LOGINสิ่งที่ทองก้อนพูดมาล้วนเป็นความจริง เพราะจากความทรงจำของร่างนี้ ชาติที่แล้วหลังจากนางแต่งงานกับเขาได้เพียงสี่เดือนคำสิงห์ก็เริ่มออกลายเรื่องผู้หญิงแล้ว จากนั้นก็มีนอกกายนอกใจเรื่อยมาไม่หยุดหย่อน ปล่อยให้นางนอนเหงาอยู่บ้านเพียงลำพัง นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างนี้เริ่มหาที่พึ่งพาอาศัยคนใหม่ แต่ก็ช่างเถอะนั่นมันเป็นเรื่องเมื่อชาติก่อน และเรณูคนเดิมก็ใช่ว่าจะนิสัยดี เอาเป็นว่าพวกเขาช่างมีศีลเสมอกัน ส่วนชาตินี้นางจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก
“ข้าไม่ถือสาเขาหรอกเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าตัวเองโชคดีต่างหากที่ไม่ได้แต่งงานกับเขา” เรณูเก็บของเสร็จพอดี จึงเอ่ยลา “ข้าลาแล้วเจ้าค่ะ” พูดพลางยกมือขึ้นไหว้
ทองก้อนลูบศีรษะเรณูเบา ๆ พูดว่า “เงินคำกำแก้วเจ้าก็อย่าใช้ให้มันสิ้นเปลืองนัก รู้จักประหยัดอดออมไว้บ้างล่ะ อีกอย่างต้องคิดทำมาหากินด้วย ไม่ใช่ใช้เงินจนหมดแล้วค่อยหาใหม่” เรณูอยู่กับครอบครัวนางมาหลายปี ทำไมนางจะไม่รู้ว่าเรณูชอบใช้เงินเกินตัว และชอบเที่ยวเตร่ตามประสาคนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาว
“เจ้าค่ะ” เรณูยิ้มอ่อนให้ทองก้อน แล้วเดินไปลาผาสุกกับคำไอ่
จากนั้นจึงเดินออกไปด้านหน้าเรือน ที่ยังมีข้าวของวางระเกะระกะ และคนงานที่ตื่นขึ้นมาแล้วกำลังช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาด
“ข้าเก็บของเสร็จแล้ว” เรณูเอ่ยขึ้นพร้อมกับหิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาด้วยหนึ่งใบ
คำสิงห์ที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่จึงหันกลับมามอง “งั้นก็ไปกันเถอะ ข้าจะได้กลับมาทำงานต่อ”
สิ้นคำเรณูเดินไปที่รถกระบะพร้อมกับเข้าไปนั่งรอด้านใน คำสิงห์ก้าวขาตามไป พอเข้าไปนั่งฝั่งคนขับก็สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วเคลื่อนรถออกไปทันที
ขับรถออกมาได้ประมาณสิบนาทีเขาจึงพูดกับนางว่า “เจ้าไม่ต้องเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นหรอกนะ บางทีเนื้อคู่ของเจ้าอาจจะยังรอเจ้าอยู่ก็เป็นได้” และคนคนนั้นก็ไม่ใช่คนไกลตัวเขาสักเลยนิด แต่ตอนนี้คนผู้นั้นกำลังจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หากเขากลับมาก็คงไม่เจอนางแล้ว และหากในอนาคตทั้งสองจะเจอกันหรือไม่นั้นก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว
“ข้าไม่เสียใจอยู่แล้วเจ้าค่ะ ส่วนเนื้อคู่คงไม่ได้เข้าใกล้ข้าหรอก เพราะชาตินี้ข้าไม่เคยคิดจะแต่งงาน” เพราะยุคที่ธัญมลจากมาเธอก็เป็นหญิงม่ายหย่ากับสามีเจ้าชู้เช่นเดียวกัน ยังดีที่ไม่มีลูกด้วยกัน เธอจึงทำงานหาเงินอย่างเดียว และก็ค้นพบว่าตัวเองโชคดีและมีความสุขมากที่เลิกกับสามีได้ ไม่ว่าภพไหนชาติไหนความเจ้าชู้ของหญิงและชายก็ยังมีอยู่ทุกที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก และเมื่อมีโอกาสใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งเธอจึงสัญญากับตัวเองว่า ชาตินี้เธอจะไม่ขอมีสามีอีก
