LOGIN"ในเมื่อสวรรค์คืนชีวิต ข้าจะพลิกกระดานนี้ให้กลายเป็นสุสานของคนทรยศ" "ชาติก่อนตายอย่างหมากเบี้ย ชาตินี้จะยืนเคียงข้างพญามัจจุราชเพื่อทวงแค้น"
View Moreบทที่ 1 : สุราพิษและม่านหมอกที่หวนคืน
รสขมปร่าของสุราพิษยังคงเกาะกุมอยู่ในลำคอ ความร้อนผ่าวแผดเผาหลอดอาหารและลำไส้จนแหลกเหลว ลมหายใจขาดห้วงพร้อมความเจ็บปวดเจียนสิ้นใจยามคมมีดกรีดตัดเส้นเอ็นข้อมือข้อเท้าทีละข้างอย่างเลือดเย็น เสียงฝีเท้าของจ้าวเจ๋อเหยียนที่ก้าวเดินเคียงคู่กับเซี่ยอวี่หลินท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันยังคงดังก้องอยู่ในความมืดมิดของตำหนักเย็น ค่ำคืนที่หิมะโปรยปรายกลบทับร่างไร้วิญญาณที่ถูกเหยียบย่ำจนหมดสิ้นศักดิ์ศรี เฮือก! เซี่ยอวิ๋นซีผวาตื่นขึ้นมา ลมหายใจหอบถี่จนแผงอกกระเพื่อมไหว เหงื่อเย็นผุดพรายเปียกชุ่มขมับและลำคอ ปลายนิ้วมือสั่นเทารีบยกขึ้นลูบคลำลำคอและข้อมือของตนเองตามสัญชาตญาณ ไม่มีรอยแผลเป็น ไม่มีคราบเลือดเกรอะกรัง เส้นเอ็นยังอยู่ครบถ้วน เขากะพริบตาไล่ม่านหมอกจางๆ กวาดสายตามองไปรอบห้อง ม่านโปร่งสีครามทิ้งตัวลงมารับลมเช้า กลิ่นหอมสะอาดของไม้กฤษณาผสานกลิ่นดอกสาลี่ริมหน้าต่าง ลวดลายไม้สลักบนหัวเตียงคือเรือนหลานฮวาในจวนแม่ทัพตระกูลเซี่ย ร่างกายนี้เบาสบาย ผิวพรรณเนียนละเอียดไร้รอยฟกช้ำ นี่คือตัวเขาในวัยสิบแปดปี วันที่ความหายนะยังมิได้เริ่มต้นขึ้น สวรรค์คืนชีวิตให้เขาจริงๆ เสียงฝีเท้าเบาบางดังมาจากหน้าห้อง ก่อนบานประตูปิดสนิทจะถูกผลักเปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มละมุนละไม ใบหน้าที่เคยทำให้เซี่ยอวิ๋นซีหลงงมงายจนยอมสละทุกสิ่งในชีวิต บัดนี้กลับดูเสแสร้งจนน่าสะอิดสะเอียน จ้าวเจ๋อเหยียน องค์ชายสามผู้ซ่อนความทะเยอทะยานไว้ใต้รอยยิ้ม "อวิ๋นซี เจ้าฟื้นแล้วหรือ" จ้าวเจ๋อเหยียนก้าวเข้ามาทรุดกายนั่งลงข้างเตียง ทอดสายตามองด้วยความอ่อนโยนพลางเอื้อมมือหมายจะจับมือของเขา "เปิ่นหวางได้ยินว่าเจ้าล้มป่วยจึงรีบมาดู ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องที่อวี่หลินทำแจกันหยกพระราชทานแตกในห้องหนังสือของท่านแม่ทัพ" เซี่ยอวิ๋นซีขยับมือหลบอย่างแนบเนียน ดึงชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าตัก ปล่อยให้อีกฝ่ายคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ดวงตาหงส์ทอดมองบุรุษตรงหน้านิ่ง แววตาราบเรียบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น ชาติก่อนเขาก็หลงเชื่อคำหวานนี้ ยอมเอ่ยปากรับสมอ้างว่าเป็นคนทำแจกันแตก จนถูกบิดาสั่งโบยสามสิบไม้และกักบริเวณสามเดือน เปิดทางให้เซี่ยอวี่หลินเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะแทนเขา จนได้ตำแหน่งพระชายาเอกขององค์ชายสามไปครองอย่างสง่างาม "หากเรื่องนี้รู้ถึงพระกรรณเสด็จพ่อ อวี่หลินคงไม่พ้นต้องรับโทษหนัก สภาพร่างกายของน้องเจ้าบอบบางถึงเพียงนั้น หากโดนโบยคงทนพิษบาดแผลไม่ไหว" จ้าวเจ๋อเหยียนทอดถอนใจ สีหน้าฉายแววกังวลใจอย่างสมจริง "เจ้าเป็นพี่ใหญ่ มีเกียรติของท่านแม่ทัพคอยคุ้มหัว หากเจ้ายอมออกหน้ารับแทน เสด็จพ่อย่อมไม่เอาความเจ้าถึงชีวิต ช่วยน้องชายของเจ้าสักคราได้หรือไม่ ถือว่าทำเพื่ออนาคตของพวกเรา" "ทำเพื่ออนาคตของพวกเราหรือพ่ะย่ะค่ะ" เซี่ยอวิ๋นซียกยิ้มบางเบา แววตาคมกริบฉายประกายเย็นยะเยียบ เขายันกายลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียงอย่างเชื่องช้า "องค์ชายสามทรงคิดอ่านรอบคอบยิ่งนัก แต่หม่อมฉันสงสัยเหลือเกิน แจกันหยกชิ้นนั้นตั้งอยู่บนชั้นหนังสือด้านในสุดของห้องทำงานท่านพ่อ น้องรองเข้าไปเดินชนได้อย่างไร หรือแท้จริงแล้ว... กำลังรื้อค้นหาเอกสารบางอย่างเพื่อนำไปมอบให้ใครบางคนที่หอจุ้ยฮวา?" รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเจ๋อเหยียนชะงักค้าง แววตาอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงในเสี้ยววินาที "อวิ๋นซี เจ้าพูดเรื่องอันใด" "เมื่อสองคืนก่อน ยามจื่อ น้องรองแอบลอบออกจากจวนไปพบองค์ชายสามที่หอนางโลมจุ้ยฮวา สั่งสุราดอกท้อราคาแปดพันตำลึง และรับมอบปิ่นหยกสลักลายหงส์คู่" เซี่ยอวิ๋นซีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย น้ำเสียงราบเรียบทว่ากรีดลึก "หากหม่อมฉันต้องออกหน้ารับโทษเรื่องแจกันหยก เช่นนั้นก็คงต้องทูลเสด็จพ่อเรื่องที่องค์ชายสามลอบนัดพบคนในจวนแม่ทัพยามวิกาล พร้อมส่งมอบของแทนใจที่ขโมยมาจากตำหนักกุ้ยเฟยไปด้วย จะได้มิต้องเหนื่อยความสองหน พระองค์คิดว่าดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?" "เซี่ยอวิ๋นซี!" จ้าวเจ๋อเหยียนลุกพรวดขึ้นยืน สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว มือหนาเอื้อมออกไปหมายจะคว้าคอเสื้อของคนบนเตียงเพื่อเค้นเอาความจริง "เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร! ใครเป็นคนบอกเจ้า!" ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วขององค์ชายสามจะได้สัมผัสแม้เพียงชายเสื้อ เสียงฝีเท้าหนักแน่นทรงอำนาจพลันดังขึ้นจากระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับรังสีอำมหิตอันเย็นเยียบที่แผ่คลุมเข้ามาในห้องจนอุณหภูมิลดฮวบ "เปิ่นหวางมิยักรู้ว่าองค์ชายสามมีสิทธิ์เข้ามาออกคำสั่งและข่มขู่บุตรชายคนโตของแม่ทัพใหญ่ถึงในเรือนพักส่วนตัว" ร่างสูงตระหง่านในชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นเงินลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา บุรุษผู้มีโครงหน้าคมสันดุดัน คิ้วกระบี่พาดเฉียงเหนือแววตาคมปราบดุจพญาเหยี่ยว กลิ่นอายคาวเลือดและอำนาจดิบเถื่อนที่ติดตัวมาจากสมรภูมิชายแดนกดทับบรรยากาศรอบด้านจนผู้คนแทบหยุดหายใจ เซียวจิ้งหลาน ชินอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ จ้าวเจ๋อเหยียนสะดุ้งสุดตัว รีบลดมือลงแล้วค้อมกายคารวะอย่างลนลาน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม "เสด็จอาหรงอ๋อง... หลานเพียงแค่แวะมาเยี่ยมอาการป่วยของอวิ๋นซีเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ มิได้มีเจตนาอื่นใด" "แวะมาเยี่ยม หรือแวะมาปิดปาก?" เซียวจิ้งหลานปรายตามองผ่านหลานชายราวกับมองเศษฝุ่น สุรเสียงทุ้มต่ำราบเรียบทว่าสะกดข่ม "ศาลต้าหลี่และกองทัพพยัคฆ์ทมิฬเพิ่งเข้าปิดล้อมหอจุ้ยฮวาเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน เจ้าหน้าที่พบสายลับแคว้นศัตรูซ่อนตัวอยู่ในห้องลับชั้นสาม... และบังเอิญเหลือเกินที่ในห้องนั้น มีป้ายหยกประจำตัวขององค์ชายสามตกอยู่ใต้โต๊ะสุรา" จ้าวเจ๋อเหยียนหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด แข้งขาสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม "เปิ่นหวางแนะให้เจ้าเอาเวลาไปคิดหาคำแก้ต่างต่อหน้าพระพักตร์ ดีกว่ามายืนส่งเสียงดังในจวนผู้อื่น" เซียวจิ้งหลานเอ่ยปากขับไล่อย่างไม่ไว้หน้า "พ่ะ... พ่ะย่ะค่ะ หลานขอตัวก่อน" จ้าวเจ๋อเหยียนมิกล้าเอ่ยแก้ตัวแม้แต่ครึ่งคำ รีบหมุนกายสาวเท้าก้าวออกจากเรือนหลานฮวาไปอย่างรวดเร็วราวกับคนหนีตาย ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องนอนอีกครั้ง เซี่ยอวิ๋นซีมิได้ละสายตาไปจากบุรุษร่างสูงตรงหน้า ชาติก่อนเขารู้เพียงว่าเซียวจิ้งหลานเป็นแม่ทัพคนหน้าดุที่เย็นชาและเหี้ยมโหด ไม่เคยข้องแวะกับฝ่ายใดในราชสำนัก ทว่าในคืนที่เขาต้องโทษตาย มีข่าวลือแว่วเข้าหูว่าชินอ๋องผู้นี้บุกเดี่ยวเข้าวังหลวงเพื่อสังหารผู้บงการจนตัวตายตามไปเช่นกัน เซียวจิ้งหลานก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างเตียง เงาร่างสูงใหญ่ทอดทับลงมาบดบังแสงสว่าง นัยน์ตาดุดันคู่นั้นกวาดมองใบหน้าหวานหมดจดอย่างพินิจพิเคราะห์ ทว่าลึกลงไปกลับมีความอ่อนโยนและห่วงใยที่สะกดกลั้นเอาไว้ "ข่าวลือในเมืองหลวงบอกว่าคุณชายใหญ่ตระกูลเซี่ยเป็นคนอ่อนแอ หลงรักองค์ชายสามจนยอมเป็นหมากเบี้ยให้เขากดขี่..." เซียวจิ้งหลานโน้มกายลงมาเล็กน้อย มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ "ดูท่าคนทั้งเมืองหลวงคงตาบอดกันหมด" "สายตาของคนนอกมักมองเห็นแต่สิ่งที่ตนอยากเห็นพ่ะย่ะค่ะ" เซี่ยอวิ๋นซีสบตาคมปราบอย่างไม่เกรงกลัว "แล้วท่านอ๋องเล่า ทรงมองเห็นสิ่งใดในตัวหม่อมฉัน?" มือหนาหยาบกร้านจากการจับอาวุธยกขึ้น ปลายนิ้วแตะลงที่ปลายคางมนอย่างแผ่วเบา สัมผัสอบอุ่นและทะนุถนอมขัดกับท่าทีดุดันภายนอก ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นไม้กฤษณาปัดผ่านข้างแก้มจนหัวใจของเซี่ยอวิ๋นซีกระตุกไหวอย่างประหลาด "เปิ่นหวางเห็นคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำนิ่ง" สุรเสียงทุ้มกระซิบชิดริมหู "เจ้าต้องการทำลายคนที่คิดทรยศเจ้า ส่วนเปิ่นหวางต้องการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในราชสำนัก... ออกจากจวนตระกูลเซี่ยแล้วมาอยู่กับข้า เปิ่นหวางจะเป็นเกราะคุ้มกันให้เจ้า ให้เจ้าใช้ชื่อของข้าเหยียบย่ำทุกคนที่เจ้าแค้น" เซี่ยอวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายสงสัย "ท่านอ๋องทรงยื่นข้อเสนอใหญ่หลวงเพียงนี้ ทรงต้องการสิ่งใดตอบแทน?" เซียวจิ้งหลานสบสายตากับดวงตาหงส์คู่สวย นัยน์ตาคมคู่นั้นทอประกายลุ่มลึกและแน่วแน่จนสะกดสายตา "เปิ่นหวางต้องการตัวเจ้า... และหัวใจของเจ้า" คำตอบตรงไปตรงมาไร้การอ้อมค้อมทำให้ใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นซีร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าในความร้อนผ่าวนั้น กลับมีความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต เซี่ยอวิ๋นซียกมือขึ้นทาบทับลงบนหลังมือหนาของชินอ๋อง ปลายนิ้วเรียวบีบกระชับเบาๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มงดงามทว่าแฝงประกายท้าทาย "หากท่านอ๋องกล้าเป็นเกราะให้หม่อมฉัน... หม่อมฉันก็พร้อมจะก้าวเข้าสู่กระดานนี้เคียงข้างท่านพ่ะย่ะค่ะ"ตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรมสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านยอดสนโบราณ หอบเอาไอเย็นสดชื่นและกลิ่นหอมสะอาดของใบชาป่าลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าตำหนักเฉียนชิง แสงแดดยามสายสาดส่องผืนหญ้าสีเขียวขจีประกายระยับ เสียงตวัดพู่กันและเสียงท่องตำราพิชัยสงครามดังก้องกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า สลับกับเสียงผ่าฟืนและเสียงฝึกอาวุธของทหารองครักษ์จากระยะไกลบนเฉลียงไม้สักทองหน้าตำหนัก จ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งเอกเขนกบนตั่งไม้นวม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักดิ้นทองลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา พระหัตถ์เรียวประคองถ้วยชาดอกเก๊กฮวยอบน้ำผึ้งป่า ทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่างด้วยแววตาอ่อนโยนกึ่งกลางลานหินอ่อน ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบในชุดฝึกยุทธ์รัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนจัดท่าทางโก่งคันธนูไม้อย่างมุ่งมั่นเด็กน้อยผู้นี้คือ จ้าวเฉิงอัน บุตรชายกำพร้าของรองแม่ทัพน้อยประจำกองทัพบูรพา ผู้ยอมสละชีพนำกำลังทหารเพียงห้าร้อยนายเข้ายันข้าศึกแดนประจิมเพื่อปกป้องราษฎรสามหมื่นชีวิตในอดีต ยามที่บิดามารดาสละชีพในสนามรบ จ้าวอวิ๋นซีและเซียวจิ้งหลานเดินทางไปเคารพศพด้วยตนเอง และมองเห็นประกายความมุ่งมั่น กตัญญู และควา
ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวานแสงอรุณสีทองสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้า กระทบยอดเสามังกรหยกทองคำของท้องพระโรงใหญ่ไท่เหอเตี้ยน บรรยากาศการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ควรจะสงบราบรื่นดั่งเช่นทุกวัน หากมิใช่เพราะม้วนฎีกาผ้าไหมสีแดงสดผูกริบบิ้นทองคำในมือของ หลี่ซั่งซู เสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางเฒ่าผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมโบราณยิ่งกว่าชีวิตจ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งสง่างามบนบัลลังก์มังกรทองคำ ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวปักดิ้นทองลายเมฆาทิ้งชายยาว มงกุฎมังกรทองคำฝังไข่มุกราตรีสิบสองสายทอดประกายระยับ พระเนตรหงส์ทอดมองขุนนางเฒ่าที่ก้าวออกมาคุกเข่ากึ่งกลางลานหินอ่อนด้วยความสงบนิ่งเคียงข้างบัลลังก์มังกร เซียวจิ้งหลานยืนตระหง่านในชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนทองคำ มือหนาวางทาบบนด้ามกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองม้วนฎีกาสีแดงในมือเสนาบดีกรมพิธีการด้วยสายตาเย็นเยียบ รังสีอำมหิตบางเบาเริ่มแผ่กระจายออกจากร่างสูงใหญ่จนอุณหภูมิในห้องโถงหลวงลดฮวบลงอย่างรวดเร็วหลี่ซั่งซูกระแอมไอเบาๆ ยกม้วนฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ สุรเสียงสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยปาก"ทูลฝ่าบาท... บัดนี้แผ่นดินต้าชิงสงบสุข
ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้าพายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงจนทัศนวิสัยเบื้องหน้าขาวโพลน เสียงฝีเท้าม้าศึกย่ำฝ่าผืนหิมะหนาหนักดังกึกก้องไปตามถนนหลวงเมืองหลวงต้าชิง เซียวจิ้งหลานในชุดเกราะแม่ทัพสีดำทมิฬเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังจากการศึกชายแดนทิศประจิม ควบม้าทะยานฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าตรงสู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลังอย่างบ้าคลั่ง มือหนาฟาดแส้ลงบนสะโพกม้าไม่หยุด ลมหายใจหอบถี่พ่นไอสีขาวฟุ้งกระจายในอากาศตลอดสามปีที่ถูกส่งไปตรึงกำลังรบ ณ ชายแดนอันห่างไกล หัวใจของเขาไม่เคยละทิ้งความห่วงใยที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้นั้นแม้แต่วินาทีเดียวสายสืบกองทัพพยัคฆ์ทมิฬลอบส่งข่าวด่วนมาถึงค่ายทหารกลางดึก... จ้าวเจ๋อเหยียนขึ้นครองราชย์ เสิ่นฮองเฮาสั่งปลดเซี่ยอวิ๋นซีออกจากตำแหน่งพระชายา นำตัวไปคุมขังไว้ในตำหนักเย็น และเพิ่งส่งมอบสุราพระราชทานเข้าไปเมื่อช่วงพลบค่ำหัวใจของเซียวจิ้งหลานร่วงหล่นสู่ก้นเหวลึก ร่างสูงใหญ่ทิ้งกองทัพไว้เบื้องหลัง ควบม้าศึกตัวเดียวข้ามวันข้ามคืนพันลี้โดยไม่หยุดพักม้าศึกส่งเสียงร้องโหยหวน ขาทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหิมะหน้าประตูวังหลังด้วยความอ่อนแรงเซียวจิ้งหลานกระโดดลงจากหลังม้า พุ
บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)สายลมวสันต์พัดโชยระลอกใหญ่ผ่านยอดเขาสูงตระหง่านทางทิศเหนือ หอบเอาไอดินอุ่นและกลิ่นหอมหวานของดอกท้อบานสะพรั่งเข้าสู่เมืองหลวงต้าชิง ท้องฟ้ายามบ่ายแก่โปร่งใส ปราศจากเมฆหมอกหม่นหมอง แสงสุริยันสีส้มทองสาดทอประกายระยับลงบนผิวกระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของพระราชวังหลวง เสียงระฆังมงคลบนยอดหอสูงดังกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า ผสานเข้ากับเสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะเบิกบานของราษฎรที่ดังแว่วมาจากทุกตรอกซอกซอยแผ่นดินต้าชิงก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์อย่างสมบูรณ์แบบนโยบายการปฏิรูปกฎหมาย ยกเลิกการลงทัณฑ์เก้าชั่วโคตร และการยกเว้นภาษีเกษตรกรรม ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุ้งฉางทุกหัวเมืองมีข้าวเปลือกกักเก็บเต็มพื้นที่ แปลงสมุนไพรของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกมณฑล ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ยากไร้โดยไร้ค่าใช้จ่าย มู่ชิงนำศิษย์แพทย์รุ่นเยาว์ออกตรวจรักษาตามหมู่บ้านชนบทอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขณะที่แม่ทัพเฒ่ากวนหยวนฝึกฝนกองทัพบูรพาและกองทัพพยัคฆ์ทมิฬให้เป็นดั่งกำแพงเหล็กกล้าพิทักษ์ชายแดน จนแคว้นรอบข้า





