LOGINวัสดุที่ทองใบกับทรงกลดนำมาสร้างกระท่อมให้กับเรณูล้วนต้องซื้อใหม่ทั้งหมด เช่นนั้นการสร้างกระท่อมให้เรณูหนึ่งหลัง จึงใช้งบประมาณไปทั้งหมดเกือบสองหมื่นบาทเลยทีเดียว แต่เรณูก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันค่อนข้างมั่นคงและมีความเป็นส่วนตัว ถึงกระท่อมจะไม่หลังใหญ่มาก แต่ก็สามารถนอนได้อย่างสบายถึงสามคน เพราะสถานที่สำหรับทำอาหารนางจะต้องไปทำที่บ้านของท่านน้า พื้นที่ของกระท่อมจึงมีเพียงหนึ่งห้องกับส่วนที่เป็นชานเรือนและมีระเบียงกั้นเท่านั้น
ทั้งสี่คนใช้เวลาสร้างกระท่อมช่วยกันเพียงห้าวันก็เสร็จแล้ว จากนั้นทองใบจึงจ้างช่างไฟมาเดินสายไฟเข้าบ้านให้เรณู
ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินมื้อเที่ยงด้วยกัน เรณูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านน้าต้องไปทำงานวันไหนหรือเจ้าคะ”
“อีกสองวันก็ไปแล้ว” ปกติพวกเขาต้องออกไปแสดงหมอลำติดต่อกันประมาณหนึ่งเดือน และหยุดพักประมาณสิบวันแล้วจึงออกไปทำงานต่อ ซึ่งจะต้องไปแสดงหมอลำหมุนเวียนไปหลายหมู่บ้านหลายตำบล “เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” ช้องปีบถาม
“ได้เจ้าค่ะ” ก่อนที่เธอจะจากมา หลังจากหย่ากับสามีแล้วเธอก็อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง เพียงแต่บ้านหลังนั้นเป็นบ้านจัดสรร แต่บ้านหลังนี้ก็มีรั้วรอบขอบชิดคงไม่มีอะไรน่ากลัว
“อยู่ที่นี่เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก เจ้าก็รู้ว่าบ้านหลังนี้เจ้าที่เจ้าทางดูแลเป็นอย่างดี” ทองใบกล่าว
“เจ้าค่ะ”
“ถ้าเรามีรายได้มากกว่านี้ ข้าอาจจะให้เจ้ากลดมันอยู่เป็นเพื่อนเจ้า แต่นี่…” ช้องปีบรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ต้องทิ้งหลานไว้เพียงลำพัง สาเหตุก็เพราะความจนแท้ ๆ
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าอยู่ได้จริง ๆ ท่านน้าทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วง” แม้ร่างนี้จะอายุเพียงสิบเก้าปี แต่จิตวิญญาณของนางอายุสามสิบห้าปีแล้ว ประสบการณ์ชีวิตก็มีมากในระดับหนึ่ง เช่นนั้นนางจึงไม่รู้สึกกลัวที่ต้องอยู่คนเดียว
“อืม อย่าลืมไปหาสมัครงานด้วยล่ะ”
“เจ้าค่ะ” เรื่องนี้นางต้องรีบจัดการอยู่แล้ว ตอนนี้นางมีที่อยู่อาศัยแล้ว จึงไม่คิดว่าลำบากแต่อย่างใด
“รอบนี้พวกเราต้องไปนานถึงสองเดือน เจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี” ช้องปีบบอก เพราะรอบนี้ต้องเดินทางไปแสดงหมอลำที่ต่างจังหวัด จึงไม่สามารถกลับบ้านตามกำหนดการเดิมได้
“เจ้าค่ะ” เรื่องนี้เรณูไม่ได้หนักใจ เพราะนางเป็นคนที่อยู่คนเดียวได้เก่งมาก
เช้าวันถัดมาสามพ่อแม่ลูกก็ออกไปซ้อมรำกับคณะหมอลำที่บ้านของหัวหน้าคณะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นทุ่งโล่งกว้าง อยู่ห่างจากตลาดไปประมาณสี่กิโลเมตร ส่วนเรณูก็ออกไปหาสมัครงานตามร้านค้าต่าง ๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใด นางล้วนทำได้หมดทุกอย่าง
