Beranda / วาย / หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก / บทที่ 1 : สุราพิษและม่านหมอกที่หวนคืน

Share

หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก
หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก
Penulis: พิมพ์ใจ

บทที่ 1 : สุราพิษและม่านหมอกที่หวนคืน

last update Tanggal publikasi: 2026-10-15 14:28:37

บทที่ 1 : สุราพิษและม่านหมอกที่หวนคืน

รสขมปร่าของสุราพิษยังคงเกาะกุมอยู่ในลำคอ ความร้อนผ่าวแผดเผาหลอดอาหารและลำไส้จนแหลกเหลว ลมหายใจขาดห้วงพร้อมความเจ็บปวดเจียนสิ้นใจยามคมมีดกรีดตัดเส้นเอ็นข้อมือข้อเท้าทีละข้างอย่างเลือดเย็น เสียงฝีเท้าของจ้าวเจ๋อเหยียนที่ก้าวเดินเคียงคู่กับเซี่ยอวี่หลินท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันยังคงดังก้องอยู่ในความมืดมิดของตำหนักเย็น ค่ำคืนที่หิมะโปรยปรายกลบทับร่างไร้วิญญาณที่ถูกเหยียบย่ำจนหมดสิ้นศักดิ์ศรี

เฮือก!

เซี่ยอวิ๋นซีผวาตื่นขึ้นมา ลมหายใจหอบถี่จนแผงอกกระเพื่อมไหว เหงื่อเย็นผุดพรายเปียกชุ่มขมับและลำคอ ปลายนิ้วมือสั่นเทารีบยกขึ้นลูบคลำลำคอและข้อมือของตนเองตามสัญชาตญาณ

ไม่มีรอยแผลเป็น ไม่มีคราบเลือดเกรอะกรัง เส้นเอ็นยังอยู่ครบถ้วน

เขากะพริบตาไล่ม่านหมอกจางๆ กวาดสายตามองไปรอบห้อง ม่านโปร่งสีครามทิ้งตัวลงมารับลมเช้า กลิ่นหอมสะอาดของไม้กฤษณาผสานกลิ่นดอกสาลี่ริมหน้าต่าง ลวดลายไม้สลักบนหัวเตียงคือเรือนหลานฮวาในจวนแม่ทัพตระกูลเซี่ย ร่างกายนี้เบาสบาย ผิวพรรณเนียนละเอียดไร้รอยฟกช้ำ นี่คือตัวเขาในวัยสิบแปดปี วันที่ความหายนะยังมิได้เริ่มต้นขึ้น

สวรรค์คืนชีวิตให้เขาจริงๆ

เสียงฝีเท้าเบาบางดังมาจากหน้าห้อง ก่อนบานประตูปิดสนิทจะถูกผลักเปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มละมุนละไม ใบหน้าที่เคยทำให้เซี่ยอวิ๋นซีหลงงมงายจนยอมสละทุกสิ่งในชีวิต บัดนี้กลับดูเสแสร้งจนน่าสะอิดสะเอียน

จ้าวเจ๋อเหยียน องค์ชายสามผู้ซ่อนความทะเยอทะยานไว้ใต้รอยยิ้ม

"อวิ๋นซี เจ้าฟื้นแล้วหรือ" จ้าวเจ๋อเหยียนก้าวเข้ามาทรุดกายนั่งลงข้างเตียง ทอดสายตามองด้วยความอ่อนโยนพลางเอื้อมมือหมายจะจับมือของเขา "เปิ่นหวางได้ยินว่าเจ้าล้มป่วยจึงรีบมาดู ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องที่อวี่หลินทำแจกันหยกพระราชทานแตกในห้องหนังสือของท่านแม่ทัพ"

เซี่ยอวิ๋นซีขยับมือหลบอย่างแนบเนียน ดึงชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าตัก ปล่อยให้อีกฝ่ายคว้าได้เพียงความว่างเปล่า

ดวงตาหงส์ทอดมองบุรุษตรงหน้านิ่ง แววตาราบเรียบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น ชาติก่อนเขาก็หลงเชื่อคำหวานนี้ ยอมเอ่ยปากรับสมอ้างว่าเป็นคนทำแจกันแตก จนถูกบิดาสั่งโบยสามสิบไม้และกักบริเวณสามเดือน เปิดทางให้เซี่ยอวี่หลินเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะแทนเขา จนได้ตำแหน่งพระชายาเอกขององค์ชายสามไปครองอย่างสง่างาม

