ตอนที่ 12
ความสำราญเลิศล้ำที่สุดในใต้หล้า
“คารวะท่านอ๋องเพคะ” เจ้าของร่างเล็กเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่หนัก ไม่เบานัก ก่อนจะโค้งคำนับผู้มีศักดิ์สูงกว่าด้วยท่าทางที่ถูกฝึกมาอย่างดี
“คุณหนูสามหลี่ไม่ต้องมากพิธี...เชิญนั่งลงเถิด”
แม้เขาจะเอ่ยกับนางแต่ก็ไม่ได้หันหน้ามามองที่นาง ผู้เป็นอ๋อง ยังคงทอดมองไปยังผืนน้ำเช่นเดียวกันกับคราแรกที่นางเห็นเขา
หลี่เยว่เล่อนั่งลงที่เก้าอี้ไม้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับนาง ที่สุดซึ่งประจวบเหมาะกับที่เป็นตำแหน่งที่นั่งด้านข้างของเก้าอี้ตัวยาวที่ ท่านอ๋องนั้นเอนตัวกึ่งนั่งอยู่ด้วยท่าทีสบายๆ
ท่าทีสบายๆ เช่นนี้ของเขาหญิงสาวรู้สึกไม่คุ้นชินยิ่งนักเพราะ ทุกครั้งที่ผ่านมาเวลาที่นางพบกับเขานั้นมักอยู่ในช่วงเวลาอกสั่นขวัญแขวน ท่าทีและบรรยากาศล้วนกดดันและจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
พอมาเจอหย่งไห่ชินอ๋องที่ดูทำตัวสบายๆ เช่นนี้หญิงสาวจึงรู้สึกว่าอาจมีบางสิ่งที่ไม่ปกติจริงๆ หรืออีกฝ่ายกำลังต้องการให้นางผ่อนปรน ความหวาดระแวงในวันนี้
“ท่านอ๋องต้องการพบข้าในเวลานี้ มีสิ่งใดหรือเจ้าคะ” เจ้าของใบหน้าหวานเอ่ยถามขึ้นอย่างระมัดระวังยิ่ง นางไม่กล้าหย่อนการปฏิบัติตนเลยแม้แต่น้อย ทั้งคำพูดและกิริยาพยายามมีสมาธิมากที่สุด และจดจ่อกับท่านอ๋องที่อยู่เบื้องหน้าตน
“ดูเหมือนเปิ่นหวางจะรบกวนคุณหนูหลี่ผิดเวลาจริงๆ” บุรุษหนุ่มเจ้าของน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น
แทบจะให้ทันทีที่นางเอ่ยตอบกลับไปหลังได้ยินที่ท่านอ๋องเอ่ยออกมา “ท่านอ๋องเรียกหา หม่อมฉันจะถือเป็นการรบกวนได้อย่างไรเพคะ”
“อีกอย่างงานราชการของท่านอ๋องมีมากมาย ทรงเจียดเวลาเรียกหาหม่อมได้เป็นหม่อมฉันที่ควรรู้สึกทราบซึ้งแล้วเพคะ” เจ้าของเสียงหวานรีบเอ่ยเสริมขึ้นมาอย่างต้องการประจบเอาใจ
ด้านเซียวหลิงหลางก็นึกพอใจกับคำประจบของนางอยู่ในใจ อีกทั้งเห็นร่างเล็กเริ่มจะนั่งไม่ติดเพราะกลัวเขาจะไม่พอใจ ชายหนุ่มก็ไม่อยากแกล้งนางให้วิตกอีก
“วันนี้ที่ข้าเรียกคุณหนูสามหลี่มาก็แค่อยากจะถามเจ้าสักประโยคเพียงเท่านั้น”
“เชิญท่านอ๋องถามมาได้เลยเจ้าค่ะ หม่อมฉันยินดีจะต้องทุก เรื่องอย่างไม่ปิดบังแน่” แม้จะเอ่ยออกไปเช่นนั้น แต่ในใจนางยามนี้นึก กลัวสิ่งที่จะถูกถามออกมาไม่น้อย
ฝ่ามือเล็กของนางเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ จนหญิงสาวต้องนำมือไปกำชายกระโปรงเอาไว้แทน
“คุณหนูสามหลี่ดูกังวลนัก...นี่เปิ่นหวางทำให้เจ้ารู้สึกกลัวได้เพียงนี้เชี่ยว”
หญิงสาวไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบกลับไป นางเพียงพยายามยกยิ้มออกมาแทนแม้ว่าจะยกยิ้มออกมาได้อย่างอยากลำบากก็ตามที
“เปิ่นหวางแค่อยากจะถามเจ้าว่าของขวัญที่ข้าส่งไปที่สกุลหลี่เจ้าพอใจหรือไม่”
“ย่อมต้องพอใจแน่นอนเพคะ”
ที่แท้ท่านอ๋องก็ต้องการจะถามเรื่องนี้นี่เอง หลี่เยว่เล่อโล่งอกขึ้นมาในทันที เมื่อครู่เขาถามนางว่าพอใจหรือไม่ มิได้ถามว่าบิดานางพอใจหรือไม่ เห็นได้ชัดว่าเป็นคำถามแฝงที่มีความใน