“ผิดหวังจากข้าจนไม่คิดอยากจะแต่งงานเลยหรือ”
เรณูย่นคิ้วหันไปสบตากับเขาแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่แยแสว่า “ท่านอย่าได้สำคัญตัวเองผิดเลยเจ้าค่ะ ที่ข้าไม่คิดจะแต่งงาน เพราะคิดว่าผู้ชายพวกนั้นไม่เหมาะสมกับข้ามากกว่า” อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เพราะนางไม่อยากให้ชีวิตของเรณูในชาตินี้มีจุดจบเหมือนกับเรณูในชาติที่แล้วต่างหากล่ะ
คำสิงห์ลอบมองเรณูด้วยความแปลกใจอย่างยิ่ง เขาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำพูดที่ดูหยิ่งผยองและถือดีจากผู้หญิงคนนี้เลยสักนิด ก่อนหน้าเรณูเป็นผู้หญิงที่ชอบตามใจเขาทุกอย่าง ไม่เคยเลยสักครั้งที่นางจะกล้าพูดจาตัดเยื่อใยกับเขาเช่นนี้
“ก็ดีแล้วที่เจ้าคิดได้อย่างนั้น ต่อจากนี้ข้าคิดว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก โชคดีนะ” คำสิงห์หยุดรถเมื่อขับมาถึงป้ายรถโดยสารประจำทาง
“ข้าก็หวังเช่นนั้นเจ้าค่ะ ขอบคุณที่มาส่ง”
“อืม”
เรณูก้าวขาลงจากรถด้วยใบหน้าเย็นชา แววตาไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ทั้งปวง ผิดกับคนที่เพิ่งเสียความบริสุทธิ์ให้กับชายหนุ่มรูปงามโดยสิ้นเชิง ถึงแม้คำสิงห์จะรู้สึกประหลาดใจที่เรณูเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องดีแล้วที่นางไม่มาเซ้าซี้กับเขาเหมือนเคย อีกทั้งเขายังไม่เห็นน้ำตาของนางเลยสักหยด ต่างจากชาติก่อนที่รู้ว่าเสียตัวให้เขาก็ร้องไห้ฟูมฟายจนเขากับนางต้องแต่งงานกัน
จากนั้นคำสิงห์ก็ขับรถกลับบ้านทันที โดยไม่ถามเรณูสักคำว่านางจะไปพักอยู่กับญาติที่แห่งหนตำบลใด เพราะต่อจากนี้เส้นทางชีวิตของนางกับเขาคงเป็นเหมือนเส้นขนานแล้ว
คำสิงห์กลับมาถึงบ้าน คำไอ่จึงเดินเข้าไปหาพี่ชาย “ทำไมท่านไม่ให้พี่เรณูอยู่บ้านเราไปก่อนสักสามสี่วันเจ้าคะ แล้วแบบนี้ใครจะช่วยข้าทำงานบ้านล่ะ”
“แล้วจะปล่อยให้นางแอบย่องเข้าห้องข้าอีกอย่างนั้นหรือ” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขากลัวมากที่สุดจึงอยากให้นางออกจากบ้านหลังนี้โดยเร็ว ดีไม่ดีหากนางเปลี่ยนใจอยู่ที่นี่ขึ้นมาจะทำอย่างไร
“แต่เมื่อคืนท่านพี่ก็เมามาก ตอนดึกข้ายังเห็นท่านตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำอยู่เลยเจ้าค่ะ”
“นี่เจ้ากำลังจะบอกว่าข้าเปิดประตูรอนางอย่างนั้นหรือ”
“ก็ไม่แน่หรอก เพราะทุกครั้งท่านก็กินไม่เลือก” คำไอ่รู้ว่าพี่ชายมีแฟนไม่ซ้ำหน้า จึงไม่ปักใจเชื่อว่าเรณูจะตบมือข้างเดียว
“แต่ตอนนี้ข้าเลิกนิสัยอย่างนั้นแล้ว” ชาตินี้สิ่งที่เขาตั้งใจทำมากที่สุดก็คือ เปลี่ยนชะตาชีวิตของตัวเองไม่ให้เหมือนชาติที่แล้วอีกต่อไป
