LOGIN“อะแอม” เสียงกระแอมไอของเพทายทำให้พายัพกับพิมพิการีบผละตัวออกจากกันด้วยความไว พิมพิกานั่งก้มหน้าหลบสายตาของทุกคนที่มองมาเนื่องจากทำตัวไม่ถูก ในขณะที่พายัพยังคงทำหน้าระรื่นไม่รู้สึกสะทกสะท้านสักนิดที่ทำให้เธอเขินอายมากขนาดนี้ “ดูสนิทกันจังเลยนะ” แม้จะมองออกอยู่บ้างแต่เพทายก็อยากจะลองถามเพื่อลองเชิงเพื่อนตัวเองดู
“ธรรมดาคนทำงานด้วยกัน” พายัพไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระให้กับคำพูดตัวเอง แต่ทว่าเพทายกลับมองออกว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เขากับมันเป็นเพื่อนกันมาตั้งกี่ปีแค่มองตามันเขาก็เห็นไปถึงไหนต่อไหน “ทำอะไรก็คิดให้ดีแล้วกัน” เพราะรู้ใจมันเขาจึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “คิดมาดีแล้ว” นั่นหมายความว่า มันจะยอมรับผลที่ตามมาหลังจากจากนี้ด้วยใช่ไหม แม้จะมึนงงในสิ่งที่พายัพกับเพทายพูดกัน แต่ถึงกระนั้นพิมพิกาก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม เธอนั่งจิบเครื่องดื่มของตัวเองอย่างเงียบ ๆ พร้อมมองไปยังชั้นล่างของร้านที่มีผีเสื้อราตรีกำลังโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างเมามัน เธอมองสิ่งเหล่านั้นด้วยแววตาเรียบนิ่ง “อยากลงไปเต้นกับเขาบ้างไหมล่ะ” พิมพิกาหันมองพายัพก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ ให้ไปเต้นแบบนั้นเธอไม่เอาหรอกมันไม่ใช่แนวของเธอ “ทำไม” “พิมไม่ค่อยชอบ คนเยอะเบียดกันมันอึดอัด” เวลาล่วงเลยหมุนผ่านจนกระทั่งเที่ยงคืนโทรศัพท์มือถือของพิมพิกาก็ส่งเสียงแผดร้องดังขึ้นมาแข่งกับเสียงเพลงในคลับไม่หยุด พร้อมทั้งเสียงสั่นของข้อความที่ถูกส่งเข้ามาไม่หยุดหย่อนเช่นกัน พิมพิกาจึงล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดดูเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ทั้งกระหน่ำโทรมาและส่งข้อความหาเธอไม่รอช้าที่จะพิมพ์ข้อความตอบกลับ จากัวร์: พี่มารออยู่หน้าคลับแล้วนะ คุยงานเสร็จหรือยัง ไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์หรือไง พึ่โทรไปหลายสายแล้วนะ เห็นข้อความพี่ก็ตอบกลับด้วยล่ะกัน พี่รออยู่หน้าคลับ พิมพิกา: เดี๋ยวหนูลงไปค่ะ พี่รอแป๊บนะ หนูขอบอกเจ้านายก่อน จากัวร์: โอเค “อุ้ย” เป็นอีกครั้งที่พิมพิกาสะดุ้งตัวตกใจเมื่อเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ขึ้นมาชนกับปลายจมูกของพายัพเข้าอย่างจัง เธอไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาขยับเข้ามาใกล้เธอตอนไหน แล้วเขาต้องเป็นคนแบบไหนกันถึงได้อยากรู้เรื่องคนอื่นออกนอกหน้าขนาดนี้ เธอจึงชักสีหน้าใส่พายัพด้วยความไม่พอใจ “พิมว่ามันจะเกินไปหน่อยนะคะ” “ฉันก็แค่จะดูว่าเธอคุยกับใครก็เท่านั้น” “มารยาทบอสรู้จักไหมคะ” พิมพิกากระแทกเสียงใส่พร้อมหยิบกระเป๋าเตรียมจะลุกขึ้นยืน “จะกลับแล้วเหรอพิม” เพทายที่นั่งมองอยู่จึงเอ่ยถาม “ใช่ค่ะคุณเพทาย