LOGINบทที่ 3 : ไออุ่นยามราตรี
เสียงลมราตรีพัดกรูผ่านแนวป่าไผ่ด้านหลังเรือนชิงซง กิ่งไผ่เสียดสีกันดังกึกก้องแผ่วเบาเคล้าไปกับความเงียบสงัด แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุ ทอดเงาทาบลงบนพื้นศิลาเป็นลวดลายสลับซับซ้อน ค่ำคืนแรกในจวนชินอ๋องดำเนินไปอย่างสงบนิ่ง บ่าวไพร่และทหารเวรยามต่างถอยร่นออกไปเฝ้าระวังอยู่นอกเขตเรือนพักตามคำสั่ง ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนกว้างขวาง บนเตียงไม้ชิงชันหลังใหญ่ เซี่ยอวิ๋นซีนอนทอดกายอยู่ใต้ผ้าห่มแพรเนื้อหนา เปลือกตาปิดสนิท คิ้วเรียวงามกลับขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นปมแน่น ลมหายใจที่ควรสม่ำเสมอกลับเริ่มถี่กระชั้น ร่างกายใต้ผืนผ้าสั่นสะท้านขึ้นมาทีละน้อย ความมืดมิดในยามหลับใหลฉุดดึงสติของเขาย้อนกลับสู่อดีตชาติอันโหดร้าย พายุหิมะโหมกระหน่ำอยู่นอกหน้าต่างตำหนักเย็น ไอหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุเสื้อผ้าขาดวิ่นลึกถึงกระดูก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝุ่นผงและความอับชื้น เขานอนจมอยู่บนพื้นหินเย็นเยียบ สองแขนสองขาไร้เรี่ยวแรง ข้อมือและข้อเท้าปรากฏรอยแผลลึกสีแดงฉาน เลือดสดไหลทะลักออกมาไม่หยุดหย่อนหลังคมมีดกรีดตัดเส้นเอ็นจนขาดสะบั้น เสียงหัวเราะอย่างรื่นเริงของเซี่ยอวี่หลินดังก้องสะท้อนในโสตประสาท รอยยิ้มหยันบนใบหน้าของจ้าวเจ๋อเหยียนยังคงชัดเจน คนรักที่เขายอมมอบหัวใจและอำนาจทหารให้ บัดนี้กลับยืนถือจอกสุราลายมังกร ก้มลงมองเขาด้วยสายตาราวกับมองเศษขยะไร้ค่า ‘ดื่มลงไปเสียเถิดอวิ๋นซี สุรากาพระราชทานนี้ เสด็จแม่จงใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาส่งเจ้าเดินทาง’ มือหยาบกร้านของขันทีบีบเข้าที่กรามของเขาจนกระดูกแทบแหลก บังคับกรอกของเหลวสีใสลงในลำคอ รสชาติขมปร่ารุนแรงแผดเผาเนื้อเยื่อตั้งแต่หลอดอาหารลงไปถึงกระเพาะอาหาร ความเจ็บปวดรุนแรงประหนึ่งมีเปลวเพลิงนับพันดวงลุกไหม้อยู่ภายในร่าง เขาดิ้นรนทุรนทุราย พยายามเค้นเสียงกรีดร้องออกมา ทว่าสิ่งที่หลุดรอดจากริมฝีปากมีเพียงลิ่มเลือดสีดำคล้ำและเสียงครางแผ่วโหย ไร้ผู้ใดเหลียวแล ไร้ผู้ใดยื่นมือเข้าช่วย มีเพียงความหนาวเหน็บและความโดดเดี่ยวที่กลืนกินเขาทีละน้อยจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายดับลง "ไม่..." เสียงพึมพำแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากซีดเผือด เซี่ยอวิ๋นซีดิ้นรนอยู่บนเตียง นิ้วเรียวขยำผ้าปูที่นอนจนยับย่น ร่างกายบอบบางสั่นระริกดั่งใบไม้ต้องลมพายุ หยาดเหงื่อเย็นผุดซึมเต็มหน้าผากและลำคอ น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินผ่านหางตา หยาดน้ำใสสะท้อนแสงจันทร์สลัว เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างสูงตระหง่านในชุดคลุมตัวในสีเข้มก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้อง เซียวจิ้งหลานที่ยังมิได้พักผ่อนในเรือนใหญ่ฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงครางสะอื้นแผ่วเบาจากเรือนชิงซงจึงรุดหน้ามาดูด้วยตนเอง