“ให้ตายสิ!”“นี่...นี่คือคนหรือ?”“นี่มันทั้งสูง ทั้งใหญ่ ทั้งกำยำเกินไปแล้วกระมัง?!”แทบจะไม่ใช่คนปกติแล้ว!บอกว่าจวี้เอ๋าเป็นยักษ์ก็เกินไปหน่อย แต่ถ้าบอกว่าเป็นยักษ์ตัวเล็กก็ไม่เกินจริงเลยแม้แต่ประตูใหญ่ของโถงโรงเตี๊ยมเขายังต้องก้มตัวผ่านเข้าไปด้วยซ้ำ โต๊ะเก้าอี้ข้างในที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ดูเล็กจิ๋วผิดปกติ ถึงขั้นที่จวี้เอ๋านั่งไม่ได้เลย“นาย...นายท่านขอรับ โรงเตี๊ยมของเราไม่มีโต๊ะเก้าอี้และม้านั่งที่ใหญ่กว่านี้แล้วขอรับ หรือว่าท่าน...ท่านจะลองไปดูโรงเตี๊ยมอื่น...”“ไม่ใช่ว่าเราอยากจะไล่นายท่านไปนะขอรับ เพียงแต่กลัวว่าจะดูแลนายท่านได้ไม่ดีพอ...”เจ้าของโรงเตี๊ยมและเสี่ยวเอ้อร์เดินเข้ามาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พลางเอ่ยเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวเถ้าแก่โรงเตี๊ยมนี้พูดภาษาจงหยวนได้ ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะเป็นลูกครึ่งสองเผ่าคนประเภทนี้มักไม่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งสองฝ่าย ถูกดูแคลนเป็นอย่างมากแต่การที่เขาสามารถเปิดโรงเตี๊ยมในตลาดการค้าชายแดนได้ ก็แสดงว่าไม่ธรรมดาเช่นกันแม้จะไม่ธรรมดาสักเพียงใด เวลานี้ก็ยังถูกจวี้เอ๋าที่วางมาดดุดัน (ตามที่จู๋เยวี่ยสอนมา) ข่มเสียจนอกสั่นขวัญแขวน
แม้เป่ยเฉินหยวนปรารถนาจะติดตามอยู่ข้างกายหลานซื่อ เพื่อคุ้มกันนางอย่างใกล้ชิด แต่เขาก็รู้ว่าสิ่งที่หลานซื่อพูดนั้นหาได้ไร้เหตุผลไม่ทั้งสองคนพูดคุยตกลงกันได้อย่างรวดเร็วก่อนจากไป เป่ยเฉินหยวนยื่นมีดแขนเสื้อขนาดเล็กที่ประณีตเล่มหนึ่งให้แก่หลานซื่อ พร้อมกับพลุสัญญาณอีกดอกหนึ่ง“ดูแลตัวเองให้ดี หากเจออันตราย ให้ยิงพลุสัญญาณดอกนี้ขึ้นฟ้าเพื่อยืนยันตำแหน่งของท่าน ข้าจะรีบไปถึงตัวท่านทันที”หลานซื่อมองดูมีดแขนเสื้อเล่มนั้น แล้วมองดูพลุสัญญาณอีกคราหนึ่งหลังจากนางรับมาแล้ว ก็นำขวดกระเบื้องเคลือบหลายขวดออกมามอบให้เป่ยเฉินหยวนเช่นกัน“ขวดนี้คือยาถอนพิษผงทำลายไส้เจ็ดวัน หลายขวดเหล่านี้พวกท่านน่าจะใช้ได้ในยามคับขัน มียาสมานแผล ยาถอนพิษ ยาชูกำลัง แล้วก็ขวดนี้...”หลานซื่อเน้นย้ำกับเป่ยเฉินหยวนถึงยาขวดหนึ่งในนั้นที่วาดสัญลักษณ์สีแดงเอาไว้ “นี่คือยาสำหรับใช้ในยามวิกฤต สามารถรีดเค้นเอ็น กระดูก และกล้ามเนื้อทั่วร่างกายให้ระเบิดพลังออกมาได้มากกว่าปกติเป็นเท่าตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ สรรพคุณยอดเยี่ยม แต่ผลข้างเคียงก็รุนแรงมากเช่นกัน ออกฤทธิ์ต่อเนื่องเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น หลังจากหนึ่งเค่อผ่านไปจะหมดแ