“ก่อนหน้านี้หม่อมฉันคิดว่าทรงจะปกป้องสกุลหลี่อย่างลับๆ เสียอีก”
“เปิ่นหวางคือหย่งไห่ชินอ๋องเจ้าว่าเปิ่นหวางจำเป็นต้องกระทำเรื่องหลบซ่อนด้วยหรือ”
เจ้าของนัยน์ตาดุจเหยี่ยวอีกทั้งเป็นเจ้าของเสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้น พลางจ้องมองไปที่หญิงสาวสกุลหลี่ที่กำลังมองมาที่เขาอยู่เช่นเดียวกัน
“ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาสกุลหลี่เพคะ” หลี่เยว่เล่อเอ่ยพลางลุกขึ้นยืนและคำนับท่านอ๋องอย่างนอบน้อมอีกครั้ง
นางรู้สึกโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านพ่อเป็นขุนนางน้ำดีและหย่งไห่ชินอ๋องผู้นี้เห็นว่าคนสกุลหลี่ยังมีประโยชน์
“คุณหนูสามหลี่ไม่ต้องมากพิธีหรอก เจ้ารีบนั่งลงเถอะ มาลองดื่มชาดูสักหน่อย” เอ่ยจบเขาก็เป็นผู้รินชาให้หญิงสาวด้วยตนเอง
“ขอบพระทัยเพคะ” นางหยิบชาขึ้นมาจิบอย่างไม่รอช้าให้เขาต้องชักชวนรอบสอง
ชารสเลิศล้ำค่าเป็นอย่างยิ่งเพียงสัมผัสผ่านลิ้นก็หอมหวานอบอวลในปากไม่จางหาย
“ช่างเป็นชาที่รสเลิศที่สุดที่หม่อมฉันเคยดื่มมาเลยเพคะ” นางเอ่ยพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายไม่อาจปิดบังความพึงพอใจเอาไว้ได้
“ชื่อชาอะไรข้าก็ไม่ใคร่รู้ เพียงจำได้ว่าฝ่าบาทประทานให้ หากเจ้าชอบก็นำกลับไปด้วยสักหลายห่อก็แล้วกัน”
“ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาเพคะ แต่หม่อมฉันจะกล้ารับเอาไว้ได้อย่างไรของล้ำค่าเช่นนี้”
“เอาไว้ที่นี่ก็ใช่ว่าเปิ่นหวางจะดื่มหมดเสียที่ไหน มันมีรสหวาน เกินไปสำหรับข้า อีกอย่างระหว่างชากับเจ้านี่ เปิ่นหวางชอบเจ้านี่ มากกว่านัก” ทรงเอ่ยพร้อมกับยกขวดในมือขึ้นยื่นใหญ่หญิงสาวดู
เจ้านี่ที่ท่านอ๋องว่าคือสุราอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะก่อนหน้าที่นางจะมาทรงดื่มสุราไปไม่น้อยหรือไม่ คืนนี้ ท่านอ๋องจึงมีท่าทีแปลกตาเช่นนี้ ซ้ำยังดูไม่น่ากลัวเหมือนครั้งอื่นๆ
“คงต้องเป็นยอดสุราเป็นแน่”
“ยอดสุรา ทิวทัศน์ทะเลสาบอันงดงาม เจ้าว่าเป็นอย่างไร” ชาย หนุ่มเอ่ยถามขึ้น แม้เขาจะดื่มสุราไปไม่น้อยก็จริง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกมึนงง แม้แต่น้อย ในวันนี้เขาตั้งใจให้นางได้เจอกับท่าทีสบายๆ ของเขาบ้าง เพราะไม่อยากให้นางต้องรู้สึกกลัวหรือกดดันเหมือนครั้งอื่นๆ
ระหว่างพวกเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานการณ์หวาดระแวง เช่นนั้นอีก และเขาก็ไม่อยากให้นางต้องคอยกลัวหรือยำเกรงเขาอยู่ ตลอดเวลายามพบหน้า
“เป็นความสำราญสุดในใต้หล้าเลยเพคะ แต่เหมือนว่ายังขาดไปหน่อยยังไม่อาจเรียกว่าความสำราญสุดในใต้หล้าได้อย่างสมบูรณ์”
“เป็นสิ่งใดกันที่ขาดไป เจ้าว่าขาดสิ่งใดไปหรือ”
นางทำทีเป็นครุ่นคิดอยู่เสี้ยวเวลาก่อนจะเอ่ยขึ้น “สิ่งที่ขาดดูเหมือนจะเป็นเสียงดนตรีเพคะ เสียงดนตรีเพื่อขับกล่อมบรรยากาศ”
ทั้งแต่ที่นางก้าวเข้ามาในจวนอ๋องก็พบแล้วว่าที่นี่ เงียบเหงาเกินไป มิใช่สถานที่ที่สงบสุข
“เสียงดนตรี?”
