Masuk“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” ลี่จินร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะสงสารเจ้านาย คนพวกนั้นทำรุนแรงไปมาก คุณหนูของนางก็อายุเพียงเท่านี้ เหตุใดต้องลงมือหนักเช่นนี้ด้วย
“อย่าร้องไปเลย ทำแผลให้ข้าเถิด” นางถูกลงโทษจนชินชาไปเสียแล้ว ดีหน่อยที่มารดาของนางทิ้งสินเดิมเอาไว้มาก นางจึงมีเงินมากพอที่จะซื้อยาดี ๆ มารักษาตนเอง มิเช่นนั้นร่างกายของนางก็คงจะมีแต่รอยของแผลเป็น
“คุณหนูไม่น่าไปยอมพวกนั้นง่าย ๆ เลยนะเจ้าคะ” ลี่จินยังอดที่จะบ่นไม่ได้ นางไม่อยากให้คุณหนูต้องมาทนทุกข์เช่นนี้อีก “หรือพวกเราจะไปแจ้งนายท่านดีเจ้าคะ”
“ท่านพ่อน่ะหรือจะสนใจ ไม่ว่าฮูหยินใหญ่จะทำอันใดกับข้าเขาก็ไม่คิดตำหนิ ขอเพียงข้าไม่ตายเป็นพอ” บิดาไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของนางอยู่แล้ว ความเมตตาเดียวของเขา ก็คงจะเป็นให้นางสามารถดูแลสินเดิมของมารดา นอกนั้นเขาก็ไม่คิดจะสนใจ
“เราจะต้องทนอยู่เช่นนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ” ลี่จินได้แต่ถอนหายใจ ไม่ว่ามองไปทางใดก็ล้วนแต่มืดสนิท ตระกูลเดิมนายหญิงก็ออกไปตั้งรกรากที่ต่างเมือง จะให้ไปขอความช่วยเหลือ ก็เกินความสามารถของเด็กเช่นนางมากไป
“หากเจ้าไม่อยากอยู่ เจ้าก็สามารถไปได้เลย ข้าจะให้เงินเจ้าเพื่อไปตั้งตัว” นางรู้ดีว่าอยู่กับนางนั้นลำบาก ไม่รู้ว่าวันหน้าจะพบเจอเรื่องอันใดบ้าง หากเป็นไปได้นางก็ไม่อยากให้คนอื่นมาลำบากเพราะนาง
“บ่าวไม่ไปไหนทั้งนั้น บ่าวจะอยู่สู้ไปกับคุณหนู” นางเป็นเด็กสาวที่อายุเพียงสิบห้าหนาวที่ไม่มีพ่อแม่ ออกไปก็ไม่รู้ว่าจะไปพึ่งพาผู้ใด นางจะขออยู่รับใช้คุณหนูไปชั่วชีวิต
หลังจากนั้นเยว่ไป๋ฮวาก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอยู่ในเรือน แม้จะมีคนเข้ามากลั่นแกล้งก็ไม่สนใจ นางเป็นบุตรคนโตของตระกูล แต่ไม่มีน้องคนไหนเลยที่ให้เคารพนาง แม้แต่บุตรอนุก็สามารถมารังแกนางได้ แต่นางก็หาได้สนใจ และพยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด
จนเมื่อถึงวันปักปิ่น งานปักปิ่นของเยว่ไป๋ฮวาถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เชิญเฉพาะตระกูลที่สนิทสนมเท่านั้น และนี่ก็จะเป็นครั้งแรกที่นางจะได้พบหน้าคู่หมั้นของตนเอง หลังจากที่ได้หมั้นหมายกันมาตั้งแต่ตอนที่มารดายังมีชีวิตอยู่
“คุณชายใหญ่เซี่ย” เยว่ไป๋ฮวาทักทายคู่หมั้นอย่างมีมารยาท นางพอจะมองออกว่าเขาไม่ค่อยจะสนใจในตัวนาง แต่นางก็ไม่ได้สนใจ เพราะอย่างไรท้ายที่สุดแล้ว พวกเราสองคนก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี
พอใจหรือไม่แล้วอย่างไร สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดขัดคำสั่งของบิดามารดาได้อยู่ดี
