LOGIN
แรมสองค่ำเดือนยี่ ปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่สิบสี่ ซึ่งตรงกับวันสิ้นปีพอดี วันนี้ผาสุกหรือเสี่ยผาแห่งบ้านท่าสัง ซึ่งเป็นเจ้าของไร่อ้อยกว่าห้าร้อยไร่ กำลังจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ภายในบ้านของตนเองให้กับคนงานเกือบสามสิบชีวิต อาหารมีทั้งเหล้ายาปลาปิ้ง ซอยจุ๊ และหมูกระทะให้ทุกคนได้กินอย่างอิ่มหนำ คำสิงห์ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตเป็นฝ่ายดูแลเครื่องเสียงในงาน ในมือยังถือแก้วสุราขาวไม่ห่างกาย แต่สายตากลับเฝ้ามองผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งกินหมูกระทะกับเพื่อนคนงานอยู่บ่อยครั้งด้วยความระแวดระวังตัว
เวลาล่วงเลยมาจนถึงห้าทุ่ม หลายคนต่างมึนเมาจนยืนแทบไม่ตรง บางคนถึงกับรอให้ถึงเที่ยงคืนไม่ไหวจนต้องกลับไปนอนที่บ้านก่อน บางคนนอนผิงไฟอยู่บนเสื่อตรงลานบ้าน บางคนต้องให้ลูกเมียมาหามกลับบ้านไปก็มี
ส่วนคำสิงห์เมื่อรู้ว่าตนเมามากแล้วจึงเดินขึ้นไปนอนบนห้องของตน ไม่ลืมที่จะล็อกประตูห้องอย่างแน่นหนาราวกับกลัวว่าจะมีใครบุกรุกเข้ามา ตั้งแต่เขาย้อนเวลากลับมาอยู่ในวัยหนุ่มของตนเขาสัญญากับตนเองว่าปีนี้เขาจะเมาเป็นปีสุดท้าย นับจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไปเขาจะเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นคนใหม่ เปลี่ยนชะตาชีวิตใหม่ไม่ให้มีจุดจบเหมือนในอดีตชาติอีก
ค่ำคืนนั้นเหมือนทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีจวบจนรุ่งสางของอีกวัน
เอ้ก อี เอ้ก เอ้กกกกก! เอ้ก อี เอ้ก เอ้กกกกก!
เสียงไก่ขันดังเซ็งแซ่ไปทั่วทั้งบริเวณจนทำให้ร่างอวบอัดที่กำลังนอนหลับอย่างสบายรู้สึกหนวกหู พลางขมวดคิ้วคิดในใจว่า ‘ไก่ผู้ได๋มาขันอยู่นี่ แถวนี่มีคนเลี่ยงไก่อยู่ติ’
อีกทั้งยังรู้สึกว่าทำไมวันนี้อากาศถึงได้หนาวจัดผิดปกติ ธัญมลค่อย ๆ ใช้มือควานหาผ้าห่มแล้วดึงขึ้นมาคลุมร่างของตนไว้ทั้งที่ยังหลับตา แต่เมื่อครู่เหมือนมือของเธอปัดไปโดนอะไรเข้าสักอย่าง จากนั้นจึงใช้มือควานหาสิ่งนั้นอีกรอบแต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเมื่อมือคว้าไปโดนสิ่งนั้น
ในใจพลางครุ่นคิดพร้อมกับใช้มือบี้มันเล่น เอ๋ นี่มันคืออะไรทำไมถึงรู้สึกนุ่มนิ่มคล้ายหนอนตัวเขียวบนต้นดอกพุดนัก ทันใดนั้นเธอจึงลืมตาขึ้น
ดวงตากลมเบิกตากว้างขึ้น พร้อมกับร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “ว้าย!” เมื่อรู้ว่าตนจับเข้าที่ส่วนนั้นของผู้ชาย พร้อมกับถีบชายคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ นั้นสุดแรงเกิดจนเขาตกเตียง
ตุบ!
