LOGINทั้งคู่เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านก็พบว่า พ่อกับแม่และน้องสาวของคำสิงห์กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ร่างอวบอ้วนเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามทั้งสามคน คำสิงห์เดินไปนั่งลงข้างเรณูโดยมีเก้าอี้กั้นกลางไว้หนึ่งตัว
“ตกลงเจ้าทั้งสองจะแต่งงานกันหรือไม่” ผาสุกเอ่ยถามหนุ่มสาวทั้งสอง ถึงจะรู้สึกไม่ยินดีสักเท่าไรที่จะได้เรณูมาเป็นลูกสะใภ้ แต่เรื่องก็เลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องทำให้มันถูกต้อง
“ไม่ขอรับ/ไม่เจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
ทุกคนหันไปมองเรณูเป็นตาเดียว ว่าเหตุใดเรณูจึงตอบออกไปเช่นนั้น เพราะเดิมทีนางก็แอบชอบคำสิงห์อยู่เหมือนกัน แล้วเหตุใดถึงปฏิเสธการแต่งงานกับเขาทั้งที่เสียตัวให้เขาไปแล้ว คำสิงห์เองก็แปลกใจเช่นกัน แต่ก็ดีแล้วที่นางทำตามสัญญา
คำสิงห์พูดออกว่า “ข้ากับเรณูตกลงกันแล้วขอรับท่านพ่อ”
“ตกลงกันว่าอย่างไร”
“ข้าจะจ่ายเงินค่าเสียหายให้นางเจ็ดหมื่นบาท แล้วเรื่องนี้ก็จบเพียงเท่านี้ขอรับ” เพราะที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเขาไม่เคยนอนกับผู้หญิง และเขาก็ไม่เคยเสียเงินให้กับผู้หญิงพวกนั้นสักคน
“เจ็ดหมื่น!” ทองก้อนเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ และถามต่อว่า “มันไม่มากไปหน่อยหรือ” เรณูเป็นเพียงลูกจ้าง ถึงแม้จะอาศัยอยู่บ้านหลังนี้มาหลายปี แต่นิสัยใจคอและมารยาทล้วนไม่เข้าตาทองก้อนเลยสักนิด
“ให้นางไปเถอะขอรับท่านแม่ เพราะเรณูสัญญาแล้วว่าถ้าได้เงินแล้วนางจะไปจากที่นี่ทันทีขอรับ”
ทั้งผาสุกและทองก้อนต่างตกใจ เพราะถึงแม้จะไม่ค่อยชอบนิสัยของเรณูที่ชอบพูดจาขวานผ่าซาก ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ แต่เรณูก็เป็นแม่บ้านที่ทำอาหารได้อร่อยกว่าใครในบ้านหลังนี้ อีกทั้งยังอยู่กับพวกเขามาหลายปี สำคัญกว่านั้นพ่อกับแม่ของนางก็ได้จากไปแล้ว ที่หมู่บ้านนี้นางก็ไม่มีญาติ แล้วนางจะไปอยู่กับใคร
“แล้วเจ้าจะไปอยู่กับใครหรือเรณู” ทองก้อนเอ่ยถาม เพราะถึงไม่อยากได้เรณูเป็นลูกสะใภ้ แต่ก็อดเป็นห่วงนางไม่ได้ เพราะก่อนแม่ของเรณูจะจากไปนางได้ฝากเรณูไว้กับเจ้านายทุกคนในบ้านหลังนี้ว่า ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม นายหญิงอย่าทิ้งมันนะเจ้าคะ’ และทองก้อนก็ได้รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะไปแล้ว แต่กลับต้องมากลับคำเช่นนี้
ตอนเดินลงมาจากชั้นบนเรณูได้เค้นความทรงจำของร่างนี้แล้วว่ามีญาติอยู่ที่ใดบ้าง และนางก็จดจำได้ว่ายังมีญาติเหลืออยู่หนึ่งคน “ข้าจะย้ายไปอยู่กับท่านน้าที่ต่างอำเภอเจ้าค่ะ” ถึงแม้ว่าท่านน้าจะไม่อยากให้อยู่ด้วยก็ตาม แต่นางก็ต้องออกจากบ้านหลังนี้ไปก่อน