"หากเรื่องนี้รู้ถึงพระกรรณเสด็จพ่อ อวี่หลินคงไม่พ้นต้องรับโทษหนัก สภาพร่างกายของน้องเจ้าบอบบางถึงเพียงนั้น หากโดนโบยคงทนพิษบาดแผลไม่ไหว" จ้าวเจ๋อเหยียนทอดถอนใจ สีหน้าฉายแววกังวลใจอย่างสมจริง "เจ้าเป็นพี่ใหญ่ มีเกียรติของท่านแม่ทัพคอยคุ้มหัว หากเจ้ายอมออกหน้ารับแทน เสด็จพ่อย่อมไม่เอาความเจ้าถึงชีวิต ช่วยน้องชายของเจ้าสักคราได้หรือไม่ ถือว่าทำเพื่ออนาคตของพวกเรา"

"ทำเพื่ออนาคตของพวกเราหรือพ่ะย่ะค่ะ"

เซี่ยอวิ๋นซียกยิ้มบางเบา แววตาคมกริบฉายประกายเย็นยะเยียบ เขายันกายลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียงอย่างเชื่องช้า

"องค์ชายสามทรงคิดอ่านรอบคอบยิ่งนัก แต่หม่อมฉันสงสัยเหลือเกิน แจกันหยกชิ้นนั้นตั้งอยู่บนชั้นหนังสือด้านในสุดของห้องทำงานท่านพ่อ น้องรองเข้าไปเดินชนได้อย่างไร หรือแท้จริงแล้ว... กำลังรื้อค้นหาเอกสารบางอย่างเพื่อนำไปมอบให้ใครบางคนที่หอจุ้ยฮวา?"

รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเจ๋อเหยียนชะงักค้าง แววตาอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงในเสี้ยววินาที

"อวิ๋นซี เจ้าพูดเรื่องอันใด"

"เมื่อสองคืนก่อน ยามจื่อ น้องรองแอบลอบออกจากจวนไปพบองค์ชายสามที่หอนางโลมจุ้ยฮวา สั่งสุราดอกท้อราคาแปดพันตำลึง และรับมอบปิ่นหยกสลักลายหงส์คู่" เซี่ยอวิ๋นซีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย น้ำเสียงราบเรียบทว่ากรีดลึก "หากหม่อมฉันต้องออกหน้ารับโทษเรื่องแจกันหยก เช่นนั้นก็คงต้องทูลเสด็จพ่อเรื่องที่องค์ชายสามลอบนัดพบคนในจวนแม่ทัพยามวิกาล พร้อมส่งมอบของแทนใจที่ขโมยมาจากตำหนักกุ้ยเฟยไปด้วย จะได้มิต้องเหนื่อยความสองหน พระองค์คิดว่าดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"

"เซี่ยอวิ๋นซี!"

จ้าวเจ๋อเหยียนลุกพรวดขึ้นยืน สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว มือหนาเอื้อมออกไปหมายจะคว้าคอเสื้อของคนบนเตียงเพื่อเค้นเอาความจริง "เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร! ใครเป็นคนบอกเจ้า!"

ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วขององค์ชายสามจะได้สัมผัสแม้เพียงชายเสื้อ เสียงฝีเท้าหนักแน่นทรงอำนาจพลันดังขึ้นจากระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับรังสีอำมหิตอันเย็นเยียบที่แผ่คลุมเข้ามาในห้องจนอุณหภูมิลดฮวบ

"เปิ่นหวางมิยักรู้ว่าองค์ชายสามมีสิทธิ์เข้ามาออกคำสั่งและข่มขู่บุตรชายคนโตของแม่ทัพใหญ่ถึงในเรือนพักส่วนตัว"

ร่างสูงตระหง่านในชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นเงินลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา บุรุษผู้มีโครงหน้าคมสันดุดัน คิ้วกระบี่พาดเฉียงเหนือแววตาคมปราบดุจพญาเหยี่ยว กลิ่นอายคาวเลือดและอำนาจดิบเถื่อนที่ติดตัวมาจากสมรภูมิชายแดนกดทับบรรยากาศรอบด้านจนผู้คนแทบหยุดหายใจ

เซียวจิ้งหลาน ชินอ๋องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ

จ้าวเจ๋อเหยียนสะดุ้งสุดตัว รีบลดมือลงแล้วค้อมกายคารวะอย่างลนลาน เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม "เสด็จอาหรงอ๋อง... หลานเพียงแค่แวะมาเยี่ยมอาการป่วยของอวิ๋นซีเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ มิได้มีเจตนาอื่นใด"

"แวะมาเยี่ยม หรือแวะมาปิดปาก?"

