Share

๑ หวนคืนกลับมา

Penulis: วอลจู
last update Terakhir Diperbarui: 2025-11-10 22:35:16

นางลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แสงแดดจากอาทิตย์สาดส่องจนต้องกระพริบตาถี่ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายยังคงสั่นสะท้านจากความเจ็บปวดราวถูกฉีกขาดเป็นเสี่ยงๆ

เหตุการณ์ในคราวนั้น…ราวกับเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง

จู้ซูเหยียนค่อยๆ ยกมือขึ้น ลูบไล้หน้าท้องอย่างแผ่วเบา หัวใจเต้นระส่ำด้วยความหวาดหวั่น

หวังเพียงว่า... ทารกในครรภ์จะยังคงปลอดภัย

“คุณหนูเจ้าคะ!”

“…” นางพลันสะดุ้งเฮือกใหญ่

“คุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ!”

จู้ซูเหยียนนอนแผราบอยู่บนเตียงก่อนจะปรายสายตาหันไปมองจากนั้นจึงเอ่ยขึ้น นางระบายยิ้มจางๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ข้ายังไม่ตายงั้นหรือ”

มิใช่ว่าการของนางหนักหนาสาหัส แม้กระทั่งท่านหมอยังต้องส่ายหน้าบอกให้ทำใจมิใช่หรือ…

แล้วเหตุใดถึงมีชีวิตต่ออีกอยู่เล่า

สาวใช้ผู้นั้นได้ยินแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง “คุณหนูจะตายได้อย่างไรกันเจ้าคะ”

คุณหนูงั้นหรือ…?

จู่ๆ ภาพเหตุการณ์สุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจก็พลันพรั่งพรูหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิด จู้ซูเหยียนจำได้ชัดเจนว่าอาภรณ์ของนางเปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีสดจนกระทั่ง…

นางสมควรตายไปแล้ว เหตุใดยามนี้นางถึงยังนอนอยู่บนเตียงเช่นเดิมอยู่อีก นัยน์ตาเมล็ดซิ่งดูเหม่อลอยไร้อารมณ์ๆ

“ซูเออร์!...เจ้าฟื้นแล้วงั้นหรือ”

พอได้ยินน้ำเสียงนี้จู้ซูเหยียนหันขวับไปมองด้วยความตกใจทันที น้ำเสียงช่างคล้ายราวกับ…ในจังหวะนั้นหัวใจของนางพลันเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง

จู้ฮูหยินรีบพุ่งตัวโผล่เข้ามาโอบกอดบุตรสาวเอาไว้แน่น ร่างของนางสั่นเทิ้มและน้ำเสียงสะอื้นสั่นเครือพึมพำพูดพร่ำขอโทษไม่ขาดปากด้วยความรู้สึกผิด

หากนางไม่ขัดบุตรสาวแต่แรกก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้

“หากเจ้าอยากเป็นภรรยาของคุณชายมู่แม้ย่อมไม่ขัดทั้งสิ้น ทว่าได้โปรดอย่าทำเช่นนี้อีกได้หรือไม่” จู้ฮูหยินกล่าว

หมายความว่าอย่างไรกัน…?

จู้ซูเหยียนงุนงงไม่น้อย ภายในใจเต็มไปด้วยความสงสัยและคำถามมากมาย

“หากเจ้าปรารถนาจะเป็นภรรยาคุณชายมู่ แม่ย่อมไม่ขัด ทว่าขอร้องอย่าทำเช่นนี้อีกเลย” ตอนที่มีสาวใช้วิ่งแจ้นไปบอกกล่าวนั้นหัวใจของจู้ฮูหยินพลันกระตุกวูบเกรงว่าจะไม่ได้บุตรสาวกลับคืนมาแล้ว

!!!

เหตุใดเหตุการณ์ยามนี้นางถึงได้คุ้นเคยราวกับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อนกัน

จู้ซูเหยียนยังคงนิ่งเฉียบเนื้อตัวเย็นเฉียบ ในห้วงสุดท้ายของลมหายใจนางเคยภาวนาหากย้อนกลับมาได้จะไม่ยุ่งหรือข้องเกี่ยวกับมู่เซี่ยหยางอีกตลอดชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนางผ่านพิธีปักปิ่น จู้ซูเหยียนเผลอมีใจให้บุรุษผู้หนึ่ง กระทั่งร้องขอให้เขาเป็นสามีทว่าบิดามารดากลับมิยินยอมด้วยเห็นว่านางยังเยาว์วัยเกินไปไร้เดียงสากลัวว่าจะถูกล่อลวงเอาได้

และเพราะเหตุนี้นางจึงโกรธเคืองถึงขั้นประชดประชันชีวิตกระโดดลงสระบัวเพื่อเรียกร้องความสนใจ

