เข้าสู่ระบบเรณูนั่งรอรถโดยสารประจำทางอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงจึงได้ขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถ นางเลือกนั่งเบาะที่อยู่ติดกับหน้าต่าง รถจอดรอผู้โดยสารอีกเกือบห้านาทีจึงเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้นและมุ่งหน้าไปยังอำเภอดงผักหวานทันที
ตอนที่เด็กรถเดินมาเก็บค่าโดยสาร เรณูล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวผืนที่ใส่เมื่อคืนเพราะนางเก็บเงินไว้ตรงนั้น แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อกระเป๋าเสื้อฝั่งขวามีบางอย่างอยู่ในนั้น
เรณูจ่ายค่าโดยสารไปก่อน จากนั้นจึงล้วงสิ่งนั้นขึ้นมาดู มันคือไซดักทรัพย์ที่นางสั่งซื้อทางออนไลน์แต่ยังไม่ได้นำมาแขวนไว้ที่ร้านก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเสียก่อน ไม่น่าเชื่อว่ามันตามนางมาถึงที่นี่ แต่ช่างเถอะตามมาแล้วก็เก็บไว้ก่อน เผื่อได้เปิดร้านขายของค่อยเอาออกมาแขวน
ดวงตากลมทอดมองออกไปทางหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ต่อจากนี้ชีวิตของนางจะเปลี่ยนไปจากชาติก่อนตลอดกาล นั่งคิดได้ไม่ถึงสิบนาที เพราะยังรู้สึกเมาค้างบวกกับนอนน้อยเรณูจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ผ่านไปราวสองชั่วโมงเด็กรถจึงพูดขึ้นเสียงดังว่า “ดงผักหวานขอรับดงผักหวาน” เรณูสะดุ้งตื่นขึ้นมา และเตรียมลงจากรถ
ดงผักหวานเป็นทั้งหมู่บ้านและตัวอำเภอ ทั้งสองข้างทางล้วนเป็นตึกรามบ้านช่องและร้านค้าต่าง ๆ ถึงจะไม่เจริญรุ่งเรืองมาก แต่ก็ถือว่าดีกว่าอยู่ในหมู่บ้านท่าสังที่นางจากมา เพราะที่นั่นห่างจากตัวอำเภอราวยี่สิบกิโลเมตร
เรณูเดินข้ามถนนใหญ่ไปยังฝั่งตรงข้าม เพื่อเดินไปยังบ้านญาติซึ่งอยู่ถัดไปอีกสองสี่แยก ในใจยังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง ว่าท่านน้าจะให้นางอาศัยอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้าท่านน้าไม่ให้อยู่ด้วยจริง ๆ นางก็คงหาเช่าบ้านในอำเภอนี้อยู่ไปก่อน ส่วนช่องทางการทำมาหากินค่อยคิดหาใหม่ในภายหลัง ถึงแม้จะมีเงินติดตัวอยู่เกือบแปดหมื่นบาทเพราะรวมกับค่าจ้างของเดือนที่ผ่านมา แต่นางก็อยากคิดให้รอบคอบ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่อยากนำเงินส่วนนั้นออกมาใช้จ่ายให้สิ้นเปลือง
เรณูมองดูบ้านเลขที่ที่แขวนอยู่บนรั้วเหล็ก เมื่อมั่นใจแล้วจึงเดินเข้าไปในบ้านที่ประตูถูกเปิดทิ้งไว้อย่างถือวิสาสะ
พอเดินเข้ามาในลานบ้านเรณูจึงส่งเสียงออกไป “มีใครอยู่ไหมเจ้าคะ” สามพ่อแม่ลูกที่กำลังซ้อมร้องหมอลำกันอยู่จึงหยุดชะงัก และลองนิ่งฟังอีกครั้ง เรณูพูดขึ้นอีกว่า “ท่านน้าช้องปีบอยู่ไหมเจ้าคะ”
“เสียงใครหรือขอรับท่านแม่” ทรงกลดเอ่ยถามผู้เป็นแม่
