LOGINรุ่งเช้า
สุทธิดาและลูกสาวตัวน้อยของเธอถูกย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องพักฟื้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการเดินเรื่องจัดการของวรากรทั้งหมด ทั้งการเดินเรื่องเอกสารต่าง ๆ และห้องพักพิเศษแบบวีไอพีนี้อีกด้วย
“ธิดา เป็นยังไงบ้าง” เสียงหญิงสาวเอ่ยทักขึ้น เมื่อเดินเข้ามาภายในห้องพักฟื้นของผู้ป่วยแบบวีไอพี ที่สามารเข้ามาหลายคนได้
ปาณิศา หรือ ปลา หญิงสาววัย 28 ที่พึ่งเข้าประตูวิวาห์ไปเมื่อคืน และเป็นลูกสาวเจ้านายของบิดาเธอ ทั้งสองนับถือกันเหมือนเช่นพี่น้อง และตอนนี้ก็ไม่มีคำว่าเจ้าและลูกน้องอีกต่อไป เพราะทุกคนมาอยู่ที่นี่กันฉันญาติพี่น้อง อยู่แบบเท่าเทียมไม่มีแบ่งแยกชนชั้น
“พี่ปลา พี่วิชญ์ ธิดาขอโทษนะคะ ที่ทำให้คืนเข้าหอของพวกพี่วุ่นวายไปหมดเลย” สุทธิดามองไปที่คนทั้งสองด้วยความรู้สึกผิด รีบเอ่ยขอโทษคนทั้งสองอย่างรู้สึกผิดที่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ในคืนเข้าหอของคนทั้งสอง แต่ลูกสาวของเธอดันมาเลือกเกิดได้ถูกวันอีก
“อย่าโทษตัวเองเลยธิดา พี่ว่าน่ายินดีออกใครจะไปรู้ล่ะ ว่าเจ้าตัวแสบจะเลือกมาเกิดได้ถูกวัน แล้วนี่ไอ้กรมันไปไหน...” เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยพูดกับเธอ แต่สายตากลับมองหาอีกคนที่คิดว่าจะอยู่ในห้องนี้ด้วย แต่ก็ไม่เห็นมีใคร จึงถามหาทันที
ชนาวิชญ์ หรือ วิชญ์ อดีตนักแสดงหนุ่มวัย 24 ปี ที่ตอนนี้กลับมาผันตัวเป็นชาวสวนสร้างอาชีพและธุรกิจอยู่ที่บ้านเกิด
“ไปจัดการเรื่องเอกสารการแจ้งเกิดของลูกอยู่ค่ะ” สุทธิดาตอบชนาวิชญ์ออกไปตามตรง เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังหรือเก็บเป็นความลับอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อทุกคนก็คงจะรู้กันหมดแล้วว่าใครเป็นพ่อของลูกเธอ
“แล้วหลานพี่เป็นยังไงบ้าง” ปาณิศารีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อสังเกตเห็นใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสุทธิดา เธอจึงถามถึงหลานสาวที่พึ่งลืมตาดูโลก
“แข็งแรงดีค่ะ จ้ำม่ำมากเลยพี่ปลา” สุทธิดาเอ่ยตอบไปตามตรง รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าให้ดูสดใสขึ้นมาทันที เมื่อเอ่ยถึงลูกสาวตัวน้อยของเธอ
“หลานลุงชื่ออะไรดีครับ” ชนาวิชญ์จึงเดินไปที่ตรงหลานสาวกำลังหลับอยู่ก่อนจะเอ่ยหยอกล้อด้วยน้ำเสียงน้ำที่นุ่มนวลแสนอบอุ่น เพราะเขาเองก็มีลูกชายตัวน้อยเหมือนกัน ตอนนี้อายุพึ่งได้สามเดือน กำลังเป็นที่รักของทุกคนที่บ้านสวนเลย
“น้องวิวาห์ค่ะ” สุทธิดาบอกออกไปตามที่เธอพึ่งคิดขึ้นมาได้หมาด ๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ฉุกละหุกเมื่อคืนที่ผ่านมา
“หืม...” ชนาวิชญ์เลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกแปลกใจ ทำไมเธอถึงตั้งชื่อลูกแบบนี้ แต่เขาก็คิดว่าน่ารักดีแถมน่าฟังอีกต่างหาก
