LOGIN“อะไรกันคะบอส” พิมพิกาเริ่มอยู่ไม่สุขเมื่อพายัพเอามือมาจับล็อกหน้าเธอไว้
“ก็ฉันจะชิมรสชาติไวน์ไง” “……….” “ชิมมันจากปากของเธอ” พิมพิกาเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินอย่างนั้นแต่แล้วเธอก็ต้องร้องครางอื้ออึงออกมาเมื่อพายัพทาบทับริมฝีปากลงมาจูบปิดปากเธอโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งแต่ตัวสักนิด ตุบ ๆ กำปั้นเล็กระดมทุบอกแกร่งรัว ๆ เพื่อให้คนตัวโตผละริมฝีปากออกไป แต่นอกจากพายัพจะไม่ยอมเลิกจูบเธอเขากลับขยี้ริมฝีปากเธออย่างเอาเป็นเอาตาย ส่งลิ้นร้อนเข้ามาควานหาความหวานทั้งยังเกี่ยวกระหวัดลิ้นพัวพันกันจนเกิดเสียงน่าอาย ดูดดึงริมฝีปากล่างและบนอยากหยอกเย้าสลับกับขบเม้มเบา ๆ พอให้พิมพิการู้สึกเคลิบเคลิ้มตาม ช่างเป็นจูบดูดวิญญาณ สติสตางค์พิมพิกาแตกกระเจิงเธอมัวเมารสจูบอันหวานหอมของพายัพจนยากจะเรียกสติให้กลับคืนมา มือเล็ก ๆ ที่เคยระดมทุบตีบัดนี้กลับยกคล้องคอเขาเสียอย่างนั้น หลับตาพริ้มรับจูบแสนหวานพร้อมเสียงครางอื้ออึงที่ดังเล็ดลอดออกมาจากในลำคอให้ได้ยินเป็นระยะ จูบกันเนิ่นนานและแล้วพายัพก็ยอมถอดริมฝีปากออก เขามองริมฝีปากหญิงสาวที่บวมเจ่อแล้วะระบายยิ้มแห่งความพึงพอใจออกมาก่อนจะช้อนตาขึ้นมองสบมองตาปรือฉ่ำของหญิงสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความร้ายกาจ “รสชาติไวน์จากปากเธอมันหวานกว่าที่ฉันคิดอีกนะ” “……….” สติของพิมพิกามันกระเจิงจนยากจะกู้กลับและยิ่งมาได้ยินคำพูดของพายัพตอนนี้เหมือนว่าวิญญาณของเธอหลุดออกจากร่างไปเสียแล้ว พิมพิกามองใบหน้าพายัพนิ่ง ๆ ด้วยแววตาเหม่อลอยในขณะที่ดวงหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “อ่า ดูเหมือนว่าจูบของฉันจะฆ่าเธอได้นะ ตอนนี้เธอเหมือนทวิญญาณหลุดจากร่างเลยพิมพิกา” พายัพที่คอยสังเกตอาการหญิงสาวอยู่ตลอดเวลาพูดออกมาด้วยความขบขัน พายัพใช้มือตบที่แก้มพิมพิกาเบา ๆ เป็นการเรียกสติของเธอให้กลับคืนมาและมันก็ได้ผล เพราะคราวนี้พิมพิกากำลังจ้องหน้าเขาตาแข็งกร้าวอยู่ พร้อมตะเบ็งเสียงใส่เขาว่า “บอสจะจูบพิมบ่อยเกินไปแล้วนะ” หน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นเดียวกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ “ทำไม ไม่พอใจ” พายัพเลิกคิ้วถามอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ใช่ไง” “ถ้าเธอไม่พอใจ แล้วเธอจะจูบตอบฉันทุกครั้งทำไมล่ะพิมพิกา” พายัพว่าอย่างหยอกเย้าการได้แกล้งหญิงสาวตรงหน้านั่นคือสิ่งที่เขาโปรดปรานเป็นที่สุด “ไอ้บ้า” พิมพิกาด่าออกไปเสียงดัง เพียะ พลางตบที่แก้มซ้ายของพายัพจนเขาหน้าหัน “เธอกล้าตบเจ้านาย” พายัพหันกลับมาเลิกคิ้วถามพลางดันลิ้นชนกระพุ้งแก้ม ‘แม่ง เจ็บฉิบหาย’ เขาสบถอยู่ภายในใจมือก็เล็กแค่นั้นแต่ตบเจ็บเป็นบ้า และอีกอย่างเขาไม่คิดว่าพิมพิกาจะกล้าตบเขาที่เป็นเจ้านายของเธอ “ก็บอสลวนลามฉัน” “จูบกันฉันไม่ถือว่าเป็นการลวนลามนะพิมพิกา