Beranda / วาย / หลงมนต์พยัคฆ์ (Mpreg) / บทที่ 1 ต้องตามประสงค์

Share

บทที่ 1 ต้องตามประสงค์

Penulis: Somoon
last update Terakhir Diperbarui: 2025-06-08 22:08:27

บทที่ ๑

ต้องตามประสงค์

๑๐ ปีต่อมา

ช่วงสายยามพระอาทิตย์ขึ้นตรงเหนือหัว บรรยากาศรอบข้างไม่ได้เงียบสงบเสียทีเดียว จอแจด้วยเสียงคนมากหน้าหลายตา ยืนต่อแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยรอรับอาหาร

แดนสามที่เป็นเขตโรงอาหารกำลังวุ่นวายมือประวิง มีคณะคนกลุ่มหนึ่งถูกนำทางด้วยเจ้าหน้าที่ในชุดสีกากีอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้คุมเรือนจำ เดินเลียบเคียงเข้าไปที่ตึกสองชั้นอันเป็นที่ตั้งของสำนักงาน

เรือนจำแบ่งเป็นหลายเขตหลายแดน แดนหนึ่งแรกรับ แดนสองให้ญาติเยี่ยม แดนสามเป็นโรงอาหารและสำหรับทำกิจกรรม แดนสี่เป็นต้นไปถึงสิบเป็นแดนกักขังนักโทษ เริ่มจากเบาสุดไปหาหนักสุด

และพวกที่อยู่ร่วมกับนักโทษทั่วไปไม่ได้ ก็คือแดนสิบ แดนที่รวมพวกมากวิชาอาคม จอมขมังเวทย์ไว้ในแดนนี้หมดแล้ว

การมาเยือนเรือนจำผู้ต้องโทษร้ายแรงในเวลานี้ ถ้าหากไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง ผู้ที่สามารถเข้าถึงนักโทษระดับนี้ได้ก็คงยศใหญ่หรือเส้นสายใหญ่ไม่น้อย

คณะเดินทางนั้นมาหยุดที่ห้องหนึ่ง ร่างภูมิฐานแต่งกายดูดีกว่าใครเดินองอาจเข้าไปในห้อง ด้านในมีคนรออยู่ก่อนแล้ว

“ไม่ใช่เรื่องง่ายนะท่าน หากเบื้องบนรู้เข้าล่ะซวยแน่” คนในห้องหน้าเครียดขึง คิ้วขมวดแน่น

“พูดอะไรอย่างนั้นท่านมนตรี ก็ท่านไม่ใช่หรือครับที่เขาเรียกกันว่าเบื้องบน” คนมาใหม่หย่อนตัวนั่งเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“แต่นี่..”

“ถ้ามีเขา งานของเราจะสบายขึ้นมาก ท่านก็รู้ไม่ใช่หรือ”

“ถ้านายใหญ่รู้…”

“ไม่เอาน่าท่าน ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ไม่มีหนทางให้หันกลับแล้วล่ะ ฉันจะรอฟังข่าวดีนะ” ไม่สนหรอกว่านายใหญ่ที่ว่าจะหมายถึงใคร ใหญ่มากแค่ไหน เขาแค่ต้องการและจะทำทุกวิถีทางให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น

แสงแดดยามเช้าของเมืองสยามสดชื่นและมีชีวิตชีวาไม่แพ้เมืองใดในโลก อากาศที่บริสุทธิ์ชวนให้หายใจเข้าลึก ๆ เอามวลเวหาก้อนใหญ่เข้าสู่ร่างกาย ท้องฟ้าในวันนี้ปลอดโปร่งเป็นพิเศษด้วยไม่มีหมู่เมฆบดบังสีครามกว้างใหญ่ ฉัตรเกล้าในวัยยี่สิบสาม จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ เป็นเจ้าของเกียรตินิยมอันดับหนึ่งไว้เชิดชูเกียรติศรีให้แก่วงศ์ตระกูล

เจ้าตัวผิวขาวนวลผ่องใสเสียจนผู้คนรอบข้างเหลียวมอง เส้นผมหนานุ่มสุขภาพดีและมุมปากที่ยกขึ้นตลอดเวลาขับให้ใบหน้าดูอ่อนโยนนุ่มนวล

ช่างดูเป็นคนที่มีจิตใจดีในขณะเดียวกันก็สุภาพเรียบร้อยเหลือเกิน

“ตาฉัตร” สองจ้อกแจ้กจอแจของคนรอบข้างด้วยความวุ่นวายไม่อาจกลบเสียงหวานละไมที่เอ่ยเรียกชื่อเขาได้เลย

เสียงอันคุ้นเคยที่ไม่ได้ยินมาหลายปีทำให้ฉัตรเกล้าหันไปมองในทันที

คุณหญิงแก้วตาควงคู่มากับคุณชนาสามีของเธอ ด้านหลังมีลุงหมายที่มีหน้าที่ขับรถให้กับตระกูล

ขาเรียวยาวพาร่างกายสมส่วนดูดีเข้าไปกอดมารดาด้วยแสนคิดถึง ตามด้วยกอดบิดาที่รอท่าอยู่เหมือนกัน

“กลับมาแล้วครับ” เสียงนุ่มทุ้มตามแบบฉบับของเจ้าตัวเอ่ยบอก ปากอิ่มเป็นกระจับเผยรอยยิ้มกว้างชวนมอง

บ้านตระกูลไพศาลภิรมย์รักษ์เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่สีขาวนวลทั้งหลัง มรดกตกทอดมาจากบิดาของคุณหญิงแก้วตาที่เป็นถึงหม่อมเจ้า ส่วนคุณชนามาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านอาหารและที่พัก ตอนแรกไม่ได้ใหญ่โตมากมายนัก จนทั้งสองครอบครัวเกี่ยวดองกัน ซึ่งนั่นทำให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น จนปัจจุบันไพศาลภิรมย์รักษ์มั่งคั่งด้วยเงินทองและอำนาจมีชื่อเสียงไปทั้งสยามประเทศ