สองวันต่อมานางจึงได้งานเป็นคนล้างจานที่ร้านขายข้าวแกงแห่งหนึ่ง โดยเจ้าของร้านให้ค่าแรงวันละหนึ่งร้อยยี่สิบบาท ซึ่งเรณูสามารถเดินเท้าไปทำงานได้ ถึงที่บ้านจะมีรถจักรยานแต่นางคิดว่าการเดินเท้าสะดวกกว่า
ทุกเช้าเรณูจะตื่นขึ้นมาทำงานบ้านก่อนไปทำงานเสมอ ถึงแม้ท่านน้าทั้งสองจะไม่อยู่บ้านก็ตาม ส่วนกับข้าวนางจะทำกินเองเพียงตอนเย็นหลังเลิกงานเท่านั้น เพราะตอนนี้เรณูกำลังตั้งใจควบคุมน้ำหนัก นอกจากออกกำลังกายหลังเลิกงานแล้ว ยังต้องลดปริมาณอาหารลงอีกด้วย
เรณูมีชีวิตวนเวียนอยู่เช่นนี้จนครบสองเดือน ตอนนี้น้ำหนักของนางจากเจ็ดสิบเก้าลดลงเหลือเจ็ดสิบห้ากิโลกรัมแล้ว
เช้าวันหนึ่งขณะที่นางกำลังจะเดินออกไปทำงาน ทันใดนั้นก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอย่างกะทันหัน และจู่ ๆ ก็เป็นลมล้มไปตรงกลางลานบ้าน
รถหมอลำเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้านพอดี สามพ่อแม่ลูกลงจากรถเสร็จก็เตรียมแบกถุงข้าวสารเข้าบ้าน ทรงกลดที่มองเห็นร่างเรณูก่อนใครจึงเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ “ท่านแม่ ทำไมเรณูถึงไปนอนอยู่ตรงนั้นได้ขอรับ”
ช้องปีบกับทองใบที่กำลังนับกระสอบข้าวอยู่รีบหันขวับมามอง ช้องปีบร้องขึ้นด้วยความตกใจว่า “เรณู”
จากนั้นทั้งสามก็รีบวิ่งเข้ามาดู ทองใบบอกลูกชายว่า “กลดไปเรียกสามล้อเครื่องมา”
“ขอรับ” ทรงกลดรีบวิ่งไปตามสามล้อเครื่องทันที เพราะมีสามล้อเครื่องจอดรอคิวอยู่หน้าธนาคารตรงสี่แยกพอดี ไม่นานสามล้อเครื่องก็มาถึง
ตอนนั้นเรณูก็เริ่มรู้สึกตัวแล้ว ช้องปีบจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเป็นอะไรไป ทำไม่มานอนอยู่ตรงนี้”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหน้ามืด”
“เช่นนั้นไปให้หมอตรวจสักหน่อยก็ดี”
“อย่าเลยเจ้าค่ะ ข้าอาจจะแค่หน้ามืด เพราะกินข้าวน้อยไปหน่อยเท่านั้น”
“เจ้าลดน้ำหนักรึ”
“เจ้าค่ะ”
“แต่ตอนนี้เจ้าหน้าซีดมาก ไปให้หมอตรวจหน่อยเถอะ”
เรณูยังลังเล ทองใบจึงเอ่ยขึ้นว่า “ไปเถอะเรณู ยังไงก็เรียกรถมาแล้ว”
“เจ้าค่ะ” เรณูจึงเดินขึ้นรถสามล้อเครื่องอย่างไม่อิดออด โดยมีช้องปีบนั่งไปด้วย ส่วนทองใบกับทรงกลดช่วยกันเก็บข้าวของเข้าบ้าน รอบนี้พวกเขาได้ข้าวเปลือกมาห้ากระสอบ ข้าวสารอีกสิบกระสอบ เงินสดอีกหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งนับว่าได้มาเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว
ก่อนไปโรงพยาบาล เนื่องจากร้านขายข้าวแกงที่นางทำงานอยู่เป็นทางผ่านพอดี เรณูจึงแวะเข้าไปลางานก่อน เพราะยังรู้สึกวิงเวียนศีรษะจึงคิดว่าวันนี้นางคงมาทำงานไม่ได้
ที่โรงพยาบาลคนไข้มีไม่มาก เรณูจึงได้เข้าห้องตรวจเร็ว แต่เมื่อหมอซักถามอาการของนางไปได้สักพัก ก็ทำให้เรณูฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ กับเหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อน และนางยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้นเมื่อหมอบอกว่า นางต้องตรวจปัสสาวะ