“ก็หลานของพี่เลือกคลอดวันที่ลุงวิชญ์กับป้าปลาเข้าประตูวิวาห์พอดียังไงค่ะ” สุทธิดาบอกออกมากับทุกคน
“ดีน่ะ ไม่ให้ชื่อ น้องเข้าหอ...” ศุภวัฒน์ที่พึ่งเปิดประตูเข้ามาภายในห้อง ได้ยินในประโยคของสุทธิดาพูดพอดี จึงเอ่ยแซวเจ้าบ่าวเจ้าป้ายแดงขึ้นมา
“มึงก็พูดสะกูเห็นภาพเลยไอ้เวย์ นั่นมันชื่อลูกกูนะเว้ย” วรากรที่เดินมาตามหลังทันได้ยินในสิ่งที่ศุภวัฒน์พูดก็ตำหนิขึ้นมา เพราะภายในห้องนี้ ยังมีเด็กสาวตัวเล็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่ร่วมด้วย
“ทำไมไปนานจังว่ะ” ชนาวิชญ์ถามขึ้น เมื่อวรากรและศุภวัฒน์พึ่งจะกลับมา
ศุภวัฒน์ที่ในมือถือของพะรุงพะรัง เดินเอาของวางแล้วทิ้งตัวนั่งลงตรงโซฟาตัวว่างติดกับเด็กสาว โดยที่ไม่ได้พูดอะไร
“ก็พึ่งเคยทำอะไรแบบนี้ครั้งแรกไหม กูก็ทำผิด ๆ ถูก ๆ” วรากรพูดบอกไปตามตรง เพราะเขาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ใครจะคิดว่าการมางานแต่งของเพื่อน เขาจะได้เป็นพ่อคน แล้วมาทำอะไรแบบนี้ แต่ก็รู้สึกดีเป็นบ้าเลย ตื่นเต้นที่ได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคย ตั้งแต่ได้เขาไปห้องคลอดเห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองคลอดออกมาแล้ว
“ไหนกูดูหน่อย ว่าหลานสาวกูชื่ออะไร” ชนาวิชญ์ถามพร้อมกับยื่นมือไปขอเอกสารกับวรากร
วรากรจึงส่งเอกสารสูติบัตรที่เขาพึ่งไปทำเรื่องมาหมาด ๆ นั้น ให้แก่เพื่อนทันที ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาลูกสาวตัวน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่
“เด็กหญิงกรธิดา พายุภัทร” เป็นปาณิศาเองที่อ่านชื่อในเอกสารสูติบัตรใบนี้ขึ้นมา พร้อมกับรอยยิ้มยินดี
“ทำไมถึงได้ชื่อนี้เหรอ” ชนาวิชญ์เลิกคิ้วถามถึงคนเป็นพ่อแบบไม่ทันตั้งตัว ที่ตั้งชื่อนี้ให้กับหลานสาวของเขา
“ตอนนั้นกูคิดอะไรไม่ออกนี่หว่า ตื่นเต้นจนแทบทำอะไรไม่ถูก เลยลืมถามความเห็นจากแม่เขาไปด้วย เลยเอาชื่อกูกับชื่อแม่เขามารวมกัน...” วรากรเอ่ยตอบออกไปตามตรง เพราะเขาคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ แล้วตอนนี้ก็ยังไม่หายตื่นเต้นเลย
“กูก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เพราะดีน่ะ น้องวิวาห์ กรธิดา”
“ธิดาไม่ว่าอะไรนะ ที่ตั้งชื่อลูกโดยไม่ได้ถามอะไรก่อน” วรากรจึงหันมาถามความเห็นจากคนเป็นแม่ของลูก ที่เขาทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่ปรึกษาเธอก่อน
“อืม...ในเมื่อหมดหน้าที่ของคุณแล้ว ตอนนี้ก็กลับไปเถอะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องทุกอย่างให้เป็นอย่างดี” สุทธิดาพยักหน้าให้เขาอย่างเข้าใจ แล้วเอ่ยขอบคุณและบอกเขาไปเชิงว่าให้เขากลับไปได้แล้ว
“แต่...” วรากรกำลังจะเอ่ย
“ออกไปกับกูก่อน...”
