”
“ไปคุยกันข้างบน จะทะเลาะกันให้คนอื่นดูหรอ อันนี้น่าอายกว่าไหม”
เสียงประตูลิฟต์ปิดลงพร้อมความเงียบที่แทรกตัวขึ้นมาอย่างกระทันหัน
เธอสบัดมือออกอย่างแรง
“อย่ามาจับหนูนะ หนูไม่ได้เป็นเด็กน้อยเหมือนก่อนที่จะให้เฮียกอดหรืออะไรได้แล้วนะ”
คิรินหัวเราะในลำคอ ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“นี่ช่อฝัน พูดเหมือนไม่ได้ทำความผิดมาเลยนะ แจกันใบนั้นเธอจะจ่ายเองใช่ไหมถึงได้ปีกกล้าขาแข็งกับเฮียแบบนี้”
เธอหลบตา ใบหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ขอโทษค่ะ เฮียช่วยจ่ายให้หนูก่อนได้ไหม ถ้าหนูบอกคนที่บ้าน หนูโดนกักบริเวณแน่เลยค่ะ เผลอ ๆ อาจโดนย้ายมหาลัยเลย”
เขาจ้องเธอนิ่ง ก่อนจะโน้มหน้าเข้ามากระซิบเบา ๆ ข้างหู
"จะให้เฮียช่วยจ่าย ก็ต้องยอมจ่ายด้วยอย่างอื่น...เข้าใจไหม ยัยเด็กบ๊อง?"
รอยยิ้มมุมปากของเขามันร้าย... ร้ายจนเธอเผลอเอ่ยคำพูดที่ไม่มีผู้หญิงดี ๆ คนไหนควรพูดออกมา
“งั้น...หนูขายตัวให้เฮียก็ได้ค่ะ”
เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยคำที่ทำให้หัวใจของเธอทั้งเต้นแรง ทั้งเจ็บลึกในเวลาเดียวกัน
“อย่าพูดแบบนี้อีกนะ...เฮียไม่ใช่คนดี แต่ถ้าเธอเสนอเฮียก็พร้อมสนอง!”
“หนูก็ไม่ได้ล้อเล่น เรื่องแค่นี้เอง คิดว่าหนูไม่กล้าหรอ ทำตรงนี้เลยยังได้”
“เอาดิ ทำเลยสิ ทำในลิฟต์นี้เลยสิ”
“อย่าท้าหนูนะ”
“ไม่ได้ท้า ให้เฮียเริ่มหรือเธอเริ่มดีล่ะ”
“หนูเริ่มเองค่ะ ของง่ายๆ เฮียแค่ยืนอยู่เฉยๆเถอะ!”
เขายิ้มบาง แต่สายตากลับเร่าร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเธออย่างจงใจ
“ทำเป็นไหม”
คิรินพูดพร้อมนำมือเธอไปวางที่เป้ากางเกงของเขา ที่กำลังเต่งตึงจนแทบจะทะลุเนื้อผ้าออกมา
สัมผัสแรกที่มือของเธอกระทบกับความร้อนนั้น ทำเอาช่อฝันสะดุ้งวาบ แววตาตื่นตะลึงเพราะไม่คิดว่ามันจะ...ใหญ่ขนาดนี้
เธอกลืนน้ำลายอีกครั้ง ก่อนปล่อยให้มือลูบไล้ตามจังหวะมือของเขาที่กุมมือเธอไว้อยู่
“ถอดกางเกงเฮียออกก่อนสิ ถอดออกแล้วใช้ปากชิม(ไอติมอุ่นๆ)ของเฮียนะเด็กดี…”
เสียงเพลงคลอเบา ๆ บรรเลงขึ้นกลางโถงคฤหาสน์ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ขาวลอยละมุนในอากาศ บรรยากาศอบอุ่นแต่สง่างามประหนึ่งฉากในฝัน และวันนี้คือวันที่เขารอมาเกือบทั้งชีวิต ‘ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง’ คิรินยืนอยู่หน้าแท่นพิธี ในชุดทักซิโด้สีดำเข้ารูป สมบูรณ์แบบทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว... หัวใจที่ยังเต้นแรงเกินไปจนเขาแทบยืนไม่ไหว ‘ได้ประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการสักทีว่าคนนี้เมียกู’ แขกในงานค่อย ๆ เงียบลง เมื่อเสียงประตูคฤหาสน์เปิดออกช้า ๆ และนั่นเองที่เธอก้าวเข้ามา… ‘สวยอะไรขนาดนั้น บ้าบอสวยเกินไปแล้วคุณเมีย’ ช่อฝัน ในชุดเจ้าสาวลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ผมถูกรวบขึ้นอย่างอ่อนโยนเผยให้เห็นลำคอระหงและรอยยิ้มจาง ๆ ที่แต้มอยู่มุมปาก ไม่ใช่ยิ้มจากความดีใจ...แต่เป็นยิ้มจากความสงบของใจที่ผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ ‘ลูกชายก็หล่อได้พ่อสะจริง’ เธอก้าวเข้ามาช้า ๆ ลูกชายเดินเคียงข้าง ส่งช่อดอกไม้ให้ และในวินาทีนั้น... คนที่ยืนหน้าเวทีอย่างคิริน ชายผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าอ่อนแอ ชายผู้ที่ไม่เคยยอมแม้แต่กระสุน หรือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด... เขากลับยกมือขึ้น…ปาดน้ำตาเงียบ ๆ ที่ไหลลงมาโดยไม่ทันรู้ตัว มันไม
‘ไอ้ลุงนี่มาตายไปง่ายๆแบบนี้ได้ไง ยังไม่ชดใช้ความผิดเลย ยังไม่ทำหน้าที่พ่อเลย’บรรยากาศในศาลาเงียบสงบเกินกว่าจะเรียกว่า 'อบอุ่น' งานศพจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดหวือหวา มีเพียงกลิ่นธูปจาง ๆ ลอยปะปนกับเสียงสวดพระอภิธรรมที่คลอแผ่วท้องฟ้าในวันนี้ไม่มืดครึ้มจนเกินไป แต่ก็ไม่มีแสงแดดสดใสแบบที่ใครสักคนเคยหวังไว้ วันเกิดปาฏิหาริย์…ไม่ใช่วันนี้แน่“มินทร์ไม่ยอม”“พูดอะไรอ่ะลูก”ช่อฝันยืนอยู่กลางศาลา มือเรียวกำช่อดอกไม้สีขาวแน่นแนบอก ลูกชายของเธอเดินข้างกัน“เขาไม่สิทธิ์ชิงตายก่อนจะได้ดูแลมินทร์หรอ เป็นพ่อภาษาอะไรทำไมไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ ม๊าไปลากเขาขึ้นมาจากโลงเลยนะ”“มินทร์ตั้งสติลูก”“งั้นมินทร์ทำเอง”“ม๊าขอร้องอยู่นิ่งๆฟังพระสวดก่อนนะลูก”เสียงพระสวดดังลอยวน ไฟแสงเหลืองวอมเปลวที่ถูกลมพัดไหว เงาของผู้คนพลิ้วลงบนพื้น เธอก้มลงมองดอกไม้ในมือ แล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง หนัก อัดแน่น เหมือนแบกอะไรบางอย่างไว้ในอกมานานเกินไป“ม๊าไม่รักป๊าหรอ ม๊าก็รักเขาอยู่ตลอดมาหนิ ไม่งั้นม๊าจะร้องไห้ทำไม”“แล้วมินทร์จะให้ม๊าทำไง เพราะม๊าเอง ที่ป๊าลูกต้องตายเพราะม๊าไล่เขาออกไปวันนั้นเอง”เสียงของเธอเบาและมั
‘ส่งจดหมายมาโบราณชะมัด!’เสียงกระดาษบางเบาถูกแกะออกอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบงันในห้องนอนที่เหมือนทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว เด็กชายวัยสิบห้าปี นั่งกอดเข่าบนปลายเตียงสายตาแนบแน่นอยู่กับจดหมายในมือ ลายมือที่เขารู้ดีว่าเป็นของใคร ...