“โอ้ย!” คำสิงห์ร้องขึ้นเสียงหลงพร้อมกับทำหน้างุนงง ว่าตนตกเตียงได้อย่างไร
“ว้าย!” ธัญมลกรีดร้องขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเอามือปิดตาตนเองไว้
คำสิงห์รีบก้มมองดูสารรูปของตนเองแล้วก็ตกใจเป็นอย่างมาก “เฮ้ย!” ที่ตนอยู่ในสภาพโป๊ะเปลือยทั้งตัว เขาเอามือกุมขาที่สามนั้นไว้แล้วลุกขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลนเพื่อหยิบเสื้อกับกางเกงที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นห้องมาสวมใส่ พร้อมทั้งถามออกว่า “นี่เจ้าเข้ามาอยู่ในห้องข้าได้อย่างไร”
เจ้ากับข้าอย่างนั้นหรือ นี่มันภาษาอะไรวะ
ถึงจะยังงุนงงกับคำถามของเขา แต่ธัญมลก็พูดสวนกลับไปว่า “ฉันต้องถามนายมากกว่าว่ามาอยู่ในห้องฉันได้ยังไง”
คำสิงห์ชะงักกับสรรพนามที่นางใช้เล็กน้อย แล้วตอบกลับไปว่า “เจ้าลองแหกตาดูก่อนสิว่านี่คือห้องของใคร” คำสิงห์พูดออกมาด้วยความโมโห เมื่อคืนเขาอุตส่าห์ล็อกห้องนอนเสียดิบดี แล้วนี่นางเข้ามาอยู่ในห้องเขาได้อย่างไร
ธัญมลคลายมือที่ปิดตาออก จากนั้นมองไปรอบห้อง นี่มันไม่ใช่ห้องของเธอนี่นา ห้องของเธอเป็นปูนอีกทั้งด้านในยังทาสีฟ้าน้ำทะเล แต่ห้องนี้เป็นไม้ จากนั้นเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วก้มลงมองสำรวจสภาพตัวเอง “อ๊าย!” เธอกรีดร้องขึ้นเสียงดังกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าตนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าทั้งบนและล่างเหมือนกับเขา มากกว่านั้นคือทำไมเธอถึงได้อวบระยะสุดท้ายเช่นนี้
คำสิงห์รีบถลาเข้าไปหาเอามือปิดปากนางไว้ “จะร้องเสียงดังทำไม อยากให้คนอื่นได้ยินหรือไงเล่า”
สิ้นคำก็มีเสียงเคาะประตูดังก๊อก ๆ พร้อมกับเสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้น “สิงห์ เป็นอะไรหรือเปล่า แม่ได้ยินเสียงผู้หญิง”
“ไม่ ไม่มีอะไรขอรับท่านแม่ พอดีข้า…”
แอ๊ด!
คำสิงห์พูดยังไม่ทันจบทองก้อนก็เปิดประตูห้องที่ไม่ได้ล็อกเข้ามาก่อนแล้ว
“ท่านแม่” คำสิงห์พูดขึ้นด้วยความตกใจจนใบหน้าเผือดสี
ทั้งสามต่างตกตะลึงตาค้าง ทองก้อนยืนอ้าปากเอ่ออ่าอยู่หลายครากว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ และถามลูกชายออกไป “มันเกิดอะไรขึ้น เรณูเข้ามานอนในห้องเจ้าได้ยังไง”
ธัญมลทำหน้างงมากขึ้นกว่าเดิม ใครชื่อเรณู?
คำสิงห์พ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ คิดในใจว่า จบกันชีวิตใหม่ของข้า ทีแรกเขาคิดไว้ว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร แต่เพราะยายคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นี้แหกปากร้องเสียงดังแม่ของเขาก็เลยได้ยิน อุตส่าห์หลีกเลี่ยงเหตุการณ์นี้ว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้
เขาคลายมือออกจากปากนางแล้วรีบพูดออกว่า “มันไม่ใช่อย่างที่ท่านแม่เข้าใจนะขอรับ คือว่าข้า…”
“แล้วมันยังไง แม้แต่แม่บ้านเจ้าก็ไม่เว้นเลยหรือ นี่แอบกินกันกี่ครั้งแล้วเนี่ย” ทองก้อนรู้จักนิสัยลูกชายตัวเองดี ว่าเขาเจ้าชู้เพียงใด แต่เขาก็ไม่น่าจะเอาแม่บ้านมาทำเมีย
“ไปกันใหญ่แล้วท่านแม่ ข้ากับเรณูเพิ่งเคยนอนด้วยกันเป็นครั้งแรกขอรับ” ในเมื่อปฏิเสธไปแม่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี สู้ยอมรับยังดีกว่า
