Masukภายในห้องอาหารหรูซึ่งถูกตกแต่งสไตล์จีนมีความเป็นส่วนตัวสูง หลังบริกรเสิร์ฟอาหารทุกจานเสร็จในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ อาหารทุกจานสีสันน่ารับประทานส่งกลิ่นหอมยั่วเย้าให้น้ำย่อยในกระเพาะทำงาน แต่ถึงจะหิวมากเพียงใดคนทั้งสองฝั่งก็ยังไม่มีใครกล้าแตะอาหาร เพราะจุดประสงค์ในวันนี้ไม่ได้มาเพื่อทานข้าว“วันนี้ดูผู้กำกับอารมณ์ดีจังเลยนะ” ธนัทเป็นคนเปิดประโยคแรก เขาหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาจุดแล้วพ่นควันขาวลอยฟุ้งกลบกลิ่นอาหาร“คุณเองก็ไม่ใช่ย่อย” อรรถนพตอบกลับแบบคนไม่ยอมแพ้“แน่นอน แต่ถึงยังไงผมก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี” ธนัทขยี้มวนบุหรี่ในส่วนที่เผาไหม้จนกลายเป็นเถ้ากระดาษลงกับถาดรองก้นบุหรี่ น้ำเสียงเขาตึงเครียดกว่าเมื่อครู่ขึ้นเล็กน้อย“ทำไม”“แม้หัวหน้าจะลาโลกแล้วแต่ก็ยังเหลือลูกน้องเธออีกสองคนไม่ใช่เหรอ คุณคิดเหรอว่าพวกเขาจะไม่สืบเรื่องนี้ต่อ”“ถ้าเป็นเรื่องนั้นคุณไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจะสั่งย้ายพวกมันไปตำแหน่งอื่น”“แล้วคุณแน่ใจได้อย่างไร ก็แค่ย้าย” ธนัทยังคงไม่วางใจกับแผนที่อีกฝ่ายเสนอมา“แล้วคุณจะเอายังไง” อรรถนพเริ่มเสียงแข็งที่อีกฝ่ายไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหาของตัวเอง“ทำให้พวกมันกลัว ไม่กล้าเข้ามายุ่ง
บทที่ 8ผู้กองนารันในร่างหญิงสาวบอบบาง ผิวขาวนวลดุจไข่ปอก ดวงตาแดงก่ำจับจ้องพิธีกรรมเบื้องหน้าอย่างหนักอึ้ง เธอกะพริบตาถี่เมื่อสายตาหยุดที่โลงศพ ที่นั่นมีร่างของเธอเองนอนนิ่งอยู่บนแท่นหน้าเตาเผาภายในวัดคลาคล่ำด้วยผู้คนในชุดดำ ต่างมาร่วมไว้อาลัยแด่ผู้วายชนม์ เมื่อลองกวาดตามอง นารันพบว่าครึ่งหนึ่งคือเพื่อนร่วมรุ่น ส่วนอีกครึ่งคือเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาที่สวมเครื่องแบบเต็มยศสีกากีและสีขาว ดาวบนบ่าแวววาวบ่งบอกถึงตำแหน่งและเกียรติยศของพวกเขานารันยังไม่ก้าวเข้าไปในงาน เธอยืนใต้ร่มไม้ใหญ่ ก่อนจะเลือกนั่งลงที่โต๊ะม้าหินอ่อนสีขาว รอเวลาวางดอกไม้จันทน์พิธีกรกำลังอ่านชีวประวัติของเธออยู่ มันช่างตลกร้าย ใครจะคิดว่าเธอต้องมานั่งฟังเรื่องราวของตัวเองในงานศพ หากพูดออกไปใครก็คงหาว่าเสียสติพิธีการยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ เธอเห็นบิดาและมารดาเธอนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ สารวัตร หางตาหล่อนกระตุกทันที กว่าจะได้เจอทั้งสองลูกสาวที่พวกเขาทอดทิ้งก็เหลือแต่ร่างไร้วิญญาณ เธอไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความผูกพันกับคนพวกนั้น และนารันมั่นใจว่าพวกเขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ส่วนประธานในพิธีวันนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้