ลวนลามน่ะมันต้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นฉันจับนมเธอ” พายัพไม่ว่าเปล่ายังเบนสายตามองต่ำลงที่หน้าอกของพิมพิกาพลางแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากตัวเองราวกับคนโรคจิต พิมพิกาที่เห็นการกระทำของพายัพจากที่โกรธอยู่แล้ว เธอก็โกรธเขาเพิ่มขึ้นไปอีก เธอกัดฟันกรอดจ้องหน้าเขาเขม็ง “ทุเรศ” พิมพิกาด่า แต่ทว่าพายัพกลับหาสะทกสะท้านไหมแถมเขายังตอกกลับเธอหน้าระรื่นว่า “ฉันถือว่าเป็นคำชม” เป็นคำชมตรงไหน? พิมพิกาได้แต่นึกสงสัยพลันด่าพายัพในใจว่า ‘เขามันบ้าที่สุด’ “เฮ้อ” พิมพิกาถอนหายใจออกมาอย่างแรงใส่หน้าพายัพเมื่อตัวเธอไม่สามารถรับมือกับความร้ายกาจของผู้ชายคนนี้ได้ ครั้นจะเดินหนีออกไปข้อมือเรียวของเธอก็ถูกพายัพคว้าไว้พลันกระชากอย่างแรงจนตัวเธอล้มลงไปนั่งอยู่บนตักของเขา มือหนาโอบเอวพิมพิกาไว้ด้วยความเร็วไวมืออีกข้างก็จับล็อกหน้าหญิงสาวไว้ก่อนจะก้มลงฉกชิมความหวานจากปากหญิงสาวด้วยความเร็วไว เป็นการลงโทษเธอที่กล้ามาตบหน้าเขาจนขึ้นรอยนิ้วมือ เป็นอีกครั้งที่พายัพบดขยี้จูบพิมพิกาอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้ว่ารสชาติจูบของเขาจะหวานหอมแค่ไหน แต่ครั้งนี้พิมพิกาจะไม่เผลอไผลไปกับจูบของเขาอย่างเด็ดขาด มือเรียวเล็กพยายามผลักอกแกร่งของพายัพให้ถอยห่าง จนเขายอมที่จะผละออกไป “อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ” พิมพิกาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอไม่ชอบเลยที่พายัพมาจูบเธอพร่ำเพรื่อแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เจ้านายกับลูกน้องควรทำกัน ที่สำคัญไปกว่านั้นคือการกระทำของพายัพมีผลต่อใจเธอ พิมพิกาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าอะไร รู้สึกตัวอีกทีใจของเธอมันก็เต้นแรงให้กับพายัพไปเสียแล้ว “ทำไม” “เพราะว่ามันไม่ควรค่ะ เจ้านายกับลูกน้องไม่ควรทำแบบนี้กัน” “แล้วใครบอกว่าฉันอยากเป็นแค่เจ้านายกับเธอ” “……….” คำถามย้อนกลับของพายัพ พิมพิกาถึงกับนิ่งงันลงไป เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันจนมุ่นใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “ฉันเคยบอกเธอหรือไงว่าฉันอยากเป็นแค่เจ้านายของเธอ” พายัพถามย้ำเมื่อเห็นว่าหญิงสาวนิ่งงันลงไป “……….” พิมพิกายังคงเงียบมองพายัพอย่างไม่เข้าใจ ไม่เป็นเจ้านายแล้วเขาจะเป็นอะไร เขาบ้ารึเปล่า “ฉันอยากเป็นผัวด้วย เธอได้ยินชัดไหม” “……….” “อยากเป็นผัวเธออะ เป็นได้ไหม เป็นได้รึเปล่า” ตึกตักตึกตัก หัวใจของพิมพิกาเต้นระส่ำคล้ายว่าจะทะลุออกมากับคำพูดคำจาของพายัพ เช่นเดียวกันกับใบหน้าสวยที่ร้อนผ่าวราวกับรู้สึกเขินอาย ทุกการกระทำ ทุกคำพูดของพายัพมีผลต่อความรู้สึกพิมพิกาอยู่เสมอ และพิมพิกาเองก็ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เพราะดูเหมือนว่านานวันเข้าความรู้สึกที่เธอมีต่อพายัพก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป เธอกำลังคิดเกินเลยกับเขาเกินกว่าเจ้านายกับลูกน้องจะคิดกัน “เงียบทำไม” “ฉันขอตัวนะคะ” เมื่อดึงสติตัวเองกลับมาได้พิมพิกาก็ใช้เรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดผลักพายัพให้ออกจากตัวก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินออกมาจากตรงนั้น “อย่านะพิมพิกา” พลางเอ่ยเตือนสติตัวเองว่าอย่าไปคิดเกินเลยกับเขา อย่าไปหวั่นไหวกับการกระทำพวกนั้น ย้ำเตือนสติตัวเองซ้ำ ๆ แม้ว่าจะรู้สึกดีกับเขาเพียงใด แต่จงพึงระลึกไว้พิมพิกาว่ามัน…..