Masuk“ส่งตัวเจ้าสาว!” เสียงอึกทึกครึกโครมของงานแต่งดังขึ้น ผู้คนต่างออกมาแสดงความยินดี ยกเว้นเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวที่มีใบหน้าเรียบนิ่งตลอดการทำพิธี มิได้ยินดียินร้ายกับการแต่งงานครั้งนี้
“หากไม่เพราะสัญญาหมั้นหมายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ข้าก็ไม่มีวันแต่งงานกับเจ้าหรอก” เซี่ยเหยียนไห่เดินเข้ามาในห้องหอด้วยสภาพที่เมามาย และพ่นคำพูดที่ไม่คิดรักษาน้ำใจของเจ้าสาวเลยแม้แต่น้อย
เยว่ไป๋ฮวาไม่ได้เอ่ยอันใด ยังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม นั่นยิ่งทำให้เซี่ยเหยียนไห่โมโหมากขึ้นไปอีก
“ได้ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าแต่งงานกับข้าต้องเจออันใดบ้าง” เหยียนไห่ปรี่เข้าไปบีบต้นแขนของเยว่ไป๋ฮวาอย่างแรง และเริ่มลงมือทำรุนแรงกับนาง แต่นางก็ยังไม่ยอมปริปากร้องขอความสงสาร นั่นยิ่งทำให้เขาลงมือรุนแรงมากขึ้นมากกว่าเดิม
เมื่อกระทำจนพอใจแล้ว เขาก็ล้มตัวลงนอนแล้วหลับไปด้วยฤทธิ์สุรา
หญิงสาวลุกขึ้นแต่งตัว พร้อมกับมองไปยังบุรุษที่เป็นสามีด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย นางคิดว่าแต่งงานออกมาจากที่นั่นแล้วชีวิตจะดีขึ้น แต่ดูแล้วก็คงจะไม่ต่างจากอยู่ที่จวนมากนัก
ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน เซี่ยเหยียนไห่ก็รับซูหนิงเซียน เข้ามาเป็นฮูหยินรอง จากชีวิตที่เคยสงบสุขของนาง ก็แปรเปลี่ยนไปทันตา เพราะซูหนิงเซียนมักจะเข้ามาสร้างเรื่องปวดหัวให้นางไม่เว้นวัน
บางครั้งก็กลั่นแกล้งจนนางล้มป่วยไปหลายวัน แต่ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีก็หาได้สนใจไม่ ไม่ว่านางจะอยู่หรือตาย เขาก็ไม่คิดจะเหลียวแล
แรก ๆ แม่สามีก็สนใจนางอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเห็นว่าผ่านไปหลายปีนางไม่มีบุตรให้เสียที ก็เริ่มหมางเมินไม่สนใจว่านางจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร
จนวันที่ซูหนิงเซียนตั้งครรภ์ชีวิตของเยว่ไป๋ฮวาก็ตกต่ำถึงที่สุด นางถูกส่งตัวไปอยู่ที่เรือนท้ายจวน ใช้ชีวิตอย่างลำเค็ญ สามีก็แวะเวียนมาหาบ้างบางครั้ง
จนวันหนึ่งเยว่ไป๋ฮวาก็ตั้งครรภ์ขึ้นเช่นกัน ซึ่งนั่นสร้างความไม่พอใจให้ซูหนิงเซียนเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตั้งครรภ์ได้
“ฮูหยินรอง จะปล่อยไปเช่นนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ” มี่มี่ถามเจ้านายอย่างกังวลใจ เพราะหากฮูหยินใหญ่คลอดบุตรชายออกมา พวกนางได้ลำบากแน่
“ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ จะทำอันใดไม่ได้” ตอนนี้สามีของนางกำลังทำเรื่องสำคัญ จะเกิดเรื่องไม่ได้ นางทำได้เพียงเก็บความไม่พอใจเอาไว้ “แต่ก็อย่าให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเกินไป”
