Masukสำหรับเธอที่ชอบอยู่บ้าน และต้องพยายามระวังตัวไม่ให้ถูกจับได้ว่ามาทำงานแทนน้องสาวฝาแฝด มันแทบไม่ต่างไปจากฝันร้ายเลยสักนิด
ครั้นจะท้วงติงหรือปฏิเสธคำสั่งเธอก็คงทำไม่ได้อีกนั่นแหละ เพราะนอกจากมาทำงานแทนน้องสาวแล้ว เธอยังต้องปฏิบัติหน้าที่ไม่ให้มีขาดตกบกพร่อง เลี่ยงทุกการปะทะ จนกว่าตัวจริงจะสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ
แล้วเท่าที่อ่านในอินเตอร์เน็ตมา ส่วนใหญ่มักจะสามารถกลับมาใช้งานได้เป็นปกติภายใน 1 เดือน ก็ได้แต่หวังว่ายายเขมจะไม่คิดซน ทำตัวเองเจ็บเพิ่ม แล้วรีบ ๆ กลับมาเอาตำแหน่งคืนทีเถอะ!
“เอ้อ น้องเขมส่งเอกสารให้ฝ่ายบุคคลครบแล้วเนอะ”
“ค่ะ”
แต่ถึงตอบออกไปแบบนั้น เจณิสตาก็ไม่มั่นใจนักว่าตัวเองจำผิดหรือจำถูก แถมเมื่อเช้ายายน้องตัวดีก็ไม่เห็นบอกอะไรเพิ่มเติม นอกจากบอกว่า ‘ฉันจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว ไปถึงแกก็แนะนำตัวแล้วนั่งทำงานได้เลย’
แกรก
เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้น ดึงให้ทั้งเจณิสตาและพัดชาต่างหันไปมองต้นเสียง ทันใดนั้นสาวออฟฟิศก็เก็บเสียงหัวเราะและสีหน้าเพ้อฝันที่มีเมื่อครู่ทันควัน พวกเธอกดศีรษะลงด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม
“สวัสดีค่ะคุณก้อง”
คุณก้อง คุ้น ๆ เฮ้ย! นี่มันชื่อเจ้านายยายเขมนี่หว่า คนตัวเล็กตาโต รีบโค้งตัวแล้วเอ่ยทักทายตามรุ่นพี่
“สวัสดีค่ะคุณก้องภพ”
“อืม”
แค่ได้ยินเสียงเจณิสตาก็เผลอเม้มปาก สัมผัสได้ถึงความดุและเข้มงวดของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน แบบนี้เขาคงไม่พ้นเป็นคนที่เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งแบบนั้นก็ยิ่งอันตรายต่อคนมีความลับแบบเธอเข้าไปใหญ่
“คนนี้น่ะเหรอที่จะมาทำงานเลขา”
“ค่ะคุณก้อง ชื่อน้องเขมค่ะ”
พัดชารีบแนะนำ เป็นจังหวะเดียวกับเจณิสตาที่เงยหน้าขึ้นมาพอดี วินาทีที่สองสายตาสบประสานกัน คล้ายว่าหัวใจของเธอกระตุกไหว ท้องน้อยเกิดระลอกคลื่นบางอย่างซึ่งเธอเองก็อธิบายไม่ถูก
แต่แล้วทุกความรู้สึกแปลกประหลาดก็หายไปในเสี้ยววินาทีที่ดวงตาสีเข้มแสนดุคู่นั้น กวาดมองขึ้นลงอย่างเร็ว ๆ รอบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก
“แน่ใจ?”
ก้องภพถามย้ำ แววตาแฝงด้วยความหยามหยัน ถึงแม้พนักงานใหม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะแต่งกายด้วยเสื้อแขนขาว กระโปรงก็ยาวกรอมเข่า ดูเรียบร้อยจนเกือบเข้าขั้นเฉิ่มเชยเมื่อเทียบกับพนักงานคนอื่น ๆ ในบริษัท
ทว่ามันช่างย้อนแย้งกับความรัดรึงที่เน้นทรวดทรงแต่ละส่วนให้ลอยเด่นออกมา หล่อนคิดว่าลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้ คนอย่างเขาจะดูไม่ออกหรือยังไง เหอะ!