“เผ่าโยวหลาน…”หลานซื่อพึมพำชื่อชนเผ่าต่างถิ่นกลุ่มนี้อยู่ในปากจากนั้นสายตานางก็สบกับเป่ยเฉินหยวน“พาไปก่อน”เป่ยเฉินหยวนเอ่ยขึ้นโดยไม่เปล่งเสียง“ตกลง”หลานซื่อพยักหน้า พลางหันไปมองเฒ่าป่าเถื่อนผู้นั้นอีกครั้ง “เจ้าอย่าหลอกข้าเป็นอันขาด มิเช่นนั้น…ข้าก็ไม่ขัดข้องที่จะเอาเจ้ามาทำพิธีเซ่นไหว้เทพเจ้าที่นี่”ส่วนพิธีเซ่นไหว้จะเป็นอย่างไร เฒ่าป่าเถื่อนเพียงเห็น “รูปปั้นเทพเจ้า” บนแท่นบูชานั้น ก็รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น หลานซื่อได้หยิบยาเม็ดหนึ่งออกมา โยนให้เฒ่าป่าเถื่อน“กินเข้าไปเสีย”เฒ่าป่าเถื่อนรับยาเม็ดนั้นไว้ มองหลานซื่อด้วยความลังเลเล็กน้อยหลานซื่อหรี่ตาทั้งสอง จ้องมองเขาไม่วางตาโดยไม่เปิดช่องให้สงสัยเฒ่าป่าเถื่อนกัดฟันกรอด จำต้องกลืนยาเม็ดนั้นลงไปในคำเดียวแต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เฒ่าป่าเถื่อนเพิ่งกลืนยาเสร็จ เป่ยเฉินหยวนที่อยู่ข้าง ๆ ได้ก้าวเข้ามาบีบคอเขาไว้ทันที“อ๊อก ท่านทำอะไรน่ะ…!”เป่ยเฉินหยวนออกแรงกดที่ลำคอของเฒ่าป่าเถื่อนอยู่หลายทีจนเฒ่าป่าเถื่อนที่เดิมทียังคิดตุกติกอยู่ ตั้งใจซ่อนยาเม็ดไว้ในลำคอไม่กลืนลงไป รอหาโอกาสคายออกมาทีหลังถึงกับสะดุ้ง
เมื่อได้ยินคำพูดเหนือจินตนาการเช่นนี้อย่างไม่คาดคิด หลานซื่อขมวดคิ้วทันทีในตอนแรก “เพลา ๆ คำพูดเหลวไหลลงบ้าง ไหนจะบังฟ้าซ่อนตะวันอะไรอีก ตะวันดวงใหญ่ร้อนแรงแห่งฟากฟ้า จะถูกอีกาตัวนิดเดียวบดบังได้อย่างไร?”สายตาอันเย็นชาของนางทอดมองลงไปยังเฒ่าป่าเถื่อน “หากยังพูดจาเพ้อเจ้ออีก เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องอ้าปากแล้ว”เห็นได้ชัดว่าหลานซื่อความอดทนเฒ่าป่าเถื่อนเห็นนางไม่เชื่อเลยสักนิด จึงรีบอธิบาย “ไม่ ๆ ๆ คำพูดนี้อาจดูเกินจริงไปบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าข้ากำลังหลอกนายน้อยอยู่แน่ ข้าเห็นจากกระดาษหนังวัวโบราณ!“ในนั้นบันทึกความเก่งกล้าของยอดปรมาจารย์กู่ท่านนั้น ทั้งยังบรรยายความร้ายกาจของราชากู่อีกาหมึกนี้ไว้ด้วย เพียงแต่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา ซ้ำยังถูกมดแมลงกัดกินไปไม่น้อย ด้านบนเสียหายหนักมาก ตอนที่ข้ามีโอกาสได้เห็น ก็เหลือเพียงสองสามประโยค”พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เฒ่าป่าเถื่อนก็มีสีหน้าจนปัญญาน่าเสียดายเหลือเกิน หากกระดาษหนังวัวโบราณแผ่นนั้นไม่เสียหาย บางทีตนอาจได้พบวิธีการเลี้ยงดูราชากู่อีกาหมึกที่แท้จริงจากในนั้นแล้วก็ได้บางทีตอนนี้ตนอาจจะมีราชากู่อีกาหมึกของจริงไปแล้ว ยังต้องไปกลัวนังหนูผู้ใจคอโห
