LOGIN“หวานดี”
“……….” “ไม่ใช่กาแฟนะ ฉันหมายจึงจูบเธอ” พิมพิกาอ้าปากเหวอกับสิ่งที่ได้ยินตัวเธอแข็งทื่อคล้ายว่าวิญญาณของเธอได้หลุดออกจากร่างไปเสียแล้วจนคนที่มองอยู่อย่างพายัพหัวเราะเยาะออกมาอย่างขบขันกับท่าทีของเธอ พลั่ก เมื่อได้สติพิมพิกาก็ใช้มือผลักอกพายัพให้ถอยห่างออกไปจากตัว ถลึงตาใส่เขาด้วยแววตาแข็งกร้าวในขณะที่ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “ขะ ขอตัวค่ะ” พิมพิกาละล่ำละลักบอกและไม่รอให้พายัพอนุญาตเธอก็พาตัวเองออกมาจากห้องทำงานของชายหนุ่มด้วยความเร็วไว เดินตรงมายังห้องน้ำที่อยู่อีกด้านมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก พิมพิกายกมือขึ้นทาบแก้มทั้งสองข้างที่กำลังแดงแจ๋เพราะความเขินอาย “บ้าชะมัด” พึมพำด่าพายัพออกมาเบา ๆ รสจูบของเขามันยังคงตราตรึง แม้จะเป็นจูบแรกในชีวิตแต่เธอไม่อยากจะพูดเลยว่ารสจูบของพายัพน่ะมันดีมาก ด้วยความที่เติบโตมากับพี่ชายเพียงสองคน และพี่ชายของเธอเป็นคนที่ห่วงน้องสาวมาก ทั้งชีวิตของพิมพิกาจึงไม่เคยมีแฟน มีคนเข้ามาหามากมายแต่ก็โดนพี่ชายของเธอสกัดอย่างไม่เป็นท่า นั่นจึงเป็นเหตุให้พิมพิกาอยู่เป็นโสดอย่างคนเหงา ๆ ตลอดมา เมื่อถึงเวลาเดินงานหญิงสาวนั่งรถรถแท็กซี่มาลงยังร้านซ่อมรถของพี่ชาย ลูกน้องภายในร้านที่เห็นหญิงสาวเดินเข้ามาก็ต่างพากันเหลียวมองตามกันตาเป็นมันจนจากัวร์ที่ยืนกอดอกมองอยู่ถึงขั้นแสดงสีหน้าออกมาอย่างไม่พอใจ “มองอะไรของพวกมึง ทำงานไป” หันมาตวาดใส่เสียงกร้าวจนเหล่าลูกน้องพากันสะดุ้งไปตาม ๆ กัน หันไปทำงานกันอย่างลุกลี้ลุกลนพลางคิดในใจว่า ‘ไอ้เจ้านายคนนี้หวงน้องสาวเกินไปแล้วนะ’ “จะโมโหทำไมกันคะ” พิมพิกาที่เดินเข้ามาก็เอ่ยถามพี่ชายด้วยน้ำเสียงเนือยนาบเดินมานั่งพักเหนื่อยตรงโซฟามุมร้าน ก่อนจะยื่นมือไปรับแก้วชาไข่มุกจากผู้เป็นพี่ชาย “รู้ใจน้องนะเนี่ย” เอ่ยแซวอย่างไม่จริงจังมากนักเพียงเพราะพี่ชายซื้อชาไข่มุกที่เธออยากกินมาไว้ให้ “ทำงานเป็นยังไงบ้าง” จากัวร์ทิ้งตัวลงนั่งข้างน้องสาวพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย เพราะมีกันอยู่สองคนพี่น้องเขาจึงห่วงและหวงพิมพิกามากเป็นพิเศษ ยอมทำงานหนักเพื่อให้พิมพิกามีครบทุกอย่างเหมือนคนอื่นเขา ให้ความอบอุ่น ความสุขเธออย่างเปี่ยมล้นเพื่อไม่ให้เธอต้องรู้สึกขาด แม้ว่าสิ่งที่เขาทุ่มเททั้งหมดให้กับน้องสาวจะทำให้ทำเขาต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าบางอย่างในชีวิตไปจากัวร์ก็ยอม “ก็ดีค่ะ แต่เจ้านายเรื่องมากไปหน่อย” พิมพิกาพูดพลางทำหน้าเอือมระอาเมื่อใบหน้าของพายัพมันแวบเข้ามาในสมอง ตามหลอกหลอนเธอยิ่งกว่าผี เขามันตัวดีจริง ๆ “ยังไง” “ก็เหมือนที่หนูเล่าให้พี่ฟังทุกวันนั่นแหละ” “ลาออกไหม” “ไม่เอาอะ หนูอยากทำงานมากกว่าจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระพี่ไง” “พี่ไหว” “แต่หนูอยากทำงาน” “งั้นเย็นดีทำหมูกะทะกินกัน” เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของน้องสาวจากัวร์จึงเอาอาหารชิ้นโปรดของพิมพิกามายั่ว “กำลังอยากกินอยู่พอดีเลย” ดังนั้นภายในค่ำวันนี้ลานหน้าบ้านจึงมีสองพี่น้องช่วยกันตั้งเตาหมูกะทะกันอย่างขะมักเขม้น มีเบียร์คนละขวด พร้อมเปิดเพลงคลอเบา ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ เรียกได้ว่ามันเป็นความเรียบง่ายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของสองพี่น้องอย่าง จากัวร์และพิมพิกา จากวันเป็นเดือน จากเดือนล่วงเลยมาถึงสามเดือนที่พิมพิกาทำงานร่วมกันกับคนอย่างพายัพ แรก ๆ โรคประสาทจะกินเธอทุกวัน แต่พอนาน ๆ เข้าเธอก็ชินกับความเป็นพายัพไปซะเอง ไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน มาในรูปแบบใดพิมพิกาก็รับมือได้ทั้งนั้น หมายถึงเรื่องงานน่ะนะ เพราะถ้าให้เธอรับมือกับความร้ายกาจของพายัพน่ะดูเหมือนว่าเธอต้องฝึกอีกเยอะ “วันนี้มีไวน์นำเข้ามาที่โกดัง คุณภพไม่อยู่จึงให้บอสไปดูแทน บอสว่าอย่างไรคะ” ในตอนนี้บ่ายของวันพิมพิกากำลังคุยเรื่องงานกับพายัพอยู่ในห้องทำงานของเขา “ว่าอย่างไรล่ะ น่าเบื่อนะสิ” พิมพิกากลอกตามองบนให้กับคำพูดของเขา “พิมก็เบื่อบอสเหมือนกัน” ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ แต่ทว่าพายัพกลับได้ยินมันเต็มสองรูหู “เธอดูเก่งกับฉันขึ้นเยอะเลยนะขนาดฉันนั่งอยู่ตรงนี้ก็ยังจะกล้านินทา” “พิมเปล่าสักหน่อยนะคะ” พิมพิกาปฏิเสธพลางทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว “เดี๋ยวเธอไปกับฉันด้วยแล้วกัน” “แล้วทำไมบอสไม่ไปคนเดียวล่ะคะ” “ไปกับฉันแล้วเธอจะตาย” พายัพเลิกคิ้วถามพลางทำหน้าไม่สบอารมณ์ “แค่เกือบค่ะ” “ปากดี ปากดีแบบนี้อยากโดนฉันจูบจนปากแตกอีกใช่ไหม” พายัพถามพลันมุมปากบิดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “บะ บ้า” ในขณะที่พิมพิการู้สึกหน้าร้อนผ่าว เมื่อจู่ ๆ ภาพที่เธอจูบกับพายัพจนปากแตกเมื่อสองวันก่อนก็ลอยวนเข้ามา “ฉันจูบเธออีกได้นะ จูบทุกวันก็ยังได้เลย” ริมฝีปากหยักลึกของพายัพระบายยิ้มร้ายกาจออกมาไม่หยุดยิ่งได้เห็นใบหน้าสวยขึ้นสีแดงระเรื่อเขาก็ยิ่งอยากแกล้งเธอ “คนผีทะเล” คราวนี้พิมพิกาด่าออกไปอย่างออกเสียง ก่อนจะหันหลังเดินออกมาจากห้องทำงานอย่างไม่บอกกล่าวเธอจึงไม่ได้เห็นว่าตอนนี้พายัพกำลังมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยสีหน้าและแววตาแบบไหนอยู่ ในชั่วโมงถัดมาพายัพและพิมพิกาก็เดินทางมายังโกดังเก็บสินค้า เพื่อตรวจเช็กสินค้าล็อตใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามาเป็นมูลค่ามหาศาล ทั้งสองคนเดินไปตามทางเดินเรื่อย ๆ โดยมีพายัพเดินนำและพิมพิกาเดินตามพร้อมกับอธิบายละเอียดของสินค้าพวกนี้ไปด้วยพลาง ๆ “เมื่อเราตรวจสอบสินค้าเสร็จ ตรวจเช็กว่าไม่มีปัญหาแล้ว ฉันจะสั่งเรื่องให้กับผู้คุมแผนกส่งสินค้าต่อผู้บริโภคต่อไป” “ทำงานใช้ได้หนิ” จู่ ๆ พายัพก็หันมาเอ่ยชมโดยที่พิมพิกาไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ “ฉันมันมืออาชีพ” “เธอมันหลงตัวเองต่างหาก” พิมพิกาถลึงตาใส่ ก่อนที่เธอกับพายัพจะเดินมาอีกห้องเมื่อตรวจสินค้าเสร็จแล้ว เขาและเธอเดินเข้ามานั่งพักในห้องรับรอง มีไวน์หนึ่งขวดที่พายัพหยิบติดมือมา และกำลังจะเปิดเพื่อจะลิ้มรส รสชาติของมัน