7
ไว้ใจ
“หนูนิดเครียดอะไรคะ พี่เห็นทำคิ้วขมวดอยู่ตั้งนาน”พาทิศเดินมากอดหญิงสาวจากด้านหลังในขณะที่เธอกำลังยืนอยู่หน้ากระจกของตู้เสื้อผ้า
“หน้าหนูนิดออกขนาดนั้นเลยเหรอคะ”เธอถาม
“ใช่สิคะ ออกมากเลยล่ะ หนูนิดเป็นอะไรไปคะ? บอกพี่ได้ไหม? พี่คิดว่าไม่มีเรื่องอะไรน่ากังวลแล้วนะ นนท์ก็เริ่มหายดีแล้ว ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่มีอะไรน่าห่วง เอ..หรือว่าหนูนิดเครียดเรื่องงาน?”
“เปล่าค่ะ”เธอปลดมือของพาทิศออกและเดินมานั่งที่เตียงพร้อมที่จะล้มตัวนอนลง “แน่ใจนะคะว่าไม่มีอะไรจริง ๆ ”
“จริงค่ะ ไม่มีอะไร”เธอยิ้มให้และหันนอนตะแคงหันหลังให้คนรัก ทำให้เขาต้องรีบซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกันกับเธอ
ชายหนุ่มกอดหญิงสาวจากด้านหลัง ทำให้อีกฝ่ายที่ยังคงนอนคิดเรื่องเมื่อตอนกลางวันหันกลับมากอดเขา เพราะกลัวว่าเขาจะน้อยใจ
“ฝันดีนะคะ”เธอไม่ว่าอะไรต่อและหลับตาลง
“ฝันดีค่ะ”เขาเองก็ว่าขึ้น
หลังจากที่พาทิศหลับไป ณิชชยาก็ลืมตาขึ้นเพราะเธอนอนไม่หลับ ในหัวก็ยังคงคิดถึงเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาจึงตัดสินใจลงมาหานมดื่มเพื่อที่จะให้ตัวเองหลับอย่างสบายใจได้ “นมอุ่น ๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด”
เธอถอนหายใจออกมา เรื่องสัญญาการกู้ของนายภวัตผู้เป็นบิดายังคงวนเวียนอยู่ในหัวจนอยู่ ๆ เธอก็รู้สึกปวดหัวตุบ ๆ ขึ้นมา
“แต่ตอนที่เจอกัน ปฐวีก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องสัญญาเงินกู้ ตอนนี้..พ่อน่าจะคืนเงินทางนู่นหมดแล้ว..เลิกคิดมากดีกว่าไหมเรา”เธอพยายามที่จะหาเหตุผลต่าง ๆ มาทำให้ตนเองไม่คิดมาก แต่ก็ได้แค่ไม่เท่าไรก็กระวนกระวายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เธอจะไม่อะไรเลย ถ้าบริษัทเจ้าหนี้ไม่ได้เป็นบริษัทที่ปฐวีกำลังบริหารอยู่ “ช่างเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด”
“ถ้าเขาไม่พูดก็แปลว่าพ่อคงใช้หนี้เขาหมดแล้วจริง ๆ ”
เธอว่าแค่นั้นก่อนจะถอดใจ ไม่คิดเรื่องนี้ต่อ
หญิงสาวเดินขึ้นมาบนห้องนอนมองดูพาทิศที่กำลังนอนหลับ ตอนนี้เธอไม่ได้คิดอะไรที่เกี่ยวกับปฐวีทั้งนั้น หากเขาไม่กลับมาเธอก็ไม่คิดที่จะคิดถึงเขาเพราะตอนนี้เธอก็มีคนที่อยู่ข้างกายอย่างพาทิศคนรักของเธอ
“แต่ผมไม่สน ในเมื่อคนรักของคุณยังไม่สนใจเลยว่าตัวเองกำลังจะแต่งงาน”
เสียงของปฐวีดังขึ้นในโสตประสาทของเธออีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เธอลืมเรื่องนี้ไปแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมเธอกลับนึกมันขึ้นมาได้อยู่อีก
“นี่เรากำลังไม่ไว้ใจพี่พีทอยู่?”
