LOGINบทที่ 2 : กลิ่นกฤษณาในจวนชินอ๋อง
ล้อรถม้าไม้ประดู่สีเข้มบดลงบนพื้นศิลาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เคลื่อนตัวออกจากหน้าประตูจวนแม่ทัพตระกูลเซี่ยอย่างสงบนิ่ง ทิ้งความตื่นตระหนกและสายตาเคียดแค้นของอนุหลิวกับเซี่ยอวี่หลินไว้เบื้องหลัง เซี่ยหยวนผู้เป็นบิดาทำได้เพียงยืนนิ่งริมบันไดหน้าจวน มองขบวนทหารองครักษ์เกราะดำนำตัวบุตรชายคนโตออกไปโดยไร้หนทางทัดทาน อำนาจราชโองการปากเปล่าของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินมีน้ำหนักล้นฟ้า ขุนนางฝ่ายใดก็มิกล้าเอาคอขึ้นพาดเขียงเพื่อขัดขวาง เซี่ยอวิ๋นซีเปิดม่านหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาปะทะดวงหน้า ขับไล่ความขุ่นมัวในอกไปจนสิ้น แสงแดดยามบ่ายสาดสะท้อนผิวน้ำในคูเมืองหลวง ชาติก่อนเขาใช้ชีวิตอยู่ภายในกำแพงจวนแม่ทัพ คอยก้มศีรษะยอมจำนนและวิ่งวุ่นทำเพื่อผู้อื่นจนหลงลืมไปว่า สายลมภายนอกนั้นบริสุทธิ์และกว้างใหญ่เพียงใด รถม้าเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักทางทิศเหนือ ก่อนจะหยุดลงอย่างนุ่มนวลหน้าคฤหาสน์โอ่อ่า จวนชินอ๋อง ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว้างขวาง กำแพงศิลาสีดำทมิฬตัดกับแนวกระเบื้องเคลือบสีครามเข้ม บรรยากาศเงียบสงัดปราศจากเสียงเจื้อยแจ้ว มีเพียงเสียงก้าวย่างลาดตระเวนของทหารพยัคฆ์ทมิฬที่เดินสวนกันอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นอายสงบนิ่งหนักแน่นสมกับเป็นที่พำนักของบุรุษผู้กุมอำนาจทางทหารสูงสุดในแผ่นดิน พ่อบ้านชรานำข้ารับใช้เกือบสามสิบชีวิตคุกเข่ารอรับอยู่หน้าบันไดศิลา "บ่าวน้อมรับคุณชายใหญ่เซี่ย... ว่าที่พระชายารองพ่ะย่ะค่ะ" พ่อบ้านก้มศีรษะลงต่ำ น้ำเสียงเปี่ยมความเคารพอย่างแท้จริง "ท่านอ๋องมีรับสั่งให้จัด เรือนชิงซง ไว้รับรองท่าน ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดเปลี่ยนใหม่ตามความชอบของท่านเรียบร้อยแล้วขอรับ" เซี่ยอวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เรือนชิงซงคือเรือนพักปีกตะวันออกที่มีทางเดินเชื่อมต่อไปยังเรือนบรรทมของเซียวจิ้งหลานโดยตรง มีเพียงแนวสวนไผ่กั้นไว้เท่านั้น การจัดสรรที่พักเช่นนี้มิใช่การต้อนรับแขกทั่วไป แต่เป็นการดึงเขาเข้ามาอยู่ในเขตหวงห้ามส่วนตัวอย่างเปิดเผย "นำทางเถิด" เซี่ยอวิ๋นซีกล่าวเรียบๆ หลังผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดผ้าไหมสีครามปักลายเมฆาเรียบหรู เซี่ยอวิ๋นซีสาวเท้าก้าวไปตามระเบียงไม้ยาว มุ่งหน้าสู่ห้องทรงอักษรตามคำเชิญของเจ้าของจวน กลิ่นหอมสะอาดลุ่มลึกของไม้กฤษณาโชยมาแตะจมูกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นนี้เป็นเอกลักษณ์ประจำกายของเซียวจิ้งหลาน กลิ่นที่ชาติก่อนเซี่ยอวิ๋นซีเคยสัมผัสได้เพียงเลือนรางในคืนที่ตนเองหมดสติอยู่ในคุกหลวง บัดนี้มันกลับอบอวลอยู่รอบตัว มอบความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด เซี่ยอวิ๋นซีผลักบานประตูไม้แกะสลักเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ภายในห้องทรงอักษรกว้างขวาง แสงตะวันส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่กระทบชั้นตำราสูงจรดเพดานหลายสิบหลัง บนโต๊ะไม้ชิงชันตัวยาวเต็มไปด้วยม้วนฎีกาและแผนที่ยุทธศาสตร์ ร่างสูงตระหง่านของเซียวจิ้งหลานนั่งเหยียดกายตรง ปลายนิ้วแกร่งตวัดพู่กันลงบนกระดาษอย่างมั่นคง คิ้วกระบี่พาดเฉียงสะท้อนความจริงจัง แววตาดุดันคมปราบดั่งเหยี่ยวล่าเหยื่อยังคงแผ่รังสีน่าเกรงขาม "มาแล้วหรือ" เซียวจิ้งหลานมิได้เงยหน้าขึ้น ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำกลับเอ่ยทักทายได้แม่นยำ เขาวางพู่กันลงบนแท่นหยก ค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองผู้มาเยือน สายตาคมกริบกวาดมองเซี่ยอวิ๋นซีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ชุดผ้าไหมสีครามขับเน้นให้ผิวขาวผ่องดูโดดเด่น ดวงตาหงส์คู่งามที่เคยฉายแววหวาดระแวงในอดีต บัดนี้กลับเปล่งประกายคมชัดและสงบนิ่ง รูปลักษณ์งดงามดั่งหยกสลักที่ซ่อนความอันตรายไว้ภายในทำให้มุมปากของชินอ๋องยกขึ้นบางเบา "นั่งสิ" เซียวจิ้งหลานผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เซี่ยอวิ๋นซีก้าวเข้าไปนั่งลงอย่างสง่างาม ท่วงท่าไร้ความประหม่า สบประสานกับสายตาคมปราบตรงๆ "ฐานะ 'ว่าที่พระชายารอง' ที่ท่านอ๋องมอบให้เมื่อเช้า สร้างความฮือฮาไปทั่วเมืองหลวงเร็วยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ" เซี่ยอวิ๋นซีเปิดฉากสนทนาด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ท่านมิกลัวว่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามจะมองว่าท่านลุ่มหลงความงามจนเสียการใหญ่หรือ?" "หากการรับเจ้าเข้ามาทำให้พวกมันคิดว่าเปิ่นหวางมีจุดอ่อน นั่นย่อมเป็นเรื่องดียิ่ง" เซียวจิ้งหลานรินชาร้อนลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบส่งให้คนตรงหน้า "ศัตรูที่ประมาทย่อมก้าวพลาดได้ง่ายเสมอ" เซี่ยอวิ๋นซีรับถ้วยชามาถือไว้ ไออุ่นจากผิวกระเบื้องแผ่ซ่านเข้าสู่ปลายนิ้ว "แต่ฐานะนี้ทำให้หม่อมฉันกลายเป็นเป้าหมายของคนทั้งเมืองหลวง โดยเฉพาะจ้าวเจ๋อเหยียนและคนในวังหลัง" "หากเจ้าเป็นเพียงแขกในจวน ใครหน้าไหนก็กล้าลอบกัดเจ้า" เซียวจิ้งหลานวางมือประสานไว้บนโต๊ะ โน้มตัวเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงคืบ "แต่หากเจ้ามีป้ายชื่อของเปิ่นหวางติดตัว ต่อให้เป็นฮ่องเต้คิดจะแตะต้องเจ้า ก็ต้องคำนวณกำลังทหารพยัคฆ์ทมิฬนอกเมืองหลวงเสียก่อน" คำตอบอันโอหังเปี่ยมอำนาจทำให้เซี่ยอวิ๋นซียกยิ้มรับ "ท่านอ๋องรอบคอบเสมอ" เซี่ยอวิ๋นซีวางถ้วยชาลง ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะ "เช่นนั้นเรามาคุยเรื่องงานเลี้ยงตำหนักไท่เหอในอีกสามวันข้างหน้าดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ" เซียวจิ้งหลานเลิกคิ้ว "เจ้ารู้งานเลี้ยงนี้ด้วยหรือ?" "งานเลี้ยงต้อนรับทูตแคว้นเป่ยตี๋... งานที่จ้าวเจ๋อเหยียนวางแผนจะกู้หน้าตนเองคืนมา" เซี่ยอวิ๋นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น แววตาคมกริบ "หลังจากเรื่องที่หอจุ้ยฮวา จ้าวเจ๋อเหยียนเสียคะแนนนิยมไปมาก เขาจึงร่วมมือกับเซี่ยอวี่หลิน เตรียมมอบ 'ภาพปักไหมมงคล' ถวายแด่ฮ่องเต้เพื่อแสดงความกตัญญูและลบล้างความผิด" "ภาพปักไหมทองคำสิบสองผืนที่จวนแม่ทัพสั่งทำขึ้นมา?" เซียวจิ้งหลานถามต่อ แววตาทอประกายพึงใจในข้อมูลของคนตรงหน้า "ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้คือ เส้นไหมทองคำที่ใช้ปักภาพนั้น มิได้ซื้อมาจากพ่อค้าหลวง..." เซี่ยอวิ๋นซีโน้มตัวเข้าไปใกล้ แววตาหงส์ส่องประกายเจ้าเล่ห์ "แต่มันเป็นของที่ลักลอบนำออกมาจากคลังหลวงฝ่ายใน โดยมีขันทีคนสนิทของจ้าวเจ๋อเหยียนเป็นคนจัดการ และลงบัญชีเท็จว่าเป็นของที่ชำรุดเสียหาย" เซียวจิ้งหลานมองใบหน้าหวานที่กำลังวางแผนเชือดเฉือนศัตรูอย่างมีชีวิตชีวา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกประทับใจ ชายหนุ่มมิเพียงฉลาดหลักแหลม ทว่ายังมีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญที่หาได้ยากยิ่ง "เจ้ารู้เรื่องลับในคลังหลวงละเอียดถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?" สุรเสียงทุ้มถามขึ้นเบาๆ มิได้จับผิด ทว่าแฝงความใคร่รู้ เซี่ยอวิ๋นซีชะงักไปชั่วครู่ ชาติก่อนเขาคือคนที่จ้าวเจ๋อเหยียนส่งไปขโมยเส้นไหมชุดนั้นออกมาด้วยตนเอง ความทรงจำอันเจ็บปวดผุดขึ้นมาในใจ ทว่าสีหน้าภายนอกกลับยังคงสงบนิ่ง "หม่อมฉันมีวิธีหาข่าวของหม่อมฉัน... ท่านอ๋องเพียงแค่ต้องเชื่อใจ" เซียวจิ้งหลานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากอันเยือกเย็น มือหนาเอื้อมออกไปจับมือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา นิ้วหัวแม่มือลูบไล้หลังมือเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดถ่ายทอดความมั่นคงเข้าสู่จิตใจของเซี่ยอวิ๋นซี "เปิ่นหวางเชื่อเจ้า" เซียวจิ้งหลานเอ่ยอย่างหนักแน่น "งานเลี้ยงคืนนั้น เจ้าอยากลงมืออย่างไร จงทำตามใจเจ้า หากเกิดเรื่องอันใด เปิ่นหวางจะยืนอยู่ข้างหลังเจ้าเอง" เซี่ยอวิ๋นซีมองมือใหญ่ที่กุมมือตนไว้ ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้หัวใจที่เคยด้านชาไหวระริก ในชีวิตก่อน เขาเป็นฝ่ายวิ่งตามและก้มหัวให้ผู้อื่นมาตลอด ทว่าบุรุษผู้สูงศักดิ์ตรงหน้ากลับพร้อมจะกางปีกปกป้องและมอบอำนาจให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข "หากหม่อมฉันทำให้งานเลี้ยงหลวงพังพินาศเล่าพ่ะย่ะค่ะ?" เซี่ยอวิ๋นซีแกล้งถามเย้า เซียวจิ้งหลานดึงมือเรียวเข้ามาใกล้ริมฝีปาก ก้มลงประทับจุมพิตแผ่วเบาลงบนข้อนิ้วขาวผ่อง สายตาคมปราบทอดมองด้วยความลุ่มหลงและท้าทาย "ต่อให้เจ้าเผาตำหนักไท่เหอจนวอดวาย... เปิ่นหวางก็จะช่วยเจ้าเติมฟืน"ตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรมสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านยอดสนโบราณ หอบเอาไอเย็นสดชื่นและกลิ่นหอมสะอาดของใบชาป่าลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าตำหนักเฉียนชิง แสงแดดยามสายสาดส่องผืนหญ้าสีเขียวขจีประกายระยับ เสียงตวัดพู่กันและเสียงท่องตำราพิชัยสงครามดังก้องกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า สลับกับเสียงผ่าฟืนและเสียงฝึกอาวุธของทหารองครักษ์จากระยะไกลบนเฉลียงไม้สักทองหน้าตำหนัก จ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งเอกเขนกบนตั่งไม้นวม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักดิ้นทองลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา พระหัตถ์เรียวประคองถ้วยชาดอกเก๊กฮวยอบน้ำผึ้งป่า ทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่างด้วยแววตาอ่อนโยนกึ่งกลางลานหินอ่อน ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบในชุดฝึกยุทธ์รัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนจัดท่าทางโก่งคันธนูไม้อย่างมุ่งมั่นเด็กน้อยผู้นี้คือ จ้าวเฉิงอัน บุตรชายกำพร้าของรองแม่ทัพน้อยประจำกองทัพบูรพา ผู้ยอมสละชีพนำกำลังทหารเพียงห้าร้อยนายเข้ายันข้าศึกแดนประจิมเพื่อปกป้องราษฎรสามหมื่นชีวิตในอดีต ยามที่บิดามารดาสละชีพในสนามรบ จ้าวอวิ๋นซีและเซียวจิ้งหลานเดินทางไปเคารพศพด้วยตนเอง และมองเห็นประกายความมุ่งมั่น กตัญญู และควา
ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวานแสงอรุณสีทองสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้า กระทบยอดเสามังกรหยกทองคำของท้องพระโรงใหญ่ไท่เหอเตี้ยน บรรยากาศการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ควรจะสงบราบรื่นดั่งเช่นทุกวัน หากมิใช่เพราะม้วนฎีกาผ้าไหมสีแดงสดผูกริบบิ้นทองคำในมือของ หลี่ซั่งซู เสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางเฒ่าผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมโบราณยิ่งกว่าชีวิตจ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งสง่างามบนบัลลังก์มังกรทองคำ ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวปักดิ้นทองลายเมฆาทิ้งชายยาว มงกุฎมังกรทองคำฝังไข่มุกราตรีสิบสองสายทอดประกายระยับ พระเนตรหงส์ทอดมองขุนนางเฒ่าที่ก้าวออกมาคุกเข่ากึ่งกลางลานหินอ่อนด้วยความสงบนิ่งเคียงข้างบัลลังก์มังกร เซียวจิ้งหลานยืนตระหง่านในชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนทองคำ มือหนาวางทาบบนด้ามกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองม้วนฎีกาสีแดงในมือเสนาบดีกรมพิธีการด้วยสายตาเย็นเยียบ รังสีอำมหิตบางเบาเริ่มแผ่กระจายออกจากร่างสูงใหญ่จนอุณหภูมิในห้องโถงหลวงลดฮวบลงอย่างรวดเร็วหลี่ซั่งซูกระแอมไอเบาๆ ยกม้วนฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ สุรเสียงสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยปาก"ทูลฝ่าบาท... บัดนี้แผ่นดินต้าชิงสงบสุข
ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้าพายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงจนทัศนวิสัยเบื้องหน้าขาวโพลน เสียงฝีเท้าม้าศึกย่ำฝ่าผืนหิมะหนาหนักดังกึกก้องไปตามถนนหลวงเมืองหลวงต้าชิง เซียวจิ้งหลานในชุดเกราะแม่ทัพสีดำทมิฬเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังจากการศึกชายแดนทิศประจิม ควบม้าทะยานฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าตรงสู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลังอย่างบ้าคลั่ง มือหนาฟาดแส้ลงบนสะโพกม้าไม่หยุด ลมหายใจหอบถี่พ่นไอสีขาวฟุ้งกระจายในอากาศตลอดสามปีที่ถูกส่งไปตรึงกำลังรบ ณ ชายแดนอันห่างไกล หัวใจของเขาไม่เคยละทิ้งความห่วงใยที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้นั้นแม้แต่วินาทีเดียวสายสืบกองทัพพยัคฆ์ทมิฬลอบส่งข่าวด่วนมาถึงค่ายทหารกลางดึก... จ้าวเจ๋อเหยียนขึ้นครองราชย์ เสิ่นฮองเฮาสั่งปลดเซี่ยอวิ๋นซีออกจากตำแหน่งพระชายา นำตัวไปคุมขังไว้ในตำหนักเย็น และเพิ่งส่งมอบสุราพระราชทานเข้าไปเมื่อช่วงพลบค่ำหัวใจของเซียวจิ้งหลานร่วงหล่นสู่ก้นเหวลึก ร่างสูงใหญ่ทิ้งกองทัพไว้เบื้องหลัง ควบม้าศึกตัวเดียวข้ามวันข้ามคืนพันลี้โดยไม่หยุดพักม้าศึกส่งเสียงร้องโหยหวน ขาทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหิมะหน้าประตูวังหลังด้วยความอ่อนแรงเซียวจิ้งหลานกระโดดลงจากหลังม้า พุ
บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)สายลมวสันต์พัดโชยระลอกใหญ่ผ่านยอดเขาสูงตระหง่านทางทิศเหนือ หอบเอาไอดินอุ่นและกลิ่นหอมหวานของดอกท้อบานสะพรั่งเข้าสู่เมืองหลวงต้าชิง ท้องฟ้ายามบ่ายแก่โปร่งใส ปราศจากเมฆหมอกหม่นหมอง แสงสุริยันสีส้มทองสาดทอประกายระยับลงบนผิวกระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของพระราชวังหลวง เสียงระฆังมงคลบนยอดหอสูงดังกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า ผสานเข้ากับเสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะเบิกบานของราษฎรที่ดังแว่วมาจากทุกตรอกซอกซอยแผ่นดินต้าชิงก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์อย่างสมบูรณ์แบบนโยบายการปฏิรูปกฎหมาย ยกเลิกการลงทัณฑ์เก้าชั่วโคตร และการยกเว้นภาษีเกษตรกรรม ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุ้งฉางทุกหัวเมืองมีข้าวเปลือกกักเก็บเต็มพื้นที่ แปลงสมุนไพรของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกมณฑล ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ยากไร้โดยไร้ค่าใช้จ่าย มู่ชิงนำศิษย์แพทย์รุ่นเยาว์ออกตรวจรักษาตามหมู่บ้านชนบทอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขณะที่แม่ทัพเฒ่ากวนหยวนฝึกฝนกองทัพบูรพาและกองทัพพยัคฆ์ทมิฬให้เป็นดั่งกำแพงเหล็กกล้าพิทักษ์ชายแดน จนแคว้นรอบข้า