เจ้านายของบ้านมีด้วยกันทั้งหมดสี่คน ประกอบไปด้วยคุณท่านชนา คุณหญิงแก้วตา คุณปกเกล้าลูกชายคนโต และคุณฉัตรเกล้าลูกชายคนเล็ก

บ่าวไพร่นับสิบชีวิตหลับนอนอยู่ในเรือนด้านหลังของคฤหาสน์ เรือนไม้สองชั้นถูกกั้นห้องเป็นส่วนตัวให้คนงานหญิงอาศัย ส่วนคนงานชายปลูกเรือนไม้ชั้นเดียวแยกอยู่ด้านหลังลึกเข้าไปอีก

สวนทางเข้าบ้านกว้างใหญ่และสวยงาม เนื่องด้วยคุณหญิงแก้วตาชื่นชอบพืชพันธุ์ จึงจัดสวนและให้คนดูแลอย่างดีมาโดยตลอด

ทุกอย่างยังคงเหมือนกับวันที่ชายหนุ่มกลับมาครั้งล่าสุดเมื่อตอนจบไฮสกูล

เพียงแต่เงื่อนไขของกาลเวลาที่หมุนไปไม่มีวันหยุด เป็นสิ่งเดียวที่บอกกับฉัตรเกล้าว่าทุกสิ่งกำลังเติบโตในทางของมัน

นักเรียนนอกดีกรีเกียรตินิยมเปิดประตูห้องนอนบานใหญ่ กลิ่นสะอาดเป็นเอกลักษณ์ลอยเข้าจมูก บ่งบอกว่าแม้คนไม่อยู่แต่ห้องหับก็ถูกดูแลมาอย่างดี

“มาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักก่อนนะลูก ช่วงเย็นแม่จะให้คนมาปลุกแล้วเราออกไปทานข้าวข้างนอกกัน” คุณหญิงแก้วตามองลูกชายคนเล็กตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาภาคภูมิใจ มือข้างหนึ่งของเธอแตะเบา ๆ ที่แขนชายหนุ่ม

ฉัตรเกล้าได้โครงหน้าและดวงตามาจากคุณหญิงแก้วตาราวจับวาง ใบหน้ามนสวยและดวงตาคมทว่ากลมโต ชวนมองไม่น้อย ส่วนปากอิ่มกระจับได้มาจากคุณชนาผู้เป็นพ่อ จมูกได้มาจากคุณย่าที่บัดนี้ล่วงลับไปแล้ว

โดยรวมฉัตรเกล้าเป็นบุคคลที่ใบหน้ามีความโดดเด่นและดึงดูดสายตาได้ทั้งหญิงและชายเลยทีเดียว

“ครับคุณแม่ แล้วนี่พี่ปกไปไหนหรือครับ” ถามถึงพี่ชายตนที่ไม่ได้เจอนานหลายปี แม้กระทั่งการกลับมาครั้งที่แล้วเจ้าพี่ชายที่อายุมากกว่าห้าปีก็ไม่เคยอยู่ให้เห็นหน้าสักที

“ตาปกน่ะหรือ ป่านนี้ก็คงไปเที่ยวสนุกตามประสานั่นแหละ แต่แม่บอกไว้แล้วว่าลูกกลับมาถึงวันนี้ อย่างไรตอนเย็นก็คงมา” คุณหญิงแก้วกล่าวด้วยคิ้วขมวดเล็กน้อย ก็เพราะลูกคนโตไม่ค่อยจะเอาไหน เรียนจบมาก็ผลาญเงินครอบครัวไปวัน ๆ

“ครับคุณแม่” ฉัตรเกล้าสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าแม่ของตนไม่ค่อยพอใจกับพฤติกรรมไม่เอาอ่าวนี้เพียงใด

ชายหนุ่มอมลมไว้ในปากด้วยติดนิสัยมาตั้งแต่ยังเด็กและปล่อยออกย่างรวดเร็วเมื่อรู้ตัว

“ยังแก้ไม่หายหรือลูกที่ชอบอมลมจนแก้มตุ้ยเนี่ย” คุณหญิงแก้วตาเอ่ยแหย่

“ขอโทษครับ” เอ่ยกับมารดาเสียค่อย

คุณหญิงแก้วตาส่ายหน้ายิ้ม ๆ มองฉัตรเกล้าด้วยเอ็นดูเป็นอย่างมาก

“พักผ่อนสักหน่อย ไว้แม่ให้คนมาเรียก”

คุณหญิงเธอจากไป ฉัตรเกล้าจึงหันหลังเดินเข้าห้อง ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงสี่เสาหลังใหญ่สีขาวกลางห้อง หันมองรอบข้างกับบรรยากาศที่คุ้นเคยและผูกพัน ไล่สายตาไปเรื่อย ๆ จนสะดุดกับชั้นหนังสือที่ติดกับผนังห้อง

บุษบารอรักจากชาตรี ห่างนทีไกลลับไม่กลับหวน

เคยชื่นมื่นอิงแอบหอมรัญจวน ต้องคร่ำครวญเดียวดายพี่หายไป

ชะตาช้ำนำรักไม่สุขสม ทุกข์ระทมจมปลักแสนอ่อนไหว

อันคิดถึงสุดคำนึงจ้าวดวงใจ อยู่แห่งใดใคร่รู้พ่อแก้วตา

บทกลอนที่เด็กชายฉัตรเกล้า ไพศาลภิรมย์รักษ์ได้เรียบเรียงขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ในช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาว ความรู้สึกบางอย่างกระตุ้นให้เด็กชายเขียนกวีที่แสดงถึงการจากลาอย่างไม่มีวันหวนกลับ

แม้จะรู้สึกถึงความเศร้าแต่ในใจยังมีความอบอุ่นที่หล่อหลอมจากความทรงจำวัยเด็ก

ช่วงห้าโมงเย็นฉัตรเกล้าเดินลงมาจากห้องโดยไม่ต้องรอให้ใครไปเรียกหลังจากตื่นนอน พ่อแม่ลูกจึงได้นั่งรถแอสตัน มาร์ติน ดีบีโฟร์ออกไปทานอาหารที่เรสเตอรองหรูซึ่งถือเป็นร้านประจำของครอบครัว

คุณหญิงแก้วตาจัดการสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะเพื่อเอาใจลูกชายคนเล็กโดยเฉพาะ อาหารไทยมากมายจึงอยู่ตรงหน้าฉัตรเกล้าให้ได้อิ่มอร่อย

“ไปอยู่เมืองนอกเมืองนาเสียนานคงไม่ค่อยได้ทานอาหารไทย กลับมาแล้วก็ทานเยอะ ๆ นะลูก” คุณหญิงแก้วตาตักแกงกะทิหอมกรุ่นด้วยเครื่องเทศจัดจ้านเป็นเอกลักษณ์พร้อมด้วยหมูโสร่งให้ลูกของเธอตามลำดับ

“ขอบคุณครับคุณแม่”

“ข่าวว่ามีพายุฝนฟ้าคะนอง คิดว่าเครื่องบินที่ลูกนั่งจะต้องจอดพักที่ไหนเสียอีก คุณแม่เขาเป็นห่วงมาก” คุณชนาว่าบ้าง

เพราะสภาพอากาศแปรปรวน จึงอดห่วงลูกไม่ได้

“กลับมาแล้วก็อยู่ที่นี่ไม่ต้องเดินทางไกลไปไหนแล้ว” เธอเป็นห่วงลูกทุกครั้งที่ต้องเดินทางไกล อุบัติเหตุหรือก็มากเสียจนหวาดหวั่นว่าหากวันหนึ่งเป็นข่าวจากเครื่องที่ลูกเธอนั่ง เธอจะทำอย่างไร

“ครับ” ฉัตรเกล้ายิ้มรับและเริ่มตักอาหารเข้าปากตามบิดามารดา

“ตาปกนี่ยังไง น้องกลับมาแท้ ๆ ไม่คิดจะมาหาบ้าง” คุณหญิงแก้วตาบ่น เมื่อทานไปได้สักพักแต่ปกเกล้าก็ยังไม่มาเสียที

“แบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่คุณ คงต้องจัดการจริงจังกับตาปกเสียหน่อยแล้ว” ก่อนจะหันมาบอกสามี

“ลูกคนนั้นมันกะล่อน อยู่ไม่เป็นที่ ถึงแม้งานดูแลกิจการจะช่วยผมไม่ได้แต่อย่างอื่นมันถนัดนัก” คุณชนายิ้มพราวและพูดด้วยน้ำเสียงที่ฉัตรเกล้าไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก

ฟังดูเจ้าเล่ห์อย่างไรชอบกล

“อย่างไรคะ”

“ได้ข่าวว่าพักนี้ตาปกไปเกี้ยวหนูหลิน ลูกสาวเฒ่าแก่ซ่งเจ้าของห้างดาวกระจายอยู่น่ะ”

“คุณหมายถึง?”

“มีทั้งห้างและอสังหาอื่น ๆ ในครอบครองเชียวคุณ ดีไม่น้อยเลยล่ะถ้าตาปกได้ตบแต่งกับหนูหลิน”

“จะได้แต่งแน่หรือคะ ตาปกเกี้ยวผู้หญิงไปทั่วทั้งพระนครขนาดนี้”

“แต่ไม่มีใครร่ำรวยเท่าครอบครัวซ่งแล้วนะคุณหญิง ถ้าได้แต่งไพศาลภิรมย์รักษ์ของเราจะต้องมีบารมีและยิ่งใหญ่กว่าคู่แข่งแน่นอนเชียว”

เท่านี้ก็ยังไม่พอหรือ

เท่าที่มีตอนนี้ก็มากกว่าคนอื่นไม่รู้กี่เท่าแล้ว

“ต้องให้ตาปกแต่งนี่แหละคุณ ให้ตาฉัตรแต่งไปอย่างไรก็คงได้ไปอยู่บ้านผัว ยิ่งถ้าตาฉัตรท้องขึ้นมาจริง ๆ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”

ฉัตรเกล้าชะงักเมื่อได้ยินประโยคของบิดา มือข้างที่กำลังตักข้าวเข้าปากนั่งค้างกลางอากาศ

“คุณคะ ลูกฟังอยู่นะคะ” คุณหญิงแก้วตาเอ่ยปรามสามีเมื่อสังเกตเห็นท่าทีของชายหนุ่ม

“ผมไม่เป็นไรครับ” ฉัตรเกล้าวางช้อนก่อนยิ้มละไม

ฉัตรเกล้า ไพศาลภิรมย์รักษ์ เพศชายที่ถูกวินิจฉัยว่ามีฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ในตัวสูงกว่าปกติ อาจเพราะเชื้อพันธ์ที่ผิดประเภททำให้ตอนก่อร่างเป็นทารกในครรภ์ดันสร้างมดลูกของผู้หญิงมาในตัวด้วยหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งคุณหมอยังให้คำตอบไม่ได้

รู้เพียงหากหลับนอนกับผู้ชายและหลั่งใน ตัวฉัตรเกล้ามีโอกาสท้องถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์และเพราะถือเป็นกรณีแรก ๆ ในไทยทุกอย่างจึงถูกเก็บเป็นความลับ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้นอกจากครอบครัว

“ฉัตรเกล้าเป็นผู้ชายค่ะคุณ วันหนึ่งก็ต้องแต่งงานกับผู้หญิง สร้างครอบครัวเหมือนคนอื่น อย่าพูดให้ลูกคิดมากสิคะ”

“…เอาล่ะ พ่อพูดไม่คิดเอง กินเยอะ ๆ นะลูก” พูดด้วยรู้ตัวว่าเผลอกล่าวคำที่อาจทำร้ายจิตใจลูกชายคนเล็กเข้าจึงได้ตักอาหารโปรดของลูกให้ถึงจาน

“…คุณพ่อคุณแม่ครับ” ครู่เดียวชายหนุ่มก็เรียกบิดามารดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“หือ ว่าไงลูก”