“ทำให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยมาพูด หายป่วยได้ไม่ถึงสิบวันก็ก่อเรื่องอีกแล้ว”
“เจ้าคอยดูก็แล้วกัน”
“แล้วพี่เรณูย้ายไปอยู่อำเภอไหนเจ้าคะ”
“ไม่รู้ไม่ได้ถาม อีกอย่างข้าก็ไม่ได้สนใจด้วย”
ว่าจบก็เดินอาด ๆ ขึ้นไปบนห้องของตน คำไอ่ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วพูดกับตนเองว่า “ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้ ฟันแล้วก็ทิ้ง” และแอบภาวนาในใจว่า ขออย่าให้นางได้เจอคนรักแบบพี่ชายเลย
“พอสำหรับค่าทำคลอดหรือไม่” ส่วนค่าอื่น ๆ ค่อยว่ากันอีกที “พอเจ้าค่ะ” แต่หากนางไม่เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้ ภายภาคหน้าค่าผ้าอ้อมและค่าของใช้เด็กอ่อนอย่างอื่นก็คงไม่พอแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน “มีใครอยู่ไหม ข้าเอาพุทรามาให้” “เสียงท่านป้าอิ่มนี่นา” ทรงกลดว่า “เดี๋ยวข้าออกไปดูให้เองขอรับ” ทรงกลดเดินออกไปจึงเห็นว่าเป็นอิ่มจริง ๆ นางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่กับท่านพ่อของเจ้าไม่อยู่หรือ” “อยู่ด้านในขอรับ ท่านป้ามีเรื่องจะคุยกับท่านทั้งสองหรือขอรับ” “ไม่มีหรอก แค่เอาพุทรามาให้เท่านั้น ลูกเขยข้าเพิ่งเก็บมาจากนาเมื่อเช้า” ปากก็ว่าไม่มีอะไรแต่สายตากลับสอดส่ายเข้าไปมองทั่วบริเวณบ้าน “ข้าเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้าน หน้าตาสะสวยทีเดียวแต่นางอวบไปหน่อยเท่านั้น นางเป็นเมียเจ้ารึ” “ไม่ใช่หรอกขอรับ นางเป็นลูกของท่านป้าของข้าขอรับ” “อ๋อ ที่แท้ก็ลูกสาวของแม่พุดซ้อนนี่เอง ข้าก็คิดว่าเจ้าแต่งงานแล้วแต่ไม่ยอมส่งข่าวข้าบ้าง” “ยังอีกนานขอรับ หากท่านป้าไม่มีอะไรแล
เรณูเดินออกจากห้องตรวจด้วยอาการเหม่อลอย ช้องปีบเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี จึงเอ่ยถามหลานสาวออกไป “หมอบอกว่าเจ้าเป็นอะไรรึ” หรือนางจะเป็นโรคร้ายแรงถึงได้ทำท่าหมดแรงเช่นนั้น เรณูนั่งลงข้างท่านน้าเบา ๆ แล้วตอบว่า “ข้า ข้าท้องเจ้าค่ะ” “ท้องรึ” “เจ้าค่ะ” สิ้นคำช้องปีบก็ไม่ได้ถามสิ่งใดหลานสาวอีก แต่เรณูก็รับรู้ได้ว่าผู้เป็นน้ากำลังโกรธนางเป็นอย่างมากพอกลับมาถึงบ้าน ลงจากรถสามล้อเครื่องได้ ช้องปีบก็ก้าวเท้าเดินอาด ๆ ไปเด็ดก้านมะยมมาราวสี่ห้าก้านแล้วริดใบทิ้ง จากนั้นเดินตรงมาที่หลานสาว พร้อมทั้งหวดก้านมะยมลงมาที่ก้นของนางอย่างแรง “เจ้าไปท้องกับใครมา ใครเป็นพ่อของเด็ก บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย” ช้องปีบทั้งเสียใจทั้งผิดหวังและโมโหที่หลานสาวทำตัวไร้ค่าเช่นนี้ “ท่านน้า อย่าตีข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าเจ็บ” เรณูใช้มือปัดป้องก้านมะยมพัลวัน อีกทั้งยังเบี่ยงก้นหนีจากการถูกตี กระนั้นผู้เป็นน้าก็ยังไม่ยอมรามือ “ไม่ตีแล้วเจ้าจะหลาบจำรึ คราวก่อนก็เกือบทำงามหน้า หากข้าไม่ส่งเจ้าไปอยู่กับพ่อแม่ของเจ้า