พอดีว่าพี่ชายพิมมารอพิมอยู่ที่หน้าคลับแล้ว” พิมพิกาตอบพลางขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเธอเห็นว่าดวงตาของเพทายเป็นประกายยามเธอบอกว่าใครเป็นคนมารอรับเธออยู่หน้าคลับ ต่างจากพายัพที่กำลังเหยียดยิ้มเย้ยหยันออกมา “ยังไงวันนี้พิมขอตัวกลับก่อนนะคะ” “ไปสิเดี๋ยวฉันไปส่ง” พายัพรีบออกตัว และไม่รอให้พิมพิกาได้เอ่ยปฏิเสธเขาดันหลังหญิงสาวไปด้านหน้าเพื่อให้เธอเดินนำออกไป เช่นเดียวกับเทพายที่ลุกเดินตามขึ้นมาติด ๆ แม้จะงงงวยให้การกระทำของสองคนนี้แต่พิมพิกาก็ไม่กล้าเอ่ยขัดยอมเดินนำออกมาอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งถึงประตูหน้าคลับ “ฉันส่งเธอแค่ตรงนี้นะ ขืนฉันเดินไปส่งเธอถึงที่ ฉันกลัวว่าจะมีคนอกแตกตายเอา” พิมพิกาขมวดคิ้วมุ่น “พูดอะไรของบอสกันคะ” “ฉันก็พูดไปเรื่อยนั่นแหละน่ะเธอรีบเดินไปหาพี่ชายเธอสิ” แม้จะสงสัยแต่พิมพิกาก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยนั้นไว้ เธอกล่าวลาพายัพและเพทายอีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินมาหาพี่ชายของเธอที่กำลังยืนเท้าสะเอวสูบบุหรี่อยู่ “พี่จากัวร์” จากัวร์หันมามองพิมพิกาพลางโอนบุหรี่ทิ้งแล้วใช้รองเท้าขยี้เบา ๆ เพื่อดับไฟของมัน จากัวร์มองสำรวจน้องสาวตัวเองอย่างพินิจพิจารณา “ไม่เมานะ” “ไม่เมาค่ะ หนูดื่มไปนิดเดียว” “งั้นกลับบ้านกันปะ” “ไปค่ะ” ในตอนที่กำลังขึ้นรถมีหนึ่งจังหวะที่จากัวร์หันมามองคลับตรงหน้า แค่เพียงแวบเดียวเท่านั้นเขาก็หันหน้ากลับไปจึงไม่ทันได้เห็นว่ากำลังมีสายตาถึงสองคู่กำลังจับจ้องมองพวกเขาอยู่ในมุมมืดตรงนี้ **** ในวันหยุดยาวของเทศกาลปีใหม่ พิมพิกาใช้เวลาอยู่เลี้ยงฉลองกับผู้เป็นพี่ชายในวันสิ้นปี ถัดมาอีกวันพิมพิกาก็ออกเดินทางมาเที่ยวทะเลกับอรปรียา เธอกับอรปรียาพากันมาเที่ยวทะเลที่กระบี่ จองทริปดำน้ำดูปะการังด้วยกัน พิมพิกาคิดว่าทริปนี้เธอกับอรปรียาจะมากันแค่สองคนแต่พอถึงเวลาขึ้นเรือแล้วเธอต้องผงะเมื่อพบกับพายัพ ภพนินิจ และเทพาย พิมพิกาหันไปจิกตาใส่เพื่อนสนิท เพราะอรปรียาเป็นคนจองทริปนี้และอรปรียาไม่บอกอะไรกับพิมพิกาเลย ไม่บอกว่าจะมีคนอื่นมาร่วมทริปด้วย เพราะเกิดเธอรู้ว่าทริปนี้จะมีพายัพมาเธอขอนอนเหงา ๆ อยู่ที่บ้านดีกว่า ดีกว่ามาเจอหน้าคนอย่างเขา เธอน่ะเบื่อหน้าเขาจะตายอยู่แล้ว ไอ้ผู้ชายกระล่อนที่ชอบจับเธอจูบบ่อย ๆ เวลาไม่ได้ดั่งใจตัวเองน่ะ “ขอโทษนะเพื่อนรัก” เธอจะไม่มีวันยกโทษให้ แม้จะไม่พอใจเพียงใดแต่พิมพิกาก็ต้องข่มความโกรธไว้ปั้นหน้ายิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรทั้งที่ในใจอยากจะหยุมหัวอรปรียาอยู่ร่อมร่อ เธอกล่าวทักทายทุกคนเล็กน้อยตามมารยาทก่อนจะปลีกตัวเองมายืนรับลมเงียบ ๆ อยู่ตรงหน้าเรือ มองผืนทะเลกว้างใหญ่อันไกลโพ้นเบื้องหน้า นานมากแล้วที่เธอไม่ได้มาเที่ยวแบบนี้ก็ตั้งแต่ที่พ่อกับแม่จากไปกระมัง “คลุมไว้ซะ” “อะไรกันเนี่ยบอส” พิมพิกาหันไปแหวใส่พายัพด้วยความไม่พอใจเมื่อจู่ ๆ เขาก็เอาผ้ามาโยนใส่เธอแล้วบอกให้เธอคลุมไว้ “เธอแต่งตัวโป๊ไป” “ก็มาทะเลไงคะบอส” มาทะเลใส่ชุดบิกินีเล่นน้ำทะเลผิดตรงไหน ใคร ๆ เขาก็ใส่กัน “แต่มันโป๊ไปไง” “ไร้สาระน่าบอส” พิมพิกาว่าอย่างเบื่อหน่ายเอาผ้าคลุมคืนพายัพไป “พิม” พายัพกดเสียงต่ำจ้องหน้าพิมพิกานิ่งเมื่อโดนเธอขัดใจ พิมพิกาไม่ใช่คนผอมบอบบาง และเธอก็ไม่ใช่คนอ้วน เป็นคนที่มีน้ำมีนวลหุ่นของเธอชวนหลงใหล ชนิดที่ว่าถ้าได้สัมผัสคงเต็มไม้เต็มมือ “อะไรหนักหนาบอส พิมเริ่มจะรำคาญแล้วนะ” “ใส่ไว้” “จะใส่ทำไม พิมไม่อยากใส่” “เพราะฉันหวงไง ไม่อยากให้ใครมองเธอ”วันเวลาหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็วรู้ตัวอีกที อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงวันครบรอบหนึ่งปีของเธอกับพายัพ พิมพิกาคิดหัวแทบแตกว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญวันครบรอบให้กับพายัพดี มันเป็นโจทย์ที่ยากมากก็เพราะว่าพายัพมีทุกอย่าง เขาเพรียบพร้อมไปทั้งหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิต พิมพิกาจึงไม่รู้ว่าเธอควรให้อะไรเขามันถึงจะดูคู่ควรกับคนอย่างพายัพ แต่ก่อนจะถึงวันครบรอบเพียงไม่กี่วันพิมพิกาดันป่วยหนักซะอย่างนั้น นอนซมเป็นผักเน่าอยู่บนที่นอนมาเป็นอาทิตย์แล้ว “พิม” “หือ” พิมพิกาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาครางตอบพายัพแต่ด้วยความหนักอึ้งทำให้พิมพิกาไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองเขา หลายวันมานี้พิมพิกาป่วยบ่อยและจากัวร์เองก็ไม่ได้อยู่บ้าน พายัพจึงให้หญิงสาวมาอยู่ที่คอนโดเขาชั่วคราวเพื่อที่เขาจะได้ดูแลหญิงสาวยามที่เธอป่วย ใบหน้าซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดล่อเลี้ยงพาให้ใจพายัพกระตุกด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวจับใจ จนเขาต้องปลุกหญิงสาวขึ้นมาทานยาอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้เธอหลับไป “พิมอยากอ้วกจังเลยค่ะ” พิมพิกาว่าอย่างแผ่วเบา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้ยินมันเต็มทั้งสองรูหู พายัพหยิบกระโถนที่เขาซื้อเตรียมไว้ยื่นให้พิมพิกา เนื่องจา
“พิม” “……..” “พิม” “ฮะ” พิมพิกาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็มีแรงมาสะกิดที่ไหล่ของเธอพร้อมตะโกนเรียกชื่อเธอเสียงดังลั่น “เป็นอะไรฮะ” จากัวร์ถามอย่างห่วงใยพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของน้องสาวเป็นระยะ เขากลับบ้านมาก็เห็นว่าพิมพิกานั่งเหม่ออยู่เรียกชื่อเท่าไรก็เธอก็ไม่ตอบจึงเดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อให้เธอรู้สึกตัว “กลับมานานแล้วเหรอคะ” แทนที่จะตอบคำถามพี่ชายแต่พิมพิกาเลือกที่จะถามจากัวร์กลับ เธอยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับคืนเข้าร่าง ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอนั่งเหม่ออยู่ตรงนี้นานเท่าไรแล้ว และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่จากัวร์กลับบ้านมา เสียงรถของเขาไม่ดังเข้าหูเธอเลยสักนิด