ทองก้อนจึงนึกขึ้นมาได้ว่าแม่ของเรณูเคยเล่าให้ฟังว่านางยังมีน้องสาวอีกคน และนางยังเคยมางานศพของพุดซ้อนแม่ของเรณู แต่ทองก้อนไม่ได้ถามว่านางอาศัยอยู่ที่ใด เช่นนั้นทองก้อนจึงรู้สึกเบาใจขึ้นมาอีกเปลาะหนึ่ง ถึงจะรู้สึกเป็นห่วงเรณูอยู่บ้าง แต่นางก็ยินดีมากกว่าที่ไม่มีลูกสะใภ้อย่างเรณู “แล้วจะไปเมื่อไรล่ะ”
“วันนี้เจ้าค่ะ เก็บของเสร็จเดี๋ยวข้าก็ไปเลย”
“ทำไมรีบขนาดนั้นล่ะ” คำไอ่น้องสาวของคำสิงห์เอ่ยถาม ถึงเรณูจะไม่ใช่คนดีมาก แต่นางก็ทำงานบ้านได้ดี หากนางไม่อยู่สักคน งานบ้านทั้งหมดคำไอ่ก็ต้องทำคนเดียวไปก่อน
เรณูปรายตามองคำสิงห์แวบหนึ่ง กล่าวว่า “คนบางคนจะได้สบายใจ” นางเองก็รู้สึกสบายใจเช่นกันที่ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอย่างเขาอีก ชาตินี้ขอให้จบสิ้นกันเพียงเท่านี้เถิด
“ไปเร็วก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมาอยู่ให้รกหูรกตา” เขาเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วยืนขึ้น เอ่ยว่า “เก็บของเสร็จเมื่อไรก็บอก จะได้ออกไปส่งที่ท่ารถ” ว่าจบก็เดินออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกบ้านทันที ในใจพลันคิดว่าสิ่งที่เขากำลังทำตอนนี้มันถูกต้องแล้ว ดีกว่าปล่อยให้นางอยู่ที่นี่ แล้วให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปเหมือนชาติที่แล้ว วิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย พวกเขาจะได้ไม่ต้องจองเวรจองกรรมต่อกันอีก
หลังทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรียบร้อยแล้วเรณูจึงเดินเข้าห้องของตนที่อยู่ชั้นล่างของบ้าน
ทองก้อนจึงพูดขึ้นว่า “เรณูดูแปลกไปนะ ทั้งน้ำเสียงทั้งการวางตัว การเดินเหินก็แปลกไป ท่านพี่ว่าไหมเจ้าคะ” ปกติเรณูเป็นคนชอบพูดจาเสียงดัง เดินเหินกระโดกกระเดก บางครั้งแม้แต่นายจ้างก็ยังเถียงไม่ทัน แต่ครั้งนี้เรณูกลับมีท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัว อีกทั้งยังดูไม่สนใจคำสิงห์แม้แต่น้อย
“อืม นางคงดีใจที่ได้เงินกระมัง” เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าชาตินี้เรณูจะได้จับเงินมากถึงเพียงนั้นหรือไม่
เรณูเดินเข้าไปเก็บของในห้องของตน ทองก้อนจึงเดินตามเข้ามา พร้อมกับมอบเงินจำนวนเจ็ดหมื่นบาทให้นาง “เจ้าลองนับดูก่อน” ทองก้อนเอ่ยขึ้น
เรณูรับผ้าขาวม้าที่ทองก้อนใช้ห่อเงินมาแล้วเปิดออกดู เพราะรู้ว่าทองก้อนไม่ใช่คนนิสัยไม่ดี เช่นนั้นจึงไม่คิดตรวจสอบ “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านแม่มากนะเจ้าคะที่ยอมจ่ายเงินก้อนนี้ให้ข้า” เพราะมาทำงานที่บ้านหลังนี้หลายปี ทองก้อนและผาสุกจึงเอ็นดูและเมตตาเรณูเหมือนลูกเหมือนหลาน เพราะเรณูเองก็อายุมากกว่าคำไอ่เพียงสองปีเท่านั้น ทองก้อนจึงอนุญาตให้เรณูเรียกว่าท่านแม่เหมือนกับลูกตนเอง
“ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าอยู่กับครอบครัวข้ามานานก็แล้วกัน” ความจริงพ่อกับแม่ของเรณูมาเป็นลูกจ้างของผาสุกได้สิบกว่าปีแล้ว พ่อของเรณูจากไปเมื่อสามปีก่อนเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนแม่ของนางเพิ่งจากไปเมื่อปีที่แล้วเพราะป่วยเป็นเบาหวานแล้วมีอาการไตวายเฉียบพลัน
“เจ้าค่ะ”
ทองก้อนยื่นพับผ้าซิ่นให้เรณูอีกสองผืนซึ่งเป็นผ้าไหมทั้งคู่ เอ่ยว่า “ผ้าถุงนี้เก็บไว้ใช้นะ หรือถ้าหากขัดสนเจ้าก็สามารถนำไปขายได้” อย่างน้อยก็คงได้ไม่ต่ำกว่าผืนละหนึ่งพันห้าร้อยบาท
“ขอบคุณท่านแม่มากเจ้าค่ะ”
“ยังไงเจ้าก็อย่าได้ถือสาเจ้าสิงห์มันเลยนะ เจ้าก็รู้ว่ามันเป็นคนเจ้าชู้ขนาดไหน ถึงเจ้าทั้งสองแต่งงานกันไป ข้าคิดว่ามันก็คงไม่หยุดอยู่แค่นี้หรอก” อีกอย่างทองก้อนก็อยากได้ลูกสะใภ้ที่มีความคิดความอ่านที่เก่งกว่านี้เพื่อมาช่วยงานสามีในไร่ แต่ตอนนี้เรณูยังห่างไกลกับคำนั้นอยู่มาก ทองก้อนจึงต้องปล่อยนางไป
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ปีนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่สิบแล้ว ร้านเรณูตำแหลกยังคงขายดีมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือไซดักทรัพย์ที่ดูเก่าและเริ่มผุพังไปตามกาลเวลาเพราะทั้งโดนแดดโดนฝน และสิ่งที่เรณูรู้สึกใจหายมากที่สุดก็คือเมื่อสามวันก่อนเรณูฝันถึงผู้หญิงที่อยู่ในไซดักทรัพย์ตามปกติเหมือนที่เคยฝันทุกปี และนางก็มาให้หวยตามเดิม ตอนนี้นางมีเงินหลายสิบล้านก็เพราะไซดักทรัพย์อันนี้ แต่ที่นางบอกว่ารู้สึกใจหายก็คือนางมากล่าวลาด้วย ในความฝันในคืนนั้นนางพูดว่า “อีกเจ็ดวันข้าก็จะไปแล้วนะ” อีกเจ็ดวันจะถึงวันสิ้นปีพอดี “ท่านจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ” “ข้าต้องไปผุดไปเกิดแล้ว” “ข้าดีใจด้วยนะเจ้าคะ และก็ขอบคุณท่านมากที่อยู่กับข้ามานาน” นานจนไซเก่าเลยทีเดียว “อืม ข้าลาก่อน” กล่าวจบร่างของนางก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา เรณูยืนมองไซดักทรัพย์ด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ วันนี้นางพาครอบครัวมากินมื้อเย็นกับครอบครัวท่านน้า พอกินเสร็จจึงออกมาเดินเล่น คำสิงห์เห็นนางยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้วจึงเดินเข้ามาหา “มีอะไรหรือ” “ข้ามีอี