เมื่อเห็นท่าไม่ดี ชนาวิชญ์จึงดึงวรากรให้ออกไปจากตรงนี้ก่อน เพราะกลัวว่าเพื่อนจะใจร้อนทำอะไรวู่วาม อาจทำให้สุทธิดาไม่พอใจ แล้ววรากรจะไม่ได้เข้าใกล้ลูกอีก
ศุภวัฒน์มองหน้าเด็กสาวที่นั่งอยู่โซฟาคนเดียวอย่างพิจารณา ซึ่งน่าจะเป็นน้องสาวของชนาวิชญ์แหละ หากว่าเขาเดาไม่ผิด
“แนมอีหยัง บ่เคยเห็นคนงามบ้อ” (มองอะไร ไม่เคยเห็นคนสวยเหรอ) เสียงเล็กของเด็กสาวถามขึ้นมาทันที เมื่อสังเกตุเห็นสายตาคมนี้แอบมองเธอมาสักพักแล้ว
ชนิดา หรือ หนูนิด หนูน้อยวัยใส อายุ 12 ปี เป็นน้องสาวแท้ ๆ เพียงคนเดียวของชนาวิชญ์ ที่อายุห่างกันตั้งสิบสองปี
“เด็กแสบ หัดพูดกับผู้ใหญ่ให้มันเพราะ ๆ หน่อย” ศุภวัฒน์ตวาดสายตามองอย่างคาดโทษพูดกับเด็กสาวอย่างไม่ค่อยพอใจ อย่าบอกน่ะว่าพ่อแม่เดียวกัน นิสัยต่างจากพี่ชายราวฟ้ากับเหว
“ข่อยสิเว้าม่วน แต่กับคนที่ข่อยอยากเว้านำทอนั่นล่ะ” (หนูจะพูดเพราะ แต่กับคนที่หนูอยากพูดด้วยเท่านั่นแหล่ะ) พูดแล้วก็หันหน้าไปมองดูจอทีวีอย่างไม่สนใจ
ศุภวัฒน์มองหน้าชนิดาแล้วขำในลำคอพร้อมกับส่ายหน้าอย่างระอาให้กับความดื้อของเด็กสาว แล้วจึงถอนหายใจพรืดอย่างหนักใจ ก่อนที่จะลุกขึ้น เดินออกไปตามเพื่อนของเขาทั้งสอง
จุดเริ่มต้น NCNight Club“เฮ้ย คุณเป็นใคร แล้วเข้ามาในรถของผมทำไมกัน” วรากรร้องออกมาเสียงหลง เมื่อเปิดประตูเข้ามาในรถ ของตัวเองกลับพบอีกฝั่งข้างคนขับ มีหญิงสาวเปิดประตูเข้ามาในรถของเขาด้วยแล้ว“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ไปส่งฉันหน่อย ฉันไหว้ละขอร้องนะคะ” ใบหน้าสวยเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อพร้อมกับน้ำเสียงกระหืดหอบเอ่ยบอกติด ๆ ขัด ๆ แล้วยกมือขึ้นไหว้อ้อนวอนร้องขอความเห็นใจจากเขา“นี่จะมาไม้ไหนอีกล่ะ บอกเลยว่าผมเจอผู้หญิงแบบคุณมาเยอะแล้ว” เขาจ้องมองเธอพร้อมกับเอ่ยคาดโทษเธอไว้ทันที“ฉัน...”“เฮ้ย...อย่าพึ่งถอดน่ะ อดทนเอาไว้ก่อน ก็ได้ผมจะไปส่งคุณ” วรากรรีบห้ามทันที เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังจะดึงเสื้อผ้าของเธอออกจากตัว“...” เธอได้แต่นั่งนิ่ง ๆ พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ให้ดูเป็นปกติที่สุด เมื่อเขาออกรถแล้วบอกว่าจะยอมไปส่งเธอ“บ้านอยู่ที่ไหน” เขาถามเธอออกไปอย่างใจเย็น เมื่อรถขับออกมาจากสถานบันเทิงแล้วเธอได้แต่ครุ่นคิดอยู่สักพัก แถมยังพยายามควบคุมอารมร์คุกรุ่นของตัวเองไม่ให้ตื่นเตลิดไปมากกว่านี้ เธอไม่อยากแสดงอาการต่อหน้าชายแปลกหน้าที่พึ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก“ไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้เด็ดขาด”“ทำไม?” เขาถ