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ปีนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่สิบแล้ว ร้านเรณูตำแหลกยังคงขายดีมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือไซดักทรัพย์ที่ดูเก่าและเริ่มผุพังไปตามกาลเวลาเพราะทั้งโดนแดดโดนฝน และสิ่งที่เรณูรู้สึกใจหายมากที่สุดก็คือเมื่อสามวันก่อนเรณูฝันถึงผู้หญิงที่อยู่ในไซดักทรัพย์ตามปกติเหมือนที่เคยฝันทุกปี และนางก็มาให้หวยตามเดิม ตอนนี้นางมีเงินหลายสิบล้านก็เพราะไซดักทรัพย์อันนี้ แต่ที่นางบอกว่ารู้สึกใจหายก็คือนางมากล่าวลาด้วย ในความฝันในคืนนั้นนางพูดว่า “อีกเจ็ดวันข้าก็จะไปแล้วนะ” อีกเจ็ดวันจะถึงวันสิ้นปีพอดี “ท่านจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ” “ข้าต้องไปผุดไปเกิดแล้ว” “ข้าดีใจด้วยนะเจ้าคะ และก็ขอบคุณท่านมากที่อยู่กับข้ามานาน” นานจนไซเก่าเลยทีเดียว “อืม ข้าลาก่อน” กล่าวจบร่างของนางก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา เรณูยืนมองไซดักทรัพย์ด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ วันนี้นางพาครอบครัวมากินมื้อเย็นกับครอบครัวท่านน้า พอกินเสร็จจึงออกมาเดินเล่น คำสิงห์เห็นนางยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้วจึงเดินเข้ามาหา “มีอะไรหรือ” “ข้ามีอี
เนื่องจากผู้ต้องหาสิ้นใจไปแล้ว อีกทั้งเขายังเป็นคนลงมือแต่เพียงผู้เดียว คดีจึงถูกปิดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนก้านตองหลังจากที่นางไปพบสาลี่วันนั้น สัปดาห์ต่อมานางก็เกิดการแท้งบุตรโดยสมบูรณ์ คราแรกยังคิดว่าตนมีประจำเดือนด้วยซ้ำ ก้านตองทั้งรู้สึกเสียใจแกมยินดีในเวลาเดียวกัน ต่อจากนี้นางจะได้ไม่มีสิ่งใดมาทำให้นางมีบ่วงกรรมกับผู้ชายคนนั้นอีก และลูกจะได้ไม่ต้องเกิดมามีปมด้อย ทางด้านพ่อกับแม่บุญธรรมของพันตา เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายบุญธรรมจากไปแล้ว แทนที่จะเสียใจแต่พวกเขากลับดีใจที่ไม่ต้องมีเขาอยู่ร่วมชายคาอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรหนี้ในส่วนของพันตา เขาก็หามาใช้ให้จนหมดแล้ว เหลือเพียงหนี้ส่วนอื่น ผ่องศรีก็คงต้องยอมให้ลูกทั้งสามเป็นหนี้แทนแล้ว สี่เดือนต่อจากนั้น ศีรษะและขาขวาของคำสิงห์ก็หายดีเป็นปกติแล้ว อีกทั้งเขายังเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ปลูกไว้จนเสร็จสิ้นทั้งหมด ซึ่งการปลูกพืชครั้งนี้ก็ทำให้คำสิงห์มีกำไรมากกว่าการปลูกอ้อยกับมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก และเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินตอนสิ้นปีอีกมิหนำซ้ำยังมีเงินสองล้านบาทใช้หนี้ภรรยาอีกด้วย แต่เขาก็ยังแอบสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมภรรยาถึง
“เจ้ารู้จักบ้านของมันรึ” “รู้เจ้าค่ะ” “ได้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” “ท่านแม่” ตอนนี้ดอกไม้ไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น ก้านตองจึงจำใจให้มารดาไปด้วย สองแม่ลูกมาถึงบ้านของพันตา ก็พบว่ามีเพียงพ่อกับแม่ของเขาเท่านั้นที่อยู่บ้าน “เจ้าสองคนมาหาใครรึ” ผ่องศรีเอ่ยถามออกไป ดอกไม้ไม่ได้ตอบ แต่กลับถามกลับไปว่า “ท่านคงเป็นท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าพันมันสินะ” “อ๋อ มาหาเจ้าพันหรอกรึ” ผ่องศรี “ใช่ ข้ากับลูกสาวมาหาเจ้าพัน และก็มาหาท่านทั้งสองด้วย” “เจ้ามีธุระอะไรกับข้าและสามีหรือ” “เจ้าพันมันทำลูกสาวข้าท้อง มันต้องรับผิดชอบ ท่านต้องไปเรียกมันมาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้” ผ่องศรีขำพรืดออกมา “เจ้าพันมันไม่อยู่ที่นี่เป็นเดือนแล้ว” “แล้วเขาไปอยู่ไหนเจ้าคะ” ก้านตองถาม “ไปอยู่กับเมียมันมั้ง” “เมีย!” ทั้งดอกไม้และก้านตองพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ “นี่พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าพันมันมีเมียอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้มันก็โดนตำรวจหมายหัว มันคงออกมาเจอพวกเจ้าหรอก” ส
เรณูเดินเข้ามาในห้องซึ่งสามีกำลังนอนพักผ่อนอยู่ ตอนนี้เขาช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เพียงแต่เท้าข้างขวายังลงน้ำหนักมากไม่ได้เท่านั้น คำสิงห์ได้ยินเสียงเปิดประตูจึงลืมตาพลางลุกขึ้นนั่ง เขาคลี่ยิ้มจาง ๆ ด้วยความดีใจแล้วพูดคำทะลึ่งกับนาง “ลืมจุ๊บบักอร่อยใช่ไหมเมียรัก” ตอนนี้เขาเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดตนเองกับภาษาบ้านภรรยาผสมกันแล้ว เพราะภาษาของนางเขาเรียนรู้ตั้งแต่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เรณูจึงตอบกลับเป็นภาษาของตนบ้าง “สิมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอิหยังอยู่หั่น เจ้าฮู่บ่ว่าผู้ได๋มาหาเจ้า” (จะมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอะไรกัน พี่รู้ไหมว่าใครมาหาพี่” หัวคิ้วเขาเคลื่อนเข้าหากันทันที “ใคร?” “อีนางก้านกล้วย” นางพูดออกเป็นภาษอีสานน้ำเสียงติดประชดประชันเล็กน้อย คำสิงห์ยิ่งทำหน้างงเข้าไปใหญ่ เรณูจึงเฉลยออกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ยายก้านตอง” คำสิงห์ถึงกับหลุดขำออกมา “นางมาทำไม” “นางบอกว่าท้องกับท่าน” พูดจบก็เตรียมจะลุกเดินออกไปทันที แต่คำสิงห์กลับคว้าร่างนางให้มานั่งบนตักได้ทัน พร้อมกับหอมแก้มนางหนึ่งฟอดใหญ่ “ข้าไม่ได้ทำนางท้องส
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูนาง “เรื่องทำน้องให้กับพริกไง”เรณูผละตัวออกจากเขาแล้วทำตาเขียวใส่ “นี่พี่สิงห์ยังมีกะจิตกะใจคิดถึงเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ”เขาพยักหน้าทำตาละห้อย “เจ้าไม่สงสารพี่หรือ หลายเดือนมากแล้วนะ” แค่ได้กอดภรรยาเขาก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว หากไม่เกรงใจนางเขาคงไม่ขออนุญาตก่อนเช่นนี้“แต่พี่ยังขาเจ็บอยู่จะทำได้ยังไงเล่า”“แต่เจ้าทำได้” เรณูถึงกับหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ “นะ ทำให้หน่อยนะคนดีของพี่”“ไม่ต้องมาพูดคำหวาน”เขาอุ้มนางมานั่งบนตัก หันหน้าเข้าหากันพลางเอ่ยออกเสียงแหบพร่า “เจ้าดูสิว่ามันพร้อมมากแค่ไหน”เรณูสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ดุนดันขึ้นมาตรงบั้นท้ายของนาง มือของเขาจับสะโพกนางให้ขยับย้ายไปมา เรณูรู้สึกสงสารจึงได้แต่ตามใจเขา “ทำให้ก็ได้” คนตัวโตจึงยิ้มออก สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอเขาไว้แล้วรั้งลงมาหา ริมฝีปากสีเรื่อประกบเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาแต่ชวนให้รู้สึกวาบหวามยิ่งนักคำสิงห์ทนรอไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายจูบนางอย่างเร่าร้อนเอง เพียงเสี้ยวนาทีเสื้อผ้าของทั้งสองก็ถูกถอดออกจนพ้นกาย ไม่นานต่อจากนั้นร่างอรชรของนางจึงเป็นฝ่ายควบขี่อยู่บนตัวเขาเนิ่นนานกว่าเข