เนื่องจากผู้ต้องหาสิ้นใจไปแล้ว อีกทั้งเขายังเป็นคนลงมือแต่เพียงผู้เดียว คดีจึงถูกปิดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนก้านตองหลังจากที่นางไปพบสาลี่วันนั้น สัปดาห์ต่อมานางก็เกิดการแท้งบุตรโดยสมบูรณ์ คราแรกยังคิดว่าตนมีประจำเดือนด้วยซ้ำ ก้านตองทั้งรู้สึกเสียใจแกมยินดีในเวลาเดียวกัน ต่อจากนี้นางจะได้ไม่มีสิ่งใดมาทำให้นางมีบ่วงกรรมกับผู้ชายคนนั้นอีก และลูกจะได้ไม่ต้องเกิดมามีปมด้อย ทางด้านพ่อกับแม่บุญธรรมของพันตา เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายบุญธรรมจากไปแล้ว แทนที่จะเสียใจแต่พวกเขากลับดีใจที่ไม่ต้องมีเขาอยู่ร่วมชายคาอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรหนี้ในส่วนของพันตา เขาก็หามาใช้ให้จนหมดแล้ว เหลือเพียงหนี้ส่วนอื่น ผ่องศรีก็คงต้องยอมให้ลูกทั้งสามเป็นหนี้แทนแล้ว สี่เดือนต่อจากนั้น ศีรษะและขาขวาของคำสิงห์ก็หายดีเป็นปกติแล้ว อีกทั้งเขายังเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ปลูกไว้จนเสร็จสิ้นทั้งหมด ซึ่งการปลูกพืชครั้งนี้ก็ทำให้คำสิงห์มีกำไรมากกว่าการปลูกอ้อยกับมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก และเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินตอนสิ้นปีอีกมิหนำซ้ำยังมีเงินสองล้านบาทใช้หนี้ภรรยาอีกด้วย แต่เขาก็ยังแอบสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมภรรยาถึง
“เจ้ารู้จักบ้านของมันรึ” “รู้เจ้าค่ะ” “ได้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” “ท่านแม่” ตอนนี้ดอกไม้ไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น ก้านตองจึงจำใจให้มารดาไปด้วย สองแม่ลูกมาถึงบ้านของพันตา ก็พบว่ามีเพียงพ่อกับแม่ของเขาเท่านั้นที่อยู่บ้าน “เจ้าสองคนมาหาใครรึ” ผ่องศรีเอ่ยถามออกไป ดอกไม้ไม่ได้ตอบ แต่กลับถามกลับไปว่า “ท่านคงเป็นท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าพันมันสินะ” “อ๋อ มาหาเจ้าพันหรอกรึ” ผ่องศรี “ใช่ ข้ากับลูกสาวมาหาเจ้าพัน และก็มาหาท่านทั้งสองด้วย” “เจ้ามีธุระอะไรกับข้าและสามีหรือ” “เจ้าพันมันทำลูกสาวข้าท้อง มันต้องรับผิดชอบ ท่านต้องไปเรียกมันมาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้” ผ่องศรีขำพรืดออกมา “เจ้าพันมันไม่อยู่ที่นี่เป็นเดือนแล้ว” “แล้วเขาไปอยู่ไหนเจ้าคะ” ก้านตองถาม “ไปอยู่กับเมียมันมั้ง” “เมีย!” ทั้งดอกไม้และก้านตองพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ “นี่พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าพันมันมีเมียอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้มันก็โดนตำรวจหมายหัว มันคงออกมาเจอพวกเจ้าหรอก” ส
