Share

บทที่ 6

Penulis: จิ้งซิง
ผู้ที่มามีรูปร่างสูงสง่าราวกับไผ่สน สวมอาภรณ์เสื้อคลุมสีกรมท่า รูปลักษณ์สง่างาม โฉมหน้าหล่อเหลา

ชื่อของเขาคือเวินฉางอวิ้น เป็นพี่ใหญ่ของนาง และก็เป็นคุณชายใหญ่ของจวนกั๋วกง

“น้องห้า เจ้ารู้ความผิดหรือไม่?”

เวินฉางอวิ้นมองเวินซื่อด้วยสายตาเย็นชา

ความรู้สึกกดดันที่แผ่ลงมาจากด้านบนทำให้เวินซื่อแทบหายใจไม่ออกนิดหน่อย

เมื่อก่อนนางโง่งม คิดเพียงว่าเวินฉางอวิ้นรูปร่างสูงใหญ่ ถึงมอบความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ให้นาง

ทว่าต่อมาจนกระทั่งเมื่อนางเห็นกับตาว่าเวินฉางอวิ้นก้มตัว ก้มหน้าให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเวินเยวี่ยเพียงเพื่อรับฟังความคับข้องใจจากปากของนาง เวินซื่อถึงได้เข้าใจว่าที่แท้ตนเองเป็นเพียงคนชั้นล่างที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของพี่ใหญ่

“ข้าไม่เข้าใจคำพูดของพี่ใหญ่ ไม่ทราบว่าข้ามีความผิดอันใด ขอพี่ใหญ่โปรดชี้แจงด้วย”

ไม่ใช่ว่าเวินซื่อไม่เห็นชุดพิธีการที่เขาถืออยู่ในมือ

ดังนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขามาเพราะเหตุใด

แต่แล้วอย่างไรเล่า?

ไม่ถามสักคำ มาถึงก็อยากให้นางยอมรับความผิด?

มีสิทธิอันใด?

เวินฉางอวิ้นทำสายตาเย็นชา แต่สายตาของเวินซื่อกลับเย็นชายิ่งกว่าเขา

เวินฉางอวิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าเผยความไม่พอใจ “เจ้ามีนิสัยเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร? โอหังทำตัวอำเภอใจถึงเพียงนี้ ไม่รู้หรือว่ากำลังพูดไร”

“ข้าแค่ไม่รู้ว่าข้าทำผิดตรงไหนเท่านั้น นี่ก็ทำให้พี่ใหญ่โมโหแล้วหรือ? คำว่า ‘โอหังทำตัวอำเภอใจถึงเพียงนี้ ไม่รู้หรือว่ากำลังพูดไร’ ช่างทำให้น้องรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมยิ่งกว่าคนที่ถูกปรักปรำที่สุดในโลกอีก”

“เจ้ายังกล้าบอกว่าไม่รู้ตนเองทำผิดตรงไหนหรือ? แล้วนี่คืออะไร?”

เวินฉางอวิ้นโกรธจัด โยนชุดพิธีการมาอยู่ข้างเท้าของเวินซื่อ “พี่รองของเจ้าบอกว่าเจ้าตัดมันกับมือ เดิมทีข้าไม่เชื่อ ถึงอย่างไรชุดนี้ก็เป็นชุดพิธีการที่เจ้ารักทะนุถนอมมากที่สุด แต่ตอนนี้ดูอารมณ์ของเจ้าแล้ว ข้าก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อ”

“ถูกต้อง ข้าตัดเองกับมือ ก็แค่ตัดชุดที่ไม่มีผู้ใดต้องการเท่านั้น หากพี่ใหญ่คิดว่านี่เป็นความผิดของข้า เช่นนั้นก็แล้วแต่พี่ใหญ่จะคิดอย่างไรเถิด”

ถึงอย่างไรในสายตาของเวินฉางอวิ้น ไม่ว่านางจะทำอย่างไรล้วนเป็นความผิดทั้งหมด

แตกต่างจากที่คาดเดาไว้ เวินฉางอวิ้นนึกว่านางจะเถียง เวินซื่อไม่เพียงไม่เถียง แต่ยอมรับโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

“ชุดที่ไม่มีผู้ใดต้องการ?”