บทที่ 49 : ท่องหล้าเคียงคู่สายลมยามค่ำพัดโชยผ่านยอดกิ่งหลิวริมสระน้ำหลวง นำพาความเย็นฉ่ำของต้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือนผืนแผ่นดิน แสงอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ดวงจันทร์วันเพ็ญดวงโตลอยเด่นอยู่กึ่งกลางฟากฟ้าสีครามเข้ม สาดประกายแสงสีเงินนวลตาลงกระทบกระเบื้องเคลือบหลังคาตำหนักเฉียนชิง เสียงประทัดเฉลิมฉลองเทศกาลโคมไฟดังก้องแว่วมาจากนอกแนวกำแพงวังหลวง บ่งบอกถึงความคึกคักของราษฎรในค่ำคืนวันเพ็ญเดือนอ้ายภายในห้องแต่งพระองค์ชั้นในของตำหนักหลวง ม่านแพรไหมสีทึบปิดกั้นสายตาจากภายนอกอย่างมิดชิดฉลองพระองค์คลุมมังกรทองเก้าเล็บและชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการผ้าไหมหนาหนัก แขวนสงบนิ่งอยู่บนราวไม้ชิงชันจ้าวอวิ๋นซียืนอยู่หน้าคันฉ่องสำริดบานใหญ่ สวมชุดผ้าไหมยาวสีฟ้าครามเรียบง่าย ไร้ลวดลายดิ้นทอง ไร้ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ ชายเสื้อปล่อยทิ้งตัวสบายตา สายรัดเอวผ้าแถบสีน้ำเงินเข้มขับเน้นช่วงเอวบางให้ดูโปร่งเพรียว เรือนผมดำขลับมัดรวบขึ้นครึ่งศีรษะ รัดเกล้าด้วยปิ่นไม้ไผ่เหลาเกลี้ยงเกลา ใบหน้าหวานหมดจดปราศจากเครื่องประทินโฉม อาบแสงเทียนสลัวทอประกายสดใสดั่งคุณชายสูงศักดิ์ตระกูลบัณฑิตเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง
บทที่ 48 : หยอกเย้าในห้องทรงอักษรแสงสุริยันยามบ่ายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้สักทองฉลุลายกิ่งไผ่ ทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นลงบนโต๊ะทรงพระอักษรไม้ชิงชันตัวใหญ่ กลิ่นหอมสะอาดของหมึกจีนโบราณเคล้าคลอกลิ่นควันกำยานไม้กฤษณาที่ลอยกรุ่นจากกระถางทองเหลือง เสียงพลิกหน้ากระดาษสาดังก้องเป็นจังหวะเนิบช้าท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องทรงพระอักษรใหญ่ตำหนักเฉียนชิงกองฎีกาผ้าไหมสีเหลืองและเล่มพับกระดาษข่อยของเหล่าเสนาบดี เรียงรายซ้อนกันเป็นระเบียบสามกองสูงจ้าวอวิ๋นซีนั่งเหยียดกายตรงบนเก้าอี้มังกรบุเบาะนวมหนานุ่ม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวมังกรหงส์ ใบหน้าหวานหมดจดแผ่รังสีสงบนิ่งจริงจัง พระเนตรหงส์จับจ้องมองรายงานการขุดลอกคูคลองและการจัดสรรงบประมาณของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นอย่างพินิจพิเคราะห์มือเรียวกุมพู่กันขนกระต่ายด้ามหยก จุ่มหมึกชาดสีแดงสด บรรจงเขียนลายพระหัตถ์ตอบรับข้อเสนอทีละฉบับเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม กล้ามเนื้อต้นคอและข้อมือเรียวเริ่มตึงแน่น จ้าวอวิ๋นซีวางพู่กันลงบนที่วางหยก ยกพระหัตถ์ขึ้นนวดคลึง







