LOGINธัญมลได้แต่ร่ำร้องในใจว่าแย่แล้ว เธอเริ่มสับสนงุนงงไปหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตนกันแน่ เพราะเธอเองไม่รู้จักสองแม่ลูกคู่นี้เลยสักนิด อีกทั้งภาษายังแปลกประหลาด แต่เธอก็ยังฟังเข้าใจ
แต่เพียงไม่นานเธอก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาอย่างรุนแรงจนต้องยกมือขึ้นกุมไว้ และในตอนนั้นเอง ความทรงจำของร่างนี้ก็ได้พรั่งพรูเข้ามาในหัวของเธอจนหมดสิ้น
ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ นั่นก็คือเธอได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในอดีตของคนที่ชื่อเรณู ซึ่งตอนนี้ยายเด็กคนนั้นได้ตายไปแล้ว เหตุผลที่เธอตายก็เพราะเจ้าของร่างนี้กินเหล้าจนเมามายเพื่อให้ตนเองรู้สึกกล้าหาญทำในสิ่งที่คิดจะทำมาตลอดแต่ไม่เคยทำ
นั่นก็คือการแอบย่องเข้าห้องไอ้หน้าหล่อคนนี้ เพราะเรณูแอบชอบเขามานานแล้ว แต่วันนี้นางเมาจนครองสติไม่ค่อยอยู่ แต่ก็รู้ว่านั่นคือห้องของคำสิงห์พอลองเปิดประตูเข้าไปจึงรู้ว่าห้องไม่ได้ล็อก เรณูจึงเดินไปนอนบนเตียงกับเขา จากนั้นภาพที่นางกับเขาร่วมรักกันจึงคล้ายจริงคล้ายฝัน ด้วยเพราะเมามากแถมยังรู้สึกอ่อนเพลียจนไม่รู้ว่าตนหลับไปตั้งแต่เมื่อใด
แต่เพราะเมื่อคืนอากาศหนาวจัดบวกกับความเมาและนางยังมีรูปร่างอวบอ้วนแถมยังนอนเปลื้องผ้า จึงทำให้เรณูไหลตายไปตั้งแต่เมื่อคืน ส่วนเธอที่ชื่อธัญมลที่กำลังยืนขายส้มตำอยู่ข้างถนน อยู่ดี ๆ ก็มีรถบรรทุกน้ำมันพุ่งเข้ามาชนเธอจนร่างกระเด็น ตอนนั้นเธอรู้สึกวูบไปโดยไม่ทันตั้งตัว พอตื่นขึ้นมาอีกทีไม่คิดว่าตนจะมาอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้
ธัญมลใช้เวลาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้อยู่สักพักแล้วค่อยเงยหน้าขึ้น เธอจึงพบว่ามีสายตาของสองแม่ลูกกำลังจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว
ทองก้อนจึงพูดเสียงเข้มว่า “แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วลงไปคุยกันข้างล่าง”
บ้านนี้เป็นบ้านสองชั้นกึ่งปูนกึ่งไม้ และห้องของคำสิงห์ก็อยู่ชั้นบน ส่วนห้องของพ่อกับแม่และน้องสาวของเขาอยู่ชั้นล่าง
ทองก้อนพูดเพียงเท่านั้นก็เดินออกจากห้องไปพร้อมทั้งปิดประตูให้ คำสิงห์จึงหันหน้าไปคุยกับคนข้าง ๆ “ใส่เสื้อผ้าซะ แล้วก็อธิบายมาด้วยว่าเจ้าเข้ามาอยู่ในห้องของข้าได้ยังไง ทั้งที่ข้าก็ล็อกประตูแล้ว” พูดจบเขาลุกออกจากเตียงนอนแล้วยืนหันหลังให้นาง
