6
เด็กหนอเด็ก
แต่พอปาลิตาออกไปแล้ว ก็เหลือเพียงแค่เขาและเธออยู่สองคน ต่างคนก็ต่างเงียบ ความกังวลของณิชชยายังคงอยู่จนปฐวีรู้สึกได้
“คุณนั่งสิ เดินไปเดินมาก็ไม่ได้ทำให้คุณหมอออกมาตอนนี้หรอก”
“คุณไม่ห่วงหลานชายคุณบ้างหรือไงคะ”
“ห่วงสิ”
“แต่มันก็เป็นเหตุสุดวิสัยอย่างที่คุณว่าจริง ๆ ”
“ทำไมทีเรื่องนี้ถึงมีเหตุผลได้ แต่กลับเรื่องของเรา..”
“ผมไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลกับเรื่องแบบนั้น เพราะคุณก็ไปโดยไม่มีเหตุผลอะไรให้ผมเหมือนกัน เพราะงั้นมันคนละอย่าง ไม่เกี่ยวกันสักหน่อย”เขาสวนกลับไปอย่างดื้อรั้นและหันหน้ากลับไปเหมือนเดิม ยังคงมีเพียงแค่หญิงสาวที่ยังคงมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม
เขาไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด เมื่อก่อนเป็นยังไง ตอนนี้เขาก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม..ชอบเอาชนะเหมือนเดิม เอาแต่ใจเหมือนเดิม เธอคิดแค่นั้นก็เลิกคิด หันหน้าไปมองที่ห้องฉุกเฉินในใจก็ยังนึกกังวลเพราะคนป่วยเป็นแค่เด็กอายุไม่กี่ขวบ
ทั้งสองคนนั่งอยู่ข้างกันโดยที่ไม่พูดอะไรออกมา เขาไม่ชวนเธอทะเลาะและเธอก็ไม่ชวนเขาคุย เวลาผ่านไปนานจนทำให้เขาและเธอเริ่มกลับมาเครียดอีกครั้ง
และหลังจากนั้นไม่นานนัก หมอและพยาบาลก็พากันออกมา
“ตอนนี้น้องปลอดภัยแล้วนะคะ แล้วคราวหน้าคุณพ่อและคุณแม่ช่วยกันระวังให้มากกว่านี้หน่อยจะดีกว่านะคะ เพราะน้องยังเด็กมาก และยาพ่นของน้องเป็นสิ่งที่ไม่ควรลืมที่สุดเลยค่ะ ถ้ายังไงเนี่ยหมอจะให้พยาบาลจัดการเรื่องอื่น ๆ ต่อ หมอต้องขอตัวก่อนนะคะ”แพทย์หญิงร่ายยาวเรื่องการรักษาอย่างรีบร้อน เพราะมีเคสการรักษาเข้ามาเพิ่มจนไม่ได้สนใจว่าเขาและเธอไม่ได้เป็นพ่อและแม่ของรักชลิต
แค่คนเคยรู้จักก็ยังเป็นไม่ได้
เธอและเขามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนที่ปฐวีจะไม่สนใจเธออีกและไปเดินเรื่องจิปาถะกับนางพยาบาลสาว ส่วนเธอก็ยังอยากอยู่ดูน้องรักสักพักก่อนกลับไปทำงานต่อ
หลังจากนี้ปฐวีจะทำอย่างไรต่อ เรื่องนี้คงต้องเอาไว้คุยกันทีหลัง
“น้องรักไม่เป็นไรแล้วนะคะ”พอเข้ามาถึงที่ห้องพิเศษที่ถูกจัดเตรียมไว้ เด็กชายรักชลิตที่กำลังนอนดูทีวีอยู่เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็หันมามองคนมาใหม่และเผยยิ้มอย่างดีใจขึ้นบนใบหน้า “คุณครูหนูนิด!”