ตอนนี้นางเป็นคนคุ้มเรือน จะทำอันใดก็ได้ มีบุตรแล้วอย่างไร ก็มิใช่ว่าจะคลอดออกมาเป็นบุตรชายเสียเมื่อไหร่
“เจ้าค่ะ” มี่มี่ทำตามคำสั่งของเจ้านายอย่างเคร่งครัด ส่งเพียงแค่เศษอาหารไปที่เรือนท้ายจวน ยาบำรุงครรภ์ก็เป็นเพียงยาทั่วไป ที่แทบจะไม่ให้ประโยชน์อันใดเลย
“ฮูหยิน นี่มันรังแกกันเกินไปหรือไม่เจ้าคะ” ลี่จินเห็นอาหารที่ส่งมาก็ได้แต่บ่นออกมา สาวใช้ที่จวนสกุลเยว่ยังได้กินอีกว่านี้ เจ้านายของนางเป็นถึงฮูหยินเอก ได้กินเพียงเศษอาหารเช่นนี้หรือ
เมื่อก่อนก็แล้วไปเถิด เพราะเจ้านายของนางกินไม่ได้มาก แต่ตอนนี้เจ้านายของนางต้องบำรุงร่างกาย จะกินอาหารเช่นนี้อีกต่อไปไม่ได้
“ช่างเถิด เจ้าก็รู้ว่าข้ากินมากไม่ได้” ตั้งแต่ท้อง จนตอนนี้ผ่านมาห้าเดือนแล้ว นางก็ไม่ค่อยอยากอาหาร จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องอาหารเท่าใด
“ไม่ได้นะเจ้าคะฮูหยิน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคุณชายน้อยจะไม่แข็งแรงได้” ครั้งนี้ลี่จินไม่ยอม เพราะหากปล่อยไปเช่นนี้คุณชายน้อยเกิดมาจะต้องไม่แข็งแรงเป็นแน่
“ได้ เดี๋ยวข้าจะไปคุยเรื่องนี้กับท่านพี่เอง” นางจะไปขอสินเดิมมาดูและเอง หลังจากนี้ต้องใช้เงินอีกมาก นางไม่อยากให้บุตรที่เกิดมาต้องลำบาก
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าเจ้านายเริ่มคิดถึงตนเอง ก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ ลำพังนางลำบากนั้นไปเป็นอันใด แต่นางจะไม่ยอมให้ฮูหยินกับคุณชายน้อยลำบากเด็ดขาด
“เจ้าไปเฝ้าประตูจวนไว้เถิด ท่านพี่กลับจวน เจ้าก็มาเรียกข้า” เยว่ไป๋ฮวาได้แต่ยิ้มให้กับความกระตือรือร้นของสาวใช้
กว่าสาวลี่จินจะจะกลับมาที่เรือน ท้องฟ้าก็มืดเสียแล้ว
“ฮูหยิน คุณชายใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ไปกันเถิด” สองนายบ่าวเดินตรงไปที่ห้องหนังสือของเซี่ยเหยียนไห่ด้วยใบหน้าที่แน่วแน่ ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องนำสินเดิมกลับมาให้ได้
“ท่านพี่ ตอนนี้แผนการของพวกเราไปถึงไหนแล้วเจ้าคะ” ซูหนิงเซียนถามสามี พร้อมกับบีบนวดที่บ่าแกร่งอย่างเอาใจ
“ตอนนี้หากไม่มีอันใดผิดพลาด ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามแผนการของเรา คนที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ก็คือองค์ชายรอง ส่วนองค์ชายใหญ่ก็จะได้ครองบัลลังก์อย่างชอบธรรม หลังจากนี้ชีวิตของพวกเราก็จะมั่นคง ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว” เซี่ยเหยียนไห่หัวเราะอย่างชอบใจ หากเรื่องนี้สำเร็จ เขาก็จะเป็นคนที่ช่วยหนุนฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะเป็นคนที่ฮ่องเต้ไว้วางใจ แล้วทีนี้เขาก็จะกลายเป็นคนสำคัญของราชสำนัก
