LOGINชีวิตของพิมพิกาวนเวียนอยู่กับการทำงานเฉกเช่นเดียวกับในทุก ๆ วัน เช้ามาทำงาน เย็นก็กลับบ้าน ในช่วงวันหยุดก็ใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับพี่ชาย ไปเที่ยว ดูหนัง หรือแม้แต่นั่งสังสรรค์ตามประสาพี่น้อง
ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่เมืองกรุงพิมพิกาไม่เคยเห็นเพื่อนของจากัวร์เลยสักคน หลายครั้งที่พิมพิกานึกสงสัยว่าพี่ชายเธอจะไม่มีเพื่อนที่เมืองกรุงเลยเหรอก็ในเมื่อเขามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตั้งหลายปี หลายครั้งที่เธอตั้งคำถามและคิดหาคำตอบเจอจึงถามจากัวร์ไปตรง ๆ ว่าทำไมเธอถึงไม่เห็นเพื่อนของเขาเลย พี่ชายของเธอไม่มีเพื่อนเหรอ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ “เคยมี” แม้จะมึนงงกับคำตอบที่ได้รับแต่พิมพิกาก็ไม่คิดซักไซ้อะไรไปมากกว่านี้เมื่อเธอได้เห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักของพี่ชายหรือแม้แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง พิมพิกาไม่รู้ว่าจากัวร์มีเรื่องราวใดในใจ แต่พิมพิกาก็รับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้จากัวร์เจ็บปวดมาก “พิม” “……..” “พิมพิกา” “คะ บอส” พิมพิกาสะดุ้งตัวตกใจก่อนจะละล่ำละลักตอบพายัพที่กำลังยืนกอดอกมองเธออยู่ “เหม่ออะไร เธอคิดอะไรอยู่” พายัพเลิกคิ้วถามมองหญิงสาวด้วยความสงสัยเมื่อเขาเรียกเธอนานมาก แต่เธอก็ไม่คิดจะสนใจเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ได้เหมือนคนมีเรื่องหนักใจอยู่อย่างไรอย่างงั้นเลย “ฉันก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละค่ะ ว่าแต่บอสมีเรื่องอะไรจะใช้พิมไหมคะ” พิมพิกาตอบปัดออกไป ถามถึงความต้องการของใครอีกคนที่ทำให้เขามาอยู่ยืนอยู่ตรงนี้ “ผมต้องการตรวจดูใบออเดอร์สินค้าที่คลับBXLมาสั่งสินค้าเมื่ออาทิตย์ก่อน คุณช่วยหาให้หน่อยผมหน่อยนะ” “แค่นี้ใช่ไหมคะ” “ขอกาแฟสักแก้วด้วยแล้วกัน” “ได้เลยค่ะบอส” สั่งงานเสร็จพายัพก็เดินกลับเข้าห้องทำงานของตัวเองไป เช่นเดียวกับพิมพิกาที่เริ่มลงมือหาใบออเดอร์ที่พายัพต้องการ อีกทั้งยังต้องชงกาแฟให้กับชายหนุ่มเมื่อได้ทั้งสองอย่างตามที่ชายหนุ่มสั่งพิมพิกาก็เดินเอาเข้ามาให้พายัพในห้องทำงาน เมื่อวางแก้วกาแฟลงอย่างเบามือพร้อมกับวางเอกสารในมือลงตรงหน้าของพายัพ “เรียบร้อยแล้วค่ะบอส” “คุยไปเตรียมตัวนะเราต้องเข้าไปคุยเรื่องออเดอร์ที่คลับด้วยกัน” พิมพิกาขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินพายัพพูดอย่างนั้น “คะ” เอ่ยถามเขาอย่างไม่เข้าใจ เพราะหน้าที่นี้มันเป็นของภพนินิจไม่ใช่หรือไง “ไอ้ภพมันไม่อยู่” “อ๋อค่ะ” พิมพิกาว่าอย่างเข้าใจ เมื่อคุยทุกอย่างเข้าใจตรงกัน ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พอถึงเวลาเลิกงานเธอก็เก็บกระเป๋ารอพายัพเพื่อที่จะไปคุยเรื่องออเดอร์สินค้าที่ผิดพลาดที่คลับด้วยกัน