เธอรู้ดีว่าสิ่งที่ปฐวีพูดในตอนนั้น เขาต้องการที่จะสื่ออะไร สายตาของเขาอยู่เหนือกว่าเธอและเขามั่นใจว่าครั้งนี้ตัวเองจะทำให้เธอเจ็บได้
แต่อยู่ ๆ ก็มีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือของพาทิศดังขึ้น ทำให้หญิงสาวละความคิดนั้นและเดินไปหยิบมันขึ้นมาดู
‘ทำไมช่วงนี้พี่พีทไม่มาเลยล่ะคะ’
ข้อความที่แสดงผลบนหน้าจอทำให้ใจของเธอตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม หรือว่าปฐวีจะพูดความจริง..
ตอนนี้น่ะ..ตอนนี้จริง ๆ เหรอ
ก้อนเนื้อที่หน้าอกด้านซ้ายเริ่มบีบตัว ก้อนสะอึกเริ่มดันขึ้น น้ำตาก็เริ่มเอ่อ..เธอรู้ดีว่าเธอไม่ควรตัดสินไปก่อนจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่มัน..ก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี ยิ่งมาเห็นแบบนี้แล้ว ยิ่งห้ามไม่ให้ตนเองคิดไม่ได้
ไม่ได้จริง ๆ
เธอปาดน้ำตาและพยายามกลั้นความรู้สึกทุกอย่างไว้ หญิงสาวพยายามที่จะใส่รหัสปลดล็อคโทรศัพท์มือถือของคนรัก
แต่ไม่ว่ารหัสไหนก็ไม่สามารถปลดล็อคมันได้เลย
“หนูนิดทำอะไรคะ?”พาทิศสะดุ้งตื่นขึ้นมาเหมือนเขารู้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ แต่พอเห็นว่าหญิงสาวเริ่มขอบตาแดงก่ำแล้วก็ตกใจและทันทีที่กำลังจะแตะตัวของณิชชยา เธอก็รีบลุกขึ้นและวางโทรศัพท์มือถือของพาทิศลงบนเตียงทันที
“หนูนิดเป็นอะไรคะ!?”
“แล้วทำไมถึงจับมือถือของพี่อยู่ล่ะคะ แอบเช็คมือถือพี่เหรอ”เขามองไปที่โทรศัพท์มือถือของตนเองที่ถูกปล่อยลงมาก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด
แต่ณิชชยาก็มองออกว่าสายตาของเขานั้นไม่เหมือนเดิมแล้ว
“อย่าเข้ามานะคะ”
“ไม่เอาน่าหนูนิด พี่แค่ล้อเล่นเองค่ะ”
“หนูนิดเป็นอะไรคะ”
“หนูนิดแค่ตกใจที่อยู่ ๆ พี่พีทก็ตื่นขึ้นมา”
“เรื่องแค่นี้เอง ไม่น่าจะต้องตกใจขนาดนั้นเลยนะคะ”
เธอพยายามฝืนยิ้ม ทั้ง ๆ ที่ใจก็ปวดหนึบไปหมด เธอจะไม่ถามเขาตอนนี้หรอกเพราะถึงถามไป เขาก็โกหกเธออยู่ดี
ไม่มีทางที่คนทำผิดจะพูดความจริงอยู่แล้ว
พ่อเธอสอนมาดี
“พี่พีทนอนต่อได้เลยนะคะ หนูนิดลืมว่าหนูนิดมีงานต้องเคลียร์อีกนิดหน่อย พี่พีทต้องไปตรวจคนไข้ตั้งแต่เช้า ยังไงก็นอนก่อนนะคะ”เธอเปลี่ยนเรื่องว่าก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนเอง เพื่อไม่ให้พาทิศสงสัยในตัวเธอ แต่เธอคงลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นถึงนายแพทย์
เขาเป็นถึงนายแพทย์ เรื่องแค่นี้ ไม่มีทางที่เขาจะมองไม่ออก
พาทิศยอมทำตามที่เธอบอกก่อนจะมองไปที่โทรศัพท์มือถือของตนเอง สุดท้ายก็หันไปมองแผ่นหลังของณิชชยาที่กำลังนั่งทำงานต่ออยู่
“ถ้าอย่างนั้นพี่นอนก่อนนะคะ รีบทำให้เสร็จแล้วเข้านอนนะ”
“หนูนิด นี่เอกสารที่ต้องเอาไปส่งครูใหญ่ ฉันกับยายพรทำส่วนของตัวเองเสร็จแล้ว หนูนิดรีบทำนะ”เช้าวันต่อมา ฉัตรฉายวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะของ
ณิชชยา พอพูดในส่วนงานเสร็จแล้วก็สังเกตเห็นว่าหญิงสาวยังคงเงียบและนั่งเหม่อลอยอยู่เพียงลำพัง “หนูนิด?”