พลางคิดในใจว่า ทำไมเหตุการณ์นี้มันถึงได้เกิดขึ้นอีกนะ ทั้งที่เขาพยายามไม่ให้มันเกิดขึ้นแล้ว เพราะชาติที่แล้วเขากับเรณูก็ได้เสียกันโดยไม่ได้ตั้งใจเช่นนี้ และสุดท้ายทั้งสองก็ต้องแต่งงานกัน แต่ชาตินี้เขาจะไม่ยอมให้การแต่งงานระหว่างนางกับเขาเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน เพราะเขาเองก็เพิ่งย้อนเวลาเข้ามาอยู่ในร่างตนเองเมื่อสิบกว่าวันที่ผ่านมานี้เอง เช่นนั้นเขาจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเป็นอันขาด
เมื่อเรณูยังเงียบงันคำสิงห์จึงถามขึ้นอีก “ว่ายังไง จะบอกได้หรือยังว่าเจ้าเข้ามาอยู่ในห้องข้าได้ยังไง”
“ไม่รู้จำไม่ได้ เมา” พูดพร้อมกับหยิบเสื้อผ้าที่ถูกเหวี่ยงทิ้งไปตามพื้นขึ้นมาใส่ดังเดิม ในหัวยังรู้สึกสับสนอึงอลไปหมด เพราะเท่าที่ย้อนเวลากลับมาก็นับว่าแปลกมากแล้ว แต่นี่กลับย้อนเวลามาอยู่ในอดีตของเจ้าของร่างนี้อีก ซึ่งแน่นอนว่าเธอจะไม่ยอมให้จุดจบเป็นเหมือนเรณูคนเก่าอย่างแน่นอน
“แล้วไงต่อ”
“ก็ไม่แล้วไง”
“เจ้าตั้งใจเข้ามาให้ท่าข้าถึงในห้องใช่ไหม” เพราะชาติที่แล้วเรณูก็ทำตัวเช่นนี้ “บอกไว้ก่อนนะว่าข้าจะไม่มีวันแต่งงานกับเจ้าเป็นอันขาด”
เมื่อเรณูเข้าใจทุกอย่างแล้วจึงตอบกลับเขาไปว่า “ข้าก็ไม่มีทางแต่งงานกับคนอย่างท่านเหมือนกัน” คิดว่าเลือกได้คนเดียวหรือไง ถึงจะอ้วนแต่ก็มีหัวใจนะ แต่จะว่าไปแล้วร่างนี้ก็อ้วนไปหน่อยจริง ๆ สูงแค่หนึ่งร้อยหกสิบห้าเซ็นติเมตรแต่หนักเกือบแปดสิบกิโลกรัม เฮ้อ! จะลดน้ำหนักยังไงไหว
“คนยังไงพูดให้ดีนะ”
“ก็คนอย่างนี้แหละ เอาเป็นว่าข้าจะไม่แต่งงานกับท่านก็แล้วกัน แต่ว่าข้าขอเงินไปตั้งหลักสักหนึ่งแสนก็พอ”
เขาหันขวับมาจ้องหน้านาง พูดออกเสียงสูงว่า “หนึ่งแสน? คนอย่างเจ้านี่นะค่าตัวเป็นแสนเชียวหรือ” งามกว่านางเขาก็ไม่เคยจ่ายสักบาท
เรณูลืมคิดไปว่าเงินแสนของที่นี่มีค่ามาก อีกทั้งที่หมู่บ้านนี้ยังเป็นเขตชนบท สตรีที่จะได้ค่าตัวหลักแสนต้องเป็นลูกเสี่ยชาวไร่อ้อยไร่มันสำปะหลัง หรือไม่ก็เป็นคนที่รับราชการเท่านั้น แต่ถึงรู้อย่างนั้นเธอก็ต้องเรียกค่าเสียหายไม่ต่ำกว่าเจ็ดหมื่นบาทให้ได้ “แล้วท่านจะให้ข้าเท่าไร ถ้าต่ำกว่าแปดหมื่นข้าไม่ยอมแน่ อีกอย่างข้าก็เป็นคนแรกของท่าน ราคานี้ก็ไม่นับว่าแพง” เรณูดึงสายตาไปที่ร่องรอยสีแดงเป็นดวงวงอย่างชัดเจนที่อยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาว มิหนำซ้ำตอนนี้เธอยังรู้สึกเมื่อยขบไปทั้งตัว
คำสิงห์มองตามแล้วจึงพูดว่า “ข้าให้เจ็ดหมื่น ถ้าไม่เอาก็ไม่ต้องเอา”
เรณูยิ้มเล็กน้อย แอบคิดในใจว่าดีแล้วที่เธอคิดราคาเผื่อไว้แล้ว “ได้ ตกลงที่เจ็ดหมื่น”
“แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับข้าอีก” ซึ่งถ้านางรับปากก็ถือว่าเป็นบุญของเขา ที่ชาตินี้ไม่ต้องอยู่ร่วมกับผู้หญิงคนนี้อีก