เด็กชายลุกขึ้นยืนบนเตียงและกอดณิชชยาไว้แน่นตามประสาเด็ก
ส่วนณิชชยาเองก็ตกใจที่เห็นแบบนั้นจึงกอดตอบรักชลิตไปอัตโนมัติ
“อย่ายืนบนเตียงแบบนี้สิครับน้องรัก เดี๋ยวพลาดตกขึ้นมาจะเจ็บนะครับรู้ไหม เดี๋ยวน้าวีของน้องรักก็จะดุด้วย”
“คุณครูรู้จักน้าวีด้วยเหรอครับ”เมื่อเด็กชายได้ยินชื่อของผู้เป็นน้าจากปากของคุณครูสาวก็ตาลุกวาวอย่างสนใจ เพราะถึงแม้เขาจะยังเป็นเด็ก แต่ก็จำได้ว่า ไม่เคยบอกว่า น้าของตัวเองนั้นชื่ออะไรและคนที่มาส่งเป็นประจำก็คือปาลิตา ไม่ใช่ปฐวี “เอ่อ..เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนครับ”ณิชชยาเองก็ทำอะไรไม่ถูกเมื่อรู้ว่าตนเองหลุดปากออกไปก็ต้องบอกไปตามนั้น
“เคยเป็นแฟน”
“เป็นแฟนครับน้องรัก”
เสียงของปฐวีแทรกขึ้นมาเพียงไม่กี่วินาทีที่ณิชชยาตอบคำถามของเด็กชายรักชลิต ทำให้เธอถึงยังคงจับมือน้องรักอยู่หันควับกลับไปมองและขมวดคิ้วให้ซึ่งการกระทำของณิชชยาในขณะนี้นั้น ปฐวีรู้ดีว่าเขากำลังโดนเธอบ่นอยู่ในใจ
“คุณครูหนูนิดกับน้าวีเคยเป็นแฟนกันด้วย!”
“ว่าแต่..แฟนแปลว่าอะไรเหรอครับ”
“เรื่องนี้น้องรักยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้นะคะ”เธอรีบบอก
“บอกไปก็ไม่เสียหายนี่ ดีซะอีกครับ น้องรักจะได้รู้ว่ามันมีความหมายว่าอะไร แล้วก็จะไม่ต้องโดนเด็กผู้หญิงที่ไหนขอเป็นแฟนแล้วเป็นกับเขามั่วซั่วไปหมด”เขาเองก็รีบว่าขึ้นมาเช่นกัน และเดินเข้ามาใกล้หลานชายก่อนจะยิ้มให้อย่างอบอุ่น ซึ่งเป็นรอยยิ้มเดียวกันกับที่เธอเคยได้ในตอนนั้น
ไม่นะ หยุดคิดถึงเรื่องพวกนี้สักที เรามีคนรักอยู่แล้ว เรากำลังจะแต่งงาน สิ่งเดียวที่จะหยุดเขาได้คือเราต้องไม่สนใจเขา
เธอเตือนสติตนเองก่อนที่จะถลำไปไกล
“แฟน หมายถึง คนรัก คนรัก หมายถึง คนสองคนต่างคนต่างก็รักกันครับน้องรัก เหมือนอย่างที่พ่อแม่ของน้องรัก รักกันจนแต่งงานและมีน้องรักออกมายังไงล่ะครับ เด็กดี”เขาทั้งสอนและยกตัวอย่างให้หลานชายเข้าใจได้ง่ายพร้อมกับลูบหัวของเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยน
และมันก็ง่ายจริง ๆ พอน้องรักเข้าใจแล้วก็ยิ้มไม่หยุด เด็กชายพึงพอใจกับการที่ทั้งสองคนเคยเป็นคนรักกันมาก ๆ และถ้าจะกลับมารักกันก็จะรู้สึกดีมากกว่านี้
“แล้วการแต่งงานคืออะไรครับ”
“การทำทุกอย่างให้ถูกต้องและเป็นการแสดงความรักที่จริงใจอีกแบบหนึ่งครับน้องรัก”เขาว่าต่อ “อืม..ถ้าอย่างนั้น..”