ก้องภพส่ายหน้าอย่างระอาใจแล้วผลักประตู เดินเข้าห้องทำงานไป ทิ้งไว้เพียงประโยคกึ่งเตือนกึ่งไล่ เพื่อบอกให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าควรล้มเลิกความตั้งใจ
“ก็หวังว่าจะเข้ามาทำงานที่เป็นงานจริง ๆ”
อะไรคือก็หวังว่าจะเข้ามาทำงานที่เป็นงานจริง ๆ!
เจณิสตาตาลุกวาว สองมือกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเคือง และเหมือนว่าคนข้าง ๆ จะพอจับอารมณ์ของเธอได้ รอยยิ้มจืดเจื่อนจึงถูกส่งมาพร้อมสัมผัสปลอบใจที่บ่าของเธอ
“อย่าเพิ่งคิดมากน้า คุณก้องไม่ได้ตั้งใจจะว่าเขมเป็นคนแบบนั้นหรอก แต่พอดีเลขาคนก่อน ๆ เขาทำงานกันแบบว่า...” พัดชาเว้นเสียง หากแววตาก็ฟ้องชัดเจนว่าคนเหล่านั้นทำงานแบบไหน
“อื้ม ก็นั่นแหละ ยิ่งคนล่าสุดนี่ ถึงขั้นล็อกห้องแล้วกระโจนใส่ คุณเขาเลยออกแนวขยาดนิด ๆ”
“สำหรับพี่แพทอาจเรียกว่าขยาดนิด ๆ แต่สำหรับเขม การกระทำเมื่อครู่มันเรียกว่าการดูถูกค่ะ”
เจณิสตาแย้งเสียงขุ่น การที่เขาเจอเรื่องแย่ ๆ มาแล้วคิดระแวง อันนี้เธอเข้าใจได้ แต่เขาไม่ควรคิดแล้วตัดสินว่าทุกคนจะเป็นเหมือนกันหมด โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก
แล้วจะบอกอะไรให้นะ เห็นหน้าตาบ้าน ๆ แบบนี้ แต่เธอน่ะเป็นคนที่เลือกมากถึงมากที่สุด ไม่อย่างนั้นคงไม่เกาะคานทอง อยู่เป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้หรอก
ส่วนไอ้เรื่องที่ว่าเขาหล่อจนหญิงต้องเหลียวหลัง อันนั้นเธอไม่เถียง แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าความหล่อนั้นจะทำให้เธอคิดอยากกระโจนใส่เขา หรือใช้เต้าไต่เพื่อให้ได้ทั้งงาน ได้ทั้งเงินด้วยอีกคน
โอ๊ย ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด
นี่ถ้าไม่ติดว่ายายน้องตัวดีคาดหวังกับงานชิ้นนี้ไว้มากนะ เธอจะเตะปากไอ้เจ้านายหน้าหล่อแต่ในปากมีฟาร์มหมาปั๊กนี่สักทีแล้วหนีกลับบ้าน
ชักจะไม่อยากทำมันแล้วนะงานเนี่ย!
เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เจณิสตาจึงบอกไปตามตรงว่าเธอแค่ปวดท้องรอบเดือน และขอรับเพียงยาลดปวดก็พอซึ่งแม้คุณหมอจะสั่งจ่ายยาให้ แต่ไม่วายแนะนำกึ่งเกลี่ยกล่อมว่าหากมีอาการปวดรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันแบบนี้มาตลอด ควรเข้ารับการตรวจภายในอีกครั้งอย่างละเอียดเจณิสตาพนมมือไหว้ ขอบคุณคุณหมอยังสาวเมื่อการตรวจเสร็จสิ้น พลันเธอก็ชะงัก แววตาล่อกแล่ก อย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อสบเข้ากับสายตาดุ ๆ ของเจ้านายที่นั่งกอดอก ทำหน้าบูดอยู่หน้าห้องฉุกเฉินแถมสีหน้าเขาดูจะถมึงทึงขึ้นด้วย เมื่อเห็นว่าเธอเดินออกจากห้องฉุกเฉินมาด้วยสองขาของตัวเอง ปราศจากรถเข็น“เอ่อ...”“รถเข็นไปไหน”น้ำเสียงเข้มงวดแทบลอยมากระแทกหน้า เจณิสตาพยายามใช้รอยยิ้มลดทอนความขุ่นเคืองของเจ้านาย“คือฉันไม่ปวดท้อง ไม่ปวดหัวแล้วก็เลยคืนรถเข็น เผื่อมีคนอื่นที่เขาจำเป็นต้องใช้มากกว่าน่ะค่ะ”“แล้วใครบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้”เธอนี่แหละบอก!แต่เพราะไม่อยากให้เจ้านายเรียกหาเจ้ารถเข็นนั้นกลับมา เจณิสตาจึงเลือกไม่ตอบแล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น“แล้วคุณก้องล่ะคะ คุณหมอว่ายังไงบ้าง เรื่อง เอ่อ... จมูก”“หนัก ปวดไปครึ่งหน้า เลือดเพิ
เนื่องจากทั้งไม่สบายตัวจากอาการปวดที่รุมเร้า และไม่สบายใจกับบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เงียบเฉียบ ไร้บทสนทนาจนรู้สึกอึดอัด เจณิสตาจึงแสร้งทำเป็นนอนหลับตาแต่แล้วลมเย็นที่เป่าเข้าหน้าก็ดันทำให้เธอผล็อยหลับไปจริง ๆ กว่าจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที ก็ตอนรับรู้ได้ถึงแรงสะบัดของเข็มขัดนิรภัย“อื้อ”หญิงสาวสะดุ้งตกใจ และเพราะยังไม่ตื่นดี มือจึงคว้าหมับที่สายเข็มขัดนิรภัย ขณะที่อีกมือก็ยื่นไปหาเงาดำที่คร่อมอยู่เหนือร่าง โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำนั้นจะกลายเป็นการล่วงเกินเจ้านายในเวลาต่อมาเพี้ยะ!หือ? เสียงอะไรแล้วทำไมสันมือเธอถึงได้เจ็บ ๆ ตึง ๆเจณิสตาขมวดคิ้ว กระพริบตาถี่ ๆ ชั่วอึดใจดวงตาก็เปลี่ยนเป็นเบิกโตเมื่อภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นฉิบหายแล้ว!ความแดงที่ปลายจมูกบอกให้รู้โดยไม่ต้องถามว่าเมื่อครู่สันมือของเธอปะทะเข้ากับส่วนไหนของเจ้านาย และยิ่งไปกว่านั้น ...“คะ...คุณก้องภพ เอ่อ ในรถมีทิชชูไหมคะ?”“...” แม้จะยังงุนงงกับคำถาม หากเจ้าของรถก็พยักพเยิดหน้า ใช้สายตาชี้แทนคำตอบเจณิสตากระวีกระวาดดึงทิชชูออกจากซองที่ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของคอนโซลรถด้านหน้า ช้อนสายตามองเจ้านายแวบหนึ่งแล้วอ้อมแอ้มเสีย