“ตกลง จ่ายมาเจ็ดหมื่นบาทแล้วข้าจะไปจากที่นี่ทันที” ว่าจบเรณูคนใหม่ก็คว้าเสื้อกันหนาวผืนที่ใส่มาเมื่อคืนขึ้นพาดบ่าแล้วเดินลงไปชั้นล่าง โดยมีคำสิงห์เดินตามลงไป
“พอสำหรับค่าทำคลอดหรือไม่” ส่วนค่าอื่น ๆ ค่อยว่ากันอีกที “พอเจ้าค่ะ” แต่หากนางไม่เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้ ภายภาคหน้าค่าผ้าอ้อมและค่าของใช้เด็กอ่อนอย่างอื่นก็คงไม่พอแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน “มีใครอยู่ไหม ข้าเอาพุทรามาให้” “เสียงท่านป้าอิ่มนี่นา” ทรงกลดว่า “เดี๋ยวข้าออกไปดูให้เองขอรับ” ทรงกลดเดินออกไปจึงเห็นว่าเป็นอิ่มจริง ๆ นางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่กับท่านพ่อของเจ้าไม่อยู่หรือ” “อยู่ด้านในขอรับ ท่านป้ามีเรื่องจะคุยกับท่านทั้งสองหรือขอรับ” “ไม่มีหรอก แค่เอาพุทรามาให้เท่านั้น ลูกเขยข้าเพิ่งเก็บมาจากนาเมื่อเช้า” ปากก็ว่าไม่มีอะไรแต่สายตากลับสอดส่ายเข้าไปมองทั่วบริเวณบ้าน “ข้าเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้าน หน้าตาสะสวยทีเดียวแต่นางอวบไปหน่อยเท่านั้น นางเป็นเมียเจ้ารึ” “ไม่ใช่หรอกขอรับ นางเป็นลูกของท่านป้าของข้าขอรับ” “อ๋อ ที่แท้ก็ลูกสาวของแม่พุดซ้อนนี่เอง ข้าก็คิดว่าเจ้าแต่งงานแล้วแต่ไม่ยอมส่งข่าวข้าบ้าง” “ยังอีกนานขอรับ หากท่านป้าไม่มีอะไรแล
เรณูเดินออกจากห้องตรวจด้วยอาการเหม่อลอย ช้องปีบเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี จึงเอ่ยถามหลานสาวออกไป “หมอบอกว่าเจ้าเป็นอะไรรึ” หรือนางจะเป็นโรคร้ายแรงถึงได้ทำท่าหมดแรงเช่นนั้น เรณูนั่งลงข้างท่านน้าเบา ๆ แล้วตอบว่า “ข้า ข้าท้องเจ้าค่ะ” “ท้องรึ” “เจ้าค่ะ” สิ้นคำช้องปีบก็ไม่ได้ถามสิ่งใดหลานสาวอีก แต่เรณูก็รับรู้ได้ว่าผู้เป็นน้ากำลังโกรธนางเป็นอย่างมากพอกลับมาถึงบ้าน ลงจากรถสามล้อเครื่องได้ ช้องปีบก็ก้าวเท้าเดินอาด ๆ ไปเด็ดก้านมะยมมาราวสี่ห้าก้านแล้วริดใบทิ้ง จากนั้นเดินตรงมาที่หลานสาว พร้อมทั้งหวดก้านมะยมลงมาที่ก้นของนางอย่างแรง “เจ้าไปท้องกับใครมา ใครเป็นพ่อของเด็ก บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย” ช้องปีบทั้งเสียใจทั้งผิดหวังและโมโหที่หลานสาวทำตัวไร้ค่าเช่นนี้ “ท่านน้า อย่าตีข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าเจ็บ” เรณูใช้มือปัดป้องก้านมะยมพัลวัน อีกทั้งยังเบี่ยงก้นหนีจากการถูกตี กระนั้นผู้เป็นน้าก็ยังไม่ยอมรามือ “ไม่ตีแล้วเจ้าจะหลาบจำรึ คราวก่อนก็เกือบทำงามหน้า หากข้าไม่ส่งเจ้าไปอยู่กับพ่อแม่ของเจ้า