“ถ้าน้องรักอยากให้ครูหนูนิดกับน้าวีกลับมาเป็นแฟนกันเหมือนเดิมต้องทำยังไงครับ”คำถามที่ไร้เดียงสาของเด็กอนุบาลถามครูและน้าชายของตนเอง
นี่มันเปิดโอกาสให้เขาได้แกล้งเธอและบีบเธอโดยการสร้างความหวังให้รักชลิตชัด ๆ ..แกล้งโดยไม่เลือกวิธีการจริง ๆ
น่าโมโหที่สุดเลย
“น้องรักครับ น้าวีกับคุณครู เราสองคนกลับไปเป็นแบบนั้นไม่ได้หรอกนะครับ เพราะคุณครูกำลังจะแต่งงานกับคุณหมอล่ะ”เธอว่าไปตามตรง แต่ใช้วิธีการพูดที่นุ่มนวลเพื่อให้เด็กน้อยไม่คิดว่ามันเป็นการทำร้ายจิตใจมากจนเกินไป
“คุณหมอเหรอครับ คุณหมอคนไหนเหรอครับ น่ารักไหม เป็นคนดีหรือเปล่า”
“ถ้าเป็นคนไม่ดี ครูหนูนิดไม่ต้องแต่งนะครับ น้าวีของน้องรักเป็นคนดีม๊ากมาก ใจดีด้วย กลับมาแต่งงานกับน้าวีแทนนะ”เธอไม่อยากจะเชื่อหูเลยจริง ๆ ว่านี่คือคำพูดของเด็กไม่กี่ขวบ แต่เอาเถอะ ยังไงแล้วอีกฝ่ายก็เป็นแค่เด็ก
แต่คนที่โตกว่าแต่ดันทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโตนี่สิ นอกจากจะไม่อธิบายอะไรต่อแล้ว ยังจะยืนยิ้มมองหน้าเธออยู่ได้
“ยิ้มอะไรคะ อย่ามาให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับน้องรักนะ”
“ผมไม่ได้ให้ความหวังอะไรน้องรักเลยนะ เขาพูดของเขาเอง”
“ก็เด็กนี่ คุณจะไปถือสาแกทำไมล่ะครับ คุณณิชชยา”
“ยังไงก็เถอะ ห้ามพูดว่าเราเคยเป็นแฟนกันให้น้องรักได้ยินอีกเพราะเด็กน่ะ ถ้าได้ยินอะไรซ้ำ ๆ บ่อย ๆ แล้วก็จะจำฝังใจโดยอัตโนมัติ คราวนี้ฉันกับคุณคงจะเป็นจุดสนใจมากขึ้นกว่าเดิม ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราสองคนเคยเป็นอะไรกันมาก่อน เพราะฉะนั้นห้ามพูดนะคะ”เธอกำชับด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและน้ำเสียงของเธอก็สามารถทำให้คนฟังเชื่อฟังอย่างว่าง่าย แม้แต่กับปฐวีเองก็เชื่อเธอและหลงเธออย่างหัวปักหัวปำ
แต่นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้เขาจะไม่เชื่อฟังคนที่เป็นเพียงแค่ ‘ลูกหนี้’ ของเขาหรอก ไม่มีทาง “ขอบคุณนะครับที่ชี้แนะแนวทางให้ผม”
“เพราะผมเนี่ยจะพูดกรอกหูน้องรักทุกวันเลย”
“ว่าเราสองคนเคยเป็นแฟนกัน”
“คุณจะพูดยังไงก็เรื่องของคุณเลย แต่คุณจำไว้นะคะว่ามันก็แค่ ‘เคย’ ‘เคยเป็น’ และตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นแล้ว”เธอย้ำให้เขาฟังอีกครั้งก่อนจะกลับออกไป เพราะเธอต้องรีบกลับไปหาเด็ก ๆ ที่โรงเรียนอนุบาลก่อน
แต่คำพูดของหญิงสาวก็ไม่สามารถที่จะทำให้ปฐวียอมถอยออกไปได้ เธอพูดคำนั้นมาตั้งแต่วันที่เลิกกันจนถึงวันนี้เธอก็ยังย้ำให้เขาฟังอย่างชัดเจน เธอคงไม่คิดเลยสินะ ว่าสิ่งที่เธอย้ำเขามาตลอด แม้ตอนแรกมันจะทำให้เขารู้สึกแย่ แต่ตอนนี้ถึงเธอจะพูดมันอีกร้อยครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้เขาสะเทือนได้เลย
“สักวันคุณจะต้องกลับคำพูดของตัวเอง”
“รักชลิตเป็นยังไงบ้างหนูนิด”กลับมาถึงโรงเรียนอนุบาลอุ่นรักแล้ว
ฉัตรฉายก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “น้องรักไม่เป็นไรแล้วล่ะ”
“ค่อยยังชั่ว ตอนฉันกับยายพรรอเธอกลับมานะ ลุ้นจนตัวเกร็ง”
“ทำไมล่ะ”เธอถามกลับไปพร้อมกับนั่งลงที่โต๊ะทำงานของตนเอง
“ก็ห่วงกลัวว่ารักชลิตจะเป็นอะไรไปน่ะสิ อีกอย่างนะรักชลิตน่ะ เป็นหลานของคุณปาลิตาเลยนะ คุณปาลิตาเธอไม่ชอบหนูนิดนี่น่า ฉันกลัวว่าเธอจะเอาเรื่องหนูนิดที่ดูแลหลานชายของเธอไม่ดีน่ะสิ”
“แล้วคุณปาลิตาเธอว่ายังไงบ้างล่ะหนูนิด”พรลินีถาม
“ตอนแรกก็ตกใจนะ แต่..พอดีว่าน้าอีกคนน้องรักมาด้วยก็เลยไม่ได้ว่าอะไรมากหรอก”
“น้าอีกคน? ใครอะ? คุณปาลิตาเธอแต่งงานแล้วเหรอ?”