เซียวจิ้งหลานปรายตามองผ่านหลานชายราวกับมองเศษฝุ่น สุรเสียงทุ้มต่ำราบเรียบทว่าสะกดข่ม

"ศาลต้าหลี่และกองทัพพยัคฆ์ทมิฬเพิ่งเข้าปิดล้อมหอจุ้ยฮวาเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน เจ้าหน้าที่พบสายลับแคว้นศัตรูซ่อนตัวอยู่ในห้องลับชั้นสาม... และบังเอิญเหลือเกินที่ในห้องนั้น มีป้ายหยกประจำตัวขององค์ชายสามตกอยู่ใต้โต๊ะสุรา"

จ้าวเจ๋อเหยียนหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด แข้งขาสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม

"เปิ่นหวางแนะให้เจ้าเอาเวลาไปคิดหาคำแก้ต่างต่อหน้าพระพักตร์ ดีกว่ามายืนส่งเสียงดังในจวนผู้อื่น" เซียวจิ้งหลานเอ่ยปากขับไล่อย่างไม่ไว้หน้า

"พ่ะ... พ่ะย่ะค่ะ หลานขอตัวก่อน"

จ้าวเจ๋อเหยียนมิกล้าเอ่ยแก้ตัวแม้แต่ครึ่งคำ รีบหมุนกายสาวเท้าก้าวออกจากเรือนหลานฮวาไปอย่างรวดเร็วราวกับคนหนีตาย

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องนอนอีกครั้ง

เซี่ยอวิ๋นซีมิได้ละสายตาไปจากบุรุษร่างสูงตรงหน้า ชาติก่อนเขารู้เพียงว่าเซียวจิ้งหลานเป็นแม่ทัพคนหน้าดุที่เย็นชาและเหี้ยมโหด ไม่เคยข้องแวะกับฝ่ายใดในราชสำนัก ทว่าในคืนที่เขาต้องโทษตาย มีข่าวลือแว่วเข้าหูว่าชินอ๋องผู้นี้บุกเดี่ยวเข้าวังหลวงเพื่อสังหารผู้บงการจนตัวตายตามไปเช่นกัน

เซียวจิ้งหลานก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างเตียง เงาร่างสูงใหญ่ทอดทับลงมาบดบังแสงสว่าง นัยน์ตาดุดันคู่นั้นกวาดมองใบหน้าหวานหมดจดอย่างพินิจพิเคราะห์ ทว่าลึกลงไปกลับมีความอ่อนโยนและห่วงใยที่สะกดกลั้นเอาไว้

"ข่าวลือในเมืองหลวงบอกว่าคุณชายใหญ่ตระกูลเซี่ยเป็นคนอ่อนแอ หลงรักองค์ชายสามจนยอมเป็นหมากเบี้ยให้เขากดขี่..." เซียวจิ้งหลานโน้มกายลงมาเล็กน้อย มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ "ดูท่าคนทั้งเมืองหลวงคงตาบอดกันหมด"

"สายตาของคนนอกมักมองเห็นแต่สิ่งที่ตนอยากเห็นพ่ะย่ะค่ะ" เซี่ยอวิ๋นซีสบตาคมปราบอย่างไม่เกรงกลัว "แล้วท่านอ๋องเล่า ทรงมองเห็นสิ่งใดในตัวหม่อมฉัน?"

มือหนาหยาบกร้านจากการจับอาวุธยกขึ้น ปลายนิ้วแตะลงที่ปลายคางมนอย่างแผ่วเบา สัมผัสอบอุ่นและทะนุถนอมขัดกับท่าทีดุดันภายนอก ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นไม้กฤษณาปัดผ่านข้างแก้มจนหัวใจของเซี่ยอวิ๋นซีกระตุกไหวอย่างประหลาด

"เปิ่นหวางเห็นคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำนิ่ง" สุรเสียงทุ้มกระซิบชิดริมหู "เจ้าต้องการทำลายคนที่คิดทรยศเจ้า ส่วนเปิ่นหวางต้องการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในราชสำนัก... ออกจากจวนตระกูลเซี่ยแล้วมาอยู่กับข้า เปิ่นหวางจะเป็นเกราะคุ้มกันให้เจ้า ให้เจ้าใช้ชื่อของข้าเหยียบย่ำทุกคนที่เจ้าแค้น"

เซี่ยอวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายสงสัย "ท่านอ๋องทรงยื่นข้อเสนอใหญ่หลวงเพียงนี้ ทรงต้องการสิ่งใดตอบแทน?"

