Masuk“ใช่ไหม? เจ้าก็คิดเหมือนข้า” ชิงหว่านดีดนิ้ว “เอาอย่างนี้ เจ้าอยู่ที่นี่คอยส่งข่าวความคืบหน้าให้ข้า ข้าจะได้วางใจว่าเลือกพี่สะใภ้ไม่ผิด” ชุนจี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของคุณหนู นางก็เข้าใจว่าคุณหนูกำลังมอบหมายภารกิจสำคัญให้ สาวใช้จึงพยักหน้ารับแล้วตบหน้าอกตนเองอย่างหนักแน่น “คุณหนูวางใจได้เจ้าค่ะ ทางเรือนสกุลเจียง ข้าจะเป็นหูเป็นทางแทนท่านเองเจ้าค่ะ” “ข้านึกแล้วว่าต้องเชื่อใจเจ้าได้” แท้จริงแล้วชิงหว่านเป็นห่วงความปลอดภัยของชุนจี้ เรื่องความซื่อสัตย์ไว้ใจได้จริง แต่สาวใช้ใสซื่อเกรงว่าจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมผู้อื่น ครั้งก่อนถูกยิงแม้ไม่สาหัสแต่ครั้งหน้าก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดเรื่องอีก นางตัวคนเดียวหากเกิดเรื่องใดขึ้นยังสามารถรับมือได้รวดเร็วทันเวลา รถม้ามาถึงโรงหมออี้เหรินถัง สาวใช้ลงจากรถม้าแล้วประคองหญิงสาวลงมา ชิงหว่านยิ้มน้อยๆ ให้ผู้อื่นตามมารยาทและไม่ถือตัว แม้ว่านางกำลังจะเป็นฮูหยินผู้บัญชาการซ่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว เด็กในร้านรู้ว่านางมาพบหมอเจียงก็รีบบอกทางให้ทันที เจียงเจิ้งฮ่า
“เรื่องสินเดิมก็จะไม่ให้เจ้าต้องน้อยหน้าผู้ใด” ชาติก่อนไม่เคยมีครอบครัว ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ชาตินี้ชิงหว่านได้แต่จดจำไว้เพื่อตอบแทนบุญคุณ นางไม่อาจคาดหวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะได้รับความรักจากสามีโดยเฉพาะสามีผู้นั้นคือซ่งอวี้หาน เขาลงทุนลงแรงจัดงานแต่งงานครั้งนี้ก็เพียงเพื่อจับคนร้ายเท่านั้น ซึ่งหากกระทำการสำเร็จ นั้นหมายความว่านางจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดหวั่นอีก ส่วนการแต่งงานนั้น...ก็คงยุติลงด้วยหนังสือหย่า คนที่เคยเสียชื่อเสียงอย่างนางจะต้องหวาดกลัวเรื่องการหย่าไปทำไม คิดเรื่องการมีชีวิตที่มีความสุขจะดีกว่า หากหย่าแล้วนางก็กลับมาอยู่บ้าน ช่วยกิจการของครอบครัว เสียงหัวเราะสดใสของเด็กหญิงตัวน้อยดึงชิงหว่านให้ตื่นจากภวังค์ นางเห็นพี่ใหญ่หยอกล้อกับเหมยอิงแล้วก็มองเลยไปยังเหมยจื่อที่นั่งข้างมารดาของตน ใบหน้าละมุนมีรอยยิ้มน้อยๆ ค่อยรับฟังคำชี้แนะจากมารดาเรื่องการปักผ้า พี่ใหญ่ก็ดูไม่รังเกียจเหมยอิงเลยสักนิด พบกันทีไรก็เห็นอุ้มทุกคราวไปจะว่าไปเหมยจื่อก็อายุไม่มากนักเพียงแค่ยี่สิบเท่านั้น ราวกับรู้สึกถึงสายต
“พิษไม่กำเริบอีกหรือเจ้าคะ?” นางถามแววตาเปี่ยมความสงสัย “หรือว่าใต้เท้ามีสตรีช่วยอุ่นร่างกายให้แล้ว” หากเป็นผู้อื่นคงไม่มีใครกล้าถามเขาเช่นนี้ แต่ประโยคนี้ออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้มของเจียงชิงหว่าน ทำให้เขาไม่แปลกใจนัก นางอายุสิบห้าแต่ความคิดและการกระทำหลายครั้งที่เขารู้สึกว่านางไม่ได้อายุสิบห้า ชิงหว่านเห็นเขานิ่งไปก็เลิกคิดหยอกล้อเขาอีก นางยืดแผ่นหลังนั่งตัวตรงแล้วปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้จริงจัง “การล่อจับคนร้ายก็ส่วนหนึ่ง แต่ร่างกายของใต้ก็สำคัญยิ่ง ผู้น้อยรู้ว่าใต้เท้าไม่เชื่อใจ แต่อย่างไรพิษหลอมวิญญาณจะรุนแรงขึ้นทุกขณะ ใต้เท้าซ่งคิดจะทำอย่างไรเจ้าคะ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย ซ่งอวี้หานไม่คอยชอบใจที่นางพูดจาห่างเหินเช่นนี้ ความไม่พอใจนี้รบกวนจิตใจเขานัก “แล้วอย่างไร คุณหนูเจียงจะอุทิศตัวปีนขึ้นเตียงข้ารึ” “ขึ้นเตียงว่าทีสามีจะเป็นอะไรไปเจ้าคะ” นางพูดหน้านิ่ง เมื่อเขาอยากก่อสงครามนางก็พร้อมรับคำท้ารบ “เช่นนั้นหากพิษกำเริบ ขอเชิญน้องหญิงช่วยถอนพิษให้ด้วย” เขายังคงยิ้มมุมปาก