“เปล่า ไม่ใช่”
“ใครเหรอหนูนิด”
“พี่ชายของคุณปาลิตา คุณปฐวี”
“ปฐวี..ชื่อคุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนเลย”
“ใช่คนที่มีข่าวกับดาราที่ชื่อ จี จีรัณณ์ กมลอนุสรณ์หรือเปล่า”พรลินีถามแทรกขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ฉัตรฉายหันมาสนใจเรื่องที่พรลินีว่าขึ้น
รวมถึงณิชชยา เธอเองก็หันมาสนใจเช่นกัน
“ถ้าคุณปฐวีคนนั้น..ปฐวี นามสกุล ทัศนีรัตนากุลหรือเปล่า”ฉัตรฉายว่าตอบ พรลินีพยักหน้า “ใช่ คนนั้นแหละ”
ด้วยความอยากรู้ที่มีเพิ่มมากขึ้นของครูสาวสองคน จึงช่วยกันหาข้อมูลของชายหนุ่มผ่านทางช่องทางอินเทอร์เน็ต
ผลการค้นหาปรากฎขึ้นบนหน้าจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มีทั้งข่าวธุรกิจที่มากมายของตระกูลทัศนีรัตนากุลและข่าวซุบซิบ ข่าวลือของปฐวีและ
จีรัณณ์เต็มไปหมด “คนนี้ใช่ไหมหนูนิด”พรลินีหันไปถามคนที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง
“ใช่..คนนี้แหละ คุณน้าของน้องรัก”
“โห ฉันจะเป็นลม คนใหญ่คนโตขนาดนี้เลยเหรอ”ฉัตรฉาย
“เห็นรถหรูมาส่งทุกวันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรหรอก”พรลินี
“จริงไหมหนูนิด?”ถามเพื่อนอีกครั้ง
“อืม ก็จริงของพร แต่หนูนิดไม่เคยคิดเลย ไม่เคยรู้เลยจริง ๆ ”ประโยคสุดท้ายหญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาเพราะไม่อยากให้เพื่อนสาวสองคนได้ยินและสงสัยไปมากกว่านี้
“ไม่มีใครคิดหรอก เพราะน้องรักไม่ได้ใช้นามสกุลทัศนีรัตนากุล แต่เป็นนามสกุล เศษฐาพิมรกุล จะไม่รู้ก็คงไม่แปลก”พรลินีกล่าวก่อนตัดบทสนทนาเพราะต้องไปดูแลเด็ก ๆ ต่อแล้ว ฉัตรฉายเองก็เช่นกัน
“เดี๋ยวมาเม้าท์กันต่อนะหนูนิด”
ฉัตรฉายว่าแค่นั้นก็เดินออกไป เหลือไว้เพียงณิชชยาที่ยังคงยืนมองข่าวของปฐวีและจีรัณณ์
‘ลือหึ่ง! นางเอกสาว จ. เตรียมตัวเป็นสะใภ้พันล้าน ตระกูล ท. ’
‘นางเอกสาว จ. ซุ่มคบ นักธุรกิจ ป. ตระกูลดัง’
‘ลือ ไฮโซ ป. เตรียมเซอร์ไพร์สที่อังกฤษให้นางเอกสาว จ.’