วัสดุที่ทองใบกับทรงกลดนำมาสร้างกระท่อมให้กับเรณูล้วนต้องซื้อใหม่ทั้งหมด เช่นนั้นการสร้างกระท่อมให้เรณูหนึ่งหลัง จึงใช้งบประมาณไปทั้งหมดเกือบสองหมื่นบาทเลยทีเดียว แต่เรณูก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันค่อนข้างมั่นคงและมีความเป็นส่วนตัว ถึงกระท่อมจะไม่หลังใหญ่มาก แต่ก็สามารถนอนได้อย่างสบายถึงสามคน เพราะสถานที่สำหรับทำอาหารนางจะต้องไปทำที่บ้านของท่านน้า พื้นที่ของกระท่อมจึงมีเพียงหนึ่งห้องกับส่วนที่เป็นชานเรือนและมีระเบียงกั้นเท่านั้น ทั้งสี่คนใช้เวลาสร้างกระท่อมช่วยกันเพียงห้าวันก็เสร็จแล้ว จากนั้นทองใบจึงจ้างช่างไฟมาเดินสายไฟเข้าบ้านให้เรณู ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินมื้อเที่ยงด้วยกัน เรณูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านน้าต้องไปทำงานวันไหนหรือเจ้าคะ” “อีกสองวันก็ไปแล้ว” ปกติพวกเขาต้องออกไปแสดงหมอลำติดต่อกันประมาณหนึ่งเดือน และหยุดพักประมาณสิบวันแล้วจึงออกไปทำงานต่อ ซึ่งจะต้องไปแสดงหมอลำหมุนเวียนไปหลายหมู่บ้านหลายตำบล “เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” ช้องปีบถาม “ได้เจ้าค่ะ” ก่อนที่เธอจะจากมา หลังจากหย่ากับสามีแล้วเธอก็อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง เพียงแต่บ้านหล
เรณูนั่งรอรถโดยสารประจำทางอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงจึงได้ขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถ นางเลือกนั่งเบาะที่อยู่ติดกับหน้าต่าง รถจอดรอผู้โดยสารอีกเกือบห้านาทีจึงเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้นและมุ่งหน้าไปยังอำเภอดงผักหวานทันที ตอนที่เด็กรถเดินมาเก็บค่าโดยสาร เรณูล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวผืนที่ใส่เมื่อคืนเพราะนางเก็บเงินไว้ตรงนั้น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อกระเป๋าเสื้อฝั่งขวามีบางอย่างอยู่ในนั้น เรณูจ่ายค่าโดยสารไปก่อน จากนั้นจึงล้วงสิ่งนั้นขึ้นมาดู มันคือไซดักทรัพย์ที่นางสั่งซื้อทางออนไลน์แต่ยังไม่ได้นำมาแขวนไว้ที่ร้านก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเสียก่อน ไม่น่าเชื่อว่ามันตามนางมาถึงที่นี่ แต่ช่างเถอะตามมาแล้วก็เก็บไว้ก่อน เผื่อได้เปิดร้านขายของค่อยเอาออกมาแขวนดวงตากลมทอดมองออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ต่อจากนี้ชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปจากชาติก่อนตลอดกาล นั่งคิดได้ไม่ถึงสิบนาที เพราะยังรู้สึกเมาค้างบวกกับนอนน้อยเรณูจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปราวสองชั่วโมงเด็กรถจึงพูดขึ้นเสียงดังว่า “ดงผักหวานขอรับดงผักหวาน” เรณูสะดุ้งตื่นขึ้นมา และเตรียมลงจากรถ ดงผักหวานเป