เวินฉางอวิ้นยิ่งโกรธขึ้นเรื่อย ๆ “ชุดพิธีการนี้เป็นชุดที่ข้ากับพี่ชายอีกสามคนของเจ้าตั้งใจสั่งทำให้เจ้าร่วมกัน ตอนแรกเจ้าเอาแต่พูดว่าตนเองหวงแหนมันอย่างยิ่ง ตอนนี้กลับบอกว่าเป็นชุดที่ไม่มีผู้ใดต้องการหรือ?”

“ใช่!”

เวินซื่อหันหน้ากลับมาฉับพลัน นัยน์ตาสองข้างของนางมองตรงไปที่นัยน์ตาของเวินฉางอวิ้น ก่อนจะเอ่ยทีละคำ

“ก็แค่ไม่มี ผู้ใด ต้องการ”

นางกล่อมตัวเองอยู่ในใจไม่หยุดว่าให้ใจเย็น ๆ การต่อต้านคนอย่างเวินฉางอวิ้นไม่มีผลดีอะไรกับนางเลย

นางแค่ต้องอดทน อดทนอีก อดทนจนกระทั่งออกจากบ้านหลังนี้...

“อะไรกัน? พี่ใหญ่โกรธมากหรือ? อยากลงโทษข้า? อยากใช้กฎตระกูลกับข้า หรืออยากบังคับให้ข้าคุกเข่าเล่า?”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเวินซื่อกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

นางเหมือนแบ่งออกเป็นสองคนก็ไม่ปาน

คนหนึ่งเกลี้ยกล่อมตัวเองอยู่ในใจว่าให้ใจเย็น ๆ อีกคนกลับคลุ้มคลั่งเหมือนสมองสูญเสียการควบคุม

สุดท้ายนางเลือกปลดปล่อยตนเอง ระบายออกมาก็ระบายออกมาเถิด

อยากลงโทษก็ลงโทษ

ก็แค่คุกเข่าในพิธีปักปิ่นอีกครั้งเท่านั้น

ไม่ใช่ว่าไม่เคยถูกเวินฉางอวิ้นบังคับให้คุกเข่ามาก่อน

“พี่ใหญ่ชอบน้องสาวที่เชื่อฟังมากที่สุดไม่ใช่หรือ? ดีเลย ขอเพียงพี่ใหญ่เอ่ย ข้าจะคุกเข่าให้ท่านทันที จะให้คุกเข่าที่นี่? หรือว่าคุกเข่าข้างนอก? ไม่เช่นนั้นจะให้ไปที่พิธีปักปิ่นหรือไม่? ขอเพียงพี่ใหญ่เอ่ยคำเดียว ข้าคุกเข่าให้พี่ใหญ่ต่อหน้าผู้คนก็ได้? หรือพี่ใหญ่คิดว่าเช่นนี้ยังไม่เพียงพอ...”

เวินซื่อยั่วยุเวินฉางอวิ้นประโยคแล้วประโยคเล่า จนกระทั่งเวินฉางอวิ้นอดทนไม่ไหวอีกต่อไป...

“พอได้แล้ว!”

เวินฉางอวิ้นมองนางอย่างตกใจระคนสงสัย เอ่ยถามว่า “เวินซื่อ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?”