เซียวจิ้งหลานสบสายตากับดวงตาหงส์คู่สวย นัยน์ตาคมคู่นั้นทอประกายลุ่มลึกและแน่วแน่จนสะกดสายตา

"เปิ่นหวางต้องการตัวเจ้า... และหัวใจของเจ้า"

คำตอบตรงไปตรงมาไร้การอ้อมค้อมทำให้ใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นซีร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าในความร้อนผ่าวนั้น กลับมีความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

เซี่ยอวิ๋นซียกมือขึ้นทาบทับลงบนหลังมือหนาของชินอ๋อง ปลายนิ้วเรียวบีบกระชับเบาๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มงดงามทว่าแฝงประกายท้าทาย

"หากท่านอ๋องกล้าเป็นเกราะให้หม่อมฉัน... หม่อมฉันก็พร้อมจะก้าวเข้าสู่กระดานนี้เคียงข้างท่านพ่ะย่ะค่ะ"

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   ตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรม

    ตอนพิเศษ 3 : กำเนิดทายาทบุญธรรมสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านยอดสนโบราณ หอบเอาไอเย็นสดชื่นและกลิ่นหอมสะอาดของใบชาป่าลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าตำหนักเฉียนชิง แสงแดดยามสายสาดส่องผืนหญ้าสีเขียวขจีประกายระยับ เสียงตวัดพู่กันและเสียงท่องตำราพิชัยสงครามดังก้องกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า สลับกับเสียงผ่าฟืนและเสียงฝึกอาวุธของทหารองครักษ์จากระยะไกลบนเฉลียงไม้สักทองหน้าตำหนัก จ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งเอกเขนกบนตั่งไม้นวม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักดิ้นทองลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา พระหัตถ์เรียวประคองถ้วยชาดอกเก๊กฮวยอบน้ำผึ้งป่า ทอดสายตามองลานกว้างเบื้องล่างด้วยแววตาอ่อนโยนกึ่งกลางลานหินอ่อน ร่างของเด็กชายวัยแปดขวบในชุดฝึกยุทธ์รัดกุมสีน้ำเงินเข้ม กำลังยืนจัดท่าทางโก่งคันธนูไม้อย่างมุ่งมั่นเด็กน้อยผู้นี้คือ จ้าวเฉิงอัน บุตรชายกำพร้าของรองแม่ทัพน้อยประจำกองทัพบูรพา ผู้ยอมสละชีพนำกำลังทหารเพียงห้าร้อยนายเข้ายันข้าศึกแดนประจิมเพื่อปกป้องราษฎรสามหมื่นชีวิตในอดีต ยามที่บิดามารดาสละชีพในสนามรบ จ้าวอวิ๋นซีและเซียวจิ้งหลานเดินทางไปเคารพศพด้วยตนเอง และมองเห็นประกายความมุ่งมั่น กตัญญู และควา

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวาน

    ตอนพิเศษ 2 : วันวานอันแสนหวานแสงอรุณสีทองสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้า กระทบยอดเสามังกรหยกทองคำของท้องพระโรงใหญ่ไท่เหอเตี้ยน บรรยากาศการประชุมขุนนางในเช้าวันนี้ควรจะสงบราบรื่นดั่งเช่นทุกวัน หากมิใช่เพราะม้วนฎีกาผ้าไหมสีแดงสดผูกริบบิ้นทองคำในมือของ หลี่ซั่งซู เสนาบดีกรมพิธีการ ขุนนางเฒ่าผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมโบราณยิ่งกว่าชีวิตจ้าวอวิ๋นซีประทับนั่งสง่างามบนบัลลังก์มังกรทองคำ ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวปักดิ้นทองลายเมฆาทิ้งชายยาว มงกุฎมังกรทองคำฝังไข่มุกราตรีสิบสองสายทอดประกายระยับ พระเนตรหงส์ทอดมองขุนนางเฒ่าที่ก้าวออกมาคุกเข่ากึ่งกลางลานหินอ่อนด้วยความสงบนิ่งเคียงข้างบัลลังก์มังกร เซียวจิ้งหลานยืนตระหง่านในชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการสีน้ำเงินเข้มปักลายกิเลนทองคำ มือหนาวางทาบบนด้ามกระบี่พยัคฆ์ทมิฬ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองม้วนฎีกาสีแดงในมือเสนาบดีกรมพิธีการด้วยสายตาเย็นเยียบ รังสีอำมหิตบางเบาเริ่มแผ่กระจายออกจากร่างสูงใหญ่จนอุณหภูมิในห้องโถงหลวงลดฮวบลงอย่างรวดเร็วหลี่ซั่งซูกระแอมไอเบาๆ ยกม้วนฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ สุรเสียงสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยปาก"ทูลฝ่าบาท... บัดนี้แผ่นดินต้าชิงสงบสุข