‘นางเอกสาว จ. จากเพื่อนกลายเป็นคนรู้ใจนักธุรกิจ ป. มีลุ้นกลายเป็นคู่ชีวิต’
ข่าวซุบซิบต่าง ๆ ที่อยู่บนหน้าผลการค้นหามีแต่ข่าวดีของเขาทั้งนั้น
แต่ทำไมเขาถึงต้องมาวุ่นวายกับเธอขนาดนี้ด้วย ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็มีคนรักอยู่แล้ว
เธอถอนหายใจออกมาและไม่ควรที่จะให้ความสนใจกับเขายกเว้นเพียงแค่เรื่องเดียว คือเรื่องของน้องรักเท่านั้น จึงเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของพรลินีเพื่อกดพักหน้าจอคอมพิวเตอร์ไว้
‘บริษัทอสังหาฯ ตระกูลทัศนีรัตนากุล หุ้นเพิ่ม! หลังจากทายาทคนโตกลับมาบริหารแทนบิดา ทั้งนี้ยังมีทายาทคนเล็กคอยช่วย’
แต่สายตาเจ้ากรรมก็ดันเห็นข่าวทางธุรกิจของปฐวีเข้าเสียได้ และข่าวนั้นก็ทำให้เธอทำงานที่กำลังจะนำเอาไปสอนเด็ก ๆ ตกลงพื้นกระจัดกระจายเต็มไปหมด “บริษัท..เอ็มไพร์ เฮ้าท์ ที.อาร์.เค อย่างนั้นเหรอ”ชื่อบริษัทที่ปฐวีกำลังบริหารอยู่ ทำให้ความทรงจำเสี้ยวหนึ่งของณิชชยาย้อนกลับเข้ามา
“มันมีความจำเป็นอะไรที่หนูต้องเซ็นให้พ่อด้วยคะ? ภรรยาใหม่พ่อก็ออกจะรักพ่อจะตายไป อุตส่าห์ลงทุนแย่งพ่อไปจากแม่ขนาดนั้นแล้ว ทำไมพ่อถึงไม่ให้ภรรยาใหม่ของพ่อเซ็นค้ำประกันไปล่ะ?”
“หนูนิดอย่ามาประชดประชันพ่อแบบนี้นะ พ่อเลี้ยงหนูนิดมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนโตมาป่านนี้ ยังจะกล้าเถียง กล้าไม่เชื่อฟังพ่ออีกเหรอ”
“แต่พ่อในตอนนี้ไม่ใช่พ่อที่หนูรู้จัก พ่อนอกใจแม่ จนทำให้แม่ต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วยังทำร้ายจิตใจหนูกับนนท์ ต่างจากพ่อเมื่อก่อน..พ่อที่รักครอบครัว รักพวกเรามากกว่านี้”
“พ่อขอโทษเรื่องที่ผ่านมา แต่พ่อกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แม่เราก็แต่งงานใหม่ไปแล้ว น้านาน่ะมันไม่ได้เรื่อง ค้ำไปก็กู้ไม่ผ่าน ตอนนี้พ่อเหลือแค่หนูนิดที่จะช่วยพ่อได้ ช่วยพ่อหน่อยนะหนูนิดนะ”
“ไม่ค่ะ ไม่เด็ดขาด พ่อออกไปจากบ้านของหนูนิดได้แล้ว”
“ถ้าหนูนิดไม่ช่วยพ่อ พ่อจะไปคุยกับขวัญฤดีเอง”
“ลูกก็น่าจะรู้ดีนะว่าแม่รักพ่อมากแค่ไหน นายเลอสรรอะไรนั่นก็เป็นได้แค่พี่ชายที่เป็นที่พึ่งให้แม่ของลูกเท่านั้นแหละ”
“พ่ออย่ายุ่งกับแม่นะคะ”
“ถ้าไม่อยากให้พ่อยุ่งกับแม่ ก็เซ็นค้ำประกันให้พ่อซะ”
ความทรงจำที่ไม่อยากจำเกี่ยวกับความร้ายกาจของนายภวัต ผู้เป็นบิดาย้อนกลับเข้ามาในโสตประสาท ตอนนั้นนายภวัตทำให้เธอแทบจะต้องเข้าพบจิตแพทย์เพราะความเครียด แต่ก็ยังโชคดีที่ตอนนั้นเธอได้ทำสัญญาให้นายภวัตเซ็นยืนยันว่าหลังจากที่เธอเซ็นค้ำประกันให้แล้ว บิดาของเธอจะไม่มายุ่งกับขวัญฤดีและธนนท์อีก
คนที่เธอเป็นห่วงที่สุดก็คือขวัญฤดีและธนนท์
เธอน่ะไม่เป็นไรหรอก เธอจัดการตัวเองและครอบครัวของภวัตได้
และทำได้ดีมากด้วย