“เพคะ เพิ่มเสียงดนตรีเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความรื่นรมย์เสียหน่อยย่อมต้องดีแน่”
“ที่คุณหนูสามกล่าวออกมาน่าสนใจยิ่ง”
ได้ยินคำชื่นชมเพียงเล็กน้อยนางก็ดีใจขึ้นมาแล้ว รู้สึกว่าความคิดของตนมีประโยชน์ไม่น้อยจริงๆ อีกทั้งครั้งนี้ยังสามารถให้ผู้เป็นอ๋องคล้อยตามได้ในที่สุด
“ไม่รู้ว่าบรรยากาศตอนนี้เหมาะกับเสียงเครื่องดนตรีใดที่สุดกัน เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“ผีผา พิณ กู่เจิ้ง ล้วนแต่ดียิ่งทั้งนั้นเพคะ” หญิงสาวตอบออกมาโดยไม่ต้องคิดในทันที
“พอดีซะจริง ในจวนของเปิ่นหวางมีผีผาอยู่ตัวหนึ่งพอดี เช่นนั้นคุณหนูสามหลี่ก็บรรเลงผีผาสักเพลงที่นี่ก็แล้วกัน”
ว่าอย่างไรนะ เมื่อครู่ทรงบอกให้นางบรรเลงผีผาใช่หรือไม่
เมื่อเห็นร่างเล็กนิ่งค้างไป ราวกับกำลังคิดคำนวณอยู่ในหัวไม่ตกชายหนุ่มจึงเอ่ยเสริมอีก “คุณหนูสามหลี่คงถนัดเล่นผีผา เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าลงเพราะว่าผีผาเป็นชื่อแรกที่นางเอ่ยขึ้น เขาจึงคิดว่าย่อมเป็นสิ่งที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีเป็นแน่ จึงได้เรียกร้องให้นางบรรเลงผีผามือบรรเลงด้วยตนเองสักเพลงเถิด”
เพราะว่าผีผาเป็นชื่อแรกที่นางเอ่ยขึ้น เขาจึงคิดว่าย่อมเป็นสิ่งที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีเป็นแน่ จึงได้เรียกร้องให้นางบรรเลงผีผา
“เพคะท่านอ๋อง” แน่นอนว่านางไม่อาจปฏิเสธ จำต้องตอบรับด้วยท่าทียินดีทั้งที่ในใจไม่ค่อยยินดีนักที่ถูกมัดมือชกกลายๆเช่นนี้
คนจวนอ๋องทำงานได้คล่องแคล่วว่องไวจริงๆ สิ้นเสียท่านอ๋องเอ่ยสั่งแค่ไม่นาน ผีผาก็ถูกนำมามอบให้ถึงมือนางแล้ว
สิ่งใดในจวนหย่งไห่ชินอ๋องแห่งนี้บ้างที่ไม่ล้ำค่ายากหาได้ เช่นเดียวกับผีผาในมือนางแค่ได้เห็นก็ทำให้ตื่นตะลึงในความล้ำค่าแล้ว
หญิงสาวใช้เวลาทำความคุ้นเคยกับผีผาใหม่ในมือตนอยู่ไม่นานนักก็เริ่มลงมือบรรเลงเพลงได้
ยามแรกที่นางหยิบและดีดมือลงกับผีผาเสียงราวกับปุยนุ่น เริ่มแรกบางเบา ก่อนจะค่อยๆเร่งจังหวะการดีดขึ้นช้าๆ ไม่นานก็ทำให้คนฟังหลงเข้าห้วงดึงดูด เสียงบรรเลงช่างไพเราะยิ่งนัก
ในยามนี้ไม่รู้ว่าระหว่างทิวทัศน์ทะเลสาบอันงดงามที่พื้นผิวน้ำส่องสะท้อนให้เห็นเงาจันทร์เต็มดวงปรากฏอยู่กับภาพหญิงงามที่กำลังบรรเลงผีผาได้อย่างไพเราะนุ่มนวลราวกับเทพธิดากำลังประทานพรสิ่งใดที่จะเป็นที่ตราตรึงที่สุดในค่ำคืนนี้
ผู้ที่ล่วงรู้ได้อย่างแท้จริงนั้นมีเพียงบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์ ผู้เป็นถึงชินอ๋องแห่งราชวงศ์เพียงเท่านั้น
“ความสำราญเลิศล้ำที่สุดในใต้หล้าดูเหมือนจะมาอยู่เบื้องหน้าของข้าแล้ว”