ไวน์ในขวดถูกเทลงใส่แก้วสองใบ ใบหนึ่งพายัพยื่นให้กับพิมพิกา “เธอลองชิมดูสิ” “ไม่ดีมั้งคะ” “ทำไมชอบขัดใจฉันนักฮะ” พายัพถามอย่างไม่สบอารมณ์ “แล้วทำไมบอสถึงต้องบังคับฉันอยู่เรื่อยเลยคะ” “……….” “เฮ้อ” พิมพิกาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อได้รับสายตากดดันจากพายัพอีกแล้ว เพื่อต้องการตัดปัญหาพิมพิกาจึงยอมยื่นมือไปหยิบแก้วไวน์มาดื่ม “อึก” โดยมีสายตาของพายัพมองอยู่ไม่วางตา ปัก “เป็นไง” พายัพเอ่ยถามทันทีที่พิมพิกาวางแก้วไวน์ลง “ก็ดีค่ะ” “เหรอ” เขาเลิกคิ้วถามพลางขยับเข้ามาใกล้เธอ “อะไรกันคะบอส” พิมพิกาเริ่มอยู่ไม่สุขเมื่อพายัพเอามือมาจับล็อกหน้าเธอไว้ “ก็ฉันจะชิมรสชาติไวน์ไง” “……….” “ชิมมันจากปากเธอ”วันเวลาหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็วรู้ตัวอีกที อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงวันครบรอบหนึ่งปีของเธอกับพายัพ พิมพิกาคิดหัวแทบแตกว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญวันครบรอบให้กับพายัพดี มันเป็นโจทย์ที่ยากมากก็เพราะว่าพายัพมีทุกอย่าง เขาเพรียบพร้อมไปทั้งหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิต พิมพิกาจึงไม่รู้ว่าเธอควรให้อะไรเขามันถึงจะดูคู่ควรกับคนอย่างพายัพ แต่ก่อนจะถึงวันครบรอบเพียงไม่กี่วันพิมพิกาดันป่วยหนักซะอย่างนั้น นอนซมเป็นผักเน่าอยู่บนที่นอนมาเป็นอาทิตย์แล้ว “พิม” “หือ” พิมพิกาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาครางตอบพายัพแต่ด้วยความหนักอึ้งทำให้พิมพิกาไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองเขา หลายวันมานี้พิมพิกาป่วยบ่อยและจากัวร์เองก็ไม่ได้อยู่บ้าน พายัพจึงให้หญิงสาวมาอยู่ที่คอนโดเขาชั่วคราวเพื่อที่เขาจะได้ดูแลหญิงสาวยามที่เธอป่วย ใบหน้าซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดล่อเลี้ยงพาให้ใจพายัพกระตุกด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวจับใจ จนเขาต้องปลุกหญิงสาวขึ้นมาทานยาอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้เธอหลับไป “พิมอยากอ้วกจังเลยค่ะ” พิมพิกาว่าอย่างแผ่วเบา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้ยินมันเต็มทั้งสองรูหู พายัพหยิบกระโถนที่เขาซื้อเตรียมไว้ยื่นให้พิมพิกา เนื่องจา
“พิม” “……..” “พิม” “ฮะ” พิมพิกาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็มีแรงมาสะกิดที่ไหล่ของเธอพร้อมตะโกนเรียกชื่อเธอเสียงดังลั่น “เป็นอะไรฮะ” จากัวร์ถามอย่างห่วงใยพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของน้องสาวเป็นระยะ เขากลับบ้านมาก็เห็นว่าพิมพิกานั่งเหม่ออยู่เรียกชื่อเท่าไรก็เธอก็ไม่ตอบจึงเดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อให้เธอรู้สึกตัว “กลับมานานแล้วเหรอคะ” แทนที่จะตอบคำถามพี่ชายแต่พิมพิกาเลือกที่จะถามจากัวร์กลับ เธอยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับคืนเข้าร่าง ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอนั่งเหม่ออยู่ตรงนี้นานเท่าไรแล้ว และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่จากัวร์กลับบ้านมา เสียงรถของเขาไม่ดังเข้าหูเธอเลยสักนิด พิมพิกาเอาแต่คิดเรื่องที่ได้เห็นมาก่อนหน้าจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างตัวเองไปเลย “ไม่นานเท่าไร ว่าแต่เราเถอะเป็นอะไร พี่เรียกเราตั้งนานแต่เราไม่ได้ยินพี่เลยจนพี่ต้องเดินเข้ามาสะกิด มีเรื่องอะไรรึเปล่า” จากัวร์ลูบไล้ศีรษะพิมพิกาเบา ๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมหญิงสาวอยู่ยังไงอย่างนั้น พลางโน้มหน้าลงสบตาเธอและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเคล้าเต็มไปด้วยความห่วงใย พิมพิกาเม้มปากแน่
หลายวันต่อมา หลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่พายัพตะคอกใส่พิมพิกา หญิงสาวก็ไม่เคยเซ้าซี้ถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายอีกเลย เธอรู้เท่าที่เขาอยากให้เธอรู้และเจียมตัวเองอยู่เสมอ การกระทำของพายัพในวันนั้นพิมพิกาพยายามทำเป็นเหมือนไม่สนใจ ทำเหมือนไม่รู้สึก แต่ทว่าความจริงแล้วลึก ๆ เธอก็เสียใจและรู้สึกน้อยใจเขาเพียงแต่เธอไม่พูดออกมาก็เท่านั้น เธอกลับมาทำตัวปกติเหมือนอย่างเช่นทุก ๆ วัน กลางวันทำงาน ส่วนกลางคืนก็ไปนอนค้างกับเขาบ้างถ้าพี่ชายเธอต้องทำงานดึกดื่น เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับพายัพยังคงเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ แต่จะไม่มีใครรู้เลยมันก็คงไม่ใช่เพราะภพพินิจ เพทาย หรือแม้แต่อรปรียาก็ต่างรู้ถึงความสัมพันธ์ลับ ๆ นี้ของเธอกับเขา มีเพียงสามคนนี้ที่รู้เท่านั้นเพราะแม้แต่ตัวของจากัวร์เองพิมพิกาก็ไม่เคยบอก พี่ชายของเธอรู้ว่าเธอมีแฟน แต่ไม่รู้ว่าแฟนของเธอคือใคร พายัพ: ใบออเดอร์ลูกค้าอยู่ไหน ส่งมาในเมลให้หน่อยนะ ในขณะที่พิมพิกานั่งเหม่อเสียงข้อความไลน์ก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมา เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นพายัพที่ทักไลน์มาหา พิมพิกาไม่รอช้าที่จะตอบกลับไป พิมพิกา: พิมขอเช็กก่อนนะคะ
กลับมาถึงห้องพายัพไล่พิมพิกาให้เข้าไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเขาก็เข้าครัวทำมาอาหารเตรียมไว้ให้เธอแล้วค่อยอาบน้ำทีหลัง อาหารง่าย ๆ ที่พายัพเลือกทำคือข้าวผัดที่พิมพิกาอยากทาน พายัพทำอาหารอย่างขะมักเขม้นเชียวชาญราวกับเชฟมืออาชีพ เขาสามารถทำอาหารได้หลายอย่างและหลายเชื้อชาติเนื่องจากตอนที่พายัพอยู่ต่างประเทศเขาทำอาหารทานเองบ่อยมาก แต่พอกลับมาอยู่ประเทศไทยพายัพก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานเขาจึงไม่ค่อยได้ทำอาหารทานเอง ส่วนใหญ่เขาจะสั่งมาหรือไม่ก็ไปทานที่ร้านเองมากกว่า แต่พอมีพิมพิกาเข้ามาดูเหมือนว่าช่วงนี้พายัพจึงได้กลับมาทำอาหารบ่อยขึ้น ข้าวผัดง่าย ๆ อย่างข้าวผัดกุ้งถูกนำมาเทลงจานสองใบอย่างพิถีพิถัน ก่อนที่พายัพจะรับรู้ถึงวงแขนเรียวเล็กที่กอดรัดเขาจากทางด้านหลัง “หอมจัง” คนตัวเล็กชะโงกหน้ามาดูอาหารที่พายัพทำ กลิ่นหอมของข้าวผัดทำท้องของเธอร้องประท้วงออกมาด้วยความหิว “หอมจริง” พายัพหันกลับมาพูดกับหญิงสาว ริมฝีปากหยักของของเขาบิดยิ้ม “หมายถึงพิม” พิมพิกายิ้มกรุ้มกริ่มอย่างรู้ทัน คราวนี้เขาไม่ได้แอ้มเธอหรอกเพราะเธอรู้ทัน มุกที่เขามักจะเล่นอยู่ประจำทุกครั้งเธอรู้ทันมันหมดแล้ว “เป
