LOGINหลังจากเดินออกมาจากโกดังได้จนสำเร็จพิมพิกาก็นั่งแท็กซี่กลับบ้านมาทันทีโดยไร้ซึ่งเงาของพายัพที่เดินตามเธอออกมา ใช้เวลาไม่นานเธอก็นั่งรถมาถึงบ้าน เดินเข้าบ้านมาก็เห็นว่าพี่ชายกำลังเตรียมอาหารอยู่
“ทำอะไรกินคะ” เธอจึงส่งเสียงถามพร้อมกับเดินเข้าไปหามองอาหารสองสามอย่างที่วางเรียงรายก่อนจะช้อนสายตามองพี่ชายตัวเองด้วยความรู้สึกหลากหลาย สำหรับเธอจากัวร์ เป็นพี่ชายที่ดีมาก และเธอเองก็รู้ดีว่าทุกวันนี้ตัวเขาก็พยายามอย่างหนักเพื่อดูแลเธอให้ดีที่สุดแทนพ่อกับแม่ “กลับมาแล้วเหรอ เหนื่อยไหม” จากัวร์หันมาถามคนเป็นน้องด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นก่อนจะผละมือจากจานอาหารตรงหน้าขึ้นลูบศีรษะเล็กของหญิงสาวราวกับกำลังปลอบประโลมเธออยู่ “หนูไม่เหนื่อย หนูหิวมากกว่า” “งั้นกินข้าวกันเลยนะ หนูจะได้อาบน้ำนอนเลย” “โอเค” พิมพิกาตอบรับพร้อมทิ้งตัวนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพี่ชาย ตักข้าวเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อยจนคงที่มองอยู่อดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูเธอไม่ได้ พิมพิกากับจากัวร์มีอายุที่ห่างกันถึงห้าปีโดยก่อนหน้านึ้พิมพิกาใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดกับพ่อและแม่ ในขณะที่จากัวร์เรียนและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ นาน ๆ ถึงจะกลับบ้านครั้ง จนกระทั่งเมื่อสามปีที่แล้วที่พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต จากัวร์ก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดกับเธอ ทำงานหาเงินส่งเธอเรียนอยู่ที่นั่น จนเมื่อเธอเรียนจบจากัวร์จึงพาเธอกลับมาที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เขากลับมาเปิดร้านซ่อมรถตามความฝัน ส่วนเธอก็สมัครงานเป็นเลขาในบริษัทส่งออกแห่งหนึ่งเช่นกัน “ฝันดีนะคะ” กินข้าวเสร็จ เก็บจานชามล้างจนเสร็จสรรพพิมพิกาก็เดินมาบอกฝันดีจากัวร์ที่กำลังดูบอลอยู่ที่ห้องนั่งเล่น “ฝันดี” เช่นเดียวกับจากัวร์ที่หันมาบอกฝันดีเช่นกัน พิมพิกาเดินแยกเข้าห้องมาอาบน้ำเตรียมจะนอน เธอมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกพลางยกมือลูบริมฝีปากสีระเรื่อของตัวเองที่โดนใครอีกคนตระบมจูบมานับครั้งไม่ถ้วน สัมผัสของเขายังตราตรึงในความรู้สึกยากจะลืมเลือนเช่นเดียวกับหัวใจของเธอที่เต้นแรงทุกครั้งยามที่นึกถึงใบหน้าหล่อเหลาของเขา เป็นอีกวันในเช้าที่แสนเร่งรีบของพิมพิกาเพราะวันนี้เธอมาทำงานสายอีกแล้ว ซึ่งนี้อาทิตย์แทบทั้งอาทิตย์ที่เธอมาสายเกือบจะทุกวันและเธอก็โดนพายัพด่าเป็นประจำด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ คำพูดของพายัพที่บอกว่าอยากเป็นผัวเธอน่ะ พิมพิกาจำได้แม่น คำพูดของเขามันยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทแม้ว่าเหตุการณ์วันนั้นจะผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วก็ตาม