ท่าทางของเวินซื่อในตอนนี้แทบจะล้มล้างความเข้าใจเดิมที่เวินฉางอวิ้นมีต่อน้องสาวผู้นี้

ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนนางเคารพพี่ชายถึงเพียงนั้น เชื่อฟังถึงเพียงนั้น แม้ว่าต่อมานางจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคิดมาก ชอบแย่งความรัก ชอบอิจฉา แต่ก็ไม่เคยไม่เห็นพี่ชายอยู่ในสายตาอย่างเช่นวันนี้เลย

ราวกับว่าบ้าไปแล้วจริง ๆ

เวินซื่อถูกขัดบท รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาไม่เข้าใจของเวินฉางอวิ้น นางก็เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ใช่ ข้าแค่บ้าไปแล้ว”

ถูกพวกท่านบีบให้เป็นบ้า

เวินฉางอวิ้นอ้าปาก อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่มองแววตาเย็นชาเป็นพิเศษของเวินซื่อ เขาก็ขมวดคิ้วช้า ๆ ไม่เอ่ยวาจาอยู่เนิ่นนาน

จนกระทั่งเวินซื่อหมดความอดทนเล็กน้อย เขาถึงค่อยเอ่ยปากกล่าวว่า “พิธีปักปิ่นใกล้จะเริ่มแล้ว ไปกันเถิด”

แต่เขาเหมือนกลัวว่าอีกเดี๋ยวเวินซื่อจะเป็นบ้าเช่นนี้ในพิธีปักปิ่น เขาจึงเอ่ยเสริมเหมือนกับเตือนว่า

“มีแขกเหรื่อมากมายอยู่ที่เรือนด้านหน้า เจ้า...ระวังกิริยาวาจาของตนเองบ้าง อย่าให้สกุลเวินของเราอับอายขายหน้า”

เมื่อเวินฉางอวิ้นเดินออกไปหลายเมตร แต่ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง เขาจึงหันหน้ากลับไปดู ก่อนจะพบว่าเวินซื่อไม่ขยับเขยื้อนเลย

“เหตุใดถึงไม่ไป?”

“พี่รองไม่อนุญาต”

“เหลวไหล”

เวินฉางอวิ้นคิดเพียงว่าเวินซื่อกำลังงอน “วันนี้เป็นวันสำคัญของเจ้ากับน้องหก จะขาดไปไม่ได้”

เวินซื่อมองเขาอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าบอกแล้วว่าพี่รองไม่อนุญาต นี่พี่ใหญ่จะบังคับข้าให้ได้หรือ? หากเป็นเช่นนี้ อีกประเดี๋ยวข้าไปแล้ว หากพี่รองจะตบตีข้า พี่ใหญ่จะขวางแทนข้าหรือไม่? หากไม่ขวาง เช่นนั้นข้าไม่ไปจะดีกว่า จะได้ไม่ถูกตบตีอีก”

เวินฉางอวิ้นหมดความอดทนแล้ว “พี่รองของเจ้าโมโหร้าย แค่ไม่เคยตบตีคนโดยไร้เหตุผล...”

“พี่ใหญ่ตาบอดไปแล้วหรือ?”

เวินซื่อใช้คำพูดเฉียบคมฝืนตัดบทเขา แล้วเอียงใบหน้า “ใบหน้าของข้ายังบวมอยู่เลยนะ? พี่ใหญ่มองไม่เห็น หรือว่าพี่ใหญ่รังเกียจที่จะมอง?”

เวินฉางอวิ้นเพ่งมอง ใบหน้าของเวินซื่อบวมแดงนิดหน่อยจริง ๆ ด้วย หากเดินออกไปเช่นนี้เลย เกรงว่าใครมองเห็นเข้า วันหน้าอาจจะลือคำพูดอะไรที่ไม่น่าฟังก็เป็นได้

เมื่อครู่นี้เขาเอาแต่โกรธเรื่องเวินซื่อตัดชุดพิธีการจนเละ ไม่ได้สังเกตเรื่องพวกนี้เลย

ตอนนี้เห็นแล้ว เขาก็อดขมวดคิ้วอีกครั้งไม่ได้

หรือว่าจื่อเฉินจะลงมือกับน้องห้าจริง ๆ?

เขารู้ว่าน้องรองเป็นคนเจ้าอารมณ์ชอบลงไม้ลงมือนิดหน่อย น้องห้าไม่เชื่อฟังเท่าน้องหกจริง ๆ แต่ว่าต่อให้น้องห้ากระทำความผิดก็ไม่ควรตบตีนางในวันงานสำคัญเช่นนี้ มีเรื่องอะไรรอให้ผ่านไปก่อนแล้วค่อยตีไม่ได้หรือ?

ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย

เวินฉางอวิ้นที่มีปฏิกิริยาแรกก็คือปกป้องชื่อเสียงของจวนกั๋วกงคิดเช่นนี้

เดิมทีเวินฉางอวิ้นอยากให้เวินซื่อไปแต่งหน้าสักเล็กน้อย ปกปิดรอยแดงบนใบหน้า แต่ว่ามีคนมาเร่งข้างนอกอีกแล้ว

เขาจึงได้แต่พูดกับเวินซื่อว่า “อีกประเดี๋ยวเจ้าระวังปกปิดเสียหน่อย หากใครถามก็บอกว่าหกล้ม เข้าใจหรือไม่?”

หกล้ม?

หกล้มอย่างไรถึงโดนแค่ใบหน้าข้างเดียว แถมยังทิ้งรอยฝ่ามืออีก?

เวินซื่อไม่รู้สึกผิดหวังต่อปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้ของเวินฉางอวิ้นเลยสักนิดเดียว นางถึงขนาดคุ้นชินนานแล้ว

“ได้เจ้าค่ะ ขอเพียงพี่ใหญ่ขวางพี่รองแทนข้า เช่นนั้น ข้า จะ ทำ ตามที่พี่ใหญ่บอก”

นางอยากดูว่าทุกคนจะตาบอดเหมือนคนสกุลเวินหรือไม่

ผ่านไปไม่นาน เวินซื่อเดินตามเวินฉางอวิ้นมาถึงเรือนด้านหน้า

เวลานี้เรือนด้านหน้าของจวนกั๋วกงมีผู้คนคับคั่ง คึกคักอย่างยิ่ง

ทันทีที่เวินซื่อเพิ่งปรากฏตัว สายตารอบด้านก็ทอดมองมาที่นาง

ในนั้นมีทั้งเหยียดหยาม เยาะหยันและชมเรื่องสนุก

เวินซื่อจับสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายหนึ่งในนั้นได้อย่างเฉียบคม นางมองตามไปก็เห็นเวินเยวี่ยกำลังยืนอยู่กับบุรุษที่หล่อเหลาสดใสมีความเด็ดเดี่ยวเยือกเย็น

และเจ้าของสายตามุ่งร้ายนั้นก็คือบุรุษผู้นั้นเอง

ชื่อของเขาคือชุยเส้าเจ๋อ ซื่อจื่อแห่งจวนจงหย่งโหว

และเป็นคู่หมั้นที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กของนาง
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi
Komen (1)
goodnovel comment avatar
น.ส.นันทพร กิจสนาโยธิน
ยิ่งอ่านยิ่งสนุก
LIHAT SEMUA KOMENTAR

Bab terbaru

  • หลังบวชชี บรรดาท่านพี่ก็อ้อนวอนให้ข้าสึก   บทที่ 1343

    “เยวี่ยโหรว ไม่ต้องลังเลอีกแล้ว ครั้งนี้ เจ้าไปเถิด”เขาไม่ได้เอ่ยถึงตนเองเพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไร คนผู้นั้นก็คือบิดาของเขาไป๋เยวี่ยโหรวเม้มริมฝีปาก มองเขาด้วยสายตาซับซ้อน “ปาถูเอ่อร์...”นางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ปาถูเอ่อร์กลับขัดจังหวะนางก่อนที่จะได้อ้าปาก เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงกำชับด้วยความห่วงใยประโยคหนึ่ง “ระวังตัวด้วย ดูแลตัวเองให้ดี”จนกระทั่งชั่วขณะนี้เอง ไป๋เยวี่ยโหรวจึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในที่สุดถูกพิษ ถูกบงการ ถูกตามล่า...ความแค้นทั้งหลายนี้ ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเสินอ๋องผู้เฒ่าและปาหย่า รวมถึงปาเก๋อหลู่ ล้วนกลายเป็นความแค้นที่ต้องตายกันไปข้างหนึ่งพวกเขาไม่เพียงคิดร้ายต่อนาง แม้แต่ปาถูเอ่อร์เองก็ต้องเผชิญกับอันตรายมาไม่น้อยวันที่พวกเขาได้พบกับหลานซื่อและพวกเป็นครั้งแรก ไม่ใช่ว่ากำลังถูกปาเก๋อหลู่พาคนตามไล่ล่าอยู่หรอกหรือ?ยามปกติก็ทำเป็นเสแสร้ง ลับหลังก็ลอบวางแผนประทุษร้ายปาถูเอ่อร์ผู้เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดอย่างไม่ลดละเสินอ๋องผู้เฒ่าอาจจะไม่เคยลงมือเอง แต่การนิ่งเฉยและลำเอียงของเขา แท้จริงแล้วก็คือการทำร้ายบุตรชายในไส้ของตนเองรูปแบบ