บทพิเศษ“เสด็จพ่อ...” เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งไปหาบิดาที่เพิ่งเดินเข้ามาในจวน ตอนนี้มารดากำลังตั้งครรภ์น้องชายอยู่ หน้าที่ออกมาต้อนรับบิดาก็คือนางเอง“ซูเอ๋อร์คิดถึงเสด็จพ่อหรือไม่” เขาก้มลงอุ้มบุตรสาวเข้ามาไว้ในอ้อมอก ตั้งแต่ที่รู้ว่ามารดากำลังมีน้องชาย พี่สาวคนนี้ก็อาสามาต้อนรับบิดาเช่นเขาเพื่อไม่ให้มารดาต้องเหนื่อย ช่างเป็นหนูน้อยที่รู้ความยิ่งนัก“วันนี้ได้ก่อกวนเสด็จแม่หรือไม่” เขาหอมแก้มบุตรสาว แล้วพานางไปหามารดาที่พักผ่อนอยู่ในเรือน ตอนนี้เขาอยากเป็นอ๋องไร้ค่าที่วัน ๆ เอาแต่อยู่ในจวน เขาไม่อยากห่างสองแม่ลูกเลย“ไม่เลยเพคะ ซูเอ๋อร์เป็นเด็กดียิ่งนัก” เขาลูบหัวบุตรสาวด้วยความเอ็นดู เขาเชื่อว่าหากนางได้เป็นพี่สาวจะต้องทำหน้าที่นั้นได้ดีแน่นอน“เสด็จแม่ เสด็จพ่อมาถึงแล้วเพคะ” เสียงเล็กเจี้อยแจ้วก่อนเห็นตัวเสียอีก ทำให้คนที่พักผ่อนอยู่ในเรือนได้แต่หัวเราะเบา ๆ บุตรสาวของนางช่างซุกซนยิ่งนัก“เหนื่อยหรือไม่” เยว่ไปฮวาถามทั้งสามีและบุตรสาว พร้อมกับใช้ผ้าซับใบหน้าของบุตรสาวอย่างรักใคร่ ไม่รู้ว่าไปเล่นซนอันใดมาใบหน้าจึงเป็นสีแดงเช่นนี้“ไม่เหนื่อยเพคะ เพียงแค่ออกไปรับเสด็จพ่อที่หน้าจวน ซูเอ๋อร
บทส่งท้ายตอนนี้ทุกอย่างในราชสำนักเป็นไปด้วยดี คนขององค์ชายใหญ่ค่อย ๆ ถูกจัดการไปทีละคนอย่างเงียบ ๆ จนตอนนี้ฐานะขององค์ชายรองมั่นคง อีกไม่นานก็จะถูกแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท และแน่นอนว่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนอยู่ในการควบคุมของรุ่ยอ๋อง“เสด็จพี่ อีกนานหรือไม่กว่าเรื่องทุกอย่างจะจบ” เยว่ไป๋ฮวาอ้อนสามีขณะที่กำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียง ตอนนี้เขาทำงานหนักมาก เมื่อคืนก็ไม่รู้ว่าเขาเข้ามานอนตอนไหน“ตอนที่ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว รอเพียงองค์ชายรองถูกแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท พวกเราก็สามารถออกนอกเมืองได้แล้ว” หากแต่งตั้งองค์รัชทายาทแล้ว ไม่นานก็สามารถออกไปนอกเมืองหลวงได้“หม่อมฉันจะตั้งตารอนะเพคะ” เยว่ไป๋ฮวาเอ่ยอย่างออดอ้อนพร้อมกับหอมแก้มสามีอย่างเอาใจ นางนัดกับเขาเอาไว้ว่าหากจบเรื่องทุกอย่างแล้ว อยากจะออกไปท่องเที่ยวนอกเมือง นางอยากจะออกไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย“ทำเช่นนี้ไม่อยากลุกจากเตียงใช่หรือไม่” เขาก้มลงไปคลอเคลียคนตัวเล็กที่ทำสีหน้าออดอ้อน“เสด็จพี่กลับมาถึงตอนไหนหรือ” หญิงสาวชวนเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้ตนเองเขินอายไปมากกว่านี้ อยู่กับเขามาก็นานมากแล้ว แต่เหตุใดนางถึงไม่คุ้นชินเสียที ส่
“ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลผู้ดีจะมีจุดจบที่น่าอดสู่เช่นนี้”“ใช่ หากไม่เพราะบุตรชายชั่วช้าผู้นั้น ตระกูลคงไม่ถึงคราล่มสลาย นายหญิงของจวนต้องมาเป็นบ้าเพราะการกระทำของบุตรชาย”“ไม่รู้ว่าจากนี้ตระกูลเซี่ยจะมีสภาพเช่นไร”หลังจากสกุลเซี่ยล้มลง ภายในราชสำนักก็เริ่มระส่ำระสาย เพราะตระกูลเซี่ยเป็นกำลังหลังขององค์ชายใหญ่ ทำให้ตอนนี้องค์ชายใหญ่ขาดกำลังหลักไป คนที่เคยให้ความสนับสนุนต่างก็มองหาที่พึ่งใหม่ ไม่ต่างจากเยว่โจวเหยา บิดาของเซี่ยไป๋ฮวา เมื่อเห็นว่าองค์ชายใหญ่เริ่มหมดอำนาจก็เริ่มเอนเอียงมาทางฝังองค์ชายรอง เพราะอย่างไรตอนนี้บุตรเขยของเขาก็คือรุ่ยอ๋อง เขาจะต้องสนับสนุนเขาอย่างแน่นอน“เรื่องนี้ข้าช่วยท่านพ่อมิได้ สามีของข้ามิได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนักท่านพ่อก็รู้ หากอยากเข้าร่วมกับองค์ชายรอง ท่านพ่อต้องไปเจรจาเอง” เยว่ไป๋ฮวาบอกบิดาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางไม่อยากไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้“เจ้ามันลูกอกตัญญู ข้าเดือดร้อนเจ้าก็ไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วย” เยว่โจวเหยาเอ่ยด้วยอารมณ์คุกรุ่น เขาไม่คิดเลยว่าบุตรสาวจะเอ่ยวาจาอกตัญญูเช่นนี้ออกมาได้“ท่านพ่ออย่าลืมนะเจ้าคะ ว่าท่านพ่อมิไ
บทที่ 45เยว่ไป๋ฮวาไปที่จวนสกุลเซี่ยพร้อมกับท่านหมอแต่เช้า ตอนนี้คนของทางการได้ควบคุมจวนสกุลเซี่ยเอาไว้หมดแล้ว จึงทำให้นางสามารถเข้าไปในจวนได้อย่างง่ายดาย“คารวะพระชายา” เหล่าขุนนางเมื่อเห็นพระชายาของรุ่ยอ๋องเดินเข้ามาต่างก็พากันทำความเคารพ“น้องสาวเปิ่นหวางเฟยแต่งเข้ามาที่จวนสกุลเซี่ย จากนั่นร่างกายก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จึงอยากให้ท่านหมอตรวจดูร่างกายอย่างละเอียด” เยว่ไป๋ฮวาบอกความต้องการของตนเอง วันนี้นางจะนำตัวของเยว่อิงฮวากลับจวน นางอยากให้สองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน จะมีชีวิตรอดหรือไม่ก็ถือว่าเป็นวาสนาของพวกนางสองคนก็แล้วกัน“เชิญพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”เยว่ไป๋ฮวาพาหมอไปที่เรือนของน้องสาวอย่างรีบร้อน “ท่านหมอตรวจดูเถิดว่าน้องสาวของเปิ่นหวางเฟยถูกพิษหรือไม่”หมอที่ถูกเชิญตัวมาตัวเยว่อิงฮวาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฮูหยินน้อยเซี่ยถูกพิษพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” เยว่ไป๋ฮวาเอ่ยเสียงสั่น ร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ พยายามแสดงให้เห็นว่านางรักใครน้องสาวเพียงใด “อิงฮวาอย่าได้กลัว พี่สาวผู้นี้จะเป็นคนช่วยเจ้าเอง”เยว่อิงฮวาไม่มีแรงแม้แต่แรงจะเอ่ยออกมา จึงได้แต่นอนร้องไห้นิ