และหลังจากเหตุการณ์วันนั้นดูเหมือนว่าพายัพเองก็ดูจะรุกเธอหนักขึ้น จับเธอจูบทุกครั้งที่มีโอกาส พ่นถ้อยคำหวานมาหยอดให้เธอใจสั่นอยู่เสมอ “มาสายอีกแล้วนะ” พิมพิกาสะดุ้งกับเสียงทุ้มคุ้นเคยที่ดังอยู่ทางด้านหลัง ก่อนที่เธอจะหันไปยิ้มแหย ๆ ให้กับพายัพที่ยืนกอดอกมองเธออยู่ด้วยสีหน้าถมึงทึง “รถติดค่ะบอส ดิฉันก็รีบสุด ๆ แล้ว” “มีข้ออ้างได้ทุกวัน” พายัพส่ายหน้าเอือมระอา นับวันเขายิ่งชินชากับการไร้ความผิดชอบขอบหญิงสาวเสียแล้ว มาสายเป็นชีวิตจิตใจแต่ดีหน่อยที่เธอคนนี้ทำงานดี “คนขี้บ่น คือคนแก่นะคะ” “หึ” พายัพกระตุกยิ้มให้กับคำพูดของหญิงสาว ก่อนจะก้าวสุขุมเข้ามาหาค้ำแขนทั้งสองข้างลงกับโต๊ะทำงานของเธอพลางโน้มตัวลงมาพูดประโยคบางอย่างกับเธอว่า “แก่แต่เด็ดเคยได้ยินไหมพิมพิกา” “บะ บ้า พูดอะไรกันคะ” หญิงสาวละล่ำละลักถามอย่างเลิ่กลั่ก “เธออยากรู้ว่าเด็ดไหมล่ะ” พายัพยิ้มเจ้าเล่ห์ ในขณะที่พิมพิกาเริ่มทำหน้าไม่ถูก “……….” “ตามฉันเข้ามาในห้องทำงานสิ เดี๋ยวทำให้ดู” “……….” “ฉันรับรองเลยว่าเธอจะติดใจ” พายัพขยิบตาให้หญิงสาวเล็กน้อยก่อนจะผละตัวและเดินเข้าห้องทำงานไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนหน้าแดงก่ำด้วยความรู้สึกเขินอาย “ไอ้บอสบ้า” พิมพิการู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายเพราะตอนนี้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาอยู่แล้ว พายัพนี่….เขามันร้ายที่สุดเลย ในช่วงสายของวันชีวิตของคนทำงานยังคงดำเนินต่อไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองตามที่ได้รับมอบหมาย เช่นเดียวกันกับพิมพิกาที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจดูเอกสารก่อนจะนำไปให้พายัพได้อ่านเป็นรายถัดไป นานวันเข้าการทำงานกับพายัพมันก็ไม่ได้ยากเกินไปเหมือนดั่งในคราแรก เมื่อเธอชินกับความเป็นเขา มันก็ไม่มีอะไรยากเกินไปสำหรับเธอ ในวันที่โดนพายัพดุแรง ๆ พิมพิกาก็รับมือได้ ในวันที่งานท่วมหัวและต้องเร่งมือทำเธอก็ยังรับไหว ในวันที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหาพิมพิกาก็พร้อมฝ่าไปกับพายัพ ในส่วนของงานเขาและเธอต่างเต็มที่และทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเสมอ แต่สิ่งในตัวพายัพที่พิมพิกาไม่อาจต้านทานและรับไหว นั่นคือการจู่โจมแบบฉับไว การที่เขาโปรยเสน่ห์ให้เธอไม่เว้นวัน รุกจนเธอตั้งตัวไม่ทันและบางครั้งหัวใจของเธอก็แทบวายตายกับการกระทำของเขา “ขอกาแฟแก้วหนึ่ง ไม่เค็ม ไม่หวาน รสชาติปกติที่คนเขากินกัน” จู่ ๆ ประตูห้องทำงานก็เปิดออกพร้อมกับคนด้านในที่โผล่ศีรษะออกมาให้เห็น บอกหญิงสาวให้ชงกาแฟให้พร้อมกำชับเสียงหนักแน่นห้ามเธอแกล้งเขาอีกเด็ดขาด “รับทราบค่ะบอส” พิมพิกากลอกตามองบนแต่ก็ยอมลุกจากเก้าอี้มาชงกาแฟให้กับชายหนุ่มที่แสนหล่อเหลาแต่ทว่าเขากลับมีนิสัยเผด็จการไปหน่อย “กาแฟค่ะ” “ช่วยอ่านเอกสารให้ผมฟังหน่อย” ในจังหวะที่พิมพิกาหมุนตัวกำลังจะเดินออกจากห้อง เสียงของพายัพก็ดึงเธอไว้ หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นให้กับสิ่งที่ได้ยิน “แล้วทำไมบอสไม่อ่านเองคะ” “ผมอ่านจนตาลายไปหมดแล้ว คุณช่วยอ่านให้ผมฟังหน่อยไม่ได้หรือไง” “วุ่นวายจริง ๆ เลยนะคะ” ถึงจะว่าอย่างนั้นแต่พิมพิกาก็ยอมเดินกลับมาหยิบเอกสารที่ว่าขึ้นมาไว้ในมือก่อนจะเริ่มอ่านให้พายัพฟัง “นั่งลง” “คะ” พิมพิกาขมวดคิ้วเมื่อจู่ ๆ พายัพก็เอ่ยสั่งเธอให้นั่งลง “เธออ่านแบบนั้นฉันไม่ได้ยินหรอกพอดีหูฉันมันตึง เธอนั่งอ่านบนตักฉันสิ เผื่อฉันจะได้ยินสิ่งที่อ่านชัดขึ้น” พิมพิกากลอกตามองบน “เร็ว ๆ สิพิมพิกา” ไอ้บอสนี่…..เจ้าเล่ห์ที่สุดเลยวันเวลาหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็วรู้ตัวอีกที อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะถึงวันครบรอบหนึ่งปีของเธอกับพายัพ พิมพิกาคิดหัวแทบแตกว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญวันครบรอบให้กับพายัพดี มันเป็นโจทย์ที่ยากมากก็เพราะว่าพายัพมีทุกอย่าง เขาเพรียบพร้อมไปทั้งหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิต พิมพิกาจึงไม่รู้ว่าเธอควรให้อะไรเขามันถึงจะดูคู่ควรกับคนอย่างพายัพ แต่ก่อนจะถึงวันครบรอบเพียงไม่กี่วันพิมพิกาดันป่วยหนักซะอย่างนั้น นอนซมเป็นผักเน่าอยู่บนที่นอนมาเป็นอาทิตย์แล้ว “พิม” “หือ” พิมพิกาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาครางตอบพายัพแต่ด้วยความหนักอึ้งทำให้พิมพิกาไม่ได้ลืมตาขึ้นมามองเขา หลายวันมานี้พิมพิกาป่วยบ่อยและจากัวร์เองก็ไม่ได้อยู่บ้าน พายัพจึงให้หญิงสาวมาอยู่ที่คอนโดเขาชั่วคราวเพื่อที่เขาจะได้ดูแลหญิงสาวยามที่เธอป่วย ใบหน้าซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดล่อเลี้ยงพาให้ใจพายัพกระตุกด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวจับใจ จนเขาต้องปลุกหญิงสาวขึ้นมาทานยาอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้เธอหลับไป “พิมอยากอ้วกจังเลยค่ะ” พิมพิกาว่าอย่างแผ่วเบา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ได้ยินมันเต็มทั้งสองรูหู พายัพหยิบกระโถนที่เขาซื้อเตรียมไว้ยื่นให้พิมพิกา เนื่องจา
“พิม” “……..” “พิม” “ฮะ” พิมพิกาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ ก็มีแรงมาสะกิดที่ไหล่ของเธอพร้อมตะโกนเรียกชื่อเธอเสียงดังลั่น “เป็นอะไรฮะ” จากัวร์ถามอย่างห่วงใยพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของน้องสาวเป็นระยะ เขากลับบ้านมาก็เห็นว่าพิมพิกานั่งเหม่ออยู่เรียกชื่อเท่าไรก็เธอก็ไม่ตอบจึงเดินเข้ามาสะกิดไหล่เพื่อให้เธอรู้สึกตัว “กลับมานานแล้วเหรอคะ” แทนที่จะตอบคำถามพี่ชายแต่พิมพิกาเลือกที่จะถามจากัวร์กลับ เธอยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับคืนเข้าร่าง ไม่รู้ตัวเลยว่าเธอนั่งเหม่ออยู่ตรงนี้นานเท่าไรแล้ว และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่จากัวร์กลับบ้านมา เสียงรถของเขาไม่ดังเข้าหูเธอเลยสักนิด