ในระหว่างที่ยืนรอพายัพอยู่นั้นพิมพิกาก็ไม่ลืมที่จะกดโทรไปหาจากัวร์บอกเขาให้ทราบว่าวันนี้เธออาจจะกลับบ้านดึกเนื่องจากมีคุยงานต่อ จากัวร์: จะกลับเองหรือให้พี่ไปรับ “หนูกลับเองได้ค่ะ เดี๋ยวนั่งแท็กซี่กลับเอง” จากัวร์: มันดึกไหมล่ะ ถ้ามันดึกก็ทักมาหรือโทรมาก็ได้เดี๋ยวพี่ไปรับเอง ดึกแล้วนั่งแท็กซี่กลับคนเดียวมันอันตรายพี่เป็นห่วง “หนูโตแล้วนะ” จากัวร์: โตแค่ไหนก็ยังเด็กสำหรับพี่อยู่ดี “หึ หนูวางนะ” จากัวร์: ดูแลตัวเองดี ๆ “รับทราบค่ะนายท่าน” จากัวร์: เดี๋ยวเหอะ พิมพิการีบกดวางสายเนื่องจากกลัวว่าผู้เป็นพี่ชายจะดุเธอไปมากกว่านี้ เธออมยิ้มให้กับโทรศัพท์ตัวเองเบา ๆ ให้กับความน่ารักของจากัวร์ “ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไร คุยกับใครน่ะเมื่อกี้แฟนเหรอ” พิมพิกาสะดุ้งตัวตกใจเมื่อจู่ ๆ พายัพก็เดินเข้ามาทักแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง “แฟนเฟ้ออะไรกันคะ พิมไม่มีแฟนหรอกค่ะ” พิมพิกาตอบปัดพลางเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากลับมายืนตัวตรงจ้องหน้าพายัพ “แล้วเมื่อกี้เธอคุยกับใคร” คุยกับใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขา ทำไมพายัพต้องมายืนจ้องหน้าเธอด้วยสายตาที่พร้อมจะกินเลือดกินเนื้อขนาดนั้น ทำเหมือนโกรธกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน แล้วถ้าเขาโกรธ เขาโกรธเธอเรื่องอะไร โกรธเธอที่คุยโทรศัพท์ หรือโกรธที่เธอคุยกับใคร แต่ไม่ว่ามันจะเป็นข้อหนึ่งหรือข้อสองเธอก็ไม่เห็นว่ามันจะมีข้อไหนที่เกี่ยวข้องกับพายัพ “คุยกับพี่ชายค่ะ บอสมีอะไรไหมคะ” พิมพิกาว่าอย่างนึกรำคาญในตัวพายัพ “ไม่มี” เขาตอบเสียงเรียบนิ่งก่อนจะออกแรงเดินนำพิมพิกาไปที่ลิฟต์ พลันเรียวปากหยักกระตุกยิ้มร้ายกาจออกมาโดยที่พิมพิกาไม่มีทางได้เห็นมัน ในเวลาต่อมาทั้งพายัพและพิมพิกาก็มาอยู่ที่คลับBXL คลับแห่งนี้พิมพิกามาหลายครั้งแล้ว เมื่อก่อนเธอมาที่นี่กับภพพินิจบ่อยจะตายไป หนำซ้ำเจ้าของคลับอย่าง ‘เพทาย’ ก็ยังเป็นเพื่อนสนิทกับภพพินิจและน่าจะเป็นเพื่อนสนิทของพายัพด้วยเช่นกัน “สวัสดีค่ะ” พิมพิกายกมือไหว้สวัสดีเพทายก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงโซฟาตัวเดียวกันข้าง ๆ พายัพ “สวัสดีครับ” เช่นเดียวกับเขาที่เอ่ยทักทายเธอกลับ แล้วหันไปพูดคุยกับพายัพเรื่องที่สั่งออเดอร์ผิดพลาด ในขณะที่พิมพิกานั่งฟังอย่างเงียบ ๆ พลันจิบเบียร์ไปด้วย “ทำงานกับไอ้พายัพเป็นไงบ้างครับพิม” จู่ ๆ เพทายก็หันมาถามเธอ “จะพิมให้พูดความจริงเหรอคะ” พิมพิกาว่าพลางกลั้วหัวเราะ “ก็พูดออกมาสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันในสายตาของเธอฉันเป็นคนแบบไหน” พายัพยิ้มร้ายจ้องมองพิมพิกาด้วยแววตานึกสนุก “เผด็จการ จู้จี้จุกจิก แล้วก็ขี้บ่น” พิมพิกาตอบออกไปโดยไม่ต้องคิดทำให้เพทายที่ได้ฟังถึงขั้นระเบิดหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ “มีอีกอย่างที่เธอลืมพูดไป” พายัพแทรกขึ้นมุมปากเผยรอยยิ้มร้าย “อะไรคะ” พิมพิกาทำหน้าไม่เข้าใจ “ฉันชอบจูบเธอ” “บอส” “ฮะ” พิมพิกาเรียกชื่อพายัพเสียงหลงในขณะที่เพทายเองก็ตกอยู่สภาวะนิ่งค้างอย่างคนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เขารู้ว่าเพื่อนเขามันร้าย แต่ไม่คิดว่ามันจะไม่เว้นเลยแม้กระทั่งเลขา เลขาที่เป็น…… ช่างมันเถอะ แต่ไม่ว่าเลขามันจะเป็นอะไร เป็นใครมันก็ควรเว้นบ้างปะวะ “ทำไมเขินเหรอ” พายัพยังไม่หยุดความร้ายกาจยังมีหน้าก้มลงมากระซิบถามพิมพิกาที่นั่งหน้าแดงก่ำแทบจะมุดหัวลงไปกับโต๊ะไปอยู่ร่อมร่อ “พิมอาย” พิมพิกาตอบเสียงแผ่ว “คนกันเองทั้งนั้นเธอจะอายทำไม ให้ฉันจูบเธอโชว์มันตอนนี้ยังได้เลยเถอะพิม” นั่น! ก็เป็นเพราะคุณมันหน้าด้านไงคุณพายัพ“เฮ้อ” พายัพถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกเมื่อเห็นเสื้อผ้าของลูกที่เขาต้องซัก พายัพซักผ้าลูกทุกวัน รวมถึงผ้าของเขากับพิมพิกา บวกกับทำงานบ้านทั้งหมด เขาจะจ้างแม่บ้านมาแบ่งเบาภาระพิมพิกาก็ไม่ยอมคัดค้านเขาหัวชนฝาเสมือนว่าเธอกำลังแกล้งเขาอยู่ยังไงอย่างนั้น งานพวกนี้พายัพทำได้สบายมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเป็นคนทำเองทั้งหมด แม้จะเหนื่อยหน่อยแต่พายัพก็เต็มใจทำอย่างไม่อิดออด แต่ทว่าวันนี้เขาดันมีธุระและเป็นธุระสำคัญ อีกทั้งวันนี้งานบ้านก็ล้นมือชนิดที่ว่าพายัพปลีกตัวไปทำอย่างอื่นไม่ได้เลย “เฮ้อ” ไม่รู้ว่าครั้งที่เท่าไรแล้วเหมือนกันที่พายัพขยี้ผ้าไปถอนหายใจไป สายตาของเขาคอยจดจ่อจ้องมองอยู่ตรงนาฬิกาข้อมือเพื่อดูเวลา ครืดดดด จนกระทั่งที่โทรศัพท์ของพายัพมีคนโทรเข้ามา พายัพรีบเช็ดมือที่เต็มไปด้วยฟองผงซักฟอกกับกางเกงของตัวเองล้วกมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมากดรับสาย กรอกเสียงทุ้มน่าฟังลงไป พายัพ: ฮัลโหลครับ ปลายสาย: ไม่ทราบว่าคุณพายัพสะดวกเข้ามารับสินค้าที่ร้านเวลาไหนคะ วันนี้วันเสาร์ร้านอาจจะปิดเร็วกว่าปกตินิดหนึ่งนะคะ พายัพเริ่มคิดหนักเมื่อได้ยินปรายสายพูดอย่างนั้น เมื่องานบ
หนึ่งอาทิตย์ให้หลังคุณหมอก็อนุญาตให้พิมพิกากับลูกกลับมาอยู่บ้านได้โดยมีพายัพคอยดูแลพิมพิกากับลูกเหมือนเดิม อีกทั้งคราวนี้พายัพไม่ต้องกางเต็นท์นอนหน้าบ้านเหมือนอย่างเก่าเมื่อคราวนี้พิมพิกาอนุญาตให้พายัพเข้ามาด้วยในบ้านได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอยอมให้เขานอนในห้องนอนของเธอด้วย… ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าพายัพดีใจมากขนาดไหน เขากระโดดโหยงดีใจราวกับเด็กน้อยเลยก็ว่าได้ โหวกเหวกโวยวายจนพิมพิกาส่ายหน้าเอือมระอาให้พร้อมกับเอ่ยดุเขาไปอีกยกใหญ่เมื่อเสียงตะโกนของเขาทำให้ลูกที่กำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมาแหกปากร้องไห้ “ขอโทษ” พายัพขอโทษพิมพิกาเสียงแผ่วเบา ยกมือเกาแก้มตัวเองแก้เก้อเมื่อเธอทั้งเอ่ยดุและมองเขาด้วยแววตาขึงขัง เขาก็แค่ดีใจเอง ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เพียงพราวสะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้สักหน่อย ทำไมเธอต้องมองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวแบบนั้นด้วย “ส่งลูกมาให้ฉันสิ เดี๋ยวฉันโอ๋ลูกเอง” พายัพบอกพิมพิกา “ก็มารับไปสิ” พิมพิกาส่งลูกให้พายัพอย่างว่าง่าย พายัพจึงยื่นมือเข้าไปรับเพียงพราวที่กำลังร้องไห้จ้าเข้าสู่อ้อมอก กล่อมจนลูกหลับไปอีกครั้ง แต่กว่าที่เพียงพราวจะหลับก็เล่นเอาพายัพปวดแขนกันเ
พายัพกำลังพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาให้พิมพิกาได้ฟัง แต่แล้วพยาบาลก็มาเชิญตัวเข้าให้ออกมาก่อน เนื่องจากตอนนี้พิมพิกายังอยู่ในห้องคลอดและเธอก็ต้องการเวลาพักผ่อน อีกหกชั่วโมงหลังจากนี้เราถึงจะไปเจอกันที่ห้องพักฟื้น ระหว่างรอพิมพิกาออกมา พายัพไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าเขามาเกาะกระจกมองหนูเพียงพราวที่นอนอยู่ในตู้อบตาไม่กระพริบ พายัพรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกและอีกความรู้สึกหนึ่งที่แทรกเข้ามาตลอดเวลาที่เขามองหน้าลูก คือความรู้สึกผิด วันนั้นถ้าพิมพิกาเลือกจะทำตามที่เขาบอก พายัพคงไม่มีโอกาสได้เจอหน้าลูกเหมือนอย่างวันนี้ ทุกคำพูดของเขามันยังดังก้องอยู่โสตประสาท พายัพยังจำคำพูดของเขาวันนั้นได้ไม่ลืม เขาอยากขอโทษพิมพิกาสักหมื่นพันครั้งให้สาสมกับความผิดที่เขาได้ทำ อยากขอโทษลูกที่ครั้งหนึ่งคนเป็นพ่ออย่างเขาคิดชั่ว พายัพผิดไปแล้ว เขาผิดไปแล้วจริง ๆ และเขาก็พร้อมทำทุกอย่างเพื่อชดใช้ทุกความผิดที่เขาได้ทำเอาไว้ “เพียงพราวหน้าเหมือนมึงเลยเนอะ” พายัพที่ยืนมองลูกอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาพูดกับเขาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง คนคนนั้นก็คือจากัวร์มันเดินเข้ามายืนขนาบข้างเขาสายตาของ
พายัพเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องอย่างใจจดใจจ่อและรู้สึกเป็นห่วงพิมพิกาจับใจ สีหน้าที่แสดงชัดถึงความเจ็บปวดยังฉายชัดอยู่ในความรู้สึกของพายัพ เสียงร้องของเธอยังคงบาดลึกลงไปในจิตใจของเขา พายัพไม่รู้ว่าการที่คนเราเจ็บท้องคลอดมันเจ็บมากแค่ไหนแต่จากที่เขาได้เห็นจากพิมพิกา พายัพคิดว่าเธอคงเจ็บปวดมาก “ไอ้พา พิมเป็นไงบ้างวะ” พายัพหันไปมองว่าจากัวร์ที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับครอบครัวของเขา “ยังไม่ออกมาเลย” พายัพตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล ตอนนี้เขานั่งไม่ติดเก้าอี้เลยด้วยซ้ำ เดินวนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้นเกาะประตูห้องคลอดชะเง้อคอมองอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งการกระทำของพายัพอยู่ในสายตาของทุกคน “แม่ว่าพามานั่งดีกว่าไหมลูก เดี๋ยวน้องก็ออกมาแล้ว” แม่พายัพที่เห็นว่าลูกชายเอาแต่เดินไปเดินมาจนรู้สึกเวียนศีรษะจึงเอ่ยปรามให้ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วมานั่งพัก แต่พายัพส่ายหน้าหน้าพัลวัน เขาจะนั่งนิ่งได้อย่างไรกันเมื่อเขารู้สึกกระวนกระวายใจมากขนาดนี้ “ผมนั่งไม่ติดหรอกครับแม่ ผมเป็นห่วงน้อง” “โอ้ยพี่พาคะ” จนเป็นพริมาที่โอดครวญออกมาอย่างนึกระอาในตัวของพี่ชาย เธอเดินเข้าไปจับตัวพายัพแล้วลากเขามา