ของคนที่หายไปจากบ้านนี้มาเพียงสองวัน แต่กลับทิ้งทุกความรู้สึกไว้หนักหนาเกินรับไหว“หายไปแค่สองวันเอง... ทำไมต้องส่งจดหมายมาด้วยวะ…”เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงติดห้วน หยอกประชดแบบคนพยายามไม่ให้ใจมันไหว แต่ปลายนิ้วที่จับขอบกระดาษกลับแน่นขึ้น ราวกับกลัวว่ามันจะปลิวหายไปเหมือนเจ้าของมัน“แค่จะหย่ากับม๊าเอง...ทำไมต้องมาเขียนอะไรแบบนี้ด้วย…”คำพูดดูเหมือนไม่แคร์ แต่ในใจกลับสั่นคลอนไม่ต่างจากใบไม้ที่โดนลมกระโชก เขาเริ่มไล่อ่านตัวอักษรทุกบรรทัดช้า ๆ อย่างที่ไม่เคยตั้งใจขนาดนี้มาก่อน แล้วก็มาถึงประโยคสุดท้ายประโยคเดียวที่เหมือนใครเอามีดมากรีดกลางอกให้เลือดซึมไม่หยุด“ถ้าลูกได้อ่าน แสดงว่าพ่อคงไม่ได้กลับไปแล้ว ลูกไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องทำเป็นเสียใจ พ่อแค่อยากให้ลูกรู้ว่า ตลอดเวลาที่ลูกด่าว่าพ่อเลว พ่อก็พยายามจะไม่เถียง... เพราะพ่อเห็นว่าลูกมีค่าพอจะด่าพ่อทุกคำ…แค่อย่ากลายเป
“ทำไมอยู่ๆฝนก็ตกวะ กูจะไปหาเมียดีๆ อุปสรรคนี่มันอะไรกันเนี่ย อย่ามาขัดขวางความรักของกูนะเว้ย”เสียงฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ปรานี หยาดน้ำเทกระหน่ำจากฟ้า ซัดหลังคาและกระทบผิวถนนดังเป็นจังหวะถี่ๆ ลมกรรโชกแรงจนต้นไม้ริมรั้วเริ่มโอนเอน สะบัดกิ่งใบพริ้วไปตามแรงพายุ บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะสื่อบางอย่าง...หนักอึ้ง อัดแน่น และตึงเครียด‘เสนอหน้ามาอีกแล้ว หน้าด้าน!’ประตูหน้าบ้านถูกผลักออก ช่อฝันก้าวออกมาพร้อมเสียงฝนกระทบพื้น เธอขมวดคิ้วทันทีที่เห็นร่างของใครบางคนยืนอยู่ใต้เงาไม้ริมรั้วหน้าบ้าน‘ทำตัวหน้าสมเพชจังเลยนะ นี่เราเคยรักไอ้คนแบบนี้จริงๆหรอ’คิรินยืนนิ่งตากฝนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปียกแนบลำตัว เส้นผมชื้นน้ำฝนแนบหน้าผาก ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้ หรือดื่มหนักมา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน...เขายังไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว“มาทำไม?”เสียงของเธอดังขึ้น...แฝงความสั่นบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็อาจไม่รู้ตัวคิรินยังคงนิ่ง เขาไม่ตอบในทันที แค่ส่งสายตามองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ ไม่กร้าว...ไม่แข็ง แต่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่แทบกลืนกินตัวตนเขาทั้งหมด“ไม่ให้เฮียเข้าไปหลบฝนในบ้านก่อนหรอ…ฝ