พิมพิกาเอาแต่คิดเรื่องที่ได้เห็นมาก่อนหน้าจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างตัวเองไปเลย “ไม่นานเท่าไร ว่าแต่เราเถอะเป็นอะไร พี่เรียกเราตั้งนานแต่เราไม่ได้ยินพี่เลยจนพี่ต้องเดินเข้ามาสะกิด มีเรื่องอะไรรึเปล่า” จากัวร์ลูบไล้ศีรษะพิมพิกาเบา ๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมหญิงสาวอยู่ยังไงอย่างนั้น พลางโน้มหน้าลงสบตาเธอและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเคล้าเต็มไปด้วยความห่วงใย พิมพิกาเม้มปากแน่
หลายวันต่อมา หลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่พายัพตะคอกใส่พิมพิกา หญิงสาวก็ไม่เคยเซ้าซี้ถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายอีกเลย เธอรู้เท่าที่เขาอยากให้เธอรู้และเจียมตัวเองอยู่เสมอ การกระทำของพายัพในวันนั้นพิมพิกาพยายามทำเป็นเหมือนไม่สนใจ ทำเหมือนไม่รู้สึก แต่ทว่าความจริงแล้วลึก ๆ เธอก็เสียใจและรู้สึกน้อยใจเขาเพียงแต่เธอไม่พูดออกมาก็เท่านั้น เธอกลับมาทำตัวปกติเหมือนอย่างเช่นทุก ๆ วัน กลางวันทำงาน ส่วนกลางคืนก็ไปนอนค้างกับเขาบ้างถ้าพี่ชายเธอต้องทำงานดึกดื่น เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับพายัพยังคงเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ แต่จะไม่มีใครรู้เลยมันก็คงไม่ใช่เพราะภพพินิจ เพทาย หรือแม้แต่อรปรียาก็ต่างรู้ถึงความสัมพันธ์ลับ ๆ นี้ของเธอกับเขา มีเพียงสามคนนี้ที่รู้เท่านั้นเพราะแม้แต่ตัวของจากัวร์เองพิมพิกาก็ไม่เคยบอก พี่ชายของเธอรู้ว่าเธอมีแฟน แต่ไม่รู้ว่าแฟนของเธอคือใคร พายัพ: ใบออเดอร์ลูกค้าอยู่ไหน ส่งมาในเมลให้หน่อยนะ ในขณะที่พิมพิกานั่งเหม่อเสียงข้อความไลน์ก็ดังแจ้งเตือนขึ้นมา เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นพายัพที่ทักไลน์มาหา พิมพิกาไม่รอช้าที่จะตอบกลับไป พิมพิกา: พิมขอเช็กก่อนนะคะ
กลับมาถึงห้องพายัพไล่พิมพิกาให้เข้าไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวเขาก็เข้าครัวทำมาอาหารเตรียมไว้ให้เธอแล้วค่อยอาบน้ำทีหลัง อาหารง่าย ๆ ที่พายัพเลือกทำคือข้าวผัดที่พิมพิกาอยากทาน พายัพทำอาหารอย่างขะมักเขม้นเชียวชาญราวกับเชฟมืออาชีพ เขาสามารถทำอาหารได้หลายอย่างและหลายเชื้อชาติเนื่องจากตอนที่พายัพอยู่ต่างประเทศเขาทำอาหารทานเองบ่อยมาก แต่พอกลับมาอยู่ประเทศไทยพายัพก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานเขาจึงไม่ค่อยได้ทำอาหารทานเอง ส่วนใหญ่เขาจะสั่งมาหรือไม่ก็ไปทานที่ร้านเองมากกว่า แต่พอมีพิมพิกาเข้ามาดูเหมือนว่าช่วงนี้พายัพจึงได้กลับมาทำอาหารบ่อยขึ้น ข้าวผัดง่าย ๆ อย่างข้าวผัดกุ้งถูกนำมาเทลงจานสองใบอย่างพิถีพิถัน ก่อนที่พายัพจะรับรู้ถึงวงแขนเรียวเล็กที่กอดรัดเขาจากทางด้านหลัง “หอมจัง” คนตัวเล็กชะโงกหน้ามาดูอาหารที่พายัพทำ กลิ่นหอมของข้าวผัดทำท้องของเธอร้องประท้วงออกมาด้วยความหิว “หอมจริง” พายัพหันกลับมาพูดกับหญิงสาว ริมฝีปากหยักของของเขาบิดยิ้ม “หมายถึงพิม” พิมพิกายิ้มกรุ้มกริ่มอย่างรู้ทัน คราวนี้เขาไม่ได้แอ้มเธอหรอกเพราะเธอรู้ทัน มุกที่เขามักจะเล่นอยู่ประจำทุกครั้งเธอรู้ทันมันหมดแล้ว “เป