เช้านี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันหลังจากตื่นนอนพายัพกุลีกุจอทำธุระส่วนตัวของตัวเองให้เสร็จด้วยความเร่งรีบแล้วรีบมาทำอาหารเช้าให้พิมพิกาได้ทาน เมนูง่าย ๆ ที่พายัพเลือกทำล้วนแล้วแต่เป็นของมีประโยชน์บำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสรรพพายัพยกอาหารมาวางบนโต๊ะชะเง้อคอมองพิมพิกาเป็นพัก ๆ สลับกับดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ “ทำไมป่านนี้ไม่ลงมาอีก” บ่นพึมพำเสียงแผ่ว เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อมันเลยเวลาอาหารเช้าแล้วแต่ไม่มีวี่แววว่าหญิงสาวจะลงมา ด้วยความเป็นห่วงพายัพจึงจะขึ้นไปดูว่าหญิงสาวเป็นอะไรรึเปล่า แต่เพียงเขาเดินออกมาจากห้องครัวสายตาคมกริบของพายัพก็เหลือบไปเห็นพิมพิกานอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงโซฟาห้องนั่งเล่น ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่หญิงสาวลงมานอนอยู่ตรงนี้แทนการนอนบนที่นอนนุ่ม ๆ เห็นดังนั้นพายัพจึงเดินเข้าไปหา ค่อย ๆ เดินช้า ๆ ทำเสียงให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้คนที่นอนหลับอยู่รู้สึกตัว พายัพเดินมานั่งลงตรงหน้าพิมพิกา แม้ว่าหญิงสาวกำลังนอนหลับแต่ถึงกระนั้นพายัพก็ไม่กล้าที่จะยื่นมือไปแตะตัวเธอด้วยซ้ำ เขาเอาแต่นั่งนิ่งมองหน้าเธออยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกมากมายที่สุ่มกันอยู่ในอก
หญิงสาวที่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลขมวดคิ้วมุ่นเป็นปมด้วยความสงสัยว่าทำไมบ้านมันถึงได้เงียบแปลก ๆ โดยปกติเวลานี้พายัพอยู่บ้านเขาจะเปิดเพลงฟังหรือไม่ก็นั่งทำงานอยู่หน้าเต็นท์ของตัวเอง แต่ทว่าวันนี้กลับไม่มีเสียงเพลงแถมหน้าเต็นท์ของเขาก็ว่างเปล่าอีกด้วย “ไอ้พายัพไม่อยู่เหรอ” จากัวร์ที่เดินตามเข้ามาทีหลังเอ่ยถามเมื่อมองเข้าไปในเต็นท์แล้วไม่เห็นพายัพ “ไม่รู้” พิมพิกาส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างไม่นึกสนใจ แต่ความจริงแล้วเธอสนใจมาก ทั้งที่รถของเขาก็จอดอยู่แล้วตัวเขาหายไปอยู่ที่ไหน “รถมันก็จอดอยู่นะ หรือมันจะอยู่ในบ้าน” จากัวร์เอ่ยต่อ “คงงั้นมั้ง” พิมพิกาตอบอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินนำจากัวร์เข้าบ้านมา ก่อนกลับจากโรงพยาบาลพิมพิกาได้แวะซื้อของเข้าบ้านมามากมายโดยมีพี่ชายของเธอถือเข้ามาไว้ในบ้านให้ “พี่จะกลับเลยไหมคะ” พิมพิกาหันมาถามจากัวร์ หลังจากที่พายัพมาอยู่ดูแลเธอ พี่ชายของเธอก็ไม่ค่อยกลับบ้านเหมือนเก่า เรียกได้ว่าจากัวร์ย้ายถิ่นฐานไปเฝ้าลูกเฝ้าเมียอยู่บ้านใหญ่ก็ว่าได้ บ้านใหญ่ที่ว่าหมายถึงบ้านพ่อแม่พายัพนั่นแหละค่ะ แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ ออกแนวเข้าใจพี่ชายตัวเองด้วยซ้ำ ใช่ว่าจากัวร์ทิ