“ฉัตรอยากไปเลี้ยงอาหารคนยากไร้น่ะครับ”

คุณชนาและคุณหญิงแก้วตามองหน้ากัน

“ดีสิลูก แม่เห็นด้วย” ก่อนเธอจะหันมามองลูกชายที่นับวันยิ่งสง่างาม

“ทำเลยตาฉัตร พ่อให้ลูกคุมงาน งบเท่าไหร่ค่อยมาคุยกับพ่อ” คุณชนาเองก็สนับสนุน ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นโอกาสดีให้ลูกชายสร้างชื่อเสียงให้ตนเองและตระกูล ปูทางไปสู่อนาคตได้เป็นอย่างดี

“ขอบคุณมากนะครับ”

“แล้วลูกคิดไว้หรือยังว่าจะไปเลี้ยงอาหารที่ไหนบ้าง”

“คิดไว้บ้างแล้วครับ มีสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า สถานช่วยเหลือคนชรา คนยากไร้ที่ห่างไกลและเรือนจำ” ตอบอย่างฉะฉานเพราะคิดโครงการนี้มาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว

“…”

“เรือนจำหรือลูก” คุณหญิงแก้วตาถามซ้ำราวไม่แน่ใจ

“ครับคุณแม่”

ฉัตรเกล้ามองหน้ามารดา เธอทำหน้าลำบากใจไม่น้อยก่อนหันไปหาสามี

“คนที่คู่ควรจะได้รับน้ำใจของลูกมีตั้งมากมาย ทำไมถึงมีพวกในคุกในตารางมาด้วยล่ะตาฉัตร” เป็นคุณชนาที่เอ่ยถาม

“น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับคุณพ่อ แบ่งให้พวกเขาบ้าง” ฉัตรเกล้าตอบ

“พวกมันเป็นคนชั่วนะลูก ไม่สมควรได้รับน้ำใจจากใครหรอก” คุณหญิงแก้วตาพูด

“ผมอยากทำให้ทั่วถึงน่ะครับ ส่วนใหญ่ในสังคมมักจะลืมพวกเขาเหล่านั้นไป ก็จริงที่ว่าเขาทำผิดจึงต้องไปอยู่ในคุก แต่ถ้าเขาพ้นโทษออกมาแต่คนข้างนอกไม่ต้อนรับ พวกเขาจะไปอยู่ไหนล่ะครับ ถ้าเราผลักเขาออกจากวงสังคม ไม่เหลียวแล ไม่ช่วยเหลือ ไม่ให้โอกาสทั้งที่เขาเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน”

“…”

“พวกเขากำลังชดใช้ความผิดที่ได้ทำไปอยู่ครับ แล้วถ้าคนผิดสำนึกเราจะไม่ให้โอกาสเขาเลยหรือ”

“แต่พวกที่พ้นโทษออกมาแล้วยังทำชั่วแบบเดิมซ้ำ ๆ ก็มีเกลื่อนไปนะลูก” สิ่งที่ลูกเธอว่ามาก็มีส่วนจริง แต่คนคุกชั่วช้าที่ออกมาแล้วยังทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ล่ะ พวกมันยังสมควรได้รับโอกาสหรือ

ไหนจะเหยื่อผู้โชคร้าย ผู้ที่ได้รับความเจ็บปวดอย่างไม่อาจเยียวยาได้ตลอดกาล คนน่าสงสารเหล่านั้นจะให้โอกาสพวกมันหรือ พวกมันที่พรากความสุขจากไปอย่างไม่อาจหวนกลับ

“…เอาล่ะคุณ ลูกอยากทำก็ให้ลูกทำ ตาฉัตร…”

“ครับ”

“ไปคิดมานะว่าจะเลี้ยงอะไรอย่างไรบ้าง ทำงบมาเสนอพ่อดู”

“ได้ครับ พรุ่งนี้ลูกจะเข้าไปคุยด้วยนะครับ”

“หืม? เร็วขนาดนี้เชียว”

“ทำไว้มากแล้วน่ะครับ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ดีมาก”

“คุณคะ…” คุณหญิงแก้วตายังคงไม่เห็นด้วยนัก

“เอาน่าคุณหญิง ในคุกน่ะส่วนใหญ่เป็นคนชั่วตัวเล็กตัวน้อยที่ทางการตามจับได้ แต่อย่าลืมว่าด้านนอกก็มีคนเลว ๆ นับไม่ถ้วนที่ทางการจับไม่ได้และไม่กล้าจับอีกเยอะเชียวล่ะ”

“…”

“เผลอ ๆ นะคุณหญิง สังคมข้างนอกมีคนชั่วคนเลวมากกว่าในคุกเสียอีก”

สามสัปดาห์ต่อมาหน้าหนังสือพิมพ์และเสียงวิทยุตามสายรวมถึงรายการโทรทัศน์ลงเล่นข่าวการสร้างกุศลครั้งใหญ่ของตระกูลผู้มีอิทธิพลอย่างไพศาลภิรมย์รักษ์ ข่าวว่าลูกชายคนเล็กอย่างคุณฉัตรเกล้า ไพศาลภิรมย์รักษ์สำเร็จการศึกษาจากอังกฤษ กลับมาถึงไทยก็ได้คิดทำทานบริจาคอาหารให้ผู้ยากไร้มากมาย

ฉัตรเกล้าส่งของไปบริจาคหลายที่ในประเทศเท่าที่กำลังของเขาจะไหว ทั้งเดินทางไปด้วยตัวเองและทั้งส่งตัวแทนไป

ของที่บริจาคมีทั้งข้าวสารอาหารแห้ง เสื้อผ้าและสำหรับเด็ก ๆ ยากไร้จะเพิ่มทุนเพื่อการศึกษา สำหรับคนชราไร้ที่พึ่งจะเพิ่มผ้าห่มและปัจจัยไว้ให้ดำรงชีวิตจำนวนหนึ่ง อีกทั้งมีการทำโรงทานเลี้ยงข้าวปลาอาหารอยู่สามวันเต็ม