“เจ้าออกไปดูสักหน่อย ข้าว่าเสียงมันคุ้น ๆ อยู่นะ”
“ขอรับ” รับคำแล้วทรงกลดจึงวิ่งออกไปดู
เขายืนมองอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นได้ “เรณู” ถึงเรณูจะเกิดก่อนทรงกลดถึงสองปีแต่ที่ผ่านมาทั้งคู่ก็คุยกันเหมือนเพื่อน เขาจึงค่อนข้างกระดากปากที่จะเรียกเรณูว่าพี่
“อืม ข้าเอง แล้วท่านน้าทั้งสองไม่อยู่หรือ”
“อยู่ข้างใน กำลังซ้อมร้องหมอลำกันอยู่ เข้ามาก่อนสิ” พูดพลางมองไปยังกระเป๋าที่เรณูถือเข้ามาด้วย ด้วยความแปลกใจ เหตุใดนางจึงหิ้วกระเป๋าใบใหญ่มาด้วย
“สวัสดีท่านน้าทั้งสองเจ้าค่ะ” เรณูพูดพร้อมกับพนมมือไหว้
ช้องปีบกับทองใบเพ่งมองคนตรงหน้าสักพัก ช้องปีบจึงถามว่า “เรณูรึ”
“เจ้าค่ะ”
“นั่งก่อนสิ เป็นยังไงมายังไงถึงได้มาที่นี่ได้” ก่อนหน้าเรณูอาศัยอยู่กับน้าทั้งสอง โดยมีพ่อกับแม่ส่งเงินมาให้เป็นค่าเล่าเรียน กระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจึงย้ายไปทำงานอยู่กับพ่อแม่ที่อำเภอภูศรีเจริญ และครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกับเรณูก็คือในงานศพน้องสาวเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นเรณูก็ไม่ได้อ้วนขนาดนี้
“คือข้าจะมาขออาศัยอยู่กับท่านน้าทั้งสองก่อนเจ้าค่ะ”
“ฮะ! เจ้าว่าอะไรนะ” ช้องปีบถามขึ้นเสียงสูง
“ข้าบอกว่าข้าจะมาขออาศัยอยู่กับท่านน้าสักพักเจ้าค่ะ”
“ทำไมล่ะ งานที่เจ้าเคยทำกับเสี่ยผาไม่ดีหรือ”
“ก็ดีเจ้าค่ะ เพียงแต่ข้ามีปัญหากับลูกชายของเขานิดหน่อย ข้าจึงตัดสินใจมาอยู่กับท่านน้าที่นี่เจ้าค่ะ”
สามคนพ่อแม่ลูกรู้ว่าเรณูเป็นคนนิสัยเช่นไร ช้องปีบจึงพูดออกด้วยความลำบากใจว่า “เจ้าก็รู้ว่าครอบครัวนข้าไม่มีไร่นาเหมือนคนอื่นเขา หาได้ตอนเช้าก็กินเช้า หาได้ตอนค่ำก็กินค่ำ แล้วข้าจะเลี้ยงเจ้าไหวได้อย่างไร” ข้าวที่กินอยู่ทุกวันนี้ก็ได้มาจากการไปร้องหมอลำขอข้าวชาวบ้านทั้งนั้น เพราะตอนนี้คณะหมอลำขนาดใหญ่ไม่มีใครจ้างงาน หัวหน้าคณะหมอลำจึงพาลูกน้องไปร้องรำขอข้าวชั่วคราว ซึ่งส่วนมากชาวบ้านจะให้ข้าวสารกับข้าวเปลือก ส่วนเงินนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น
“เรื่องนั้นข้าจะไม่รบกวนท่านน้าทั้งสองเลยเจ้าค่ะ ค่ากินค่าอยู่รวมถึงค่าน้ำค่าไฟข้าจะเป็นคนช่วยท่านน้าออกเองเจ้าค่ะ” เพราะถ้าจ่ายค่าเช่าบ้านรับรองว่าต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่านี้ เรณูจึงเลือกที่จะอยู่ที่นี่ไปก่อน “ท่านน้าช่วยสร้างกระท่อมให้ข้าอยู่ตรงข้างเรือนก็ได้เจ้าค่ะ” เพราะบ้านหลังนี้เป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีห้องนอน ห้องครัว ห้องโถง และห้องน้ำอย่างละหนึ่งห้องเท่านั้น
ช้องปีบยังไม่รับปาก แต่กลับถามหลานสาวออกไปว่า “แล้วเจ้าจะทำงานอะไร เป็นแม่บ้านเหมือนเดิมรึ”