“คงงั้นค่ะ น้องหน้าซีดมาก แล้วปิ่นก็ได้ยินน้องบ่น ๆ ว่าปวดหัว ที่เดินมารถก็เพราะมาหายาให้น้อง แต่ไม่มี”“แล้วทำไมไม่มี!”“แล้วทำไมต้องเสียงดังใส่ปิ่นด้วยล่ะเนี่ย!”กิติมาแกล้งท้วง เธอกลั้นยิ้มแทบตายตอนเห็นก้องภพหลุดหน้าเหวอ“ก็...ก็มันเป็นยาขั้นพื้นฐานที่ปิ่นมีติดตัวตลอดนี่”“ก็ใช่ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วไงคะ”“งั้นก็ออกไปซื้อสิ ให้ใครไปก็ได้”“แล้วพี่ก้องจะให้ใครไปล่ะคะ หันไปดูสิ ตอนนี้มีใครว่างที่ไหน แม้แต่ตัวปิ่นเองเดี๋ยวก็ต้องไปรอรับเครื่องเสียงแล้วเนี่ย”กิติมาแจ้งเหตุผลเสียงอ่อน ชำเลืองมองคนยืนทำหน้าเครียดแวบหนึ่งก็แสร้งทำเอาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองแล้วทำหน้าตกใจ“อุ้ย พูดถึงก็มาเลย ปิ่นต้องไปทำงานต่อแล้ว ไงถ้าพี่ก้องเห็นใครว่างอยู่ก็ฝากจัดการบอกให้เขาไปซื้อยาให้ทีนะคะ อ้อ แล้วเร็ว ๆ หน่อยก็ดีนะ คือน้องเขมเขา...หนักอยู่”กิติมาทำหน้าจริงจังส่งท้าย ก่อนจะปลีกตัวกลับไปหาทีมที่ตอนนี้เริ่มทยอยนำลูกโป่งขึ้นล้อมเสาและซุ้มทางเข้า โดยไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะหน้าบูดบึ้ง มองเธอด้วยแววตาขุ่นขวางแค่ไหนแล้วดูนะ ถ้าอุตส่าห์บอกใบ้ เปิดทางให้ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่ออีก เธอจะดึงตัวน้องมาทำงานด
"แล้วถามจริง ๆ นะคะ หน้าฉันดูเหมือนคนอยากกระโจนใส่คุณก้องตลอดเวลาเหรอคะ?”“เหมือน หน้าคุณมันฟ้องมากว่าถ้ามีไม้หน้าสามอยู่แถวนั้น คุณกระโจนใส่ผมแน่”เจณิสตาถึงกับหลุดหัวเราะร่า ไม่คิดปฏิเสธ เพราะตอนนั้นในใจเธอก็แอบคิดแบบนั้นจริง ๆส่วนตอนนี้ ...หากตัดเรื่องที่เขาพูดจาไม่เข้าหูเพราะตั้งแง่กับเธอตั้งแต่วันแรก และชอบพูดจากวนโอ๊ยจนอยากทุบหลังในบางครั้ง เธอว่าเขาก็ไม่ได้เป็นเจ้านายที่แย่อาจจะดุบ้างในเวลางาน แต่มันเกิดจากความต้องการให้งานออกมาดีที่สุด ตรงตามโจทย์ที่ลูกค้าบรีฟไว้ที่สุด และที่สำคัญเขาไม่ใช่เจ้านายประเภทถนัดแต่ชี้นิ้วสั่งงานไปวัน ๆ เขามีความรู้ความสามารถ คิดและมองอย่างนักธุรกิจกระนั้นเขาก็ยังปฏิบัติต่อคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าอย่างสุภาพ เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และมันจะมีผู้บริหารระดับสูงสักกี่คนที่กล้าลงไปช่วยทีมงานแบกเสาเต็นท์จนเสื้อเปรอะเปื้อนมาวันนี้เธอเลยไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมทุกคนในบริษัท รวมถึงทีมสถานที่ถึงพร้อมใจให้ความเคารพ และบอกว่าเขาคือเจ้านายในฝันแล้วเจณิสตาก็สะดุ้ง หลุดจากห้วงความคิดเมื่อแก้วในมือถูกดึงออกไป ก่อนที่เขาจะรินไวน์ให้เธอเพิ่ม“พอแล้วค่ะ”เธอรีบ
“ทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่”“นี่คุณก้องภพคิดจะสัมภาษณ์งานรอบสองเหรอคะ?”“ก็แค่อยากรู้ แล้วนี่ก็หมดเวลางานแล้ว เลิกเรียกผมเต็มยศแบบนั้นเถอะ”“ถ้าไม่ให้เรียกว่าคุณก้องภพ แล้วจะให้เรียกว่าอะไรคะ ลุงก้อง?”คิ้วเข้มพลันกระตุกยิก ๆ อายุเขาเพิ่งก้าวผ่านเลข 3 มาไม่กี่ปีนะ แถมหน้าก็ยังไร้ริ้วรอย เอาอะไรมาลุง!ก้องภพถลึงตาใส่เลขาที่นั่งทำหน้าตาใสซื่อราวกับเมื่อครู่ไม่ได้หลอกด่าใคร“มีใครเคยบอกไหมว่าคุณนี่ปากร้ายเอาเรื่อง”“ก็...เยอะอยู่ค่ะ”เจณิสตาพยักหน้ายิ้ม ๆ ส่วนสาเหตุที่เธอใช้คำว่า ‘ลุง’ ไม่ใช่เพราะเขาหน้าแก่ แต่เป็นเพราะเขามีนิสัยบางอย่างคล้ายกับลุงข้างบ้านเธอไม่มีผิด“เขมิกา”อุ้ย! มีคนเริ่มไม่พอใจแล้ว หญิงสาวรีบเก็บรอยยิ้มขัน“ค่า ๆ งั้นเรียกคุณก้องแทน ดีไหมคะ?”“หึ” ก้องภพแค่นหัวเราะ พยักหน้ารับหากไม่วายส่งสายตาคาดโทษ“แล้วตกลงทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่” “จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่คิดจะมาหรอกค่ะ”“โอเค งั้นพรุ่งนี้ไปลาออกเลยไหม เดี๋ยวโทรบอกดิเรกให้”“เดี๋ยวสิคะ! ฉันยังพูดไม่จบเลย”หญิงสาวค้อนใส่อย่างลืมตัว“ตอนแรกค่ะ แค่ตอนแรก ก็แบบ...ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยก็กลัวค่ะ ฉันกลัวปรับตัวไม่ได้ การเปลี่ยนงา
“...”“...”ปฏิกิริยานั้นพลอยทำเจณิสตาชะงักตาม และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจไม่ชอบที่เธอถือวิสาสะทำอะไรตามอำเภอใจ เธอก็ตาโต ลนลานเก็บไม้เก็บมือแล้วผละออกห่าง“ขอโทษค่ะ”ริมฝีปากหยักลึกเดี๋ยวเม้มเดี๋ยวคลาย ครู่หนึ่งก็เผยอขึ้น เจณิสตารีบหดคอ เตรียมใจรับคำดุ“นี่”“คะ...คะ?”“ทีหลังอย่าไปเช็ดหน้าใครแบบนี้ ถ้าไม่อยากมีปัญหากับแฟน”“แฟน?”เจณิสตาทวนคำเสียงสูง งุนงงอยู่ชั่วอึดใจก็หลุดยิ้มขำกับคำเตือนนั่น“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ฉันมีแฟนเมื่อไร ฉันจะระวังแล้วกันค่ะ”จบคำหญิงสาวก็หมุนตัวไปบริการปิดท้ายรถให้ ทำให้เธอไม่มีโอกาสเห็นเลยว่าหลังพูดออกไป มุมปากของใครบางคนโค้งตัวสูงนานหลายวินาทีทีเดียวกลับมาถึงที่พักเจณิสตาก็ตรงดิ่งมาอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรก กระทั่งสบายตัวก็ลากกระเป๋าออกมาจัดจากข้อความที่คุยกับพัดชา ทีมอีเว้นท์ที่เหลือจะมาถึงช่วงเที่ยง และเธอจะได้ย้ายไปพักรวมกับพี่ ๆ ในทีม อาจไม่สะดวกสบายและมีวิวสวยเท่ากับวิลล่าหลังนี้ แต่ก็คงสนุกและรู้สึกผ่อนคลายกว่าอยู่ที่นี่มือเรียวหยิบชุดที่จะใส่ในวันพรุ่งนี้ออกมาแขวน แล้วย้ายชุดที่ยังไม่ใส่ไปอยู่ฝั่งเดียวกัน ส่วนตัวไหนที่ใช้งานแล้ว เธอแยกมันใส่ถุงพลาสต