  • หลังบวชชี บรรดาท่านพี่ก็อ้อนวอนให้ข้าสึก   บทที่ 1342

    หลังจากหลานซื่อปล่อยเลือดจนเต็มชามใหญ่ต่อหน้าแล้ว เสินอ๋องผู้เฒ่าและพวกถึงได้ปล่อยให้นางกลับไปยังกระโจมก่อนตอนที่เดินจากมา ใบหน้าของนางขาวซีด มือซ้ายกุมเป่ยเฉินหยวนไว้แน่น มือขวาจูงเล่อถงหลวม ๆไป๋เยวี่ยโหรวและปาถูเอ่อร์เดินตามหลังนางมาด้วยกันเมื่อกลับถึงกระโจมที่พักของตน หลานซื่อก็เดินโซเซ เกือบจะล้มพับลงกับพื้นแต่ในวินาทีถัดมา มือใหญ่ข้างหนึ่งก็เข้ามาประคองนางไว้ได้ทันท่วงที โอบกอดนางเข้าสู่อ้อมอกในทันใดอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นนี้ทำให้นางที่สูญเสียเลือดมากเกินไป จนแขนขาเริ่มเย็นเฉียบค่อย ๆ อบอุ่นขึ้นเล็กน้อยแต่ผู้ที่โอบกอดนางอยู่นั้นกลับมีสีหน้าเย็นชาจนน่ากลัวเป่ยเฉินหยวนสีหน้าเย็นชา แต่การเคลื่อนไหวของมือนั้นกลับเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ขณะวางหลานซื่อลงพักผ่อนบนตั่ง“ภารกิจในค่ำคืนนี้ไม่อนุญาตให้ท่านเข้าร่วม”เป่ยเฉินหยวนเอ่ยคำพูดนี้ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงด้วยความโกรธเกรี้ยวเห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธเคืองหลานซื่อที่ยืนกรานจะใช้วิธีทำร้ายตนเองเพื่อคลี่คลายเรื่องนี้เมื่อหลานซื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาที่เดิมทีจวนจะปิดลงเพื่อพักผ่อนได้เบิกโพลงขึ้นมาทันควันนางมองบุรุษที่ยืนอยู่ข