“เชิญคุณหนูใหญ่เยว่นั่งก่อน” เซี่ยเหยียนไห่ผายมือเชิญคู่หมั้นของตนเองให้นั่งลง ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่ม ไม่ได้สนใจเลยว่าคู่หมั้นสาวจะมีสีหน้าอย่างไร
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เยว่ไป๋ฮวานั่งลงตามคำเชิญของคู่หมั้น และบทสนทนาของทั้งสองก็จบลงเพียงเท่านั้น ไม่มีผู้ใดคิดอยากชวนคนตรงหน้าคุยเลยสักนิด
ท่าทีเมินเฉยของทั้งสองล้วนตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้อาวุโส แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะงานแต่งครั้งนี้ล้วนเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าทั้งสองจะเต็มใจหรือไม่ อย่างไรก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี
เยว่อิงฮวามองว่าที่พี่เขยด้วยสายตาที่หลงใหล คิดไปว่าหากตนเองเกินมาเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูล ก็จะได้แต่งงานกับเขาใช่หรือไม่
ยิ่งคิดเช่นนั้น ความเกลียดชังที่มีต่อเยว่ไป๋ฮวาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น นางอยากเป็นคนที่ได้แต่งงานกับเขา นางอยากเป็นฮูหยินเอกของเขา
รุ่งเช้าเยว่อิงฮวาก็ให้คนไปเรียกพี่สาวมาพบที่ศาลาริมน้ำ บอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องการที่จะสนทนาด้วย
“มีเรื่องอันใดหรือ” เยว่ไป๋ฮวาแม้ว่าจะไม่ได้อยากไปตามคำเชิญของน้องสาว ก็จำต้องไป เพราะหากนางไม่ไป อีกฝ่ายก็จะให้คนมาลากตัวของนางไปอยู่ดี
“เจ้าไปขอถอนหมั้นเสีย ข้าจะเป็นคนแต่งงานกับพี่เหยียนไห่เอง” เยว่อิงฮวาบอกอย่างไม่อ้อมค้อม นางจะต้องเปลี่ยนตัวคนแต่งงานให้ได้
“หากเจ้าอยากแต่ง ก็ไปบอกท่านพ่อเอาเอง” เยว่ไป๋ฮวาปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด นางไม่อยากเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวาย หากอยากแต่งก็ไปจัดการเอาเอง นางไม่ขอยุ่งด้วย
“เจ้ามันดื้อด้าน” เยว่อิงฮวาพูดอย่างโมโห
“จับนางโยนลงไปในน้ำ” นางสั่งให้จับเยว่ไป๋ฮวาโยนลงไปในน้ำ ตอนนี้เข้าช่วงเหมันตฤดู ทำให้อากาศและน้ำค่อนข้างเย็น
เยว่ไป๋ฮวาถูกให้แช่อยู่ในน้ำกว่าครึ่งชั่วยาม ก่อนจะถูกพาขึ้นมาจากน้ำ เพราะเยว่อิงฮวารู้ดีว่าขีดจำกัดอยู่ที่ใด
“ช่วยนางขึ้นมา อย่าให้นางตาย” นางรู้อยู่แก่ใจว่าไม่สามารถกำจัดเสี้ยนหนามแทงใจผู้นี้ได้ มิเช่นนั้นบิดาต้องจัดการนางเป็นแน่
หญิงสาวเดินกลับเรือนของเองด้วยสภาพทุลักทุเล ร่างกายของนางทนไม่ไหวจึงได้สลบลงที่หน้าเรือน
“คุณหนู” ลี่จินเห็นเจ้านายนอนสลบอยู่ที่หน้าเรือน ก็รีบเข้ามาดูอย่างร้อนใจ เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายนอนตรงนี่มานานเพียงใดแล้ว
เยว่ไป๋ฮวารักษาอาการป่วยอยู่เกือบครึ่งเดือน กว่าจะหายเป็นปกติ แต่ก็ไม่มีผู้ใดมาสนใจ นอกจากสาวใช้ที่เติบโตมาด้วยกัน
บทพิเศษ“เสด็จพ่อ...” เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งไปหาบิดาที่เพิ่งเดินเข้ามาในจวน ตอนนี้มารดากำลังตั้งครรภ์น้องชายอยู่ หน้าที่ออกมาต้อนรับบิดาก็คือนางเอง“ซูเอ๋อร์คิดถึงเสด็จพ่อหรือไม่” เขาก้มลงอุ้มบุตรสาวเข้ามาไว้ในอ้อมอก ตั้งแต่ที่รู้ว่ามารดากำลังมีน้องชาย พี่สาวคนนี้ก็อาสามาต้อนรับบิดาเช่นเขาเพื่อไม่ให้มารดาต้องเหนื่อย ช่างเป็นหนูน้อยที่รู้ความยิ่งนัก“วันนี้ได้ก่อกวนเสด็จแม่หรือไม่” เขาหอมแก้มบุตรสาว แล้วพานางไปหามารดาที่พักผ่อนอยู่ในเรือน ตอนนี้เขาอยากเป็นอ๋องไร้ค่าที่วัน ๆ เอาแต่อยู่ในจวน เขาไม่อยากห่างสองแม่ลูกเลย“ไม่เลยเพคะ ซูเอ๋อร์เป็นเด็กดียิ่งนัก” เขาลูบหัวบุตรสาวด้วยความเอ็นดู เขาเชื่อว่าหากนางได้เป็นพี่สาวจะต้องทำหน้าที่นั้นได้ดีแน่นอน“เสด็จแม่ เสด็จพ่อมาถึงแล้วเพคะ” เสียงเล็กเจี้อยแจ้วก่อนเห็นตัวเสียอีก ทำให้คนที่พักผ่อนอยู่ในเรือนได้แต่หัวเราะเบา ๆ บุตรสาวของนางช่างซุกซนยิ่งนัก“เหนื่อยหรือไม่” เยว่ไปฮวาถามทั้งสามีและบุตรสาว พร้อมกับใช้ผ้าซับใบหน้าของบุตรสาวอย่างรักใคร่ ไม่รู้ว่าไปเล่นซนอันใดมาใบหน้าจึงเป็นสีแดงเช่นนี้“ไม่เหนื่อยเพคะ เพียงแค่ออกไปรับเสด็จพ่อที่หน้าจวน ซูเอ๋อร
บทส่งท้ายตอนนี้ทุกอย่างในราชสำนักเป็นไปด้วยดี คนขององค์ชายใหญ่ค่อย ๆ ถูกจัดการไปทีละคนอย่างเงียบ ๆ จนตอนนี้ฐานะขององค์ชายรองมั่นคง อีกไม่นานก็จะถูกแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท และแน่นอนว่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในการควบคุมของรุ่ยอ๋อง“เสด็จพี่ อีกนานหรือไม่กว่าเรื่องทุกอย่างจะจบ” เยว่ไป๋ฮวาอ้อนสามีขณะที่กำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียง ตอนนี้เขาทำงานหนักมาก เมื่อคืนก็ไม่รู้ว่าเขาเข้ามานอนตอนไหน“ตอนที่ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว รอเพียงองค์ชายรองถูกแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท พวกเราก็สามารถออกนอกเมืองได้แล้ว” หากแต่งตั้งองค์รัชทายาทแล้ว ไม่นานก็สามารถออกไปนอกเมืองหลวงได้“หม่อมฉันจะตั้งตารอนะเพคะ” เยว่ไป๋ฮวาเอ่ยอย่างออดอ้อนพร้อมกับหอมแก้มสามีอย่างเอาใจ นางนัดกับเขาเอาไว้ว่าหากจบเรื่องทุกอย่างแล้ว อยากจะออกไปท่องเที่ยวนอกเมือง นางอยากจะออกไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย“ทำเช่นนี้ไม่อยากลุกจากเตียงใช่หรือไม่” เขาก้มลงไปคลอเคลียคนตัวเล็กที่ทำสีหน้าออดอ้อน“เสด็จพี่กลับมาถึงตอนไหนหรือ” หญิงสาวชวนเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้ตนเองเขินอายไปมากกว่านี้ อยู่กับเขามาก็นานมากแล้ว แต่เหตุใดนางถึงไม่คุ้นชินเสียที ส่
“ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลผู้ดีจะมีจุดจบที่น่าอดสู่เช่นนี้”“ใช่ หากไม่เพราะบุตรชายชั่วช้าผู้นั้น ตระกูลคงไม่ถึงคราล่มสลาย นายหญิงของจวนต้องมาเป็นบ้าเพราะการกระทำของบุตรชาย”“ไม่รู้ว่าจากนี้ตระกูลเซี่ยจะมีสภาพเช่นไร”หลังจากสกุลเซี่ยล้มลง ภายในราชสำนักก็เริ่มระส่ำระสาย เพราะตระกูลเซี่ยเป็นกำลังหลังขององค์ชายใหญ่ ทำให้ตอนนี้องค์ชายใหญ่ขาดกำลังหลักไป คนที่เคยให้ความสนับสนุนต่างก็มองหาที่พึ่งใหม่ ไม่ต่างจากเยว่โจวเหยา บิดาของเซี่ยไป๋ฮวา เมื่อเห็นว่าองค์ชายใหญ่เริ่มหมดอำนาจก็เริ่มเอนเอียงมาทางฝังองค์ชายรอง เพราะอย่างไรตอนนี้บุตรเขยของเขาก็คือรุ่ยอ๋อง เขาจะต้องสนับสนุนเขาอย่างแน่นอน“เรื่องนี้ข้าช่วยท่านพ่อมิได้ สามีของข้ามิได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนักท่านพ่อก็รู้ หากอยากเข้าร่วมกับองค์ชายรอง ท่านพ่อต้องไปเจรจาเอง” เยว่ไป๋ฮวาบอกบิดาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางไม่อยากไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้“เจ้ามันลูกอกตัญญู ข้าเดือดร้อนเจ้าก็ไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วย” เยว่โจวเหยาเอ่ยด้วยอารมณ์คุกรุ่น เขาไม่คิดเลยว่าบุตรสาวจะเอ่ยวาจาอกตัญญูเช่นนี้ออกมาได้“ท่านพ่ออย่าลืมนะเจ้าคะ ว่าท่านพ่อมิไ
บทที่ 45เยว่ไป๋ฮวาไปที่จวนสกุลเซี่ยพร้อมกับท่านหมอแต่เช้า ตอนนี้คนของทางการได้ควบคุมจวนสกุลเซี่ยเอาไว้หมดแล้ว จึงทำให้นางสามารถเข้าไปในจวนได้อย่างง่ายดาย“คารวะพระชายา” เหล่าขุนนางเมื่อเห็นพระชายาของรุ่ยอ๋องเดินเข้ามาต่างก็พากันทำความเคารพ“น้องสาวเปิ่นหวางเฟยแต่งเข้ามาที่จวนสกุลเซี่ย จากนั่นร่างกายก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จึงอยากให้ท่านหมอตรวจดูร่างกายอย่างละเอียด” เยว่ไป๋ฮวาบอกความต้องการของตนเอง วันนี้นางจะนำตัวของเยว่อิงฮวากลับจวน นางอยากให้สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน จะมีชีวิตรอดหรือไม่ก็ถือว่าเป็นวาสนาของพวกนางสองคนก็แล้วกัน“เชิญพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”เยว่ไป๋ฮวาพาหมอไปที่เรือนของน้องสาวอย่างรีบร้อน “ท่านหมอตรวจดูเถิดว่าน้องสาวของเปิ่นหวางเฟยถูกพิษหรือไม่”หมอที่ถูกเชิญตัวมาตัวเยว่อิงฮวาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฮูหยินน้อยเซี่ยถูกพิษพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” เยว่ไป๋ฮวาเอ่ยเสียงสั่น ร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ พยายามแสดงให้เห็นว่านางรักใครน้องสาวเพียงใด “อิงฮวาอย่าได้กลัว พี่สาวผู้นี้จะเป็นคนช่วยเจ้าเอง”เยว่อิงฮวาไม่มีแรงแม้แต่แรงจะเอ่ยออกมา จึงได้แต่นอนร้องไห้นิ