ไม่ควรวันเวลาหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็วรู้ตัวอีกที อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงวันครบรอบหนึ่งปีของเธอกับพายัพ พิมพิกาคิดหัวแทบแตกว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญวันครบรอบให้กับพายัพดี มันเป็นโจทย์ที่ยากมากก็เพราะว่าพายัพมีทุกอย่าง เขาเพรียบพร้อมไปทั้งหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิต พิมพิกาจึงไม่รู้ว่าเธอควรให้อะไรเขามันถึงจะดูคู่ควรกับคนอย่างพายัพ แต่ก่อนจะถึงวันครบรอบเพียงไม่กี่วันพิมพิกาดันป่วยหนักซะอย่างนั้น นอนซมเป็นผักเน่าอยู่บนที่นอนมาเป็นอาทิตย์แล้ว “พิม” “หือ” พิมพิกาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาครางตอบพายัพแต่ด้วยความหนักอึ้งทำให้พิมพิกาไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองเขา หลายวันมานี้พิมพิกาป่วยบ่อยและจากัวร์เองก็ไม่ได้อยู่บ้าน พายัพจึงให้หญิงสาวมาอยู่ที่คอนโดเขาชั่วคราวเพื่อที่เขาจะได้ดูแลหญิงสาวยามที่เธอป่วย ใบหน้าซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดล่อเลี้ยงพาให้ใจพายัพกระตุกด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวจับใจ จนเขาต้องปลุกหญิงสาวขึ้นมาทานยาอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้เธอหลับไป “พิมอยากอ้วกจังเลยค่ะ” พิมพิกาว่าอย่างแผ่วเบา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้ยินมันเต็มทั้งสองรูหู พายัพหยิบกระโถนที่เขาซื้อเตรียมไว้ยื่นให้พิมพิกา เนื่องจา
“พิม” “……..” “พิม” “ฮะ” พิมพิกาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็มีแรงมาสะกิดที่ไหล่ของเธอพร้อมตะโกนเรียกชื่อเธอเสียงดังลั่น “เป็นอะไรฮะ” จากัวร์ถามอย่างห่วงใยพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของน้องสาวเป็นระยะ เขากลับบ้านมาก็เห็นว่าพิมพิกานั่งเหม่ออยู่เรียกชื่อเท่าไรก็เธอก็ไม่ตอบจึงเดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อให้เธอรู้สึกตัว “กลับมานานแล้วเหรอคะ” แทนที่จะตอบคำถามพี่ชายแต่พิมพิกาเลือกที่จะถามจากัวร์กลับ เธอยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับคืนเข้าร่าง ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอนั่งเหม่ออยู่ตรงนี้นานเท่าไรแล้ว และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่จากัวร์กลับบ้านมา เสียงรถของเขาไม่ดังเข้าหูเธอเลยสักนิด พิมพิกาเอาแต่คิดเรื่องที่ได้เห็นมาก่อนหน้าจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างตัวเองไปเลย “ไม่นานเท่าไร ว่าแต่เราเถอะเป็นอะไร พี่เรียกเราตั้งนานแต่เราไม่ได้ยินพี่เลยจนพี่ต้องเดินเข้ามาสะกิด มีเรื่องอะไรรึเปล่า” จากัวร์ลูบไล้ศีรษะพิมพิกาเบา ๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมหญิงสาวอยู่ยังไงอย่างนั้น พลางโน้มหน้าลงสบตาเธอและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเคล้าเต็มไปด้วยความห่วงใย พิมพิกาเม้มปากแน่
หลายวันต่อมา หลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่พายัพตะคอกใส่พิมพิกา หญิงสาวก็ไม่เคยเซ้าซี้ถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายอีกเลย เธอรู้เท่าที่เขาอยากให้เธอรู้และเจียมตัวเองอยู่เสมอ การกระทำของพายัพในวันนั้นพิมพิกาพยายามทำเป็นเหมือนไม่สนใจ ทำเหมือนไม่รู้สึก แต่ทว่าความจริงแล้วลึก ๆ เธอก็เสียใจและรู้สึกน้อยใจเขาเพียงแต่เธอไม่พูดออกมาก็เท่านั้น เธอกลับมาทำตัวปกติเหมือนอย่างเช่นทุก ๆ วัน กลางวันทำงาน ส่วนกลางคืนก็ไปนอนค้างกับเขาบ้างถ้าพี่ชายเธอต้องทำงานดึกดื่น เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับพายัพยังคงเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ แต่จะไม่มีใครรู้เลยมันก็คงไม่ใช่เพราะภพพินิจ เพทาย หรือแม้แต่อรปรียาก็ต่างรู้ถึงความสัมพันธ์ลับ ๆ นี้ของเธอกับเขา มีเพียงสามคนนี้ที่รู้เท่านั้นเพราะแม้แต่ตัวของจากัวร์เองพิมพิกาก็ไม่เคยบอก พี่ชายของเธอรู้ว่าเธอมีแฟน แต่ไม่รู้ว่าแฟนของเธอคือใคร พายัพ: ใบออเดอร์ลูกค้าอยู่ไหน ส่งมาในเมลให้หน่อยนะ ในขณะที่พิมพิกานั่งเหม่อเสียงข้อความไลน์ก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมา เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นพายัพที่ทักไลน์มาหา พิมพิกาไม่รอช้าที่จะตอบกลับไป พิมพิกา: พิมขอเช็กก่อนนะคะ
กลับมาถึงห้องพายัพไล่พิมพิกาให้เข้าไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเขาก็เข้าครัวทำมาอาหารเตรียมไว้ให้เธอแล้วค่อยอาบน้ำทีหลัง อาหารง่าย ๆ ที่พายัพเลือกทำคือข้าวผัดที่พิมพิกาอยากทาน พายัพทำอาหารอย่างขะมักเขม้นเชียวชาญราวกับเชฟมืออาชีพ เขาสามารถทำอาหารได้หลายอย่างและหลายเชื้อชาติเนื่องจากตอนที่พายัพอยู่ต่างประเทศเขาทำอาหารทานเองบ่อยมาก แต่พอกลับมาอยู่ประเทศไทยพายัพก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานเขาจึงไม่ค่อยได้ทำอาหารทานเอง ส่วนใหญ่เขาจะสั่งมาหรือไม่ก็ไปทานที่ร้านเองมากกว่า แต่พอมีพิมพิกาเข้ามาดูเหมือนว่าช่วงนี้พายัพจึงได้กลับมาทำอาหารบ่อยขึ้น ข้าวผัดง่าย ๆ อย่างข้าวผัดกุ้งถูกนำมาเทลงจานสองใบอย่างพิถีพิถัน ก่อนที่พายัพจะรับรู้ถึงวงแขนเรียวเล็กที่กอดรัดเขาจากทางด้านหลัง “หอมจัง” คนตัวเล็กชะโงกหน้ามาดูอาหารที่พายัพทำ กลิ่นหอมของข้าวผัดทำท้องของเธอร้องประท้วงออกมาด้วยความหิว “หอมจริง” พายัพหันกลับมาพูดกับหญิงสาว ริมฝีปากหยักของของเขาบิดยิ้ม “หมายถึงพิม” พิมพิกายิ้มกรุ้มกริ่มอย่างรู้ทัน คราวนี้เขาไม่ได้แอ้มเธอหรอกเพราะเธอรู้ทัน มุกที่เขามักจะเล่นอยู่ประจำทุกครั้งเธอรู้ทันมันหมดแล้ว “เป