พิมพิกาเอาแต่คิดเรื่องที่ได้เห็นมาก่อนหน้าจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างตัวเองไปเลย “ไม่นานเท่าไร ว่าแต่เราเถอะเป็นอะไร พี่เรียกเราตั้งนานแต่เราไม่ได้ยินพี่เลยจนพี่ต้องเดินเข้ามาสะกิด มีเรื่องอะไรรึเปล่า” จากัวร์ลูบไล้ศีรษะพิมพิกาเบา ๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมหญิงสาวอยู่ยังไงอย่างนั้น พลางโน้มหน้าลงสบตาเธอและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเคล้าเต็มไปด้วยความห่วงใย พิมพิกาเม้มปากแน่
หลายวันต่อมา หลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่พายัพตะคอกใส่พิมพิกา หญิงสาวก็ไม่เคยเซ้าซี้ถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายอีกเลย เธอรู้เท่าที่เขาอยากให้เธอรู้และเจียมตัวเองอยู่เสมอ การกระทำของพายัพในวันนั้นพิมพิกาพยายามทำเป็นเหมือนไม่สนใจ ทำเหมือนไม่รู้สึก แต่ทว่าความจริงแล้วลึก ๆ เธอก็เสียใจและรู้สึกน้อยใจเขาเพียงแต่เธอไม่พูดออกมาก็เท่านั้น เธอกลับมาทำตัวปกติเหมือนอย่างเช่นทุก ๆ วัน กลางวันทำงาน ส่วนกลางคืนก็ไปนอนค้างกับเขาบ้างถ้าพี่ชายเธอต้องทำงานดึกดื่น เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับพายัพยังคงเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ แต่จะไม่มีใครรู้เลยมันก็คงไม่ใช่เพราะภพพินิจ เพทาย หรือแม้แต่อรปรียาก็ต่างรู้ถึงความสัมพันธ์ลับ ๆ นี้ของเธอกับเขา มีเพียงสามคนนี้ที่รู้เท่านั้นเพราะแม้แต่ตัวของจากัวร์เองพิมพิกาก็ไม่เคยบอก พี่ชายของเธอรู้ว่าเธอมีแฟน แต่ไม่รู้ว่าแฟนของเธอคือใคร พายัพ: ใบออเดอร์ลูกค้าอยู่ไหน ส่งมาในเมลให้หน่อยนะ ในขณะที่พิมพิกานั่งเหม่อเสียงข้อความไลน์ก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมา เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นพายัพที่ทักไลน์มาหา พิมพิกาไม่รอช้าที่จะตอบกลับไป พิมพิกา: พิมขอเช็กก่อนนะคะ
กลับมาถึงห้องพายัพไล่พิมพิกาให้เข้าไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเขาก็เข้าครัวทำมาอาหารเตรียมไว้ให้เธอแล้วค่อยอาบน้ำทีหลัง อาหารง่าย ๆ ที่พายัพเลือกทำคือข้าวผัดที่พิมพิกาอยากทาน พายัพทำอาหารอย่างขะมักเขม้นเชียวชาญราวกับเชฟมืออาชีพ เขาสามารถทำอาหารได้หลายอย่างและหลายเชื้อชาติเนื่องจากตอนที่พายัพอยู่ต่างประเทศเขาทำอาหารทานเองบ่อยมาก แต่พอกลับมาอยู่ประเทศไทยพายัพก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานเขาจึงไม่ค่อยได้ทำอาหารทานเอง ส่วนใหญ่เขาจะสั่งมาหรือไม่ก็ไปทานที่ร้านเองมากกว่า แต่พอมีพิมพิกาเข้ามาดูเหมือนว่าช่วงนี้พายัพจึงได้กลับมาทำอาหารบ่อยขึ้น ข้าวผัดง่าย ๆ อย่างข้าวผัดกุ้งถูกนำมาเทลงจานสองใบอย่างพิถีพิถัน ก่อนที่พายัพจะรับรู้ถึงวงแขนเรียวเล็กที่กอดรัดเขาจากทางด้านหลัง “หอมจัง” คนตัวเล็กชะโงกหน้ามาดูอาหารที่พายัพทำ กลิ่นหอมของข้าวผัดทำท้องของเธอร้องประท้วงออกมาด้วยความหิว “หอมจริง” พายัพหันกลับมาพูดกับหญิงสาว ริมฝีปากหยักของของเขาบิดยิ้ม “หมายถึงพิม” พิมพิกายิ้มกรุ้มกริ่มอย่างรู้ทัน คราวนี้เขาไม่ได้แอ้มเธอหรอกเพราะเธอรู้ทัน มุกที่เขามักจะเล่นอยู่ประจำทุกครั้งเธอรู้ทันมันหมดแล้ว “เป