หลังจากซูหนิงเซียนกินยาแล้วไป เซี่ยเหยียนไห่ก็กลับไปหาบิดาอีกครั้ง เขาตัดสินใจดีแล้ว เขาไม่อยากให้นางต้องทนอยู่ในสภาพนั้นอีก เขาจะต้องช่วยนางให้ได้ หากเขาไม่ได้ขึ้นเป็นนายใหญ่ของจวน ก็ไม่สามารถทำอันใดได้สะดวก เขาจึงจำเป็นต้องจัดการบางอย่าง“ท่านพ่อ ดื่มยาขอรับ” ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาบิดาที่ยังคงนอนไร้สติอยู่ เขามองยาอยู่ในมือด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง เรื่องทุกอย่างควรจะจบลงเสียที เขาเทยาพิษลงในถ้วยยาของบิดามากกว่าปกติอย่างไม่คิดลังเล “เป็นท่านที่บังคับให้ข้าทำเช่นนี้”จ้าวซุนหยานที่เห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสมก็พาตัวหมอหลวงเข้ามาตรวจร่างกายเซี่ยซงฉี“ไปแจ้งเจ้านายของพวกเจ้า เปิ่นหวางพาหมอหลวงมาตรวจอาการใต้เท้าเซี่ย” จ้าวซุนหยานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง วันนี้เขาอยากมาเห็นสภาพของสกุลเซี่ยด้วยตาของตนเอง ว่าจะมีสภาพเป็นเช่นไร“พ่ะย่ะค่ะ” บ่าวรับใช้รีบเข้าไปแจ้งเจ้านายทันทีเซี่ยเหยียนไห่ที่ได้ยินว่าจ้าวซุนหยานพาหมอมาตรวจอาการบิดาก็ลนลานจนทำอันใดไม่ถูก หากให้หมอเข้ามาตรวจอาการ จะต้องรู้แน่ว่าบิดาของเขาถูกพิษหาได้ล้มป่วยอันใด ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจให้พวกเขาเข้ามาในจวน“คารวะรุ่ยอ๋อง”“จะให้เปิ่นห
“ท่านอ๋องไม่คิดว่าพวกนางจะมีฝีมือที่ร้ายกาจเช่นนี้” นางก็พอรู้มาบ้างว่าสตรีเหล่านี้เป็นองครักษ์ลับที่ถูกฝึกมาอย่างดี แต่ก็ไม่คิดว่าเหล่านี้ฝึกหนักเช่นนี้ ลบภาพสตรีที่ไล่ตามท่านอ๋องตอนนั้นไปจนหมด“บอกแล้วว่าพวกนางเป็นองครักษ์ที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี” เขายกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ สตรีพวกนี้เขาเป็นคนคัดสรรมาด้วยตนเอง การฝึกฝนก็ล้วนเป็นเขาที่จัดการเองทั้งหมด พวกนางจะมีฝีมือดาษดื่นได้อย่างไร“สวามีของหม่อมฉันเก่งที่สุดเลยเพคะ” เยว่ไป๋ฮวามองสามีด้วยสายตาหวานซึ้งและเอ่ยอย่างเอาอกเอาใจ ตอนนี้นางคิดเรื่องที่อยากทำออกแล้ว“พระชายาอยากได้อันใดก็ว่ามาเถิด” เขาหัวเราะน้อย ๆ ท่าทีของนางมองปราดเดียวก็รู้ถึงความต้องการของนาง“เสด็จพี่ช่วยสอนหม่อมฉันให้เหมือนพวกนางได้หรือไม่เพคะ” นางมองเขาตาปริบ ๆ เพื่ออ้อนวอนให้เขายอมสอนการต่อสู้ให้ “แน่นอนว่าหม่อมฉันมิได้ต้องการเก่งกาจเช่นพวกนาง ขอเพียงเอาตัวรอดได้ก็พอเพคะ”จ้าวซุนหยานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่อยากให้นางต้องมาลำบากเช่นนี้ เพราะเขาเชื่อว่าเขาสามารถปกป้องดูแลนางได้ แต่ในเมื่อเป็นความต้องการของนาง เขาก็ไม่อยากจะขัด“ได้ เปิ่นหวางจะเป็นคนฝึกการต่อสู้ให้ฮูหยิ






![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางร้าย]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