เมื่อวันหยุดพี่ชายอย่างจากัวร์ไปเที่ยวกางเต็นท์กับพวกลูกน้องที่ร้าน พิมพิกาจึงถือโอกาสนี้มานอนที่ห้องของพายัพเมื่อคืน เช้านี้เขาและเธอจึงได้มีโอกาสมาวิ่งออกกำลังกายด้วยกันที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ คอนโดของพายัพ เขาและเธอวิ่งเคียงคู่กันไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบนัก ลมหายใจของพิมพิกาหอบหนักเพราะนานมากแล้วที่เธอไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้ ครั้งล่าสุดที่วิ่งเท่าที่เธอจำได้ก็น่าจะเป็นตอนติดกีฬาสีของโรงเรียนเมื่อตอนมัธยมต้น และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้อีกเลยด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือเหนื่อย แต่เพื่อผู้ชายวันนี้เธอขอสู้ตายแล้วกัน คิดได้ดังนั้นพิมพิกาก็ออกแรงวิ่งให้เร็วขึ้นอีกนิดเพราะต้องการวิ่งให้รอบสวนสาธารณะแห่งนี้เร็ว ๆ ตอนนี้ร่างกายของเธอค่อนข้างสะบักสะบอมเหงื่อเปียกโชกไปทั้งตัว ที่สำคัญเธอแทบจะลงไปนอนกับพื้นอยู่ร่อมร่อ สภาพของหญิงสาวช่างแตกต่างกับชายหนุ่มยิ่งนัก เพราะนอกจากเหงื่อที่ท่วมตัวของพายัพเขาก็ไม่แสดงท่าทีอย่างอื่นออกมาอีกเลย “เหนื่อยแทบบ้า” พิมพิกาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้แรง ๆ พร้อมหอบหายใจหนักยื่นมือไปรับขวดน้ำจากมือของพายัพกระดกดื่มอย่างกระหาย ในระหว่างนั้นพายัพที่ยืนอยู่ก็สังเกตเห
ใบหล่อหล่อเหลาประดับไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ขับให้พายัพเวอร์ชั่นนี้มันยากจะต้านทานเสียเหลือเกิน ทั้งคำพูดทั้งการกระทำของพายัพพาหัวใจพิมพิกาสั่นระรัวเสมือนกลองชุดใหญ่ ใบหน้านวลขาวขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายจนต้องเบือนหนีสายตาคมกริบของพายัพที่มองมาแต่แล้วพิมพิกาก็ต้องสะดุ้งเมื่อสายตาของเธอดันเหลือบไปเห็นคู่รักชาวต่างชาติกำลังจูบดูดปากกันอย่างดูดดื่มเธอจึงต้องรีบเบือนหน้าหลบหันมาสบตากับพายัพอย่างเลี่ยงไม่ได้ “หึ” เสียงทุ้มเค้นหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูในท่าทีของหญิงสาว ตัวพายัพเองมองเห็นคู่รักคู่นั้นจูบกันอยู่นานแล้วเพียงแค่เขาไม่อยากสนใจ ต่างบ้านต่างเมืองวัฒนธรรมย่อมแตกต่างกันออกไปซึ่งการแสดงความรักในพื้นที่สาธารณะแบบนี้สำหรับบ้านเมืองเขาถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก “อะไรเล่า” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของหญิงสาวทำให้เธอน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเก่าจนพายัพอยากจะจับเธอมาฟัดแก้มจนช้ำ “อยากจูบแบบนั้นไหม” ถามพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ตลกเหรอคะบอส” ก่อนจะโดนคนตัวเล็กถลึงตาใส่ด้วยความไม่พอใจอย่างที่เขาคิดไว้ “ตอนกลางวันเรายังจูบกันกลางทะเลเลยนะ เธอลืมไปแล้วหรือไง” ยิ่งเห็นว่าเธอหน้าแดงหนัก พายัพก