สิ่งที่ทองก้อนพูดมาล้วนเป็นความจริง เพราะจากความทรงจำของร่างนี้ ชาติที่แล้วหลังจากนางแต่งงานกับเขาได้เพียงสี่เดือนคำสิงห์ก็เริ่มออกลายเรื่องผู้หญิงแล้ว จากนั้นก็มีนอกกายนอกใจเรื่อยมาไม่หยุดหย่อน ปล่อยให้นางนอนเหงาอยู่บ้านเพียงลำพัง นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างนี้เริ่มหาที่พึ่งพาอาศัยคนใหม่ แต่ก็ช่างเถอะนั่นมันเป็นเรื่องเมื่อชาติก่อน และเรณูคนเดิมก็ใช่ว่าจะนิสัยดี เอาเป็นว่าพวกเขาช่างมีศีลเสมอกัน ส่วนชาตินี้นางจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก“ข้าไม่ถือสาเขาหรอกเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าตัวเองโชคดีต่างหากที่ไม่ได้แต่งงานกับเขา” เรณูเก็บของเสร็จพอดี จึงเอ่ยลา “ข้าลาแล้วเจ้าค่ะ” พูดพลางยกมือขึ้นไหว้ ทองก้อนลูบศีรษะเรณูเบา ๆ พูดว่า “เงินคำกำแก้วเจ้าก็อย่าใช้ให้มันสิ้นเปลืองนัก รู้จักประหยัดอดออมไว้บ้างล่ะ อีกอย่างต้องคิดทำมาหากินด้วย ไม่ใช่ใช้เงินจนหมดแล้วค่อยหาใหม่” เรณูอยู่กับครอบครัวนางมาหลายปี ทำไมนางจะไม่รู้ว่าเรณูชอบใช้เงินเกินตัว และชอบเที่ยวเตร่ตามประสาคนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาว “เจ้าค่ะ” เรณูยิ้มอ่อนให้ทองก้อน แล้วเดินไปลาผาสุกกับคำไอ่
ทั้งคู่เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านก็พบว่า พ่อกับแม่และน้องสาวของคำสิงห์กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้วร่างอวบอ้วนเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามทั้งสามคน คำสิงห์เดินไปนั่งลงข้างเรณูโดยมีเก้าอี้กั้นกลางไว้หนึ่งตัว“ตกลงเจ้าทั้งสองจะแต่งงานกันหรือไม่” ผาสุกเอ่ยถามหนุ่มสาวทั้งสอง ถึงจะรู้สึกไม่ยินดีสักเท่าไรที่จะได้เรณูมาเป็นลูกสะใภ้ แต่เรื่องก็เลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องทำให้มันถูกต้อง“ไม่ขอรับ/ไม่เจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกันทุกคนหันไปมองเรณูเป็นตาเดียว ว่าเหตุใดเรณูจึงตอบออกไปเช่นนั้น เพราะเดิมทีนางก็แอบชอบคำสิงห์อยู่เหมือนกัน แล้วเหตุใดถึงปฏิเสธการแต่งงานกับเขาทั้งที่เสียตัวให้เขาไปแล้ว คำสิงห์เองก็แปลกใจเช่นกัน แต่ก็ดีแล้วที่นางทำตามสัญญาคำสิงห์พูดออกว่า “ข้ากับเรณูตกลงกันแล้วขอรับท่านพ่อ”“ตกลงกันว่าอย่างไร”“ข้าจะจ่ายเงินค่าเสียหายให้นางเจ็ดหมื่นบาท แล้วเรื่องนี้ก็จบเพียงเท่านี้ขอรับ” เพราะที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเขาไม่เคยนอนกับผู้หญิง และเขาก็ไม่เคยเสียเงินให้กับผู้หญิงพวกนั้นสักคน“เจ็ดหมื่น!” ทองก้อนเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ และถามต่อว่า “มันไม่มากไปหน่อยหรือ” เรณูเป็นเพียงลูกจ้าง ถึ