ในที่สุดสิ่งที่นางกลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อหมอบอกกับนางว่า “ข้าดีใจกับแม่นางด้วย ตอนนี้เจ้าตั้งครรภ์ได้แปดสัปดาห์แล้ว”
ใบหน้าที่เคยขาวเนียนและมีเลือดฝาดกลายเป็นซีดเผือดทันที เรณูถามออกด้วยความไม่อยากเชื่อ “ท่าน ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ”
“ข้าบอกว่า ตอนนี้เจ้าท้องได้แปดสัปดาห์แล้ว” เมื่อหมอเห็นว่านางยังตกอยู่ในภวังค์จึงพูดขึ้นอีกว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าคงดีใจมาก รีบรับยาบำรุงแล้วกลับบ้านไปบอกสามีของเจ้าให้ทราบเถิด”
“เจ้าค่ะ” เรณูรับคำเสียงอ่อย ความจริงนางอยากร้องไห้มากกว่า แต่ก็ต้องกักเก็บเอาไว้จนถึงที่สุด ได้แต่ตัดพ้อในใจว่า เหตุใดเหตุการณ์ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ นางอุตส่าห์หลุดพ้นจากชายคนนั้นแล้ว เหตุใดต้องให้นางตั้งครรภ์ลูกของเขาอีก เช่นนั้น… นางต้องไม่ให้เขารู้เรื่องนี้เป็นอันขาด
เพราะชาติที่แล้วนางกับเขาไม่มีบุตรด้วยกันจึงทำให้นางชะล่าใจ ถึงจะรู้สึกกังวลแต่ก็ยอมปล่อยผ่าน และคิดว่ามันต้องเป็นเหมือนชาติก่อน ใครจะคาดคิดว่าโชคชะตาจะเล่นตลกกับนางเช่นนี้
“พอสำหรับค่าทำคลอดหรือไม่” ส่วนค่าอื่น ๆ ค่อยว่ากันอีกที “พอเจ้าค่ะ” แต่หากนางไม่เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้ ภายภาคหน้าค่าผ้าอ้อมและค่าของใช้เด็กอ่อนอย่างอื่นก็คงไม่พอแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงดังมาจากหน้าบ้าน “มีใครอยู่ไหม ข้าเอาพุทรามาให้” “เสียงท่านป้าอิ่มนี่นา” ทรงกลดว่า “เดี๋ยวข้าออกไปดูให้เองขอรับ” ทรงกลดเดินออกไปจึงเห็นว่าเป็นอิ่มจริง ๆ นางเอ่ยถามว่า “ท่านแม่กับท่านพ่อของเจ้าไม่อยู่หรือ” “อยู่ด้านในขอรับ ท่านป้ามีเรื่องจะคุยกับท่านทั้งสองหรือขอรับ” “ไม่มีหรอก แค่เอาพุทรามาให้เท่านั้น ลูกเขยข้าเพิ่งเก็บมาจากนาเมื่อเช้า” ปากก็ว่าไม่มีอะไรแต่สายตากลับสอดส่ายเข้าไปมองทั่วบริเวณบ้าน “ข้าเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้าน หน้าตาสะสวยทีเดียวแต่นางอวบไปหน่อยเท่านั้น นางเป็นเมียเจ้ารึ” “ไม่ใช่หรอกขอรับ นางเป็นลูกของท่านป้าของข้าขอรับ” “อ๋อ ที่แท้ก็ลูกสาวของแม่พุดซ้อนนี่เอง ข้าก็คิดว่าเจ้าแต่งงานแล้วแต่ไม่ยอมส่งข่าวข้าบ้าง” “ยังอีกนานขอรับ หากท่านป้าไม่มีอะไรแล
เรณูเดินออกจากห้องตรวจด้วยอาการเหม่อลอย ช้องปีบเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี จึงเอ่ยถามหลานสาวออกไป “หมอบอกว่าเจ้าเป็นอะไรรึ” หรือนางจะเป็นโรคร้ายแรงถึงได้ทำท่าหมดแรงเช่นนั้น เรณูนั่งลงข้างท่านน้าเบา ๆ แล้วตอบว่า “ข้า ข้าท้องเจ้าค่ะ” “ท้องรึ” “เจ้าค่ะ” สิ้นคำช้องปีบก็ไม่ได้ถามสิ่งใดหลานสาวอีก แต่เรณูก็รับรู้ได้ว่าผู้เป็นน้ากำลังโกรธนางเป็นอย่างมากพอกลับมาถึงบ้าน ลงจากรถสามล้อเครื่องได้ ช้องปีบก็ก้าวเท้าเดินอาด ๆ ไปเด็ดก้านมะยมมาราวสี่ห้าก้านแล้วริดใบทิ้ง จากนั้นเดินตรงมาที่หลานสาว