“ยังไม่รู้เลยเจ้าค่ะ ถ้ายังไม่มีงานอื่นทำก็คงต้องหางานแม่บ้านทำไปก่อน” งานแม่บ้าน ดูแลคนป่วย เลี้ยงเด็ก นางล้วนเคยทำมาแล้วทั้งสิ้น แต่งานที่นางถนัดมากที่สุดก็คืองานค้าขาย เพราะก่อนที่จะย้อนเวลามาอยู่ในร่างนี้ นางก็เป็นแม่ค้าขายส้มตำรถเข็นมาก่อน แต่ถึงแม้จะบอกว่าส้มตำรถเข็นมันก็ทำให้เธอมีรายได้มากถึงวันละเกือบสองพันบาทเลยทีเดียว หักต้นทุนและค่าอยู่ค่ากินแล้วยังมีเงินเหลือเก็บเดือนละเกือบสามหมื่นบาท
“แต่ถ้าเจ้าทำไม่ได้อย่างที่พูด ข้าจะไม่ให้เจ้าอยู่ด้วยเป็นอันขาด หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่ก็ต้องรู้จักทำงานเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ” เรณูรู้ว่าเจ้าของร่างนี้เป็นคนใช้เงินฟุ่มเฟือย ตอนที่นางเรียนอยู่ที่อำเภอนี้พ่อกับแม่ส่งเงินมาให้เท่าไรก็ไม่เคยพอ ตอนนี้นางจึงไม่แปลกใจที่ช้องปีบจะไม่มั่นใจในตัวนาง
“เช่นนั้นก่อนออกไปรำขอข้าวรอบนี้ ข้าจะให้ท่านพี่กับเจ้ากลดทำกระท่อมให้เจ้า”
“ขอบคุณท่านน้ามากเจ้าค่ะ ข้ายังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง หากต้องซื้อวัสดุก่อสร้างข้าจะเป็นคนจ่ายเองทั้งหมดเจ้าค่ะ”
“ดี” ช้องปีบรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่เรณูเริ่มมีความรับผิดชอบมากกว่าตอนที่เคยอาศัยอยู่กับตน และนางยังรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ที่เรณูมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมมากทั้งที่ปีนี้อายุของนางเพิ่งย่างเข้าสิบเก้าปีเท่านั้น ท่าทางสุขุมรอบคอบ ไม่วอกแวกเหมือนที่นางเคยเจอตอนที่ไปงานศพของน้องสาว
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ปีนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่สิบแล้ว ร้านเรณูตำแหลกยังคงขายดีมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือไซดักทรัพย์ที่ดูเก่าและเริ่มผุพังไปตามกาลเวลาเพราะทั้งโดนแดดโดนฝน และสิ่งที่เรณูรู้สึกใจหายมากที่สุดก็คือเมื่อสามวันก่อนเรณูฝันถึงผู้หญิงที่อยู่ในไซดักทรัพย์ตามปกติเหมือนที่เคยฝันทุกปี และนางก็มาให้หวยตามเดิม ตอนนี้นางมีเงินหลายสิบล้านก็เพราะไซดักทรัพย์อันนี้ แต่ที่นางบอกว่ารู้สึกใจหายก็คือนางมากล่าวลาด้วย ในความฝันในคืนนั้นนางพูดว่า “อีกเจ็ดวันข้าก็จะไปแล้วนะ” อีกเจ็ดวันจะถึงวันสิ้นปีพอดี “ท่านจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ” “ข้าต้องไปผุดไปเกิดแล้ว” “ข้าดีใจด้วยนะเจ้าคะ และก็ขอบคุณท่านมากที่อยู่กับข้ามานาน” นานจนไซเก่าเลยทีเดียว “อืม ข้าลาก่อน” กล่าวจบร่างของนางก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา เรณูยืนมองไซดักทรัพย์ด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ วันนี้นางพาครอบครัวมากินมื้อเย็นกับครอบครัวท่านน้า พอกินเสร็จจึงออกมาเดินเล่น คำสิงห์เห็นนางยืนอยู่ตรงนั้นนานแล้วจึงเดินเข้ามาหา “มีอะไรหรือ” “ข้ามีอี