ที่บ้านตระกูลไพศาลภิรมย์รักษ์วุ่นวายไม่น้อยและถึงกับต้องเปิดใช้โกดังเก็บของที่พึ่งสร้างเสร็จเพื่อจัดเตรียมข้าวของมากมายเหล่านั้นเลยทีเดียว ผู้คนนับไม่ถ้วนที่อยากร่วมทำบุญหรือแม้กระทั่งอยากได้หน้าได้ตาแวะเวียนเอาของบริจาคมาให้ทุกวัน

และแม้จะยุ่งกับการตระเตรียมมากเพียงใด ฉัตรเกล้าก็สังเกตเห็นว่ามีบุคคลไม่คุ้นเคยเข้านอกออกในห้องทำงานของคุณพ่อไม่น้อยเลยทีเดียว

สถานที่สุดท้ายที่ฉัตรเกล้าเลือกบริจาคทานคือเรือนจำ ซึ่งมีทั้งหมดหลายแห่งทั่วพระนครและพื้นที่ข้างเคียง โดยตัวของฉัตรเกล้าเลือกที่จะไปเรือนจำที่จังหวัดข้างเคียงด้วยตัวเอง

เป็นเรือนจำขนาดกลางแห่งหนึ่ง นักโทษมีอยู่เกือบพันชีวิต แบ่งเขตแดนอย่างชัดเจนอยู่สิบแดน กิจกรรมการบริจาคสิ่งของจัดขึ้นที่แดนสามอันเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ และถือเป็นโรงอาหารไปในตัว

วันแรกที่ฉัตรเกล้าไปได้มีการมอบข้าวสารอาหารแห้งและอุปกรณ์สร้างอาชีพต่าง ๆ ให้กับทางเรือนจำ ช่วงเที่ยงของวันนั้นมีการเริ่มตั้งอาหาร โดยผู้คุมจะนำตัวนักโทษมาตามลำดับของแดนต่าง ๆ และตั้งแต่เขตแดนที่แปดขึ้นไปการคุ้มกันก็ยิ่งแน่นหนามากขึ้น

พวกเขาสวมเพียงเสื้อและกางเกงสีเดียวกัน เนื้อผ้าดูหยาบไม่นุ่มสบาย ในมือถือถาดอาหารต่อแถวอย่างมีระเบียบ

จนกระทั่งผ่านไปพักใหญ่และมีนักโทษกลุ่มใหม่เข้ามา

“ขอบคุณนะจ๊ะคนสวย” นักโทษคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาตอนที่ฉัตรเกล้าตักแกงจืดให้เขา

ชายหนุ่มเงยหน้ามองในทันที คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันน้อย ๆ

“เห้ย ไอ้โชติเอ็งนี่ก็พูดไปเรื่อย ดูคุณเขาสิ ผิวขาว ๆ แดงหมดแล้ว คงจะเขินสิท่า” นักโทษด้านหลังว่าเพื่อนมันเสียงไม่เบาเลย ก่อนจะหันสายตามองฉัตรเกล้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างโลมเลีย

จนเขาเริ่มรู้สึกลมหายใจติดขัด

“ผิวขาว ๆ อย่างนี้ มันน่าตีให้แดงจัดเสียจริงว่าไหมไอ้ยิ่ง” พูดคุกคามอย่างไม่ไว้หน้ากัน ทั้งที่ฉัตรเกล้าเป็นผู้ชายเหมือนกัน

หากเป็นสตรีจะทำขนาดไหนเล่า

“จะตีทำไมว้า เสียดายของ คนสวยอย่าไปฟังไอ้โชติมันนะจ๊ะ มันน่ะโรคจิตคิดจะตีผิวเนื้อพ่อให้แดงฉาน เป็นฉันนะผิวสวยขนาดนี้จะดอมดมทั้งวันทั้งคืนเลยจ้ะ” พูดไม่พอมันยังแลบลิ้นเลียปากอีกด้วย

ฉัตรเกล้าเผลอก้าวถอยหลังยามได้ยิน ดวงตากลมสั่นเล็ก ๆ จากกิริยาต่ำทรามที่โดนมันสองคนคุกคามแบบโต้ง ๆ แถมมันทั้งคู่ยังหัวเราะชอบใจที่เห็นท่าทางหวาดหวั่นจากเขาด้วยซ้ำ คำพูดของมารดาก่อนหน้าแล่นซ้ำในหัว คนชั่วช้าที่ทำผิดแล้วไม่สำนึก

“เดินเสียที” เสียงเข้มทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังของไอ้ยิ่งและไอ้โชติ น้ำเสียงที่พวกมันคุ้นเคยเป็นอย่างดีทำให้พวกมันรีบสาวเท้าออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

“ขอโทษจ้ะพี่” เสียงที่ตอบกลับไปแกว่งแปลก ๆ จนชวนสงสัย

เป็นไอ้โชติที่หันไปพูดก่อนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ฉัตรเกล้ายืนนิ่ง แม้จะงงงวยไม่น้อยกับท่าทางราวหวาดกลัวอะไรบางอย่างจากทั้งสอง แม้ใจยังสั่นกลัวกับพฤติกรรมคุกคาม แต่เสียงเมื่อครู่ที่ได้ยินกลับดึงดูดเหลือเกิน ดวงตาเรียวสวยเงยหน้าขึ้น จึงได้เห็นเจ้าของเสียงทุ้มต่ำเมื่อครู่นั้น

หนุ่มจบนอกชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง

เจ้าของร่างสูงใหญ่ ใบหน้าที่มีผมปิดบังยังพอมองเห็นดวงตาคมกล้ารำไร

ดวงตาคู่คมนั้นมองสบกับฉัตรเกล้าเพียงแวบเดียวก็กลับไปหลุบต่ำตามเดิม ขนทั่วร่างพากันลุกชันอย่างไม่ทราบสาเหตุ

เขาพยายามตั้งสติ แม้ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง แต่ฉัตรเกล้าไม่อาจละสายตาจากชายตรงหน้าได้เลย