“หนูนิดได้ยินไหม?”ฉัตรฉายใช้มือแตะตัวของณิชชยาเบา ๆ ประจวบเหมาะกับที่พรลินีเดินเข้ามาเอาของที่ต้องใช้สอนเด็ก ๆ พร้อมกับเด็ก ๆ ในห้องของเธอ “หนูนิดเป็นอะไร?”พรลินีกระซิบถาม
ฉัตรฉายเองก็ได้แต่ส่ายหน้าและตัดสินใจเรียกณิชชยาอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นมากกว่าเดิม “หนูนิด”
“ห้ะ! ว..ว่ายังไงเหรอฉัตร”ณิชชยาออกจากภวังค์ของตนเองทันทีและหันหน้าไปมองเพื่อนร่วมงานสองคน “หนูนิดเป็นอะไรไปเหรอ เช้านี้ดูไม่สดชื่นเลย”
พรลินีว่า “นั่นสิ มีเรื่องเครียดอีกแล้วเหรอ”ฉัตรฉาย
“ก็นิดหน่อย แต่ว่าหนูนิดโอเค ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
“ถ้าเหนื่อยก็พักหน่อยก็ดีนะ ทั้งเรื่องน้องชาย ทั้งเรื่องรักชลิต”
“เออแต่จะว่าไป พอพูดถึงรักชลิตแล้ว ตอนนี้ก็ไม่เห็นมาโรงเรียนเลย ไหนว่าอาการไม่ได้หนักมากไง”ฉัตรฉายว่าขึ้นอีก “นั่นสิ เดี๋ยวหนูนิดว่าจะโทรไปหาผู้ปกครองหรือไม่ก็ไปเยี่ยมน้องรักที่บ้านน่ะ พรกับฉัตรอยากไปด้วยไหม”
“ไม่เอาล่ะ บ้านคุณหนูคุณนายพิธีรีตองเยอะ ฉันไม่อยากไปนั่งเกร็ง แล้วอีกอย่างฉันต้องไปงานเลี้ยงรุ่นด้วย”ฉัตรฉายบอกพร้อมกับส่ายหน้าแหยะ ๆ ส่วนพรลินีก็ส่ายหน้าก่อนจะบอกให้เด็ก ๆ ของตนยกของกลับห้องไปก่อน
“ฉันมีนัดทานข้าวกับที่บ้านแล้ว คงไปด้วยไม่ได้”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฝากของเยี่ยมไปพร้อมกับหนูนิดนะ ขอโทษจริง ๆ ที่พวกเราไปไม่ได้”พรลินี
“มาหาใครคะ”เสียงของสาวใช้ดังขึ้นพร้อมกับมองณิชชยาตั้งแต่หัวจรดเท้า ตอนแรกก็นึกว่าเป็นคนสำคัญของเจ้านายคนไหน แต่ดูจากการแต่งตัวแล้วก็คงเป็นแขกทั่วไป “มาหา..มาหาน้องรัก..เอ่อ..เด็กชายรักชลิตน่ะค่ะ ฉันเป็นครูประจำชั้นของน้องรัก แล้วก็เอาจดหมายเยี่ยมของเพื่อน ๆ มาให้น้องด้วย”
“อุ้ย! คุณครูเหรอคะ ขอโทษนะคะ ดิฉันไม่ทันระวัง เชิญคุณครูด้านนี้เลยค่ะ”เมื่อรู้ศักดิ์ของผู้หญิงตรงหน้าแล้วก็รีบไหว้ขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่จนณิชชยาต้องห้ามไว้
“เอะอะอะไรกันน่ะจี๊ด”เสียงที่ดูมีอำนาจดังขึ้นจากด้านบน ทำให้ทั้ง
ณิชชยาและสาวใช้อย่างจี๊ดหันขึ้นไปมองที่บันได “คุณผู้หญิง”
“ว่ายังไง แล้วนั่น..”คุณรัตนากร มารดาของปฐวีและปาลิตารีบเดินลงมาเมื่อเห็นว่ามีแขกมาที่บ้าน “สวัสดีค่ะ”ณิชชยายกมือไหว้
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือ..”