ภายในห้องพักผู้ป่วยที่โรงพยาบาลดงผักหวานคำสิงห์พลางขยับมือทั้งสองข้าง และเอ่ยออกเสียงแผ่วเบา “เรณู” ท่าทางเขาคล้ายกับคนนอนละเมอ พริมาได้ยินจึงบอกมารดาที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้ยินดังนั้นจากที่ง่วงนอนเพราะพักผ่อนน้อยเรณูจึงเบิกตากว้างขึ้นมองสามีทันที คำสิงห์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพูดออกเสียงแหบแห้ง “เรณู” เรณูยิ้มพรายพลางน้ำตาซึม “ข้าเอง” เขามองลูกสาวพร้อมกับเรียกชื่อนาง “พริกขี้หนูลูกพ่อ” “ท่านพ่อ พริกขี้หนูคิดถึงท่านพ่อเจ้าค่ะ” คนตัวเล็กใบหน้าบิดเบ้แล้วปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้ม “พ่อก็คิดถึงเจ้า” ว่าพลางยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้บุตรสาว “ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ พ่อกลับมาหาเจ้าแล้ว” พริมาพยักหน้าหงึกหงักเรณูจึงเอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้ “ข้าตามพยาบาลมาตรวจท่านก่อน” ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปกดกริ่งที่อยู่ข้างเตียงคนไข้ไม่นานพยาบาลก็เข้ามาในห้อง พยาบาลวัดไข้และความดันและซักถามอาการของเขาหลายอย่าง และดูเหมือนว่าร่างกายเขาจะตอบสนองการรักษาเป็นอย่างดี แต่หลังจากฟื้นขึ้นมาได้ร
ทุกคนลงมือกินอาหารแล้ว ฟ้าลั่นจึงเอ่ยขึ้นว่า “นึ่งปลาทับทิมกินกับส้มตำรสจัดจ้านเหมือนเมื่อตอนกลางวันก็คงดีนะ” คิดมาถึงตรงนี้เขาก็อยากกินอีกแล้ว “เออจริงด้วย ข้าก็คิดว่ามันต้องเข้ากันมากแน่ ๆ” ดำรงเสริมขึ้นอีก “ร้านเขาปิดตั้งแต่บ่ายสามแล้วเจ้าค่ะ” ก้านตองว่า “ทำไม
แต่เรณูก็ไม่กล้าเปิดปากถาม จึงพูดกับก้านตองว่า “วันนี้คิวยาว เจ้ากลับไปรอที่บ้านก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะให้กลดเอาไปส่งให้” “ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอดูอาหารสักหน่อยว่ายังมีอะไรเหลือบ้าง” ก้านตองชินแล้วที่ต้องรออาหารร้านนี้นาน ๆ แต่ก็รอนานไม่เกินยี่สิบนาที แต่เจ้าของร้านมีบริการส่งอาหารถึงที่
เมื่อบุตรชายทำงานหนักขึ้น ผาสุกจึงตอบแทนทุกคนในครอบครัวโดยการซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นทุกปี จนตอนนี้เขาเป็นเสี่ยไร่อ้อยไร่มันสำปะหลังที่มีพื้นที่กว่าหนึ่งพันสามร้อยไร่เลยทีเดียว แต่ที่เพิ่มมาด้วยอีกอย่างหนึ่งก็คือหนี้ธนาคาร เพราะเงินที่ได้จากการทำไร่ผาสุกนำไปซื้อที่ดินจนหมด ส่วนเงินที่กู้จากธนาคารนำมาใช้
คืนหนึ่งขณะที่ทรงกลดกำลังไกวหลานที่นอนอยู่ในเปล โดยมีแม่กับเรณูนั่งอยู่ด้วย เขาเอ่ยขึ้นว่า “เรณู หากข้าให้พริกเรียกข้าว่าพ่อ เจ้าจะว่าอย่างไร” พอเห็นหน้าหลานสาวแล้ว เขาก็อดสงสารนางไม่ได้จึงอยากให้นางมีพ่อเหมือนกับคนอื่นเขาบ้างเรณูเบิกตาโตด้วยความตกใจ “แต่เจ้ายังไม่แต่งงาน เดี๋ยวสาว ๆ พวกนั้นก็เข้า