เรณูเดินเข้ามาในห้องซึ่งสามีกำลังนอนพักผ่อนอยู่ ตอนนี้เขาช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เพียงแต่เท้าข้างขวายังลงน้ำหนักมากไม่ได้เท่านั้น คำสิงห์ได้ยินเสียงเปิดประตูจึงลืมตาพลางลุกขึ้นนั่ง เขาคลี่ยิ้มจาง ๆ ด้วยความดีใจแล้วพูดคำทะลึ่งกับนาง “ลืมจุ๊บบักอร่อยใช่ไหมเมียรัก” ตอนนี้เขาเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดตนเองกับภาษาบ้านภรรยาผสมกันแล้ว เพราะภาษาของนางเขาเรียนรู้ตั้งแต่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เรณูจึงตอบกลับเป็นภาษาของตนบ้าง “สิมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอิหยังอยู่หั่น เจ้าฮู่บ่ว่าผู้ได๋มาหาเจ้า” (จะมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอะไรกัน พี่รู้ไหมว่าใครมาหาพี่” หัวคิ้วเขาเคลื่อนเข้าหากันทันที “ใคร?” “อีนางก้านกล้วย” นางพูดออกเป็นภาษอีสานน้ำเสียงติดประชดประชันเล็กน้อย คำสิงห์ยิ่งทำหน้างงเข้าไปใหญ่ เรณูจึงเฉลยออกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ยายก้านตอง” คำสิงห์ถึงกับหลุดขำออกมา “นางมาทำไม” “นางบอกว่าท้องกับท่าน” พูดจบก็เตรียมจะลุกเดินออกไปทันที แต่คำสิงห์กลับคว้าร่างนางให้มานั่งบนตักได้ทัน พร้อมกับหอมแก้มนางหนึ่งฟอดใหญ่ “ข้าไม่ได้ทำนางท้องส
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูนาง “เรื่องทำน้องให้กับพริกไง”เรณูผละตัวออกจากเขาแล้วทำตาเขียวใส่ “นี่พี่สิงห์ยังมีกะจิตกะใจคิดถึงเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ”เขาพยักหน้าทำตาละห้อย “เจ้าไม่สงสารพี่หรือ หลายเดือนมากแล้วนะ” แค่ได้กอดภรรยาเขาก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว หากไม่เกรงใจนางเขาคงไม่ขออนุญาตก่อนเช่นนี้“แต่พี่ยังขาเจ็บอยู่จะทำได้ยังไงเล่า”“แต่เจ้าทำได้” เรณูถึงกับหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ “นะ ทำให้หน่อยนะคนดีของพี่”“ไม่ต้องมาพูดคำหวาน”เขาอุ้มนางมานั่งบนตัก หันหน้าเข้าหากันพลางเอ่ยออกเสียงแหบพร่า “เจ้าดูสิว่ามันพร้อมมากแค่ไหน”เรณูสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ดุนดันขึ้นมาตรงบั้นท้ายของนาง มือของเขาจับสะโพกนางให้ขยับย้ายไปมา เรณูรู้สึกสงสารจึงได้แต่ตามใจเขา “ทำให้ก็ได้” คนตัวโตจึงยิ้มออก สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอเขาไว้แล้วรั้งลงมาหา ริมฝีปากสีเรื่อประกบเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาแต่ชวนให้รู้สึกวาบหวามยิ่งนักคำสิงห์ทนรอไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายจูบนางอย่างเร่าร้อนเอง เพียงเสี้ยวนาทีเสื้อผ้าของทั้งสองก็ถูกถอดออกจนพ้นกาย ไม่นานต่อจากนั้นร่างอรชรของนางจึงเป็นฝ่ายควบขี่อยู่บนตัวเขาเนิ่นนานกว่าเข