“คุณครูประจำชั้นของคุณชายเล็กค่ะ คุณผู้หญิง”จี๊ดแทรก
“ฉันชื่อณิชชยาค่ะ เป็นครูประจำชั้นของน้องรัก ตั้งใจจะมาเยี่ยมน้องรักสักหน่อย แล้วทุกคนที่โรงเรียนก็ฝากของเยี่ยมมาให้น้องรักด้วยค่ะ”
“จี๊ดรับไว้สิ”นางไม่ว่าอะไร เพียงแต่มองหน้าคนตรงหน้าและการแต่งตัวของเธอ สักพักจากที่หน้านิ่งอยู่ก็เปลี่ยนมาเป็นรอยยิ้มแทน
“คุณครูของน้องรักสวยขนาดนี้เลยหรือเนี่ย ฉันไม่เห็นจะรู้มาก่อน ถึงว่า..ช่วงนี้น้องรักดูมีความสุขดีต่างจากที่มาเมืองไทยใหม่ ๆ ถ้าไม่ติดว่าช่วงนี้เกิดเรื่องไม่ดีที่โรงเรียนขึ้น น้องรักก็คงจะดีขึ้นมากกว่านี้”คำพูดของคุณหญิงรัตนากรแม้ดูเหมือนว่าคนพูดจะพูดไปเรื่อยและไม่ได้คิดอะไร แต่มันก็ทำให้คนฟังรู้สึกสะอึกได้ เพราะประโยคแบบนี้เหมือนกับว่ากำลังตำหนิเธออยู่นัย ๆ
“ฉันขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยนะคะ คราวหน้าฉันจะระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
“คุณครูไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ฉันรู้จากตาวีและยายตาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วข้อเท็จจริงเป็นยังไง พวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณครู ตอนนี้ทางเราจัดการคนของเราแล้วค่ะ”นางว่าแค่นั้นก่อนจะพาแขกเดินขึ้นไปด้านบนและหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องของเด็กชาย “ตอนนี้ตารักน่าจะกำลังดูทีวีอยู่ในห้อง ถ้าเห็นว่าคุณครูมาที่นี่ คงดีใจมากแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณครูเข้าไปเลยนะคะ เดี๋ยวฉันจะตามเข้าไปทีหลังค่ะ”
“ขอบคุณนะคะ”
ว่าจบสาวใช้ก็รีบเปิดประตูให้ ณิชชยาเดินเข้าไปภายในห้องของรักชลิต เสียงจากทีวีดังขึ้นเนือง ๆ ที่ห้องนั่งเล่นภายในห้องนอนของเด็กชาย พอเดินเข้าไปอีกก็พบว่า มีหญิงสาวนั่งอยู่กับรักชลิตด้วย คาดว่าคงจะเป็นพี่เลี้ยงของเด็กชายที่อยู่เป็นเพื่อนเขา “น้องรักครับ”เธอเรียกเด็กชายออกไป
“ครูหนูนิด!”
เพราะเสียงอันคุ้นหูทำให้น้องรักหันหน้ามามองคนมาใหม่ ส่วนพี่เลี้ยงพอเห็นว่ามีแขกมาหาก็ลุกออกมาให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันได้อย่างสะดวก
“เป็นยังไงบ้างครับ? ดีขึ้นหรือยัง”
“น้องรักสบายดีแล้ว น้องรักคิดถึงเพื่อน ๆ คิดถึงคุณครูหนูนิดมาก ๆ เลย”เขาว่าพร้อมกับขยับตัวเข้ามากอดคุณครูไว้ตามประสาเด็ก
“เพื่อน ๆ ก็คิดถึงน้องรักเหมือนกันเลยฝากจดหมายเยี่ยมมาให้น้องรักด้วยนะครับ”เธอบอกพร้อมเอาจดหมายจากในกระเป๋ายื่นให้ พี่เลี้ยงก็เข้ามาช่วยน้องรักแกะจดหมายอ่าน “ขอบคุณครับ ครูหนูนิด”
“แล้วก็มีขนมเป็นของฝากจากคุณครูทุกคนด้วยนะครับ แต่ว่าอย่าทานเยอะนะ เดี๋ยวฝันจะผุเอาค่ะ”
....