วัสดุที่ทองใบกับทรงกลดนำมาสร้างกระท่อมให้กับเรณูล้วนต้องซื้อใหม่ทั้งหมด เช่นนั้นการสร้างกระท่อมให้เรณูหนึ่งหลัง จึงใช้งบประมาณไปทั้งหมดเกือบสองหมื่นบาทเลยทีเดียว แต่เรณูก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันค่อนข้างมั่นคงและมีความเป็นส่วนตัว ถึงกระท่อมจะไม่หลังใหญ่มาก แต่ก็สามารถนอนได้อย่างสบายถึงสามคน เพราะสถานที่สำหรับทำอาหารนางจะต้องไปทำที่บ้านของท่านน้า พื้นที่ของกระท่อมจึงมีเพียงหนึ่งห้องกับส่วนที่เป็นชานเรือนและมีระเบียงกั้นเท่านั้น ทั้งสี่คนใช้เวลาสร้างกระท่อมช่วยกันเพียงห้าวันก็เสร็จแล้ว จากนั้นทองใบจึงจ้างช่างไฟมาเดินสายไฟเข้าบ้านให้เรณู ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินมื้อเที่ยงด้วยกัน เรณูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านน้าต้องไปทำงานวันไหนหรือเจ้าคะ” “อีกสองวันก็ไปแล้ว” ปกติพวกเขาต้องออกไปแสดงหมอลำติดต่อกันประมาณหนึ่งเดือน และหยุดพักประมาณสิบวันแล้วจึงออกไปทำงานต่อ ซึ่งจะต้องไปแสดงหมอลำหมุนเวียนไปหลายหมู่บ้านหลายตำบล “เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” ช้องปีบถาม “ได้เจ้าค่ะ” ก่อนที่เธอจะจากมา หลังจากหย่ากับสามีแล้วเธอก็อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง เพียงแต่บ้านหล
เรณูนั่งรอรถโดยสารประจำทางอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงจึงได้ขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถ นางเลือกนั่งเบาะที่อยู่ติดกับหน้าต่าง รถจอดรอผู้โดยสารอีกเกือบห้านาทีจึงเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้นและมุ่งหน้าไปยังอำเภอดงผักหวานทันที ตอนที่เด็กรถเดินมาเก็บค่าโดยสาร เรณูล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวผืนที่ใส่เมื่อคืนเพราะนางเก็บเงินไว้ตรงนั้น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อกระเป๋าเสื้อฝั่งขวามีบางอย่างอยู่ในนั้น เรณูจ่ายค่าโดยสารไปก่อน จากนั้นจึงล้วงสิ่งนั้นขึ้นมาดู มันคือไซดักทรัพย์ที่นางสั่งซื้อทางออนไลน์แต่ยังไม่ได้นำมาแขวนไว้ที่ร้านก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเสียก่อน ไม่น่าเชื่อว่ามันตามนางมาถึงที่นี่ แต่ช่างเถอะตามมาแล้วก็เก็บไว้ก่อน เผื่อได้เปิดร้านขายของค่อยเอาออกมาแขวนดวงตากลมทอดมองออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ต่อจากนี้ชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปจากชาติก่อนตลอดกาล นั่งคิดได้ไม่ถึงสิบนาที เพราะยังรู้สึกเมาค้างบวกกับนอนน้อยเรณูจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปราวสองชั่วโมงเด็กรถจึงพูดขึ้นเสียงดังว่า “ดงผักหวานขอรับดงผักหวาน” เรณูสะดุ้งตื่นขึ้นมา และเตรียมลงจากรถ ดงผักหวานเป