  • หลังบวชชี บรรดาท่านพี่ก็อ้อนวอนให้ข้าสึก   บทที่ 1341

    นางก้มหน้ามองมือที่ขาดสะบั้นบนพื้น เปลือกตาที่หลุบลงบดบังไฟโทสะอันพลุ่งพล่านและความเคียดแค้นอันไร้ที่สิ้นสุดในดวงตาของนางนางหญิงชั้นต่ำสมควรตาย!แค้นนี้ นางจะต้องให้นางผู้นั้นชดใช้คืนเป็นร้อยเท่าแน่นอน!“เอาล่ะ พาองค์หญิงไปทำแผล”เสินอ๋องผู้เฒ่าออกคำสั่งสือเซี่ยวรุดขึ้นไปด้านหน้าทันที มือหนึ่งประคองปาหย่า อีกมือหนึ่งกำลังจะไปหยิบมือที่ขาดบนพื้น ในชั่วพริบตานั้นปลายดาบที่แผ่ไอเย็นเยียบก็เฉียดผ่านลำคอของเขาไป ปักมือข้างที่ขาดนั้นไว้กับพื้นสือเซี่ยวสะดุ้งโหยง พลางเงยหน้าขึ้นมองเห็นเพียงองครักษ์ข้างกายธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งต้าหมิงกำลังโน้มมองลงมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา ราวกับกำลังมองคนตายก็ไม่ปาน“เจ้า...”“ยังมัวเหม่ออะไรอยู่เล่า พาองค์หญิงออกไป!”สือเซี่ยวกำลังคิดจะดุด่าเป่ยเฉินหยวน เสียงของเสินอ๋องผู้เฒ่าก็ดังขึ้นตัดบทเขาในทันทีภายในใจของสือเซี่ยวสั่นสะท้านเห็นทีมือข้างนี้ขององค์หญิงคงเอาไปไหนไม่ได้แล้วเขาทำได้เพียงกัดฟัน ตัดใจจากมือที่ขาดบนพื้น แล้วประคองปาหย่าออกไปอย่างระมัดระวังหลังจากพวกเขาเดินออกไป ไม่รอให้หลานซื่อพูดอะไร ไป๋เยวี่ยโหรวก็ผุดลุกขึ้นแล้วเดินไปหาเด็กน

  • หลังบวชชี บรรดาท่านพี่ก็อ้อนวอนให้ข้าสึก   บทที่ 1340

    ปาหย่าคิดไม่ถึงว่า ตนเองพยายามเอาอกเอาใจเสด็จพ่อถึงเพียงนี้แล้วท้ายที่สุด เสด็จพ่อกลับไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะต่อสู้เพื่อนางแม้แต่น้อย ตอบรับเงื่อนไขของสตรีผู้นั้นทันที!นั่นคือมือของนาง!หากต้องเสียมือไปข้างหนึ่ง แล้ววันหลังนางจะไปช่วงชิงตำแหน่งผู้สืบทอดได้อย่างไร?!แม้ก่อนหน้านี้ปาเก๋อหลู่จะถูกกรีดจนตาบอด แต่ดวงตายังเปลี่ยนได้ แต่มือที่ขาดไปนั้นไม่อาจต่อคืนได้อีก!เวลานี้ปาหย่ายังไม่ล่วงรู้สิ่งที่เสินอ๋องผู้เฒ่าได้วางแผนไว้ให้ตนเองแล้วนางรู้สึกเพียงว่าหัวใจเย็นเฉียบถึงขีดสุด สายตาที่มองไปยังเสด็จพ่อของตนเริ่มเจือไปด้วยแววอาฆาตแค้นโดยไม่รู้ตัวเสินอ๋องผู้เฒ่าคล้ายจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง แต่ทันทีที่หันมา ปาหย่าก็เบือนหน้าหนีไปเสียแล้วนางกัดริมฝีปากล่างแน่น ฝืนกลืนความโกรธแค้นและความพยาบาทลงไปในเมื่อเสด็จพ่อปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ ก็อย่ามาตำหนิว่าบุตรสาวอย่างนางไร้น้ำใจ!ปาเก๋อหลู่ที่อยู่ข้าง ๆ มองเห็นทุกอย่างนี้เช่นกันหากจะพูดว่าก่อนหน้านี้เขายังคงสงสัยในคำพูดของปาหย่าที่ว่า เสด็จพ่อเริ่มจะผิดหวังในตัวนางแล้วเช่นกันเช่นนั้นการตัดสินใจเลือกของเสด็จพ่อในตอนนี้ก็ทำให้เขาหมดคว