“เสียงน้องรักดังมากเลย ใครมาหาเหรอครับแม่ หรือว่ายายตาพาเล่นอะไรอีกแล้ว”อีกคนที่โดนบิดาตามตัวอีกเช่นเคยถามมารดาขึ้น ในขณะที่มารดากำลังจะเอาน้ำและขนมขึ้นไปให้แขกและหลานชาย
“อ้าว ตาวี ถ้าพ่อไม่เรียกก็ไม่มาหาแม่เลยนะ”
“คุณครูประจำชั้นเขามาเยี่ยมน่ะ เนี่ยแม่กำลังให้เด็ก ๆ เอาของไปต้อนรับพอดี แต่วีรู้จักเขาหรือเปล่า ตั้งแต่ให้ตารักเรียนที่นี่ วีไม่เคยไปที่โรงเรียนของหลานเลยนี่”
“รู้จักครับ”
“รู้จักดีเลยด้วย”
“ขนมกับน้ำหวานมาแล้วค่ะคุณชาย”
“ขอบคุณครับ!”
“น้าวี!”รักชลิตเอ่ยเรียกน้าชายด้วยความดีใจที่ได้เจอกับน้าชาย แต่สำหรับณิชชยาแล้วเขาเป็นคนที่เธอไม่อยากเจอที่สุดเลย!
รักชลิตเล่าว่าตั้งแต่มาที่นี่ก็ไม่ค่อยเห็นน้าชายกลับมาที่บ้าน น้าสาวจึงบอกว่าปฐวีนั้นมีบ้านอยู่อีกหลังหนึ่ง เขามักจะอยู่ที่นั่นมากกว่า เพราะมันสงบและไม่มีเรื่องวุ่นวาย และไม่มีใครได้ก้าวเท้าเข้าไปในบ้านหลังนั้น แม้แต่รักชลิตเองก็เช่นกัน
“ทำเหมือนไม่ได้เจอกันเป็นปีไปได้ เจ้าเด็กคนนี้”เขายิ้มและกอดตอบหลานชาย และไม่วายที่จะหันหน้ามาทักทายอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลตน
“ว่าไงครับ คุณครู”
“สวัสดีค่ะ”แม้จะไม่อยากเจอแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะยิ้มให้เขาและทำเหมือนว่าไม่เคยรู้จักกันและไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะคนที่อยู่ที่นี่ไม่ได้มีแค่เขาและเธอ แต่ยังมีคนอื่นอยู่ด้วย ซึ่งเรื่องนั้นก็เหมือนว่าปฐวีจะรู้จึงได้บอกให้คนอื่น ๆ ออกไป ให้เหลือไว้เพียงแค่รักชลิต เขาและเธอเท่านั้น
“น้องรักครับ คุณครูมีงานต้องไปทำต่อ ไว้เจอที่โรงเรียนนะ”ไม่รอช้า
หญิงสาวก็รีบบอกลาเด็กชาย เพราะเธอไม่อยากเสวนากับคนตรงหน้า
“จะรีบไปไหนล่ะ? น้องรักยังไม่ทันหายคิดถึงคุณครูหนูนิดของเขาเลยนี่นา จริงไหมครับน้องรัก”
“น้องรักอยากให้คุณครูหนูนิดอยู่ทานข้าวด้วย”เด็กชายว่าขึ้นและส่งสายตาอ้อนวอนไปเมื่อเห็นว่าปฐวีอนุญาติแล้ว
“คุณอย่าเอาน้องรักมาทำอะไรแบบนี้นะ”เธอกระซิบบอกเขา แต่เขาก็ยังคงไม่สะทกสะท้านแถมยังยิ้มตอบเธออีกด้วย “ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย มันเป็นความต้องการของน้องรัก ไม่ใช่ของผม คุณอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”
“ฉันไม่ได้หลงตัวเอง ฉันแค่รำคาญที่คุณมายุ่งกับฉัน”
“ถ้าอย่างนั้นผมยุ่งกับน้องชายคุณและครอบครัวคุณแทนดีไหม”
“คุณปฐวี คุณไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ หัดมีจิตใต้สำนึกหน่อยค่ะ”
“คุณจะว่าผมว่าอะไรก็ได้นะ แต่ไอ้คำว่ามีจิตสำนึก..คำนี้คุณควรเอาไปพูดกับว่าที่เจ้าบ่าวคุณดีกว่า เพราะดูท่าแล้วจะไม่สำนึกอะไรเลย”
“คุณต้องการจะพูดอะไรคุณปฐวี คุณพูดมาให้ชัด ๆ เลยจะดีกว่า มัวแต่อ้อมโลกอยู่ได้ ฉันรำคาญ”
“พูดแบบนี้กับแฟนเก่านี่ใจร้ายจัง”ว่าแล้วก็เปลี่ยนเป็นขอน้องรักว่า จะพาคุณครูของเด็กชายออกไปคุยธุระส่วนตัวที่สวนหย่อมข้างบ้าน ด้วยความเป็นเด็กที่รู้ว่าน้าของตนเองมีงานเยอะแยะ จึงคิดว่าทั้งสองคนคงจะคุยเรื่องสำคัญกัน
จึงไม่ได้คัดค้านหรือดื้อให้ณิชชยาอยู่กับตนต่อ
“คุณกำลังสงสัยว่าคุณหมอพาทิศนอกใจคุณใช่ไหม?”