ภายในห้องพักผู้ป่วยที่โรงพยาบาลดงผักหวานคำสิงห์พลางขยับมือทั้งสองข้าง และเอ่ยออกเสียงแผ่วเบา “เรณู” ท่าทางเขาคล้ายกับคนนอนละเมอ พริมาได้ยินจึงบอกมารดาที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้ยินดังนั้นจากที่ง่วงนอนเพราะพักผ่อนน้อยเรณูจึงเบิกตากว้างขึ้นมองสามีทันที คำสิงห์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพูดออกเสียงแหบแห้ง “เรณู” เรณูยิ้มพรายพลางน้ำตาซึม “ข้าเอง” เขามองลูกสาวพร้อมกับเรียกชื่อนาง “พริกขี้หนูลูกพ่อ” “ท่านพ่อ พริกขี้หนูคิดถึงท่านพ่อเจ้าค่ะ” คนตัวเล็กใบหน้าบิดเบ้แล้วปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้ม “พ่อก็คิดถึงเจ้า” ว่าพลางยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้บุตรสาว “ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ พ่อกลับมาหาเจ้าแล้ว” พริมาพยักหน้าหงึกหงักเรณูจึงเอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้ “ข้าตามพยาบาลมาตรวจท่านก่อน” ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปกดกริ่งที่อยู่ข้างเตียงคนไข้ไม่นานพยาบาลก็เข้ามาในห้อง พยาบาลวัดไข้และความดันและซักถามอาการของเขาหลายอย่าง และดูเหมือนว่าร่างกายเขาจะตอบสนองการรักษาเป็นอย่างดี แต่หลังจากฟื้นขึ้นมาได้ร
คืนหนึ่งขณะที่ทรงกลดกำลังไกวหลานที่นอนอยู่ในเปล โดยมีแม่กับเรณูนั่งอยู่ด้วย เขาเอ่ยขึ้นว่า “เรณู หากข้าให้พริกเรียกข้าว่าพ่อ เจ้าจะว่าอย่างไร” พอเห็นหน้าหลานสาวแล้ว เขาก็อดสงสารนางไม่ได้จึงอยากให้นางมีพ่อเหมือนกับคนอื่นเขาบ้างเรณูเบิกตาโตด้วยความตกใจ “แต่เจ้ายังไม่แต่งงาน เดี๋ยวสาว ๆ พวกนั้นก็เข้า
อีกทั้งพืชผักในแปลงปลูกก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากแล้วรวมถึงมะละกอด้วย เรณูจึงไม่ขาดแคลนวัตถุดิบอีกต่อไป แต่นางก็ยังไม่หยุดที่จะนำของแปลกใหม่มาตำขาย และตอนนี้ท้องของนางก็เริ่มโตขึ้นมากแล้ว หมอบอกว่านางได้ลูกผู้หญิง เรณูรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เห็นหน้าลูก ทุกคืนวันต่างเฝ้านึกถึงว่าลูกจะมีหน้า
“ข้า ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ”“นางบอกว่าคบกับพ่อหนุ่มคนนั้นจนถึงขั้นจะแต่งงานด้วยเชียวนะ เจ้าไม่รู้เลยหรือว่านางคบกับใครเป็นแฟน”“ไม่ทราบเลยขอรับ” นางช่างโกหกเป็นตุเป็นตะจริง ๆ แต่ก็อย่างว่า ในเมื่อเขากับนางตัดสัมพันธ์กันแล้ว นางจะบอกว่ามีอะไรกับเขาก็คงไม่ได้ คำสิงห์ถามต่ออีก “นางกลับมาที่นี่วันท
“คนนั้นก็ไว้ใจไม่ได้เหมือนกัน” ว่าแล้วก็เดินผละไปหาลูกสาวที่กำลังเดินออกมารอรถโรงเรียน ทรงกลดได้แต่ยืนทำหน้างง เหตุใดเรณูถึงได้ทำท่าจงเกลียดจงชังชายหนุ่มสองคนนั้น ราวกับเคยเป็นภรรยาของพวกเขามาก่อนอย่างไรอย่างนั้น ภายในรถกระบะ ท่ามกลางความเงียบพันตาเอ่ยขึ้นว่า “เรณูสวยขึ้นมากเลยนะ ทำไมเจ