เนื่องจากผู้ต้องหาสิ้นใจไปแล้ว อีกทั้งเขายังเป็นคนลงมือแต่เพียงผู้เดียว คดีจึงถูกปิดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนก้านตองหลังจากที่นางไปพบสาลี่วันนั้น สัปดาห์ต่อมานางก็เกิดการแท้งบุตรโดยสมบูรณ์ คราแรกยังคิดว่าตนมีประจำเดือนด้วยซ้ำ ก้านตองทั้งรู้สึกเสียใจแกมยินดีในเวลาเดียวกัน ต่อจากนี้นางจะได้ไม่มีสิ่งใดมาทำให้นางมีบ่วงกรรมกับผู้ชายคนนั้นอีก และลูกจะได้ไม่ต้องเกิดมามีปมด้อย ทางด้านพ่อกับแม่บุญธรรมของพันตา เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายบุญธรรมจากไปแล้ว แทนที่จะเสียใจแต่พวกเขากลับดีใจที่ไม่ต้องมีเขาอยู่ร่วมชายคาอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรหนี้ในส่วนของพันตา เขาก็หามาใช้ให้จนหมดแล้ว เหลือเพียงหนี้ส่วนอื่น ผ่องศรีก็คงต้องยอมให้ลูกทั้งสามเป็นหนี้แทนแล้ว สี่เดือนต่อจากนั้น ศีรษะและขาขวาของคำสิงห์ก็หายดีเป็นปกติแล้ว อีกทั้งเขายังเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ปลูกไว้จนเสร็จสิ้นทั้งหมด ซึ่งการปลูกพืชครั้งนี้ก็ทำให้คำสิงห์มีกำไรมากกว่าการปลูกอ้อยกับมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก และเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินตอนสิ้นปีอีกมิหนำซ้ำยังมีเงินสองล้านบาทใช้หนี้ภรรยาอีกด้วย แต่เขาก็ยังแอบสงสัยเล็กน้อยว่าทำไมภรรยาถึง
“เจ้ารู้จักบ้านของมันรึ” “รู้เจ้าค่ะ” “ได้ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” “ท่านแม่” ตอนนี้ดอกไม้ไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น ก้านตองจึงจำใจให้มารดาไปด้วย สองแม่ลูกมาถึงบ้านของพันตา ก็พบว่ามีเพียงพ่อกับแม่ของเขาเท่านั้นที่อยู่บ้าน “เจ้าสองคนมาหาใครรึ” ผ่องศรีเอ่ยถามออกไป ดอกไม้ไม่ได้ตอบ แต่กลับถามกลับไปว่า “ท่านคงเป็นท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าพันมันสินะ” “อ๋อ มาหาเจ้าพันหรอกรึ” ผ่องศรี “ใช่ ข้ากับลูกสาวมาหาเจ้าพัน และก็มาหาท่านทั้งสองด้วย” “เจ้ามีธุระอะไรกับข้าและสามีหรือ” “เจ้าพันมันทำลูกสาวข้าท้อง มันต้องรับผิดชอบ ท่านต้องไปเรียกมันมาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้” ผ่องศรีขำพรืดออกมา “เจ้าพันมันไม่อยู่ที่นี่เป็นเดือนแล้ว” “แล้วเขาไปอยู่ไหนเจ้าคะ” ก้านตองถาม “ไปอยู่กับเมียมันมั้ง” “เมีย!” ทั้งดอกไม้และก้านตองพูดขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ “นี่พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าพันมันมีเมียอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้มันก็โดนตำรวจหมายหัว มันคงออกมาเจอพวกเจ้าหรอก” ส