“ความรู้สึกของคุณหนูหลิ่วอิง ข้าเข้าใจดี แต่ชื่อเสียงข้าไม่ดีนักทำให้เกรงว่าทำให้เจ้าต้องมามัวหมองเพราะข้า” “ชื่อเสียงไม่ดีอันใดกัน ทั่วเมืองหลวงล้วนพูดถึงความรักแสนหวานของเจ้ากับพญายมซ่ง” “ความรักแสนหวาน?” ชิงหว่านทำตาปริบๆ นางถูกคนชุดดำไล่ลาจนตกหน้าผาเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถูกองครัชทายาทเห็นเป็นถุงเงินอีก นี่คือความรักแสนหวานแบบใดรึ? “ถูกต้อง ตอนที่ข้าได้ยินเรื่องเจ้า ข้ายังอิจฉาเลย” “อิจฉา?” หากถูกต่อกระดูกไร้ความปรานีจะมีใครมาอิจฉาข้าหรือไม่? ชิงหว่านได้แต่ยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า “เจ้าเชื่อข้าเถิด สตรีทั่วเมืองล้วนอิจฉาเจ้า หากจะพูดถึงเจ้าไม่ดีก็เพราะพวกนางริษยาในวาสนาของเจ้า ส่วนข้าก็พลอยได้หน้าที่เป็นสหายของเจ้า” ชิงหว่านเห็นสีหน้าของหลิ่วอิงก็อดหัวเราะน้อยๆ ไม่ได้ นางก็เคยผ่านวัยเยาว์ที่ฝันหวานถึงความรักระหว่างชายหญิง หากไม่เพราะนางจดจำเรื่องในชาติก่อนได้ก็คงไม่ต่างจากหลิ่วอิงหรือหญิงสาวผู้อื่น “ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงซื้อเครื่องประทินโฉมอวี้เหยียนฟางของข้าสินะ” ‘ช่างเถอะ ขายของไ
“เจ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกมา” ชิงหว่านหัวเราะน้อยๆ ไม่เคยปิดบังพี่ใหญ่ได้เลยจริงๆ “หว่านวานได้ยินข่าวเรื่องภัยแล้ง พี่ใหญ่คิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรเจ้าคะ” “ไม่รู้ว่าเจ้ายังจำได้หรือไม่ บ้านชนบทที่เดิมทีจะให้เจ้าไปอยู่เพื่อหลบข่าวลือร้ายๆ ในคราวนั้น ที่อำเภอนั้นท่านพ่อซื้อที่นาไว้หลายหมู่และให้ชาวบ้านที่ไร้ที่ทำกินมาเช่าปลูกข้าว ผลผลิตที่ได้มาก็นั้นท่านพ่อก็รับซื้อในราคายุติธรรม ในคลังมีข้าวสารอยู่จำนวนมาก พี่จึงคิดจะนำข้าวสารออกมาขายในราคาเป็นธรรม” ในความทรงจำของเจียงชิงหว่านไม่มีเรื่องเหล่านี้ อาจเพราะเจียงชิงหว่านไม่ได้สนใจกิจการของครอบครัว ส่วนที่นางรู้ก็แค่ว่าตนเองเคยเห็นบัญชีซื้อขายข้าวสาร “หว่านวานคิดว่าอีกไม่นานทางการคงขอความร่วมมือกับพ่อค้าต่างๆ เป็นแน่ พี่ใหญ่วางแผนรับมือแล้วหรือไม่” “เรื่องให้ช่วยนั้น หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงยอมยินดีร่วมมือ แต่หากขูดรีดเกินไปย่อมไม่ดี ต้องรอดูขอเสนอเหล่านั้นเสียก่อน” หว่านวานพยักหน้ารับ “นอกจากข้าวสารแล้ว ก็เป็นเรื่องยารักษาโรค ด้วยนิสัยของพี่รองนั้น น้อ
ชิงหว่านไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยินถึงกลับถามซ้ำอีกครั้ง แต่ทั้งหมดยังคงยืนกรานคำตอบเดิม “พวกท่านไม่รักหว่านวานแล้วหรือเจ้าคะ ถึงได้ผลักไสให้หว่านวานแต่งงานเช่นนี้” “เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น” มารดาดึงมือบุตรสาวให้มาใกล้ๆ “สิ่งที่ตัดสินใจนั้นล้วนหวังดีกับเจ้า” “เช่นนั้นบอกเหตุผลที่ลูกต้องแต่งงานกับพญายมซ่งสิเจ้าคะ!” ชิงหว่านอยากกระทืบเท้าดิ้นเร่าๆ อยู่ตรงนี้แล้ว “เหตุใดเจ้าต้องหงุดหงิดเช่นนี้ พี่ยังคิดว่าเจ้าชอบใต้เท้าซ่งด้วยซ้ำไป” เป็นเจียงเจิ้งเหรินที่เอ่ยขึ้นมาก่อน “หรือน้องเล็กจะเขินอาย” เจียงเจิ้งฮ่าวกวาดตามองน้องสาว “น่าจะเป็นเช่นนั้น แก้มเจ้าแดงเรื่อเชียว” “พี่ใหญ่! พี่รอง!” นางอยากกรีดร้องออกมาแล้วนะ “พวกท่านเอาตาข้างไหนมองว่าข้าเขินอาย!” “นี่เรียกอาการกลบเกลื่อนความรู้สึก” เจียงเจิ้งหย่วนใช้พัดในมือชี้ไปที่ชิงหว่าน “จากประสบการณ์ของข้า หว่านวานต้องรู้สึกเขินอายแน่นอน” “พี่สาม!” เขินอายกับผีนะสิ! ประสบการณ์บ้าบออันใดกัน เจ้ายังเด็กอ่อนโลกกว่าข้านัก! “หว่