พร้อมทั้งหวดก้านมะยมลงมาที่ก้นของนางอย่างแรง “เจ้าไปท้องกับใครมา ใครเป็นพ่อของเด็ก บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเจ้าให้ตาย” ช้องปีบทั้งเสียใจทั้งผิดหวังและโมโหที่หลานสาวทำตัวไร้ค่าเช่นนี้ “ท่านน้า อย่าตีข้าเลยเจ้าค่ะ ข้าเจ็บ” เรณูใช้มือปัดป้องก้านมะยมพัลวัน อีกทั้งยังเบี่ยงก้นหนีจากการถูกตี กระนั้นผู้เป็นน้าก็ยังไม่ยอมรามือ “ไม่ตีแล้วเจ้าจะหลาบจำรึ คราวก่อนก็เกือบทำงามหน้า หากข้าไม่ส่งเจ้าไปอยู่กับพ่อแม่ของเจ้า
วัสดุที่ทองใบกับทรงกลดนำมาสร้างกระท่อมให้กับเรณูล้วนต้องซื้อใหม่ทั้งหมด เช่นนั้นการสร้างกระท่อมให้เรณูหนึ่งหลัง จึงใช้งบประมาณไปทั้งหมดเกือบสองหมื่นบาทเลยทีเดียว แต่เรณูก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะมันค่อนข้างมั่นคงและมีความเป็นส่วนตัว ถึงกระท่อมจะไม่หลังใหญ่มาก แต่ก็สามารถนอนได้อย่างสบายถึงสามคน เพราะสถานที่สำหรับทำอาหารนางจะต้องไปทำที่บ้านของท่านน้า พื้นที่ของกระท่อมจึงมีเพียงหนึ่งห้องกับส่วนที่เป็นชานเรือนและมีระเบียงกั้นเท่านั้น ทั้งสี่คนใช้เวลาสร้างกระท่อมช่วยกันเพียงห้าวันก็เสร็จแล้ว จากนั้นทองใบจึงจ้างช่างไฟมาเดินสายไฟเข้าบ้านให้เรณู ขณะที่พวกเขากำลังนั่งกินมื้อเที่ยงด้วยกัน เรณูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านน้าต้องไปทำงานวันไหนหรือเจ้าคะ” “อีกสองวันก็ไปแล้ว” ปกติพวกเขาต้องออกไปแสดงหมอลำติดต่อกันประมาณหนึ่งเดือน และหยุดพักประมาณสิบวันแล้วจึงออกไปทำงานต่อ ซึ่งจะต้องไปแสดงหมอลำหมุนเวียนไปหลายหมู่บ้านหลายตำบล “เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” ช้องปีบถาม “ได้เจ้าค่ะ” ก่อนที่เธอจะจากมา หลังจากหย่ากับสามีแล้วเธอก็อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง เพียงแต่บ้านหล
เรณูนั่งรอรถโดยสารประจำทางอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงจึงได้ขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถ นางเลือกนั่งเบาะที่อยู่ติดกับหน้าต่าง รถจอดรอผู้โดยสารอีกเกือบห้านาทีจึงเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้นและมุ่งหน้าไปยังอำเภอดงผักหวานทันที ตอนที่เด็กรถเดินมาเก็บค่าโดยสาร เรณูล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวผืนที่ใส่เมื่อคืนเพราะนางเก็บเงินไว้ตรงนั้น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อกระเป๋าเสื้อฝั่งขวามีบางอย่างอยู่ในนั้น เรณูจ่ายค่าโดยสารไปก่อน จากนั้นจึงล้วงสิ่งนั้นขึ้นมาดู มันคือไซดักทรัพย์ที่นางสั่งซื้อทางออนไลน์แต่ยังไม่ได้นำมาแขวนไว้ที่ร้านก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเสียก่อน ไม่น่าเชื่อว่ามันตามนางมาถึงที่นี่ แต่ช่างเถอะตามมาแล้วก็เก็บไว้ก่อน เผื่อได้เปิดร้านขายของค่อยเอาออกมาแขวนดวงตากลมทอดมองออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ต่อจากนี้ชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปจากชาติก่อนตลอดกาล นั่งคิดได้ไม่ถึงสิบนาที เพราะยังรู้สึกเมาค้างบวกกับนอนน้อยเรณูจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปราวสองชั่วโมงเด็กรถจึงพูดขึ้นเสียงดังว่า “ดงผักหวานขอรับดงผักหวาน” เรณูสะดุ้งตื่นขึ้นมา และเตรียมลงจากรถ ดงผักหวานเป
สิ่งที่ทองก้อนพูดมาล้วนเป็นความจริง เพราะจากความทรงจำของร่างนี้ ชาติที่แล้วหลังจากนางแต่งงานกับเขาได้เพียงสี่เดือนคำสิงห์ก็เริ่มออกลายเรื่องผู้หญิงแล้ว จากนั้นก็มีนอกกายนอกใจเรื่อยมาไม่หยุดหย่อน ปล่อยให้นางนอนเหงาอยู่บ้านเพียงลำพัง นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างนี้เริ่มหาที่พึ่งพาอาศัยคนใหม่ แต่ก็ช่างเถอะนั่นมันเป็นเรื่องเมื่อชาติก่อน และเรณูคนเดิมก็ใช่ว่าจะนิสัยดี เอาเป็นว่าพวกเขาช่างมีศีลเสมอกัน ส่วนชาตินี้นางจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก“ข้าไม่ถือสาเขาหรอกเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าตัวเองโชคดีต่างหากที่ไม่ได้แต่งงานกับเขา” เรณูเก็บของเสร็จพอดี จึงเอ่ยลา “ข้าลาแล้วเจ้าค่ะ” พูดพลางยกมือขึ้นไหว้ ทองก้อนลูบศีรษะเรณูเบา ๆ พูดว่า “เงินคำกำแก้วเจ้าก็อย่าใช้ให้มันสิ้นเปลืองนัก รู้จักประหยัดอดออมไว้บ้างล่ะ อีกอย่างต้องคิดทำมาหากินด้วย ไม่ใช่ใช้เงินจนหมดแล้วค่อยหาใหม่” เรณูอยู่กับครอบครัวนางมาหลายปี ทำไมนางจะไม่รู้ว่าเรณูชอบใช้เงินเกินตัว และชอบเที่ยวเตร่ตามประสาคนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาว “เจ้าค่ะ” เรณูยิ้มอ่อนให้ทองก้อน แล้วเดินไปลาผาสุกกับคำไอ่
ทั้งคู่เดินลงมาจากชั้นบนของบ้านก็พบว่า พ่อกับแม่และน้องสาวของคำสิงห์กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้วร่างอวบอ้วนเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามทั้งสามคน คำสิงห์เดินไปนั่งลงข้างเรณูโดยมีเก้าอี้กั้นกลางไว้หนึ่งตัว“ตกลงเจ้าทั้งสองจะแต่งงานกันหรือไม่” ผาสุกเอ่ยถามหนุ่มสาวทั้งสอง ถึงจะรู้สึกไม่ยินดีสักเท่าไรที่จะได้เรณูมาเป็นลูกสะใภ้ แต่เรื่องก็เลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องทำให้มันถูกต้อง“ไม่ขอรับ/ไม่เจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกันทุกคนหันไปมองเรณูเป็นตาเดียว ว่าเหตุใดเรณูจึงตอบออกไปเช่นนั้น เพราะเดิมทีนางก็แอบชอบคำสิงห์อยู่เหมือนกัน แล้วเหตุใดถึงปฏิเสธการแต่งงานกับเขาทั้งที่เสียตัวให้เขาไปแล้ว คำสิงห์เองก็แปลกใจเช่นกัน แต่ก็ดีแล้วที่นางทำตามสัญญาคำสิงห์พูดออกว่า “ข้ากับเรณูตกลงกันแล้วขอรับท่านพ่อ”“ตกลงกันว่าอย่างไร”“ข้าจะจ่ายเงินค่าเสียหายให้นางเจ็ดหมื่นบาท แล้วเรื่องนี้ก็จบเพียงเท่านี้ขอรับ” เพราะที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเขาไม่เคยนอนกับผู้หญิง และเขาก็ไม่เคยเสียเงินให้กับผู้หญิงพวกนั้นสักคน“เจ็ดหมื่น!” ทองก้อนเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ และถามต่อว่า “มันไม่มากไปหน่อยหรือ” เรณูเป็นเพียงลูกจ้าง ถึ