สายตาคมกริบกวาดมองร่างบนเตียง หัวใจของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมานับร้อยกระตุกวูบ ภาพคุณชายใหญ่ตระกูลเซี่ยผู้มีแววตาสงบนิ่งและเยือกเย็นยามวางแผนตลบหลังศัตรู บัดนี้กลับดูเปราะบางแตกสลายราวกับแก้วเนื้อบางที่พร้อมจะแหลกคามือ เซียวจิ้งหลานก้าวเข้ามาทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียงอย่างเงียบเชียบ มือหนาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากอกเสื้อ ค่อยๆ ซับหยาดเหงื่อเย็นบนหน้าผากเนียนและขมับให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสแผ่วเบาขัดกับภาพลักษณ์ดุดันน่าเกรงขามโดยสิ้นเชิง "อวิ๋นซี..." สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกข้างหู หวังดึงคนตรงหน้าออกจากห้วงฝันร้าย เซี่ยอวิ๋นซีผวาเฮือก มือเรียวปัดป่ายไปในอากาศอย่างตื่นตระหนก เซียวจิ้งหลานมิได้ล่าถอย กลับยื่นมือใหญ่เข้าไปคว้ามือขาวที่เย็นเฉียบดั่งก้อนน้ำแข็งนั้นไว้ กอบกุมนิ้วทั้งห้าเอาไว้ในอุ้งมืออันอบอุ่น ถ่ายทอดไออุ่นจากฝ่ามือหนาเข้าสู่ร่างกายที่กำลังสั่นเทา "อย่าแตะ... หนาวเหลือเกิน..." เซี่ยอวิ๋นซีเพ้อออกมาด้วยความทรมาน สติยังคงจมดิ่งอยู่ในคุกตำหนักเย็น "มืดเหลือเกิน... เจ็บ..." เซียวจิ้งหลานกระชับมือแน่นขึ้น เลื่อนกายเข้าไปใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน กลิ่นหอมสงบนวลของไม้กฤษณาประจำกายแผ่ซ่านโอบล้อมร่างโปร่งเอาไว้ ขับไล่กลิ่นอับชื้นและไอคาวเลือดในฝันร้ายให้ค่อยๆ มลายหายไป "เปิ่นหวางอยู่นี่แล้ว" เซียวจิ้งหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกและมั่นคง นัยน์ตาดุดันทอดมองคนตรงหน้าด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีผู้ใดในใต้หล้าเคยได้เห็น มืออีกข้างยกขึ้นปัดปอยผมที่เปียกชื้นออกจากดวงหน้าหวาน เกลี่ยปลายนิ้วเช็ดรอยน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา "ไม่มีตำหนักเย็น ไม่มีสุราพิษ ไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้าได้อีก... อวิ๋นซี เจ้าปลอดภัยแล้ว" ถ้อยคำปลอบประโลมและไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาทางฝ่ามือดึงสติของเซี่ยอวิ๋นซีให้ค่อยๆ ลอยพ้นจากธารน้ำแข็ง ความเจ็บปวดที่รุมเร้าในอกเริ่มทุเลาลง กลิ่นไม้กฤษณาอันคุ้นเคยทำให้จิตใจที่ตื่นตระหนกค่อยๆ สงบลงตามลำดับ ร่างกายที่เคยเกร็งแน่นเริ่มผ่อนคลายลง ปลายนิ้วเรียวขยับกุมตอบฝ่ามือหนาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เซียวจิ้งหลานมิได้ดึงมือออก เขานั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงเช่นนั้น ปล่อยให้อีกฝ่ายยึดเหนี่ยวฝ่ามือของตนไว้เป็นที่พึ่งพิง แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงคอยเฝ้าระวังภัยอยู่เคียงข้างจนกระทั่งลมหายใจของคนบนเตียงกลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง เวลาล่วงเลยผ่านราตรีอันยาวนาน