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้า

    ตอนพิเศษ 1 : ชาติก่อนที่ไม่มีเจ้าพายุหิมะโหมกระหน่ำรุนแรงจนทัศนวิสัยเบื้องหน้าขาวโพลน เสียงฝีเท้าม้าศึกย่ำฝ่าผืนหิมะหนาหนักดังกึกก้องไปตามถนนหลวงเมืองหลวงต้าชิง เซียวจิ้งหลานในชุดเกราะแม่ทัพสีดำทมิฬเปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังจากการศึกชายแดนทิศประจิม ควบม้าทะยานฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าตรงสู่ประตูด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลังอย่างบ้าคลั่ง มือหนาฟาดแส้ลงบนสะโพกม้าไม่หยุด ลมหายใจหอบถี่พ่นไอสีขาวฟุ้งกระจายในอากาศตลอดสามปีที่ถูกส่งไปตรึงกำลังรบ ณ ชายแดนอันห่างไกล หัวใจของเขาไม่เคยละทิ้งความห่วงใยที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้นั้นแม้แต่วินาทีเดียวสายสืบกองทัพพยัคฆ์ทมิฬลอบส่งข่าวด่วนมาถึงค่ายทหารกลางดึก... จ้าวเจ๋อเหยียนขึ้นครองราชย์ เสิ่นฮองเฮาสั่งปลดเซี่ยอวิ๋นซีออกจากตำแหน่งพระชายา นำตัวไปคุมขังไว้ในตำหนักเย็น และเพิ่งส่งมอบสุราพระราชทานเข้าไปเมื่อช่วงพลบค่ำหัวใจของเซียวจิ้งหลานร่วงหล่นสู่ก้นเหวลึก ร่างสูงใหญ่ทิ้งกองทัพไว้เบื้องหลัง ควบม้าศึกตัวเดียวข้ามวันข้ามคืนพันลี้โดยไม่หยุดพักม้าศึกส่งเสียงร้องโหยหวน ขาทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหิมะหน้าประตูวังหลังด้วยความอ่อนแรงเซียวจิ้งหลานกระโดดลงจากหลังม้า พุ

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)

    บทที่ 50 : หงส์คู่พยัคฆ์ทมิฬ (จบบริบูรณ์)สายลมวสันต์พัดโชยระลอกใหญ่ผ่านยอดเขาสูงตระหง่านทางทิศเหนือ หอบเอาไอดินอุ่นและกลิ่นหอมหวานของดอกท้อบานสะพรั่งเข้าสู่เมืองหลวงต้าชิง ท้องฟ้ายามบ่ายแก่โปร่งใส ปราศจากเมฆหมอกหม่นหมอง แสงสุริยันสีส้มทองสาดทอประกายระยับลงบนผิวกระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของพระราชวังหลวง เสียงระฆังมงคลบนยอดหอสูงดังกังวานเป็นจังหวะเนิบช้า ผสานเข้ากับเสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะเบิกบานของราษฎรที่ดังแว่วมาจากทุกตรอกซอกซอยแผ่นดินต้าชิงก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งความรุ่งโรจน์อย่างสมบูรณ์แบบนโยบายการปฏิรูปกฎหมาย ยกเลิกการลงทัณฑ์เก้าชั่วโคตร และการยกเว้นภาษีเกษตรกรรม ช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยุ้งฉางทุกหัวเมืองมีข้าวเปลือกกักเก็บเต็มพื้นที่ แปลงสมุนไพรของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วทุกมณฑล ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ยากไร้โดยไร้ค่าใช้จ่าย มู่ชิงนำศิษย์แพทย์รุ่นเยาว์ออกตรวจรักษาตามหมู่บ้านชนบทอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขณะที่แม่ทัพเฒ่ากวนหยวนฝึกฝนกองทัพบูรพาและกองทัพพยัคฆ์ทมิฬให้เป็นดั่งกำแพงเหล็กกล้าพิทักษ์ชายแดน จนแคว้นรอบข้า