สิ่งที่ทองก้อนพูดมาล้วนเป็นความจริง เพราะจากความทรงจำของร่างนี้ ชาติที่แล้วหลังจากนางแต่งงานกับเขาได้เพียงสี่เดือนคำสิงห์ก็เริ่มออกลายเรื่องผู้หญิงแล้ว จากนั้นก็มีนอกกายนอกใจเรื่อยมาไม่หยุดหย่อน ปล่อยให้นางนอนเหงาอยู่บ้านเพียงลำพัง นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างนี้เริ่มหาที่พึ่งพาอาศัยคนใหม่ แต่ก็ช่างเถอะนั่นมันเป็นเรื่องเมื่อชาติก่อน และเรณูคนเดิมก็ใช่ว่าจะนิสัยดี เอาเป็นว่าพวกเขาช่างมีศีลเสมอกัน ส่วนชาตินี้นางจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก“ข้าไม่ถือสาเขาหรอกเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าตัวเองโชคดีต่างหากที่ไม่ได้แต่งงานกับเขา” เรณูเก็บของเสร็จพอดี จึงเอ่ยลา “ข้าลาแล้วเจ้าค่ะ” พูดพลางยกมือขึ้นไหว้ ทองก้อนลูบศีรษะเรณูเบา ๆ พูดว่า “เงินคำกำแก้วเจ้าก็อย่าใช้ให้มันสิ้นเปลืองนัก รู้จักประหยัดอดออมไว้บ้างล่ะ อีกอย่างต้องคิดทำมาหากินด้วย ไม่ใช่ใช้เงินจนหมดแล้วค่อยหาใหม่” เรณูอยู่กับครอบครัวนางมาหลายปี ทำไมนางจะไม่รู้ว่าเรณูชอบใช้เงินเกินตัว และชอบเที่ยวเตร่ตามประสาคนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาว “เจ้าค่ะ” เรณูยิ้มอ่อนให้ทองก้อน แล้วเดินไปลาผาสุกกับคำไอ่
ทั้งคู่เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านก็พบว่า พ่อกับแม่และน้องสาวของคำสิงห์กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้วร่างอวบอ้วนเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามทั้งสามคน คำสิงห์เดินไปนั่งลงข้างเรณูโดยมีเก้าอี้กั้นกลางไว้หนึ่งตัว“ตกลงเจ้าทั้งสองจะแต่งงานกันหรือไม่” ผาสุกเอ่ยถามหนุ่มสาวทั้งสอง ถึงจะรู้สึกไม่ยินดีสักเท่าไรที่จะได้เรณูมาเป็นลูกสะใภ้ แต่เรื่องก็เลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องทำให้มันถูกต้อง“ไม่ขอรับ/ไม่เจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกันทุกคนหันไปมองเรณูเป็นตาเดียว ว่าเหตุใดเรณูจึงตอบออกไปเช่นนั้น เพราะเดิมทีนางก็แอบชอบคำสิงห์อยู่เหมือนกัน แล้วเหตุใดถึงปฏิเสธการแต่งงานกับเขาทั้งที่เสียตัวให้เขาไปแล้ว คำสิงห์เองก็แปลกใจเช่นกัน แต่ก็ดีแล้วที่นางทำตามสัญญาคำสิงห์พูดออกว่า “ข้ากับเรณูตกลงกันแล้วขอรับท่านพ่อ”“ตกลงกันว่าอย่างไร”“ข้าจะจ่ายเงินค่าเสียหายให้นางเจ็ดหมื่นบาท แล้วเรื่องนี้ก็จบเพียงเท่านี้ขอรับ” เพราะที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเขาไม่เคยนอนกับผู้หญิง และเขาก็ไม่เคยเสียเงินให้กับผู้หญิงพวกนั้นสักคน“เจ็ดหมื่น!” ทองก้อนเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ และถามต่อว่า “มันไม่มากไปหน่อยหรือ” เรณูเป็นเพียงลูกจ้าง ถึ