แสงอรุณรุ่งสีทองเริ่มจับขอบฟ้าทางทิศบูรพา ส่องประกายขับไล่ความมืดมิด เสียงนกร้องเจื้อยแจ่วในสวนไผ่ปลุกให้สรรพสิ่งตื่นจากการหลับใหล เซี่ยอวิ๋นซีกะพริบตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ ม่านหมอกในหัวเริ่มจางหายไป ความอบอุ่นที่แนบชิดอยู่ข้างกายทำให้เขารู้สึกแปลกใจ เมื่อขยับสายตามองลงไป จึงพบว่ามือของตนเองกำลังประสานแน่นอยู่กับมือหนาของบุรุษผู้สูงศักดิ์ เซียวจิ้งหลานยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียงในท่าเดิม ดวงตาคมปราบมีรอยคล้ำจางๆ จากการอดนอน แววตากลับยังคงสว่างกระจ่างใสและจับจ้องมองเขาอยู่ก่อนแล้ว เซี่ยอวิ๋นซีชะงัก ชักมือกลับตามสัญชาตญาณระแวดระวัง เซียวจิ้งหลานมิได้ปล่อยมือโดยง่าย เขาออกแรงรั้งเบาๆ พลางใช้นิ้วหัวแม่มือลูบหลังมือขาวเนียนอย่างอ่อนโยน ค่อยๆ คลายมือออกเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าได้สติแจ่มชัดแล้ว "ตื่นแล้วหรือ" สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างเรียบง่าย ราวกับเรื่องที่ตนนั่งเฝ้าไข้ทั้งคืนเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญ "ท่านอ๋อง..." เซี่ยอวิ๋นซีพยุงกายลุกขึ้นนั่ง พยายามจัดระเบียบความคิดและสายตาที่กำลังสับสน "เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ?" "เปิ่นหวางเดินผ่านมา ได้ยินเสียงเจ้าละเมอ" เซียวจิ้งหลานตอบหน้าตาย ทั้งที่เรือนพักของทั้งคู่อยู่ห่างกันพอสมควร ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะหน้าผากของเซี่ยอวิ๋นซีเพื่อตรวจดูอุณหภูมิร่างกาย "ตัวไม่ร้อนแล้ว ฝันร้ายเรื่องเดิมอีกหรือ?" สัมผัสอบอุ่นที่หน้าผากทำให้เซี่ยอวิ๋นซีใจเต้นผิดจังหวะ ชาติก่อนไม่เคยมีใครใส่ใจว่าเขาจะเจ็บปวดหรือฝันร้ายเพียงใด ทุกคนล้วนต้องการเพียงผลประโยชน์จากตัวเขาทั้งสิ้น แม่ทัพหน้าดุผู้ถูกเล่าลือว่าเหี้ยมโหดไร้หัวใจ กลับยอมสละเวลานั่งเฝ้าเขาตลอดทั้งคืนโดยไม่เอ่ยปากซักไซ้หรือตั้งคำถามถึงความลับในฝันแม้แต่คำเดียว "พ่ะย่ะค่ะ... ฝันเรื่องเดิม" เซี่ยอวิ๋นซียอมรับเสียงเบา ดวงตาหงส์ทอดมองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่อนลงหลายส่วน "เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ฝันร้ายเหล่านั้นก็เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ" เซียวจิ้งหลานลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดชายเสื้อคลุมให้เข้าที่ ท่าทีทรงอำนาจกลับคืนมาอีกครั้ง "วันนี้เปิ่นหวางสั่งให้ห้องครัวตุ๋นน้ำแกงบำรุงปราณไว้ให้เจ้า ดื่มให้หมด แล้วเตรียมตัวให้พร้อม งานเลี้ยงตำหนักไท่เหอในอีกสองวัน เจ้าต้องไปร่วมงานในฐานะว่าที่พระชายารองของเปิ่นหวางอย่างสง่างาม" เซี่ยอวิ๋นซีมองตามแผ่นหลังกว้างที่กำลังจะก้าวออกจากห้อง ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างที่เคยเกาะกุมหัวใจมาเนิ่นนานเริ่มมีรอยร้าว รอยอบอุ่นจากฝ่ามือหนายังคงหลงเหลืออยู่บนผิวเนื้อ "ท่านอ๋อง" เซี่ยอวิ๋นซีเอ่ยเรียกขึ้นเบาๆ เซียวจิ้งหลานหยุดฝีเท้า