หลังจากซูหนิงเซียนกินยาแล้วไป เซี่ยเหยียนไห่ก็กลับไปหาบิดาอีกครั้ง เขาตัดสินใจดีแล้ว เขาไม่อยากให้นางต้องทนอยู่ในสภาพนั้นอีก เขาจะต้องช่วยนางให้ได้ หากเขาไม่ได้ขึ้นเป็นนายใหญ่ของจวน ก็ไม่สามารถทำอันใดได้สะดวก เขาจึงจำเป็นต้องจัดการบางอย่าง“ท่านพ่อ ดื่มยาขอรับ” ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาบิดาที่ยังคงนอนไร้สติอยู่ เขามองยาอยู่ในมือด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง เรื่องทุกอย่างควรจะจบลงเสียที เขาเทยาพิษลงในถ้วยยาของบิดามากกว่าปกติอย่างไม่คิดลังเล “เป็นท่านที่บังคับให้ข้าทำเช่นนี้”จ้าวซุนหยานที่เห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสมก็พาตัวหมอหลวงเข้ามาตรวจร่างกายเซี่ยซงฉี“ไปแจ้งเจ้านายของพวกเจ้า เปิ่นหวางพาหมอหลวงมาตรวจอาการใต้เท้าเซี่ย” จ้าวซุนหยานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง วันนี้เขาอยากมาเห็นสภาพของสกุลเซี่ยด้วยตาของตนเอง ว่าจะมีสภาพเป็นเช่นไร“พ่ะย่ะค่ะ” บ่าวรับใช้รีบเข้าไปแจ้งเจ้านายทันทีเซี่ยเหยียนไห่ที่ได้ยินว่าจ้าวซุนหยานพาหมอมาตรวจอาการบิดาก็ลนลานจนทำอันใดไม่ถูก หากให้หมอเข้ามาตรวจอาการ จะต้องรู้แน่ว่าบิดาของเขาถูกพิษหาได้ล้มป่วยอันใด ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจให้พวกเขาเข้ามาในจวน“คารวะรุ่ยอ๋อง”“จะให้เปิ่นห
“ท่านอ๋องไม่คิดว่าพวกนางจะมีฝีมือที่ร้ายกาจเช่นนี้” นางก็พอรู้มาบ้างว่าสตรีเหล่านี้เป็นองครักษ์ลับที่ถูกฝึกมาอย่างดี แต่ก็ไม่คิดว่าเหล่านี้ฝึกหนักเช่นนี้ ลบภาพสตรีที่ไล่ตามท่านอ๋องตอนนั้นไปจนหมด“บอกแล้วว่าพวกนางเป็นองครักษ์ที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี” เขายกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ สตรีพวกนี้เขาเป็นคนคัดสรรมาด้วยตนเอง การฝึกฝนก็ล้วนเป็นเขาที่จัดการเองทั้งหมด พวกนางจะมีฝีมือดาษดื่นได้อย่างไร“สวามีของหม่อมฉันเก่งที่สุดเลยเพคะ” เยว่ไป๋ฮวามองสามีด้วยสายตาหวานซึ้งและเอ่ยอย่างเอาอกเอาใจ ตอนนี้นางคิดเรื่องที่อยากทำออกแล้ว“พระชายาอยากได้อันใดก็ว่ามาเถิด” เขาหัวเราะน้อย ๆ ท่าทีของนางมองปราดเดียวก็รู้ถึงความต้องการของนาง“เสด็จพี่ช่วยสอนหม่อมฉันให้เหมือนพวกนางได้หรือไม่เพคะ” นางมองเขาตาปริบ ๆ เพื่ออ้อนวอนให้เขายอมสอนการต่อสู้ให้ “แน่นอนว่าหม่อมฉันมิได้ต้องการเก่งกาจเช่นพวกนาง ขอเพียงเอาตัวรอดได้ก็พอเพคะ”จ้าวซุนหยานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่อยากให้นางต้องมาลำบากเช่นนี้ เพราะเขาเชื่อว่าเขาสามารถปกป้องดูแลนางได้ แต่ในเมื่อเป็นความต้องการของนาง เขาก็ไม่อยากจะขัด“ได้ เปิ่นหวางจะเป็นคนฝึกการต่อสู้ให้ฮูหยิ