เมื่อวันหยุดพี่ชายอย่างจากัวร์ไปเที่ยวกางเต็นท์กับพวกลูกน้องที่ร้าน พิมพิกาจึงถือโอกาสนี้มานอนที่ห้องของพายัพเมื่อคืน เช้านี้เขาและเธอจึงได้มีโอกาสมาวิ่งออกกำลังกายด้วยกันที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ คอนโดของพายัพ เขาและเธอวิ่งเคียงคู่กันไปตามทางอย่างไม่เร่งรีบนัก ลมหายใจของพิมพิกาหอบหนักเพราะนานมากแล้วที่เธอไม่ได้มาทำอะไรแบบนี้ ครั้งล่าสุดที่วิ่งเท่าที่เธอจำได้ก็น่าจะเป็นตอนติดกีฬาสีของโรงเรียนเมื่อตอนมัธยมต้น และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้อีกเลยด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือเหนื่อย แต่เพื่อผู้ชายวันนี้เธอขอสู้ตายแล้วกัน คิดได้ดังนั้นพิมพิกาก็ออกแรงวิ่งให้เร็วขึ้นอีกนิดเพราะต้องการวิ่งให้รอบสวนสาธารณะแห่งนี้เร็ว ๆ ตอนนี้ร่างกายของเธอค่อนข้างสะบักสะบอมเหงื่อเปียกโชกไปทั้งตัว ที่สำคัญเธอแทบจะลงไปนอนกับพื้นอยู่ร่อมร่อ สภาพของหญิงสาวช่างแตกต่างกับชายหนุ่มยิ่งนัก เพราะนอกจากเหงื่อที่ท่วมตัวของพายัพเขาก็ไม่แสดงท่าทีอย่างอื่นออกมาอีกเลย “เหนื่อยแทบบ้า” พิมพิกาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้แรง ๆ พร้อมหอบหายใจหนักยื่นมือไปรับขวดน้ำจากมือของพายัพกระดกดื่มอย่างกระหาย ในระหว่างนั้นพายัพที่ยืนอยู่ก็สังเกตเห
ใบหล่อหล่อเหลาประดับไปด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ขับให้พายัพเวอร์ชั่นนี้มันยากจะต้านทานเสียเหลือเกิน ทั้งคำพูดทั้งการกระทำของพายัพพาหัวใจพิมพิกาสั่นระรัวเสมือนกลองชุดใหญ่ ใบหน้านวลขาวขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายจนต้องเบือนหนีสายตาคมกริบของพายัพที่มองมาแต่แล้วพิมพิกาก็ต้องสะดุ้งเมื่อสายตาของเธอดันเหลือบไปเห็นคู่รักชาวต่างชาติกำลังจูบดูดปากกันอย่างดูดดื่มเธอจึงต้องรีบเบือนหน้าหลบหันมาสบตากับพายัพอย่างเลี่ยงไม่ได้ “หึ” เสียงทุ้มเค้นหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูในท่าทีของหญิงสาว ตัวพายัพเองมองเห็นคู่รักคู่นั้นจูบกันอยู่นานแล้วเพียงแค่เขาไม่อยากสนใจ ต่างบ้านต่างเมืองวัฒนธรรมย่อมแตกต่างกันออกไปซึ่งการแสดงความรักในพื้นที่สาธารณะแบบนี้สำหรับบ้านเมืองเขาถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก “อะไรเล่า” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดของหญิงสาวทำให้เธอน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเก่าจนพายัพอยากจะจับเธอมาฟัดแก้มจนช้ำ “อยากจูบแบบนั้นไหม” ถามพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ตลกเหรอคะบอส” ก่อนจะโดนคนตัวเล็กถลึงตาใส่ด้วยความไม่พอใจอย่างที่เขาคิดไว้ “ตอนกลางวันเรายังจูบกันกลางทะเลเลยนะ เธอลืมไปแล้วหรือไง” ยิ่งเห็นว่าเธอหน้าแดงหนัก พายัพก