หันกลับมาเลิกคิ้วมอง เซี่ยอวิ๋นซียกยิ้มบางเบา รอยยิ้มจริงใจที่มิได้เคลือบยาพิษหรือแผนการใดๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานเป็นครั้งแรก "ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ" เซียวจิ้งหลานมองรอยยิ้มนั้นนิ่งอยู่นาน นัยน์ตาคมทอประกายลุ่มลึก มุมปากหยักยกยิ้มรับอย่างพึงใจ "จำไว้... อยู่ในจวนนี้ เจ้าไม่ต้องกลัวสิ่งใดอีก"ตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรมสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านยอดสนโบราณ หอบเอาไอเย็นสดชื่นและกลิ่นหอมสะอาดของใบชาป่าลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าตำหนักเฉียนชิง แสงแดดยามสายสาดส่องผืนหญ้าสีเขียวขจีประกายระยับ เสียงตวัดพู่กันและเสียงท่องตำราพิชัยสงครามดังก้องกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า สลับกับเสียงผ่าฟืนและเสียงฝึกอาวุธของทหารองครักษ์จากระยะไกลบนเฉลียงไม้สักทองหน้าตำหนัก จ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งเอกเขนกบนตั่งไม้นวม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักดิ้นทองลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา พระหัตถ์เรียวประคองถ้วยชาดอกเก๊กฮวยอบน้ำผึ้งป่า ทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่างด้วยแววตาอ่อนโยนกึ่งกลางลานหินอ่อน ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบในชุดฝึกยุทธ์รัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนจัดท่าทางโก่งคันธนูไม้อย่างมุ่งมั่นเด็กน้อยผู้นี้คือ จ้าวเฉิงอัน บุตรชายกำพร้าของรองแม่ทัพน้อยประจำกองทัพบูรพา ผู้ยอมสละชีพนำกำลังทหารเพียงห้าร้อยนายเข้ายันข้าศึกแดนประจิมเพื่อปกป้องราษฎรสามหมื่นชีวิตในอดีต ยามที่บิดามารดาสละชีพในสนามรบ จ้าวอวิ๋นซีและเซียวจิ้งหลานเดินทางไปเคารพศพด้วยตนเอง และมองเห็นประกายความมุ่งมั่น กตัญญู และควา
ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวานแสงอรุณสีทองสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้า กระทบยอดเสามังกรหยกทองคำของท้องพระโรงใหญ่ไท่เหอเตี้ยน บรรยากาศการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ควรจะสงบราบรื่นดั่งเช่นทุกวัน หากมิใช่เพราะม้วนฎีกาผ้าไหมสีแดงสดผูกริบบิ้นทองคำในมือของ หลี่ซั่งซู เสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางเฒ่าผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมโบราณยิ่งกว่าชีวิตจ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งสง่างามบนบัลลังก์มังกรทองคำ ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวปักดิ้นทองลายเมฆาทิ้งชายยาว มงกุฎมังกรทองคำฝังไข่มุกราตรีสิบสองสายทอดประกายระยับ พระเนตรหงส์ทอดมองขุนนางเฒ่าที่ก้าวออกมาคุกเข่ากึ่งกลางลานหินอ่อนด้วยความสงบนิ่งเคียงข้างบัลลังก์มังกร เซียวจิ้งหลานยืนตระหง่านในชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนทองคำ มือหนาวางทาบบนด้ามกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองม้วนฎีกาสีแดงในมือเสนาบดีกรมพิธีการด้วยสายตาเย็นเยียบ รังสีอำมหิตบางเบาเริ่มแผ่กระจายออกจากร่างสูงใหญ่จนอุณหภูมิในห้องโถงหลวงลดฮวบลงอย่างรวดเร็วหลี่ซั่งซูกระแอมไอเบาๆ ยกม้วนฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ สุรเสียงสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยปาก"ทูลฝ่าบาท... บัดนี้แผ่นดินต้าชิงสงบสุข
ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้าพายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงจนทัศนวิสัยเบื้องหน้าขาวโพลน เสียงฝีเท้าม้าศึกย่ำฝ่าผืนหิมะหนาหนักดังกึกก้องไปตามถนนหลวงเมืองหลวงต้าชิง เซียวจิ้งหลานในชุดเกราะแม่ทัพสีดำทมิฬเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังจากการศึกชายแดนทิศประจิม ควบม้าทะยานฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าตรงสู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลังอย่างบ้าคลั่ง มือหนาฟาดแส้ลงบนสะโพกม้าไม่หยุด ลมหายใจหอบถี่พ่นไอสีขาวฟุ้งกระจายในอากาศตลอดสามปีที่ถูกส่งไปตรึงกำลังรบ ณ ชายแดนอันห่างไกล หัวใจของเขาไม่เคยละทิ้งความห่วงใยที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้นั้นแม้แต่วินาทีเดียวสายสืบกองทัพพยัคฆ์ทมิฬลอบส่งข่าวด่วนมาถึงค่ายทหารกลางดึก... จ้าวเจ๋อเหยียนขึ้นครองราชย์ เสิ่นฮองเฮาสั่งปลดเซี่ยอวิ๋นซีออกจากตำแหน่งพระชายา นำตัวไปคุมขังไว้ในตำหนักเย็น และเพิ่งส่งมอบสุราพระราชทานเข้าไปเมื่อช่วงพลบค่ำหัวใจของเซียวจิ้งหลานร่วงหล่นสู่ก้นเหวลึก ร่างสูงใหญ่ทิ้งกองทัพไว้เบื้องหลัง ควบม้าศึกตัวเดียวข้ามวันข้ามคืนพันลี้โดยไม่หยุดพักม้าศึกส่งเสียงร้องโหยหวน ขาทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหิมะหน้าประตูวังหลังด้วยความอ่อนแรงเซียวจิ้งหลานกระโดดลงจากหลังม้า พุ
บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)สายลมวสันต์พัดโชยระลอกใหญ่ผ่านยอดเขาสูงตระหง่านทางทิศเหนือ หอบเอาไอดินอุ่นและกลิ่นหอมหวานของดอกท้อบานสะพรั่งเข้าสู่เมืองหลวงต้าชิง ท้องฟ้ายามบ่ายแก่โปร่งใส ปราศจากเมฆหมอกหม่นหมอง แสงสุริยันสีส้มทองสาดทอประกายระยับลงบนผิวกระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของพระราชวังหลวง เสียงระฆังมงคลบนยอดหอสูงดังกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า ผสานเข้ากับเสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะเบิกบานของราษฎรที่ดังแว่วมาจากทุกตรอกซอกซอยแผ่นดินต้าชิงก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์อย่างสมบูรณ์แบบนโยบายการปฏิรูปกฎหมาย ยกเลิกการลงทัณฑ์เก้าชั่วโคตร และการยกเว้นภาษีเกษตรกรรม ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุ้งฉางทุกหัวเมืองมีข้าวเปลือกกักเก็บเต็มพื้นที่ แปลงสมุนไพรของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกมณฑล ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ยากไร้โดยไร้ค่าใช้จ่าย มู่ชิงนำศิษย์แพทย์รุ่นเยาว์ออกตรวจรักษาตามหมู่บ้านชนบทอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขณะที่แม่ทัพเฒ่ากวนหยวนฝึกฝนกองทัพบูรพาและกองทัพพยัคฆ์ทมิฬให้เป็นดั่งกำแพงเหล็กกล้าพิทักษ์ชายแดน จนแคว้นรอบข้า