“แล้วคุณอยากรู้หรือเปล่าว่าความจริงมันคืออะไร”
“คุณให้คนแอบตามฉันเหรอ?”เธอไม่ได้ตอบคำถามแต่ถามคำถามกลับไปแทน เขาจะรู้ทุกอย่างได้ยังไงล่ะ? ถ้าไม่ใช่เพราะเขาทำแบบนั้น
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ? ดูละครมากไปหรือเปล่า”
“ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรวย ๆ ...ไม่สิ คนแบบคุณต่างหาก คนแบบคุณ ต่อให้ทำอะไรมากกว่านี้ ฉันก็ไม่แปลกใจนักหรอกค่ะ”เธอตอบประชด
“เก่งจัง สมกับที่เป็นหนูนิดเลย เมื่อก่อนก็เคยเขียนบทจนมีผลงานมากมาย แต่ตอนนี้กลับมาเป็นครูอนุบาลซะได้ เสียดายอนาคตคุณจริง ๆ ”
“แทนที่จะไปได้ไกลในเบื้องหลังวงการบันเทิงแท้ ๆ กลับมาเป็นแค่ครูอนุบาล”พอได้ยินเรื่องนี้เข้าก็สะอึก เรื่องที่เขาพูดขึ้นมา เป็นเรื่องสมัยมหาวิทยาลัย เพราะเหตุการณ์บางอย่างทำให้เธอต้องทิ้งอนาคตและสิ่งที่ชอบของตนเองไป และเธอก็พยายามจะลืมมัน อยากให้มันจางหายไปตามกาลเวลา แต่วันนี้เขากลับพยายามจะเอามันกลับมาอีกครั้ง
เพราะช่วงชีวิตนั้นมันมีเขาคอยอยู่เคียงข้างมาตลอด
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น คุณยอมรับในสิ่งที่ฉันถามก็จบเรื่อง จะเล่นลิ้นพูดถึงเรื่องเก่าไปเพื่ออะไรคะ คุณผู้ปกครอง”
“ก็พูดเพื่อทวนความจำไงล่ะ ผมกลัวคุณความจำเสื่อม ลืมทุกอย่างไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ผมยังจำได้ทุกอย่าง”
“คุณสั่งให้ตัวเองลืมได้ แต่คุณไม่ทำต่างหาก”
“ถ้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อน ฝากขอโทษน้องรักด้วยนะคะ”เธอว่าจบก็หันหลังให้ แต่กลับถูกเขาดึงแขนเข้ามา ทำให้เธอเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม ทั้งสองคนต่างมองตากัน แสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นใจ
แต่มันก็ต้องหยุดแค่นี้ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้อีกต่อไปแล้ว
“ปล่อย”เธอทั้งดิ้นและพยายามดันให้ตัวเองหลุดออกจากเขา
“คุณจำไว้นะ”แต่เขากลับนิ่งและกอดรัดเธอไว้แน่นมากกว่าเดิม “คุณไม่มีทางลืมเรื่องของเราได้ ต่อให้คุณลืม ผมก็จะพูดและขุดมันขึ้นมาให้คุณจำ..ผมจะไม่มีทางจำเรื่องของเราได้แค่คนเดียวแน่”