“คุณฉัตรครับ” มองค้างอยู่นานไม่น้อยขนาดที่คุณทิวา ผู้ช่วยเลขาของคุณชนาที่มากับฉัตรเกล้าต้องสะกิดเรียก

“อะ…”

แรงเขย่าที่แขนจากทิวาทำให้คุณชายร่างสูงโปร่งได้สติขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มจึงยกมือที่สั่นอย่างเห็นได้ชัดบรรจงตักแกงจืดในหม้อใหญ่ให้คนตรงหน้า

“ข้าไม่กินฟัก” นักโทษคนนั้นกล่าวเสียงต่ำเบา ๆ ราวกระซิบแต่ทว่าหนักแน่น

“อ้อ ขะขอโทษครับ…งั้นเอาแกงเทโพแทนนะครับ”

“ขอบใจ”

ฉัตรเกล้าเหมือนได้ยินเสียงวิ้งในสมองของเขา เพียงไม่กี่คำที่หลุดจากปากหยัก ราวกับชายหนุ่มถูกมนต์สสะกดก็ไม่ปาน

ดวงตากลมมองตามแผ่นหลังกว้างจนเห็นเขาไปนั่งที่โต๊ะ น่าแปลกที่ไม่มีใครนั่งกับเขา และนักโทษบริเวณโดยรอบดูหลีกเลี่ยงชายผู้นั้นอย่างมาก

“นักโทษแดนสิบน่ะคุณ มีแต่ระดับพระกาฬทั้งนั้น มันคงจะกวนคุณสินะ” พัศดีคนหนึ่งที่ดูมีอายุสักหน่อยเดินมาคุยกับฉัตรเกล้า เมื่อนักโทษคนสุดท้ายได้รับอาหารแล้ว

นักโทษคนสุดท้าย ก็เจ้าของร่างสูงใหญ่คนนั้น

“งั้นหรือครับ” ฉัตรเกล้าหันมาตอบรับก่อนจะหันหลังไปมองเจ้าของแผ่นหลังกว้างดังก่อนหน้า

“ไม่บ่อยหรอกนะที่พวกแดนสิบจะได้ออกมากินข้าวรวมกันแบบนี้ พวกมันน่ะร้ายกาจ ไม่มีใครคุมได้” พัศดีคนเดิมหันมามองชายหนุ่มและเอ่ยบอก ก่อนเขาจะหันไปมองตามสายตาของฉัตรเกล้า

“ถึงขนาดต้องขอให้นักโทษช่วย…เขาเลยได้เป็นหัวหน้าของนักโทษแดนนั้นแหละ”

“…”

“เขาเป็นบุคคลที่ไม่มีใครอยากยุ่งด้วยนะคุณ” ก่อนจะหันมาจ้องเขม็งที่ร่างโปร่งจนเจ้าตัวต้องละสายตามามองตอบ

“หมายถึงอะไรครับ” ฉัตรเกล้าถามกลับเสียงนิ่ง

“คนที่คุณมองอยู่น่ะ” พัศดีมากประสบการณ์ไม่อ้อมค้อม

“…”

“อย่ายุ่งกับเขาจะเป็นการดีกับคุณ”

ดวงตาที่ชายตรงหน้ามองมาทำให้คุณชายเล็กรู้สึกแปลกไม่น้อย ราวเขาล่วงรู้อะไรหลาย ๆ อย่างโดยที่ไม่ได้เอ่ยบอก

“อย่าพูดอะไรไม่เข้าท่าแบบนั้นสิคุณพัศดี คุณฉัตรเกล้าเป็นถึงลูกคุณหญิงแก้วตาและคุณชนา ครอบครัวมีอิทธิพลระดับประเทศ คิดหรือว่าคนคุกคนตารางจะมีสิทธิ์มาคบค้ากับคุณเขาน่ะ”

ฉัตรเกล้ายังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ทิวาที่ยืนอยู่ข้างกันก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดไม่พอใจเล็ก ๆ

“เช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะครับ” ผู้คุมร่างใหญ่คนเดิมพูด มองฉัตรกล้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเดินเลี่ยงไปตรวจตราสถานที่

“อะไรของเขา” โดยมีเสียงของทิวาว่าตามหลัง

TBC

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หลงมนต์พยัคฆ์ (Mpreg)    บทที่ 40 รักนิรันดร์ (จบ)

    ฉัตรเกล้าตั้งครรภ์เข้าสัปดาห์ที่สิบแล้ว ครรภ์อ่อนเกือบสามเดือนนี้ยังไม่ได้ขยายใหญ่โตให้เห็นด้วยตาเนื้อมากนักด้วยเป็นครรภ์แรกและร่างกายผอมบางเป็นทุนเดิม แต่เพราะฉัตรเกล้าเป็นกรณีพิเศษจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมาก ในหนึ่งสัปดาห์ต้องเข้าตรวจร่างกายกับลุงหมอคนที่วินิจฉัยให้คุณชายเล็กตั้งแต่เด็กและเพื่อศึกษาเก็บตัวอย่างเอาไว้ด้วยยังมีน้อยนักในสยามประเทศ ฟ้าครามไม่ได้มีท่าทางตกใจหรือแปลกใจด้วยรู้ก่อนแล้ว ถึงจะไม่แน่ใจว่าทำเมียตัวขาวท้องตอนไหน อาจจะเป็นตอนที่ฉุดน้องไปอยู่บ้านกลางป่า ทั้งวันทั้งคืนสมสู่กันไม่ออกไปไหนกระมัง เชื้อคงจะแรงจนกินยาหม้อก็เอาไม่อยู่หรือไร เลือดที่ออกวันนั้นคงเป็นเลือดล้างหน้าเด็กกระมัง ฉัตรเกล้าที่ตัวเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับฟ้าครามยามนี้ยิ่งราวตัวเล็กขึ้นไปอีก ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะอุ้มท้องลูกของพ่อเสือใหญ่ตั้งเกือบสามเดือนแล้ว นึกไปถึงเหตุการณ์อันตรายก่อนหน้าก็ใจหายแวบ หากเกิดอะไรขึ้นรุนแรงตอนนั้นจนต้องเสียลูกในครรภ์ไป ฉัตรเกล้าคงเสียใจตลอดชีวิต ส่วนที่เคยกังวลว่าฟ้าครามจะไม่ชอบใจหากตนตั้งครรภ์หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อคนที่ทำให้ท้องคอยดูแลประคบประหงมไม่ห่างตั้งแต่ก่อนจะรู้ว่าเม