“ไม่คิดว่าคุณพราวจะทำส้มตำอร่อยขนาดนี้ พรุ่งนี้ขอแบบนี้อีกถาดใหญ่ได้ไหมคะ” หวาน สาวใช้วัยยี่สิบต้นๆ ชมเปาะ ยกนิ้วให้ด้วยสายตาเป็นชื่นชม หล่อนเป็นคนอีสาน ส้มตำรสนี้ถือว่าถูกต้อง“ได้ ถ้าฉันว่างจะทำให้ทานกันอีกนะทุกคน”จบจากวงส้มตำนารันก็ร่ายรายการมื้ออาหารให้สุนีจัดให้หล่อนในแต่ละมื้อซึ่งส่วนใหญ่เน้นพวกเนื้อสัตว์และผักเขียวเนื่องจากร่างนี้อ่อนปวกเปียก ไม่มีพละกำลังพอที่จะใช้งานหนักๆ เธอจึงจำเป็นต้องฟื้นฟูร่างนี้ให้แข็งแรงพร้อมเป้าหมายใหญ่ตรงหน้า“นะ นี่คุณพราวจะกินหมดเหรอคะ” ปกติเธอกินอย่างกับแมวดม แต่ลิสต์อาหารแต่ละมื้อนี่ปาไปตั้งสี่ห้าอย่าง แถมแต่ละอย่างมีแต่มื้อหนักๆ ทั้งนั้น“หมดสิ จิ๊บจ้อย” หล่อนขยิบตาตอบอย่างคนขี้เล่น“ได้ค่ะ เดี๋ยวป้าจัดให้ค่ะ หวานไปเรียกลุงด่วนมาพาข้าไปจ่ายตลาดหน่อยเร็ว” พอมุกพิชชาเดินพ้นห้องไป สุนีรีบสั่งสาวใช้รุ่นลูกให้ไปตามคนขับรถ เพราะเธอต้องการตุนเนื้อสักสิบกิโล หลังเห็นปริมาณอาหารที่คุณผู้หญิงสั่ง ไหนจะไข่อีกห้าแผงนานๆ ทีภรรยาในนามจะลงมาทานมื้อเช้าพร้อมกับเขา แต่วันนี้มันกับดูแปลกไปหมดทุกอย่างตั้งแต่เมื่อเช้ามุกพิชชาตื่นมาวิ่งออกกำลังหน้าบ้านนานเกือบชั่ว
“เฮียติงลี่มีปัญหาอะไรเหรอ” ฉัตรปวีณ์หันไปแหวใส่พี่ชายซึ่งหล่อนก็ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมฉัตตฤณไม่ชอบแฟนหนุ่มตน ทั้งๆ ที่ผ่านมาชยพลก็เคยช่วยงานเขาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีตั้งหลายงาน“ลื้อมีปัญหาอะไร อาติงลี่” คนเป็นบิดาหลี่ตามองบุตรชายคนโต เรื่องที่ฉัตรตฤณไม่ชอบหน้าชยพลนั้นเขาพอจะทราบอยู่บ้าง แต่งานต่างๆ ที่ผ่านมาเขาก็เห็นชยพลคอยช่วยอยู่เนืองๆ ก็คิดว่าความสัมพันธ์ทั้งคู่คงดีขึ้น“งานผม ผมไม่ต้องการให้ใครมาช่วย ไม่ก็ให้มันไปคุมฝั่งโน้น” ฝั่งโน้นที่ฉัตรตฤณหมายถึงนั่นคือกาสิโนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ที่ตระกูลเขามีหุ้นส่วนอยู่หลายแห่ง“ไม่ได้นะ” ฉัตรปวีณ์ร้องเสียงหลง ค้านหัวชนฝา บ้าเหรอ จะส่งแฟนเธอไปชายแดนเถื่อนๆ แบบนั้นได้ยังไง“เอาล่ะๆ งั้นอาคินย้ายไปอยู่ฝั่ง xx ก็แล้วกัน” เพื่อเป็นการตัดปัญหา ธนัทจึงตัดสินใจให้ชยพลไปคุมสถานบันเทิงทำเลทองแห่งหนึ่งของชลบุรีซึ่งที่แห่งนั้นเป็นแหล่งรายได้มหาศาลเช่นกัน“ครับผม ผมจะทำหน้าที่ให้ดีครับ” ชยพลที่เงียบมาตลอดรีบโค้งตัวเพื่อขอบคุณมาเฟียใหญ่ทันที“หึ” ฉัตรตฤณได้ยินดังนั้นก็ทำเสียงขึ้นจมูกเดินสะบัดหน้าออกจากห้องทำงานของบิดาทันที“แล้วเรื่องคุมงานศาลากลางห