บทส่งท้าย(จบ)บ้านพายุภัทร“ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้านพายุภัทรอย่างเป็นทางการ ธิดาและวิวาห์ตัวน้อย” อภิเดชในฐานะเจ้าบ้านเอ่ยขึ้นมาทันที ที่ทุกคนเดินเข้ามาภายในบ้าน“ขอบคุณค่ะ คุณพ่อ คุณแม่” สุทธิดารีบไหว้ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองท่าน“ตามสบายเลยนะลูก ถือว่าที่นี่คือบ้านของหนูเลย” อภิเดชพูดกับเธออีกครั้ง ก่อนที่จะเดินไปนั่งลงที่โซฟาห้องรับแขก“ตากร”“ครับแม่”“แกไปทำอีท่าไหน หลานสาวแม่ถึงถอดแบบแกมาสะแบบนี้” อรอนงค์เอ่ยขึ้นทันที เมื่อได้นั่งสำรวจมองพินิจใบหน้าของหลานสาวดูอย่างชัด ๆ“ก็...หลายท่าหลายน้ำอยู่ครับแม่” วรากรมองหน้าผู้เป็นภรรยาก่อนที่จะเอ่ยตอบกับมารดาสายตาที่ดูล้อเลียนหยอกเล่น“พี่กร!”สุทธิดาที่นั่งอยู่ข้างกัน เมื่อวราพูดออกมาเช่นนี้้ เธอเอื้อมมือไปหยิกที่ต้นขาของเขาทันทีอย่าแรง เพราะนึกหมั่นไส้ และเขินอายที่เขาพูดออกมาแบบนี้“โอ้ย...เมียจ๋าหยิกพี่ทำไม” วรากรได้แต่ลูบที่ทาหน้าขาปอย ๆ ของตัวเอง“ก็พี่ชอบพูด...”“ก็มันเรื่องจริงไม่เห็นจะหน้าอายตรงไหนเลย” วรากรตอบภรรยาแบบหน้าตาเฉย แต่ก็หาทางหนีที่ไล่ กลัวสุทธิดาจะโกรธเหมือนกัน“แต่ธิดาอาย...” ใบหน้าแดงก่ำงุดลง เพราะไม่กล้าสู้หน้าค
สู่ขออย่าง(ไม่)เป็นทางการ“พวกคุณมีอะไรจะคุยกับผมหรือครับ” ศักดิ์ชัยนั่งลงแล้วถามขึ้นทันที ที่มาถึงบ้านของลูกสาวอรอนงค์จึงส่งหลานสาวที่อุ้มอยู่นั้นให้แก่สามีอุ้มต่อ ก่อนที่จะหันไปทางศักดิ์ชัยนั่ง แล้วพูดเข้าประเด็นทันที“เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะคะ คือพวกเราต้องพาลูกชายกลับกรุงเทพไปบริหารงานที่บริษัทต่อ เลยต้องเรียกคุณมาเพื่อจะแจ้งให้ทราบ”“เขาเป็นลูกชายของพวกคุณ ผมจะมีสิทธิ์ไปห้ามไปว่าอะไรได้ละครับ” ศักดิ์ชัยบอกออกไปตามความจริง เพราะถึงจะรู้ว่าวรากรอยู่ที่นี่กับลูกสาวในฐานะอะไร แต่ก็ไม่สิทธิ์อะไรที่จะห้าม