เมื่อวันหยุดพี่ชายอย่างจากัวร์ไปเที่ยวกางเต็นท์กับพวกลูกน้องที่ร้าน พิมพิกาจึงถือโอกาสนี้มานอนที่ห้องของพายัพเมื่อคืน เช้านี้เขาและเธอจึงได้มีโอกาสมาวิ่งออกกำลังกายด้วยกันที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ คอนโดของพายัพ เขาและเธอวิ่งเคียงคู่กันไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบนัก ลมหายใจของพิมพิกาหอบหนักเพราะนานมากแล้วที่เธอไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้ ครั้งล่าสุดที่วิ่งเท่าที่เธอจำได้ก็น่าจะเป็นตอนติดกีฬาสีของโรงเรียนเมื่อตอนมัธยมต้น และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้อีกเลยด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือเหนื่อย แต่เพื่อผู้ชายวันนี้เธอขอสู้ตายแล้วกัน คิดได้ดังนั้นพิมพิกาก็ออกแรงวิ่งให้เร็วขึ้นอีกนิดเพราะต้องการวิ่งให้รอบสวนสาธารณะแห่งนี้เร็ว ๆ ตอนนี้ร่างกายของเธอค่อนข้างสะบักสะบอมเหงื่อเปียกโชกไปทั้งตัว ที่สำคัญเธอแทบจะลงไปนอนกับพื้นอยู่ร่อมร่อ สภาพของหญิงสาวช่างแตกต่างกับชายหนุ่มยิ่งนัก เพราะนอกจากเหงื่อที่ท่วมตัวของพายัพเขาก็ไม่แสดงท่าทีอย่างอื่นออกมาอีกเลย “เหนื่อยแทบบ้า” พิมพิกาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้แรง ๆ พร้อมหอบหายใจหนักยื่นมือไปรับขวดน้ำจากมือของพายัพกระดกดื่มอย่างกระหาย ในระหว่างนั้นพายัพที่ยืนอยู่ก็สังเกตเห
ใบหล่อหล่อเหลาประดับไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ขับให้พายัพเวอร์ชั่นนี้มันยากจะต้านทานเสียเหลือเกิน ทั้งคำพูดทั้งการกระทำของพายัพพาหัวใจพิมพิกาสั่นระรัวเสมือนกลองชุดใหญ่ ใบหน้านวลขาวขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายจนต้องเบือนหนีสายตาคมกริบของพายัพที่มองมาแต่แล้วพิมพิกาก็ต้องสะดุ้งเมื่อสายตาของเธอดันเหลือบไปเห็นคู่รักชาวต่างชาติกำลังจูบดูดปากกันอย่างดูดดื่มเธอจึงต้องรีบเบือนหน้าหลบหันมาสบตากับพายัพอย่างเลี่ยงไม่ได้ “หึ” เสียงทุ้มเค้นหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูในท่าทีของหญิงสาว ตัวพายัพเองมองเห็นคู่รักคู่นั้นจูบกันอยู่นานแล้วเพียงแค่เขาไม่อยากสนใจ ต่างบ้านต่างเมืองวัฒนธรรมย่อมแตกต่างกันออกไปซึ่งการแสดงความรักในพื้นที่สาธารณะแบบนี้สำหรับบ้านเมืองเขาถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก “อะไรเล่า” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของหญิงสาวทำให้เธอน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเก่าจนพายัพอยากจะจับเธอมาฟัดแก้มจนช้ำ “อยากจูบแบบนั้นไหม” ถามพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ตลกเหรอคะบอส” ก่อนจะโดนคนตัวเล็กถลึงตาใส่ด้วยความไม่พอใจอย่างที่เขาคิดไว้ “ตอนกลางวันเรายังจูบกันกลางทะเลเลยนะ เธอลืมไปแล้วหรือไง” ยิ่งเห็นว่าเธอหน้าแดงหนัก พายัพก