เรณูเดินเข้ามาในห้องซึ่งสามีกำลังนอนพักผ่อนอยู่ ตอนนี้เขาช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เพียงแต่เท้าข้างขวายังลงน้ำหนักมากไม่ได้เท่านั้น คำสิงห์ได้ยินเสียงเปิดประตูจึงลืมตาพลางลุกขึ้นนั่ง เขาคลี่ยิ้มจาง ๆ ด้วยความดีใจแล้วพูดคำทะลึ่งกับนาง “ลืมจุ๊บบักอร่อยใช่ไหมเมียรัก” ตอนนี้เขาเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดตนเองกับภาษาบ้านภรรยาผสมกันแล้ว เพราะภาษาของนางเขาเรียนรู้ตั้งแต่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เรณูจึงตอบกลับเป็นภาษาของตนบ้าง “สิมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอิหยังอยู่หั่น เจ้าฮู่บ่ว่าผู้ได๋มาหาเจ้า” (จะมาลงมาลืมจุ๊บบักอร่อยอะไรกัน พี่รู้ไหมว่าใครมาหาพี่” หัวคิ้วเขาเคลื่อนเข้าหากันทันที “ใคร?” “อีนางก้านกล้วย” นางพูดออกเป็นภาษอีสานน้ำเสียงติดประชดประชันเล็กน้อย คำสิงห์ยิ่งทำหน้างงเข้าไปใหญ่ เรณูจึงเฉลยออกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ยายก้านตอง” คำสิงห์ถึงกับหลุดขำออกมา “นางมาทำไม” “นางบอกว่าท้องกับท่าน” พูดจบก็เตรียมจะลุกเดินออกไปทันที แต่คำสิงห์กลับคว้าร่างนางให้มานั่งบนตักได้ทัน พร้อมกับหอมแก้มนางหนึ่งฟอดใหญ่ “ข้าไม่ได้ทำนางท้องส
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูนาง “เรื่องทำน้องให้กับพริกไง”เรณูผละตัวออกจากเขาแล้วทำตาเขียวใส่ “นี่พี่สิงห์ยังมีกะจิตกะใจคิดถึงเรื่องนี้อีกหรือเจ้าคะ”เขาพยักหน้าทำตาละห้อย “เจ้าไม่สงสารพี่หรือ หลายเดือนมากแล้วนะ” แค่ได้กอดภรรยาเขาก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว หากไม่เกรงใจนางเขาคงไม่ขออนุญาตก่อนเช่นนี้“แต่พี่ยังขาเจ็บอยู่จะทำได้ยังไงเล่า”“แต่เจ้าทำได้” เรณูถึงกับหน้าร้อนผ่าวเมื่อได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ “นะ ทำให้หน่อยนะคนดีของพี่”“ไม่ต้องมาพูดคำหวาน”เขาอุ้มนางมานั่งบนตัก หันหน้าเข้าหากันพลางเอ่ยออกเสียงแหบพร่า “เจ้าดูสิว่ามันพร้อมมากแค่ไหน”เรณูสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ดุนดันขึ้นมาตรงบั้นท้ายของนาง มือของเขาจับสะโพกนางให้ขยับย้ายไปมา เรณูรู้สึกสงสารจึงได้แต่ตามใจเขา “ทำให้ก็ได้” คนตัวโตจึงยิ้มออก สองแขนเรียวยกขึ้นโอบรอบคอเขาไว้แล้วรั้งลงมาหา ริมฝีปากสีเรื่อประกบเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาแต่ชวนให้รู้สึกวาบหวามยิ่งนักคำสิงห์ทนรอไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายจูบนางอย่างเร่าร้อนเอง เพียงเสี้ยวนาทีเสื้อผ้าของทั้งสองก็ถูกถอดออกจนพ้นกาย ไม่นานต่อจากนั้นร่างอรชรของนางจึงเป็นฝ่ายควบขี่อยู่บนตัวเขาเนิ่นนานกว่าเข