หากว่าวรากรตัดสินใจที่จะกลับไปพร้อมกับบิดามารดา“แต่พวกเราต้องการให้หลานสาวไปอยู่ด้วยกันค่ะ” อรอนงค์พูดถึงจุดประสงค์ในตอนนี้ เพราะความต้องการลูกชาย“คุณแม่!” วรากรร้องเรียกมารดาเสียงหลงอีกครั้ง เพราะไม่คิดว่ามารดาของเขาจะพูดตรง ๆ ขอกันซึ่ง ๆ หน้า ออกมาแบบนี้กับพ่อตาของเขา“หุบปากของแกไปเลย เป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า ไม่มีความรับผิดชอบอะไรเอาเสียเลย” อรอนงค์ได้แต่เอ็ดลูกชายไม่ให้พูดอะไรออกมา“ที่คุณจะพูดคือต้องการให้หลานสาวไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันแค่นี้ใช่ไหมครับ” ศักดิ์ชัยตัดสินใจถามออกไปอ
แม่มาตามสามเดือนต่อมา“คุณพ่อ คุณแม่”วรากรร้องทักขึ้นมาทันทีอย่างตกใจ เมื่อเปิดประตูบานไม้หน้าบ้านออกมาในตอนเช้า กลับเห็นผู้มีพระคุณทั้งสองท่านยืนอยู่ที่หน้าบ้านกันเสียแล้ว“เห็นหน้าแม่ทำไมต้องตกใจอะไรขนาดนั้นด้วย” อรอนงค์เดินเข้าไปหาแล้วพูดกับลูกชายที่กำลังตกใจขึ้นทันทีวันนี้ครบกำหนดสามเดือนแล้วที่วรากรมาพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ เมื่อเห็นว่าเลยกำหนดมาหลายวันแล้ว ผู้เป็นพ่อและแม่จึงมาตามเพราะลูกชายไม่ยอมติดต่อกลับบ้านเลยตั้งแต่ที่มาอยู่ที่นี่อรอนงค์พึ่งมาทราบว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลูกชายนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนรวมหัวกันโกหกเพราะว่าลูกชายไม่อยากหมั้นได้ไม่นานมานี้เอง เพราะสามารถสารภาพบอกความจริงทุกอย่างแล้วตอนแรกก็นึกโกรธที่ทุกคนรวมหัวกันโกหก แต่พอได้เห็นธาตุแท้ของเพื่อนที่เกือบจะได้ดองกันแล้ว อรอนงค์จึงยอมให้อภัยความผิดครั้งนี้ของลูกชาย“เข้าไปนั่งข้างในดีกว่าครับ ข้างนอกอากาศมันร้อน” วรากรรีบยกมือขึ้นไหว้ท่านทั้งสอง แล้วเอ่ยบอกท่านทั้งสองให้เขาไปนั่งข้างในแทน“นั่งที่นี่แหละ แล้วหลานของแม่ละอยู่ไหน” อรอนงค์พูดพร้อมกับนั่งลงที่ระเบียงหน้าบ้านทันที แล้วถามหาหลานสาวขึ้นมาเมื่อกว
เหตุผลที่โกหกรุ่งเช้า“พี่กร นี่ขาของพี่...” สุทธิดาเอ่ยถามเสียงหลงออกมาทันที เมื่อตื่นขึ้นมาเช้านี้ แล้วพบว่าวรากรผู้เป็นสามีกำลังอุ้มลูกสาวเดินอย่างคล่องแคล่ว แถมขาที่ใส่เฝือกไว้ก่อนหน้านั้น ตอนนี้กลับไม่มีอีกแล้วนี่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ เขาหลอกเธอว่าเดินไม่ได้อย่างนั้นเหรอ พอนึกถึงตอนที่เขาเดินขากะโผลกกะเผลกแล้วเธอกลับน้อยใจ รู้สึกโกรธขึ้นมาเสียอย่างนั้นวรากรเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอาลูกสาวไปวางลงที่ฟูกนอนของลูกก่อนที่จะมารั้งเธอเอาไว้ เพื่อที่จะได้อธิบายบอกว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนี้ให้เธอเข้าใจก่อนที่เธอจะโกรธเขาไปมากกว่า“คือพี่...”“พี่ไม่ได้เป็นอะไรเลย แล้วทำไมพี่ต้อง...” สุทธิดาถามขึ้นทันที แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นเพราะไม่พอใจที่โดนเขาหลอกวรากรรีบสวมกอดเธอจากทางด้านหลังเอาไว้ทันที เมื่อเธอกำลังจะเดินหนีเขา แล้วเอ่ยขอโทษเธอออกมาอย่างรู้สึกผิด“พี่ขอโทษธิดา พี่ขอโทษ”“พี่เอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นได้ยังไงกันค่ะ” เธอเอ่ยเสียงสั่นขึ้นพร้อมกับแรงสะอื้น ทั้งรู้สึกโกรธและอีกใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่เขาไม่ได้เป็นอะไรเลย“ธิดาฟังพี่ก่อนครับ”“พี่สนุกมากนักเหรอค่ะ
น้องเพื่อนก็เหมือนน้องพี่“อ้ายเวย์ หมอน” (พี่เวย์ หมอน) เป็นเสียงของชนิดาที่หอบหมอนและสัมภาระมากมายเดินเข้ามา เอ่ยเรียกคนที่กำลังจะงีบหลับบนเปล“เว้านำอ้ายเพิ่นม่วน ๆ แน่อีหล่า” (พูดกับพี่เขาเพราะ ๆ หน่อหนูนิด) ยายนา หญิงชราเพียงคนเดียวในบ้านดุให้แก่หลานสาวทันที ก่อนที่จะเดินเข้าบ้านไป เพราะไม่อยากอยู่รบกวนเวลาพักผ่อนของเพื่อนหลานชาย“อืม...แล้วหอบอะไรมาเยอะแยะ” ศุภวัฒน์ดีดตัวลุกนั่ง แล้วยื่นมือไปรับเอาหมอนที่น้องสาวของเพื่อนเอามาให้“น้ำ...หนูต้องมาเฮ็ดการบ้าน” (น้ำ...หนูต้องมาทำการบ้าน) ชนิดาส่งน้ำเย็นที่ถือมาด้วยส่งให้แก่เขา ก่อนที่จะวางสมุดลงที่โต๊ะไม้ ซึ่งเป็นที่ประจำของตัวเอง“ทำการบ้าน?”“อืม...กะหม่องนี้มันเป็นหม่องนั่งเฮ็ดการบ้านของหนู” (อืม...ก็ตรงนี้มันเป็นที่นั่งทำการบ้านของหนู) ชนิดาพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยยืนยันกับเขาแล้วนั่งลง“ก็ทำไปสิ” ศุภวัฒน์พูดแล้วก็ทิ้งตัวนอนลงที่เปลเช่นเดิม“แต่...”“???” ศุภวัฒน์จึงดีดลุกขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหันมองหน้าน้องสาวเพื่อน“หนูสิเบิ่งหนังไปนำ มันสิเสียงดังรบกวนอ้ายนอนบ่” (หนูจะดูหนังไปด้วย มันจะเสียงดังเป็นการรบกวนการนอนของพี่ไหม) ชนิดาเอ่