ก่อนกลับบ้านภีมวัจน์สั่งให้คนแวะอีกวัดหนึ่งซึ่งเป็นทางผ่านพอดี ช่วงบ่ายคล้อยแสงแดดเหลืองทองสาดส่องลอดต้นโพธิ์ใหญ่ เมฆขาวดุจปุยนุ่นลอยตัดกับท้องฟ้าสีเข้ม สายลมอ่อนๆ พัดพาความหอมของดอกแก้วส่งกลิ่นโชยไปทั่วบริเวณ เสียงนกกระจิบแว่วประสานกับเสียงระฆังวัดที่ดังขึ้นเป็นจังหวะช้าๆภีมวัจน์เดินนำหน้าโดยมีการ์ดทั้งสี่นายตามติดไม่ห่าง สร้างภาพที่แปลกตาให้แก่ผู้ที่มาทำบุญอยู่ไม่น้อยอดีตมาเฟียก้าวเข้ามาในวัดอย่างเงียบสงบ ในมือถือช่อดอกไม้กุหลาบสีขาวที่น้องชอบ เดินตรงไปยังศาลาที่เก็บอัฐิ การ์ดทั้งสี่นายรู้งาน แยกย้ายกันไปยืนคนละมุมเพื่อให้เวลาส่วนตัวเจ้านายภีมวัจน์หยุดอยู่หน้าช่องกำแพงเล็กๆ ที่มีช่องบรรจุอัฐิน้องสาวตั้งอยู่ มีป้ายไม้เขียนชื่อภีมสินีไว้ชัดเจน เขาวางดอกไม้ลงเบื้องหน้า ก้มกราบเบาๆ ความปวดหนึบในอกพลันตีตื้นขึ้นมาเกือบครบสองเดือนแล้วที่น้องสาวจากไป แต่ไม่เคยมีวันไหนที่พี่ชายอย่างเขาไม่เผลอคิดถึง ไม่เผลอโหยหาเสียงเล็กใสที่ชอบออดอ้อนทุกครั้งที่เจอหน้า ภาพรอยยิ้มสดใสยังวนเวียนในหัวใจไม่เคยจาง เหมือนเธอจะโผล่มาเรียกชื่อเขาได้ทุกเมื่อ ภีมวัจน์ยังจำได้ดีทุกครั้งที่ภีมสินีลงมือทำขนม แม้มันจ
ลานจอดรถโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง“ลุงด่วนรออยู่นี่นะคะ” มุกพิชชาสั่งคนขับรถแล้วเปิดประตูเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแต่เมื่อลับตาของลุงด่วน ตำรวจสาวในร่างคุณหนูผู้อ่อนแอก็เดินเร็วปรี่ออกไปจากประตูด้านหลัง เรียกแท็กซี่ที่จอดรอคนแถวนั้นไปยังสน.ที่หล่อนเคยทำงาน โชคดีที่ระยะทางไม่ได้ห่างกันมาก ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีก็ถึงแล้วตึกสี่ชั้นสีขาวตั้งตระหง่าน ตราโล่ตำรวจสีน้ำตาลและอักษรคำว่า ‘โรงพักเพื่อประชาชน’ เด่นหราอยู่หน้าอาคาร เธอก็เหยียดมุมปากขึ้นยิ้ม แววตาหม่นหมองเศร้าใจ ดวงตาที่เคยสุกใสบัดนี้พร่าเลือนด้วยม่านน้ำตา หล่อนเงยหน้าขึ้นหวังให้สายลมพัดผ่านพาหยาดละอองน้ำให้แห้งเหือด มือที่ตกข้างลำตัวสั่นระริกความรู้สึกอันหลากหลายก็กระแทกเข้าใส่นารันอย่างจัง เธอชื่นชอบอาชีพตำรวจ หล่อนใฝ่ฝันอยากเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นที่พึ่งของประชาชน แต่ตอนนี้หล่อนทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เธอตายเพราะผู้ถือกฎหมายในมือหักหลังและตายด้วยน้ำมือคนที่ขึ้นชื่อว่าแฟนความโศกเศร้าเสียใจเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นแรงอาฆาตแค้นพยาบาทจนดวงตาแดงก่ำหล่อนยืนนิ่งนานเท่าไหร่ไม่รู้ตัว ตัดสินใจเดินไปนั่งยังโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ข้างๆ โรงจอด