  • หลงมนต์พยัคฆ์ (Mpreg)    บทที่ 39 บทสรุปของเรื่องราว

    ปกเกล้ายอมกลับมากับฉัตรเกล้าโดยการหิ้วเอาศักดิ์แก้วมาด้วย คิดจะให้มันมาขอขมาแม่ตน ลักไปไม่พอ ยังได้เสียเป็นผัวเมีย ถึงกับเข้าพิธีแต่งงานตามประเพณีบ้านมันอีก คุณหญิงแก้วตารู้ว่าบุตรชายคนโตได้หมอผีเป็นผัว ออกเรือนตามน้องชายไปก็อดจะอึ้งไม่ได้ สุดท้ายไพศาลภิรมย์รักษ์จะไม่มีสะใภ้ให้เชิดชู มันก็น่าอดสูไม่น้อย แก้วตาแม้เป็นผู้ดีเก่าแต่ไม่ได้มีความคิดโบราณคร่ำครึอะไร ด้วยตอนสาว ๆ ก็ไปเรียนถึงเมืองนอก พบเจอรักร่วมเพศมามาก ไม่ได้สนสายตาของใครเลยสักนิด ยิ่งเธอรู้สึกผิดที่เคยทำไม่ดีกับลูกไว้ ไม่ว่าจะทั้งปกเกล้าหรือฉัตรเกล้า เธอก็ยิ่งจะเอาใจ ทดแทนกับเรื่องราวในอดีต กับฉัตรเกล้าที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นชายที่อาจจะท้องได้ก็ทำใจมาตั้งแต่ตอนนั้น หากแต่กับปกเกล้า ผ่านช่วงเวลาที่ลูกคนนี้เกเรมาไม่น้อย อยู่ดี ๆ มีผัวมันก็อดอึ้งไม่ได้ แต่ก็คงดีกว่าถูกจับไปทรมาน คุณหญิงแก้วตายังอยู่ที่บ้านของพี่สาว รั้วบ้านไพศาลภิรมย์รักษ์จึงมีเพียงคุณชายใหญ่และคุณชายเล็กกับคนรักของทั้งสอง แม้คู่ของคุณปกเกล้าจะไม่ค่อยเหมือนคนรักทั่วไปสักเท่าไหร่ก็ตาม สามมื้ออาหารถูกจัดให้สำหรับสี่คนในทุกวัน เวลานั้นทั้งฟ้าครามและศักดิ์แก้ว

  • หลงมนต์พยัคฆ์ (Mpreg)    บทที่ 38 คนคุ้นเคย

    หลังฝูงผีร้ายจากไปและน้อมส่งเทพยดาทั้งหมด หันมองรอบกายเห็นบริวารอยู่พร้อมหน้ายกเว้นทมิฬ ร่างสูงจึงได้เรียกให้กลับเข้าที่ ที่ฟ้าครามอัญเชิญเหล่าเทวามาชุมนุมเป็นเพราะต้องการจะปลดปล่อยวิญญาณทั้งหลายให้เดินหน้าเข้าสู่วัฏจักรสงสารที่ควรจะเป็น หาได้อยากทำลายวิญญาณเหล่านั้นจนสิ้น แน่นอนว่าหากไม่ได้คำนึงถึง วิญญาณร้ายเหล่านั้นคงแหลกเป็นจุณคามือฟ้าคราม และที่ชุมนุมเทวดาก็เพราะไม่อาจให้ใครมารบกวนยามเอ่ยคาถาศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่โดนแทรกแซงได้ง่าย จึงได้ขอให้เหล่านางฟ้านางสวรรค์ลงมาช่วยอำนวยอวยชัย ปกป้องอารักขา พ่อพยัคฆ์มองหาบริวารอีกตน พลางนึกไปถึงประโยคส่งท้ายของนางสวรรค์นางหนึ่ง ใบหน้าจับจิตจับใจยิ้มละไมหากแต่เนื้อความทำเอาฟ้าครามขมวดคิ้ว ‘หวังว่าจะได้เจอกันอีก ตอนนี้ให้รีบไปเถิด’ “ฉัตร” ไม่รอช้ารีบวิ่งกลับไปที่บ้านใหญ่ทันที เหนื่อยแค่ไหนก็ไม่สนใจตัวเองอีกต่อไป “ฉัตร!” มาถึงก็ตะโกนเรียกเมียเสียงดัง “พี่คราม…” ฝ่ายคนตัวขาวที่ยืนหน้าตื่น หลังได้ยินเสียงคนรักก็รีบวิ่งไปหา หมับ! ฟ้าครามคว้าร่างขาวนวลมากอดแนบอก น้องรู้ว่าเป็นตัวจริงก็กอดตอบแน่นแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ใจหายใจคว่ำ