บทที่ 49 : ท่องหล้าเคียงคู่สายลมยามค่ำพัดโชยผ่านยอดกิ่งหลิวริมสระน้ำหลวง นำพาความเย็นฉ่ำของต้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือนผืนแผ่นดิน แสงอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ดวงจันทร์วันเพ็ญดวงโตลอยเด่นอยู่กึ่งกลางฟากฟ้าสีครามเข้ม สาดประกายแสงสีเงินนวลตาลงกระทบกระเบื้องเคลือบหลังคาตำหนักเฉียนชิง เสียงประทัดเฉลิมฉลองเทศกาลโคมไฟดังก้องแว่วมาจากนอกแนวกำแพงวังหลวง บ่งบอกถึงความคึกคักของราษฎรในค่ำคืนวันเพ็ญเดือนอ้ายภายในห้องแต่งพระองค์ชั้นในของตำหนักหลวง ม่านแพรไหมสีทึบปิดกั้นสายตาจากภายนอกอย่างมิดชิดฉลองพระองค์คลุมมังกรทองเก้าเล็บและชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการผ้าไหมหนาหนัก แขวนสงบนิ่งอยู่บนราวไม้ชิงชันจ้าวอวิ๋นซียืนอยู่หน้าคันฉ่องสำริดบานใหญ่ สวมชุดผ้าไหมยาวสีฟ้าครามเรียบง่าย ไร้ลวดลายดิ้นทอง ไร้ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ ชายเสื้อปล่อยทิ้งตัวสบายตา สายรัดเอวผ้าแถบสีน้ำเงินเข้มขับเน้นช่วงเอวบางให้ดูโปร่งเพรียว เรือนผมดำขลับมัดรวบขึ้นครึ่งศีรษะ รัดเกล้าด้วยปิ่นไม้ไผ่เหลาเกลี้ยงเกลา ใบหน้าหวานหมดจดปราศจากเครื่องประทินโฉม อาบแสงเทียนสลัวทอประกายสดใสดั่งคุณชายสูงศักดิ์ตระกูลบัณฑิตเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง
บทที่ 48 : หยอกเย้าในห้องทรงอักษรแสงสุริยันยามบ่ายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้สักทองฉลุลายกิ่งไผ่ ทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นลงบนโต๊ะทรงพระอักษรไม้ชิงชันตัวใหญ่ กลิ่นหอมสะอาดของหมึกจีนโบราณเคล้าคลอกลิ่นควันกำยานไม้กฤษณาที่ลอยกรุ่นจากกระถางทองเหลือง เสียงพลิกหน้ากระดาษสาดังก้องเป็นจังหวะเนิบช้าท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องทรงพระอักษรใหญ่ตำหนักเฉียนชิงกองฎีกาผ้าไหมสีเหลืองและเล่มพับกระดาษข่อยของเหล่าเสนาบดี เรียงรายซ้อนกันเป็นระเบียบสามกองสูงจ้าวอวิ๋นซีนั่งเหยียดกายตรงบนเก้าอี้มังกรบุเบาะนวมหนานุ่ม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวมังกรหงส์ ใบหน้าหวานหมดจดแผ่รังสีสงบนิ่งจริงจัง พระเนตรหงส์จับจ้องมองรายงานการขุดลอกคูคลองและการจัดสรรงบประมาณของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นอย่างพินิจพิเคราะห์มือเรียวกุมพู่กันขนกระต่ายด้ามหยก จุ่มหมึกชาดสีแดงสด บรรจงเขียนลายพระหัตถ์ตอบรับข้อเสนอทีละฉบับเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม กล้ามเนื้อต้นคอและข้อมือเรียวเริ่มตึงแน่น จ้าวอวิ๋นซีวางพู่กันลงบนที่วางหยก ยกพระหัตถ์ขึ้นนวดคลึง