เมื่อวันหยุดพี่ชายอย่างจากัวร์ไปเที่ยวกางเต็นท์กับพวกลูกน้องที่ร้าน พิมพิกาจึงถือโอกาสนี้มานอนที่ห้องของพายัพเมื่อคืน เช้านี้เขาและเธอจึงได้มีโอกาสมาวิ่งออกกำลังกายด้วยกันที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ คอนโดของพายัพ เขาและเธอวิ่งเคียงคู่กันไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบนัก ลมหายใจของพิมพิกาหอบหนักเพราะนานมากแล้วที่เธอไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้ ครั้งล่าสุดที่วิ่งเท่าที่เธอจำได้ก็น่าจะเป็นตอนติดกีฬาสีของโรงเรียนเมื่อตอนมัธยมต้น และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้อีกเลยด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือเหนื่อย แต่เพื่อผู้ชายวันนี้เธอขอสู้ตายแล้วกัน คิดได้ดังนั้นพิมพิกาก็ออกแรงวิ่งให้เร็วขึ้นอีกนิดเพราะต้องการวิ่งให้รอบสวนสาธารณะแห่งนี้เร็ว ๆ ตอนนี้ร่างกายของเธอค่อนข้างสะบักสะบอมเหงื่อเปียกโชกไปทั้งตัว ที่สำคัญเธอแทบจะลงไปนอนกับพื้นอยู่ร่อมร่อ สภาพของหญิงสาวช่างแตกต่างกับชายหนุ่มยิ่งนัก เพราะนอกจากเหงื่อที่ท่วมตัวของพายัพเขาก็ไม่แสดงท่าทีอย่างอื่นออกมาอีกเลย “เหนื่อยแทบบ้า” พิมพิกาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้แรง ๆ พร้อมหอบหายใจหนักยื่นมือไปรับขวดน้ำจากมือของพายัพกระดกดื่มอย่างกระหาย ในระหว่างนั้นพายัพที่ยืนอยู่ก็สังเกตเห
ใบหล่อหล่อเหลาประดับไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ขับให้พายัพเวอร์ชั่นนี้มันยากจะต้านทานเสียเหลือเกิน ทั้งคำพูดทั้งการกระทำของพายัพพาหัวใจพิมพิกาสั่นระรัวเสมือนกลองชุดใหญ่ ใบหน้านวลขาวขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายจนต้องเบือนหนีสายตาคมกริบของพายัพที่มองมาแต่แล้วพิมพิกาก็ต้องสะดุ้งเมื่อสายตาของเธอดันเหลือบไปเห็นคู่รักชาวต่างชาติกำลังจูบดูดปากกันอย่างดูดดื่มเธอจึงต้องรีบเบือนหน้าหลบหันมาสบตากับพายัพอย่างเลี่ยงไม่ได้ “หึ” เสียงทุ้มเค้นหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูในท่าทีของหญิงสาว ตัวพายัพเองมองเห็นคู่รักคู่นั้นจูบกันอยู่นานแล้วเพียงแค่เขาไม่อยากสนใจ ต่างบ้านต่างเมืองวัฒนธรรมย่อมแตกต่างกันออกไปซึ่งการแสดงความรักในพื้นที่สาธารณะแบบนี้สำหรับบ้านเมืองเขาถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก “อะไรเล่า” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของหญิงสาวทำให้เธอน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเก่าจนพายัพอยากจะจับเธอมาฟัดแก้มจนช้ำ “อยากจูบแบบนั้นไหม” ถามพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ตลกเหรอคะบอส” ก่อนจะโดนคนตัวเล็กถลึงตาใส่ด้วยความไม่พอใจอย่างที่เขาคิดไว้ “ตอนกลางวันเรายังจูบกันกลางทะเลเลยนะ เธอลืมไปแล้วหรือไง” ยิ่งเห็นว่าเธอหน้าแดงหนัก พายัพก