  • หลงมนต์พยัคฆ์ (Mpreg)    บทที่ 37 ปลดปล่อยพันธนาการ

    คืนเดือนแรมเหมาะแก่จะทำพิธีไม่น้อย ฟ้าครามกั้นบริเวณหลังบ้านพักคนงานหญิง สั่งห้ามไม่ให้ใครย่างกรายเข้ามาใกล้เด็ดขาด ก่อนหน้ายืมตัวคนงานชายสองสามคนมันช่วยกันขุดเอาศพที่บัดนี้เหลือแต่กระดูกขึ้นมา โครงกระดูกที่ต่อติดกันบ้างไม่ติดบ้างของคนสองคนจึงวางกองอยู่ตรงหน้า พร้อมสำหรับพิธีในคืนนี้ เสียงบทสวดคาถาแปลกประหลาดดังก้องไปทั่วบริเวณ หากใครมาได้ยินคงมีจิตตกกันไปข้าง ฉัตรเกล้าให้พวกคนงานทั้งหมดไปนอนที่เรือนใหญ่ ส่วนตัวเองก็ไม่ยอมเข้านอน ยืนรอฟ้าครามที่หน้าประตูด้วยใจตุ้มต่อม สวดอยู่ไม่นานโครงกระดูกมนุษย์ก็แปรเปลี่ยน เริ่มมีเนื้อเหี่ยวไม่น่ามอง กลายเป็นสภาพที่โดนทำร้ายจนเสียชีวิต สุดท้ายจึงค่อยกลับมาปกติตอนที่อายุขัยสิ้นสุด ทั้งคู่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า พนมมือตามการสวดคาถาของฟ้าคราม โซ่ตรวนที่ถูกคล้องไว้เริ่มรัดตึงแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ยามพ่อพยัคฆ์จะทำลายมันเพื่อปลดปล่อยทั้งคู่ ‘พี่จ้ะ…’ นางหวานที่นั่งคุกเข่าอยู่ทัก ยามฟ้าครามว่าคาถาจนโซ่ตรวนมันตึงแน่น แทบจะดึงเอาวิญญาณของเธอลงกลับหลุม ด้วยรู้ดีอีกว่ามีสิ่งใดที่คอยเฝ้าอยู่ ฟ้าครามเองก็จ้องเขม็งไปยังหลุมที่ว่าตั้งแต่แรกแล้ว ใบบัวเป็นฝ่ายละจาก

  • หลงมนต์พยัคฆ์ (Mpreg)    บทที่ 36 เข้าสู่กรงทอง

    คุณหญิงแก้วตาขอพักอยู่กับพี่สาวอีกหน่อยด้วยยังทำใจเรื่องสามีไม่ได้ ปกเกล้าก็หายไปดื้อ ๆ และคาดว่าคงเป็นศักดิ์แก้วที่ลักเอาตัวไปด้วยขัดผลประโยชน์บางอย่างกับชนา คุณหญิงเธอรู้สึกผิดกับลูกชายคนโตจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องใช้ธรรมะปลอบโยนจิตใจ แถมยังขอร้องอ้อนวอนให้ฟ้าครามพาตัวปกเกล้ากลับมาไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม เห็นท่าทางผู้เป็นมารดาก็ได้แต่สงสารบวกกับสงสัยเพราะฉัตรเกล้าแทบจะไม่รู้อะไรเลย อะไรที่ว่าปกเกล้ารับผิดแทนคุณพ่อ? คือสาเหตุที่คุณหญิงแก้วตาเกลียดลูกชายของเธอ? หันมองคนข้างกาย ฟ้าครามดูรู้เยอะกว่าเขาเสียอีก “พี่ครามครับ” “ไว้พี่จะบอก ตอนนี้ยังไม่กระจ่างเท่าไหร่นัก” คนนี้ก็รู้ทันรู้ใจไปหมดเสียจริง มาถึงบ้านไพศาลภิรมย์รักษ์ก็ตกดึกเสียแล้ว รถจากวังอรุณศักดิ์กลับออกไปทันทีที่ส่งคนถึงหน้าประตูบ้าน ทั่วบริเวณเงียบฉี่ มีเพียงแสงสว่างจากไปโคมประดับริบหรี่ หากแต่ในบ้านดูจะยังครื้นเครงกันอยู่ ฉัตรเกล้าเดินนำเข้าไป ประตูเปิดอ้าต้อนรับการกลับมาของเจ้าของบ้านตัวจริง คนด้านในชะงัก ฉัตรเกล้าเองก็ชะงัก “นี่มันอะไรกันครับ?” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ตาสวยหรี่ลงมองภาพตรงหน้าอย่างพิจารณา ก็ภา

  • หลงมนต์พยัคฆ์ (Mpreg)    บทที่ 35 ผลของการกระทำ

    ผ่านวันที่ได้ประลองวิชามาเพียงสองราตรี พวกไอ้อินมันล่าถอยไปไม่กล้ามาวุ่นวาย ชาวบ้านก็มีแต่จะสมน้ำหน้าจนต้องไปแอบนอนกระท่อมในป่าในสวน มีคนไม่น้อยมาเสนอให้ฟ้าครามกลับมาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านดังเดิม แต่เขาปฏิเสธ นึกไปถึงฉัตรเกล้า ด้วยอายุเท่านี้ยังมีอนาคตรออยู่ ตัวมันที่คิดจะติดตามน้องไปทุกที่คงไม่เอาพันธะใดมาผูกคอไว้ ส่วนฉัตรเกล้าคิดไม่ตก วันนี้คือวันที่รอบเดือนมาวันแรก แม้มันจะมาไม่นานและไม่มาก แต่การนั่งก้นแฉะทั้งวันโดยไม่ให้ฟ้าครามสงสัยเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ หากจะบอกก็กลัวผัวรังเกียจ มองว่าแปลกประหลาด โดนทิ้งขว้างขึ้นมาจะทำอย่างไร ร่างบางจึงรั้งรออยู่ในห้องไม่ยอมออกไปด้านนอกเสียที “ทำอะไรอยู่หรือ ฉัตร?” ฟ้าครามรอเมียอยู่นานเห็นน้องไม่ออกมาก็ลุกขึ้นไปรอหน้าประตูห้อง กลิ่นสนิมโชยออกมาปะทะจมูก กลิ่นเข้มข้นกว่าทุกทีจนพ่อเสือหน้าหล่อขมวดคิ้ว ร้อนใจคิดว่าเมียเป็นอะไร “ฉัตร เป็นอะไรหรือเปล่า” ถามออกไปอีกครั้ง มือค้างจับที่กลอนประตูเตรียมบิดเข้าไป “มะไม่ครับ พี่ครามหิวหรอ กินก่อนเลยนะ” เสียงนิ่ม ๆ อ่อนโยนรีบบอกกลับมาจนลิ้นพัน ไม่มีท่าทีจะขยับตัวมาเปิดประตู แกร๊ก “อะ พี่คราม” แน่นอนว่าฟ้าคราม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status