แทบจะในทันทีที่เสียงของหลานซื่อเงียบลงเสียง “ฉัวะ” สองครั้งก็ดังขึ้นจากทางซ้ายและขวาเฒ่าป่าเถื่อนรีบร้อนเอ่ยปากขึ้นมาโดยพลัน “ให้! ข้าให้!”ตอนนี้จะไม่ให้ก็ไม่ได้แล้วจริง ๆเดิมทียังคิดว่าแม่นางน้อยผู้นี้จากคำขู่ของตนเมื่อครู่ ถึงอย่างไรก็ควรจะมีความกังวลอยู่บ้างแต่คาดไม่ถึงเลยว่านางจะลงมือทันทีที่พูด ท่าทีไม่มีความนุ่มนวลเลยสักนิด ไม่เปิดโอกาสให้เขาเจรจาเลย!ช่างโหดร้ายเหลือเกินเฒ่าป่าเถื่อนเกร็งไปหมดทั้งตัว จ้องมองดาบและกระบี่ที่จ่ออยู่ที่คอของเขาด้วยสายตาสั่นสะท้านเมื่อครู่หากเขาพูดอะไรไปมากกว่านี้แม้แต่ครึ่งคำ คอของเขาถ้าไม่ถูกฟันด้วยดาบก็ถูกปาดด้วยกระบี่ไม่ว่าทางไหนก็ต้องตายอยู่ดี!ไม่รู้เช่นกันว่าแม่นางน้อยผู้นี้เป็นเด็กรุ่นหลังของตระกูลใดกันแน่ การกระทำที่โหดเหี้ยมและเด็ดขาดเช่นนี้ เป็นคนที่ไม่อาจรับมือได้ง่าย ๆ อย่างแท้จริง!เฒ่าป่าเถื่อนเห็นว่าไม่อาจหลอกล่อต่อไปได้แล้ว เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ เขาจึงทำได้เพียงยกมือขึ้นหยิบภาชนะกู่ออกมาจากตัวของเขาอย่างสั่นเทา จากนั้นก็ยื่นมันออกไปด้วยความเสียดายและหวาดกลัว“หวังว่านายน้อยเล็กจะดูแลราชากู่ตัวนี้เป็นอย่างดี ขอเพีย
“ช้าก่อน! หยุด หยุด!”เฒ่าป่าเถื่อนกลัวว่าหลานซื่อไม่พูดพร่ำทำเพลง ก็จะปลิดชีวิตของเขาทันทีเขาอดทนต่อความเจ็บปวดในร่างกาย รีบยกมือขึ้นกล่าวว่า “ข้าคือผู้อาวุโสของเผ่าโยวหลาน ฉายาว่าเฒ่าป่าเถื่อน ไม่ทราบว่าท่านเป็นนายน้อยจากเผ่าใด?”ในเวลานี้เฒ่าป่าเถื่อนร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูกเขาเชื่อมั่นว่าหลานซื่อต้องเป็นนายน้อยของเผ่าใดเผ่าหนึ่งในกลุ่มชนเผ่าของพวกเขา ดังนั้นจึงรีบเอ่ยปากถามหลานซื่อด้วยภาษาชาวต่างเผ่าหลานซื่อนิ่งไปชั่วครู่ นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจออกมา “นายน้อย?”เฒ่าป่าเถื่อนกุมตำแหน่งบาดเจ็บที่ซี่โครงหักสองซี่เอาไว้ ไม่ได้สังเกตว่าหลานซื่อยังคงใช้ภาษาจงหยวนอยู่เขาหน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวด เอ่ยอย่างร้อนรน “ท่านไม่ต้องปิดบังอีกแล้ว ในเมื่อเป็นคนจากพื้นเพเดียวกัน เป็นปรมาจารย์กู่เหมือนกัน แม้จะอยู่คนละเผ่า แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าแกงกันเอง อีกทั้งการพบกันก็นับเป็นวาสนา ขอเพียงท่านไว้ชีวิตข้า ข้ายินดีที่จะมอบของล้ำค่าหลายชิ้นแก่ท่าน!”ดวงตาของหลานซื่อหันเหไป สบกับสายตาของเป่ยเฉินหยวนแม้ว่าเป่ยเฉินหยวนจะฟังบทสนทนาระหว่างหลานซื่อกับเฒ่าป่าเถื่อนไม่เข้าใจแต่จากการแสดงออกของเฒ่