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   บทที่ 49 : ท่องหล้าเคียงคู่

    บทที่ 49 : ท่องหล้าเคียงคู่สายลมยามค่ำพัดโชยผ่านยอดกิ่งหลิวริมสระน้ำหลวง นำพาความเย็นฉ่ำของต้นฤดูใบไม้ผลิมาเยือนผืนแผ่นดิน แสงอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ดวงจันทร์วันเพ็ญดวงโตลอยเด่นอยู่กึ่งกลางฟากฟ้าสีครามเข้ม สาดประกายแสงสีเงินนวลตาลงกระทบกระเบื้องเคลือบหลังคาตำหนักเฉียนชิง เสียงประทัดเฉลิมฉลองเทศกาลโคมไฟดังก้องแว่วมาจากนอกแนวกำแพงวังหลวง บ่งบอกถึงความคึกคักของราษฎรในค่ำคืนวันเพ็ญเดือนอ้ายภายในห้องแต่งพระองค์ชั้นในของตำหนักหลวง ม่านแพรไหมสีทึบปิดกั้นสายตาจากภายนอกอย่างมิดชิดฉลองพระองค์คลุมมังกรทองเก้าเล็บและชุดขุนนางผู้สำเร็จราชการผ้าไหมหนาหนัก แขวนสงบนิ่งอยู่บนราวไม้ชิงชันจ้าวอวิ๋นซียืนอยู่หน้าคันฉ่องสำริดบานใหญ่ สวมชุดผ้าไหมยาวสีฟ้าครามเรียบง่าย ไร้ลวดลายดิ้นทอง ไร้ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ ชายเสื้อปล่อยทิ้งตัวสบายตา สายรัดเอวผ้าแถบสีน้ำเงินเข้มขับเน้นช่วงเอวบางให้ดูโปร่งเพรียว เรือนผมดำขลับมัดรวบขึ้นครึ่งศีรษะ รัดเกล้าด้วยปิ่นไม้ไผ่เหลาเกลี้ยงเกลา ใบหน้าหวานหมดจดปราศจากเครื่องประทินโฉม อาบแสงเทียนสลัวทอประกายสดใสดั่งคุณชายสูงศักดิ์ตระกูลบัณฑิตเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง

  • หวนคืนมาครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นหมาก   บทที่ 48 : หยอกเย้าในห้องทรงอักษร

    บทที่ 48 : หยอกเย้าในห้องทรงอักษรแสงสุริยันยามบ่ายสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้สักทองฉลุลายกิ่งไผ่ ทอดประกายสีส้มทองอบอุ่นลงบนโต๊ะทรงพระอักษรไม้ชิงชันตัวใหญ่ กลิ่นหอมสะอาดของหมึกจีนโบราณเคล้าคลอกลิ่นควันกำยานไม้กฤษณาที่ลอยกรุ่นจากกระถางทองเหลือง เสียงพลิกหน้ากระดาษสาดังก้องเป็นจังหวะเนิบช้าท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องทรงพระอักษรใหญ่ตำหนักเฉียนชิงกองฎีกาผ้าไหมสีเหลืองและเล่มพับกระดาษข่อยของเหล่าเสนาบดี เรียงรายซ้อนกันเป็นระเบียบสามกองสูงจ้าวอวิ๋นซีนั่งเหยียดกายตรงบนเก้าอี้มังกรบุเบาะนวมหนานุ่ม ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าโปร่งสีครามสบายตา เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวมังกรหงส์ ใบหน้าหวานหมดจดแผ่รังสีสงบนิ่งจริงจัง พระเนตรหงส์จับจ้องมองรายงานการขุดลอกคูคลองและการจัดสรรงบประมาณของสำนักแพทย์ไป๋อวิ๋นอย่างพินิจพิเคราะห์มือเรียวกุมพู่กันขนกระต่ายด้ามหยก จุ่มหมึกชาดสีแดงสด บรรจงเขียนลายพระหัตถ์ตอบรับข้อเสนอทีละฉบับเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม กล้ามเนื้อต้นคอและข้อมือเรียวเริ่มตึงแน่น จ้าวอวิ๋นซีวางพู่กันลงบนที่วางหยก ยกพระหัตถ์ขึ้นนวดคลึง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status