  • หลังบวชชี บรรดาท่านพี่ก็อ้อนวอนให้ข้าสึก   บทที่ 1339

    นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ สายตาเริ่มจากจับจ้องเวินเฉวียนเซิ่งด้วยเจตนาที่ค่อนข้างร้ายในขณะที่เวินเฉวียนเซิ่งเกือบจะคิดไปว่า บุตรสาวเนรคุณผู้นี้คิดจะฉวยโอกาสเอาชีวิตของเขา สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นระแวดระวังถึงขีดสุดนั้น หลานซื่อก็ยิ้มเยาะเบา ๆ ทีหนึ่ง แล้วจึงละสายตาไปนางมองไปยังเอ้อถานหลัวที่กำลังหลับตาพักผ่อน พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ต้องการให้เอ้อถานหลัวไต้ซือช่วยอะไรข้าบางอย่าง”เมื่อได้ยินหลานซื่อเอ่ยถึงตนเองอย่างกะทันหัน เอ้อถานหลัวจึงลืมตาขึ้นมองนางเพียงแต่รู้สึกอยู่เสมอว่าการที่หลานซื่อลากเขาเข้ามาเกี่ยวข้องในเงื่อนไขข้อที่สามนี้ อาจจะแฝงด้วยเจตนาที่ไม่ดีนักดังนั้นเขาจึงอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธ “อาตมาไม่มีความสามารถอะไร คงไม่อาจช่วยธิดาศักดิ์สิทธิ์ได้”ฟังดูเถิด หลวงจีนชั่วนี่ลืมตาขึ้นมาก็โป้ปดแล้ว ยังกล้าเรียกตัวเองว่าพระสงฆ์อยู่อีกหรือ?แต่ตนเองก็ต้องอาบัติอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเทียบกับหลวงจีนชั่วผู้นี้แล้วก็นับว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกันจริง ๆหลานซื่อท่องอมิตตาพุทธในใจเพื่อสำนึกผิดอีกครา ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เอ้อถานหลัวไต้ซือโปรดวางใจ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงอยากจะขอยืมโลง

  • หลังบวชชี บรรดาท่านพี่ก็อ้อนวอนให้ข้าสึก   บทที่ 1338

    “หากองค์หญิงปาหย่าสนใจคนข้างกายข้าถึงเพียงนี้จริง ๆ วันหลังแม่ชีค่อยจัดให้พวกท่าน ‘พูดคุยกันให้มาก ๆ’ เพียงแต่ตอนนี้คงจะไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องเหล่านี้กระมัง?”หลานซื่อปรายตาขึ้นมอง พลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิมคล้ายกับว่าไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่ปาหย่าเปิดเผยว่าข้างกายนางยังมีผู้ใต้บัญชาที่เก่งกาจอีกคนหนึ่งแม้แต่น้อยนางมองข้ามปาหย่าไป สายตาทอดมองไปยังเสินอ๋องผู้เฒ่า “หรือจะบอกว่า คนที่ค่อนข้างสนใจเรื่องนี้ไม่ใช่องค์หญิงปาหย่า แต่เป็นเสินอ๋องหรอกหรือ?”เสินอ๋องผู้เฒ่าต้องสนใจอยู่แล้วแต่เมื่อเทียบกับเรื่องที่สำคัญตรงหน้านี้ ก็เป็นความสนใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ธิดาศักดิ์สิทธิ์พูดเล่นเสียแล้ว เรากลับเข้าประเด็นหลัก หารือเรื่องการสลายพิษกันต่อเถอะ”เขายกคำพูดก่อนหน้าของหลานซื่อขึ้นมา “ก่อนหน้านี้ธิดาศักดิ์สิทธิ์บอกว่ามีเงื่อนไขทั้งหมดสามข้อ นี่เพิ่งจะพูดไปเพียงข้อเดียว ทำไมไม่บอกอีกสองข้อที่เหลือออกมาเสียเลย พวกเราจะได้เอามาพิจารณาให้ดี”หลานซื่อยิ้มเล็กน้อย นางพยักหน้าเห็นพ้องด้วย “ก็ได้”“เงื่อนไขข้อที่สอง ข้าต้องการเด็กคนนี้”ทันทีที่คำพูดนี้เอ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status