‘ทำบุญทำทานเผื่อสัมพะเวสีจะไปผุดไปเกิดสักที’แสงแดดอ่อนของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ ทาบลงบนลานหน้าบ้าน เสี้ยวแสงที่ลอดผ่านปลายไม้ปลายหญ้ากระทบผิวใบ ปลุกให้เช้านี้ดูอ่อนโยนกว่าทุกวันเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วผสานกับเสียงสวดพระ ลอยแผ่วจากลำโพงวัดใกล้เคียง ...คล้ายดนตรีประกอบที่ไม่ได้นัดหมาย แต่ลงตัวอย่างแปลกประหลาด‘ขอให้ม๊ามีแต่ความสุข’คามินทร์นั่งพับเพียบอยู่ข้างแม่ มือทั้งสองยกพานข้าวของขึ้นประเคนพระอย่างเรียบร้อย เคียงข้างคือช่อฝัน ผู้หญิงที่ทั้งเป็นแม่ และเป็นทุกอย่างของเขามาตลอดชีวิตการตักบาตรวันนี้ไม่ได้มีอะไรหรูหรา ข้าวสวยร้อน ๆ กับแกงจืดใส่ฟัก วางเรียบง่ายในถุงใสหลังจากส่งของใส่บาตรเสร็จ สองแม่ลูกก็นั่งนิ่ง...หลับตากรวดน้ำ เสียงกระซิบของบทแผ่เมตตาเอ่ยเบาในลำคอ แต่ในใจของเด็กชายกลับเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงของบางความคิดที่ไม่มีวันพูดออกมา‘วันเกิดผม...ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อแล้วมันเป็นจริงได้ ผมขอให้ลุงวายุฟื้นขึ้นมาได้ไหม…’เสียงแม่ดังขึ้น...อ่อนโยนและสดใสอย่างที่เคยเป็น คล้ายอยากปลุกเช้าวันนี้ให้กลับมาเป็นวันที่ดี“วันนี้ตั้งใจเรียนนะลูก ค่อยกลับมาเป่าเค้กที่บ้าน ม๊าจะตั้งใจทำสุดฝีมือเลย~”ค
‘หวังว่าจะไม่เสนอหน้ามาเป็นมลพิษในชีวิตเราอีกนะ’แสงแดดอุ่นยามเช้าทาบลงบนพื้นไม้หน้าร้าน กลิ่นของเช้าใหม่ปะปนกับกลิ่นหอมบาง ๆ ของกาแฟที่ยังไม่ถูกชง ช่อฝันเดินออกมาเปิดร้านเหมือนเช่นทุกวัน เสื้อยืดสีขาวกับผ้ากันเปื้อนลายกาแฟเก่า ๆ คล้องอยู่บนคอ ผมถูกรวบหลวม ๆ แบบไม่ได้จัดเต็ม แต่ก็พอให้ดูเรียบร้อยแต่แล้วสายตาเธอก็ชะงัก...กับช่อดอกลิลลี่สีขาวสดที่วางเด่นอยู่หน้าร้านอย่างจงใจ‘สวยจัง’ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ไม่มีเงาคนที่เธอคุ้น มีแค่ดอกไม้ที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางแสงยามเช้า“เอ๊ะ... ตั้งแต่เราปฏิเสธวาโยไป เขาก็ไม่ได้ส่งดอกไม้อีกเลย แล้วทำไมวันนี้ถึงส่งมานะ...?”เธอก้มลงหยิบช่อดอกไม้ขึ้นมา มือสัมผัสกับกลีบเนียนนุ่มที่เย็นจากอากาศเช้าตรู่ ดอกไม้ช่อนี้ไม่มีการ์ด ไม่มีข้อความแนบ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ...แต่กลับมีกลิ่นหอมจาง ๆ ที่อบอุ่น“หอมจัง...”เสียงนั้นหลุดออกจากริมฝีปากอย่างไม่ตั้งใจ เธอก้มลงดมดอกไม้เงียบ ๆ ราวกับโลกกำลังหมุนช้าลงในชั่วครู่แต่แล้ว...“หอมดอกไม้แล้ว... หอมคนให้ด้วยสิครับ~”เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากข้างหลังพร้อมกับอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบรัดเธอแน่นจากด้านหลัง ความร้อนจากฝ่ามือและแผงอกข