ภายในห้องพักผู้ป่วยที่โรงพยาบาลดงผักหวานคำสิงห์พลางขยับมือทั้งสองข้าง และเอ่ยออกเสียงแผ่วเบา “เรณู” ท่าทางเขาคล้ายกับคนนอนละเมอ พริมาได้ยินจึงบอกมารดาที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางมีความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้ยินดังนั้นจากที่ง่วงนอนเพราะพักผ่อนน้อยเรณูจึงเบิกตากว้างขึ้นมองสามีทันที คำสิงห์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพูดออกเสียงแหบแห้ง “เรณู” เรณูยิ้มพรายพลางน้ำตาซึม “ข้าเอง” เขามองลูกสาวพร้อมกับเรียกชื่อนาง “พริกขี้หนูลูกพ่อ” “ท่านพ่อ พริกขี้หนูคิดถึงท่านพ่อเจ้าค่ะ” คนตัวเล็กใบหน้าบิดเบ้แล้วปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบแก้ม “พ่อก็คิดถึงเจ้า” ว่าพลางยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้บุตรสาว “ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ พ่อกลับมาหาเจ้าแล้ว” พริมาพยักหน้าหงึกหงักเรณูจึงเอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้ “ข้าตามพยาบาลมาตรวจท่านก่อน” ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปกดกริ่งที่อยู่ข้างเตียงคนไข้ไม่นานพยาบาลก็เข้ามาในห้อง พยาบาลวัดไข้และความดันและซักถามอาการของเขาหลายอย่าง และดูเหมือนว่าร่างกายเขาจะตอบสนองการรักษาเป็นอย่างดี แต่หลังจากฟื้นขึ้นมาได้ร
“ข้า ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ”“นางบอกว่าคบกับพ่อหนุ่มคนนั้นจนถึงขั้นจะแต่งงานด้วยเชียวนะ เจ้าไม่รู้เลยหรือว่านางคบกับใครเป็นแฟน”“ไม่ทราบเลยขอรับ” นางช่างโกหกเป็นตุเป็นตะจริง ๆ แต่ก็อย่างว่า ในเมื่อเขากับนางตัดสัมพันธ์กันแล้ว นางจะบอกว่ามีอะไรกับเขาก็คงไม่ได้ คำสิงห์ถามต่ออีก “นางกลับมาที่นี่วันท
“แล้วเจ้าอยากทำงานตำแหน่งอะไร” พอเอาเข้าจริงคำสิงห์กลับใจแข็งไม่มากพอ แม้ชาติก่อนพันตาจะทำเขาไว้อย่างเจ็บแสบมากก็ตาม แต่ชาตินี้ชะตาของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้วมันคงไม่มีอะไรหรอกกระมัง คำสิงห์ได้แต่คิดปลอบใจตนเอง “ได้หมดแหละ ตำแหน่งอะไรว่างข้าทำได้หมด” เพราะก่อนหน้าที่จะไปทำงานต่างประเทศเขาก็ท
“คนนั้นก็ไว้ใจไม่ได้เหมือนกัน” ว่าแล้วก็เดินผละไปหาลูกสาวที่กำลังเดินออกมารอรถโรงเรียน ทรงกลดได้แต่ยืนทำหน้างง เหตุใดเรณูถึงได้ทำท่าจงเกลียดจงชังชายหนุ่มสองคนนั้น ราวกับเคยเป็นภรรยาของพวกเขามาก่อนอย่างไรอย่างนั้น ภายในรถกระบะ ท่ามกลางความเงียบพันตาเอ่ยขึ้นว่า “เรณูสวยขึ้นมากเลยนะ ทำไมเจ
เช้าวันถัดมาเรณูทำส้มตำที่คำสิงห์สั่งไว้เมื่อวานเสร็จเกือบหกโมงครึ่งตามเวลาที่เขานัดไว้ จากนั้นฝากเรื่องไว้กับทรงกลด ส่วนนางปลีกตัวไปแต่งตัวให้กับลูกสาวเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน คำสิงห์มาตามเวลาที่นัดไว้อย่างพอดิบพอดี “ส้มตำที่พี่สิงห์สั่งไว้ได้แล้วขอรับ” ทรงกลดเอ่ยขึ้นเมื่อ