เหอะ!...ช่างเป็นการกระทำที่โง่เขลานัก

พอนึกถึงเรื่องนั้น มุมปากของจู้ซูเหยียนเหยียดยกขึ้นอย่างเย้ยหยันทันที

นับแต่นั้นมาทั้งชีวิตของนางเอาแต่นึกถึงเพียงมู่เซี่ยหยางเท่านั้นแม้แต่ชีวิตก็ยอมได้

จู้ฮูหยินเห็นท่าทางของบุตรสาวเป็นเช่นนี้ก็พลันปวดใจเหลือเกิน นางคว้ามืออีกฝ่ายมากอบกุมไว้ก่อนจะกล่าวอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พรุ่งนี้แม่จะให้บิดาของเจ้าไปเจรจากับคุณชายมู่ ให้เขายินยอมรับเจ้ามาเป็นภรรยา”

จู้ซูเหยียนได้ยินแล้วจึงตอบออกไปทันทีแทบไม่ต้องคิด นัยน์ตาเมล็ดซิ่งฉายแววความแข็งกร้าวโกรธเคืองออกมาทันที “ข้าไม่ต้องการบุรุษผูนั้นแล้ว”

นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ทว่าอาการของคุณหนูเล็กกับไม่ดีขึ้นเลย แม้ว่าจู้ฮูหยินจะเชิญท่านหมอหลายคนมาตรวจดูร่างกายอย่างละเอียดดีแล้ว แม้พวกเขาล้วนเอาแต่กล่าวว่าร่างกายได้มีบาดแผลหรืออาการบอบช้ำอันใด

แต่ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นจู้ซูเหยียนแล้วก็ล้วนแต่กล่าวว่าแปลกไปมากราวกับเปลี่ยนไปคนละคนก็ไม่ปาน

สายตาที่แข็งกร้าวข่มความเก็บปวดเอาไว้ นิสัยที่สงบนิ่งเย็นยะเยือกต่างจากเดิมหรือแม้กระทั่งคำพูดวาจาที่ออกมาจากปากยิ่งบ่งบอกได้ชัดเจนว่าคุณหนูเล็กเปลี่ยนไป…

จู้ซูเหยียนพบว่านางยังไม่ตายและยิ่งกว่านั้นคือมีโอกาสได้หวนกลับมาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น…หรือแท้จริงแล้วที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้นกัน

ภายในใจของนางย่อมเกิดความสงสัยอยู่มาก

นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเหม่อมองออกไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยไร้จุดหมายนานราวหนึ่งก้านธูป

เช่นนั้นแล้วตอนนี้นางยังไม่ได้ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินและยังมิได้กลายเป็นภรรยาของบุรุษผู้นั้น หัวคิ้วของจู้ซูเหยียนขมวดคิ้วมุ่นกำลังนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา

หากนางปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ไป…

ก็เท่ากับว่าจะไม่เกี่ยวข้องหรือมีชะตาชีวิตที่นางเวทนาเช่นนั้นใช่หรือไม่

“คุณหนูเจ้าคะ…” สาวใช้ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สายตาจับจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความเห็นใจ

คุณหนูเล็กล้วนถูกเลี้ยงดูตามใจมากตั้งแต่เด็กจึงมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ไม่ว่าอยากได้อันใดจู้ฮูหยินและนายท่านไม่เคยปริปากเอ่ยขัดแม้แต่สักครึ่งคำเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนนั้นคงทำให้คุณหนูรู้สึกน้อยใจจนตัดสินใจทำเช่นนี้

“…”

“คุณหนูเล็กเจ้าคะ…”

จู้ซูเหยียนสะดุ้งตกใจเล็กน้อย “ว่าอย่างไร…” นางย่อมรู้สึกไม่คุ้นชิน

จู้ซูเหยียนแต่งงานออกเรือนมาหลายปี ไม่ว่าจะเดินผ่านไปที่ใด ผู้คนก็เอาแต่เรียกขานว่าฮูหยินทั้งสิ้นหรือไม่แล้วก็ภรรยาของคุณชายมู่เพียงเท่านั้น

“จู้ฮูหยินและนายท่านต้องการพบคุณหนูเจ้าคะ”

“อืม” จู้ซูเหยียนขานรับน้ำเสียงแผ่วเบาพยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้นก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

ทว่าในขณะเดียวกันนั้นจังหวะที่จู้ซูเหยียนลุกขึ้นยืนนั้นนางพลางเซถลาเล็กน้อย เหล่าสาวใช้ที่มองเห็นต่างสะดุ้งเร่งรีบเข้ามาประคองเกรงว่าจะล้มลงพื้นจนร่างกายได้รับบาดเจ็บอีกได้

“คุณหนู!”

จู้ซูเหยียนถอนหายใจออกมา “ข้าหาได้เป็นอันใด” ใบหน้าคนงามระบายยิ้มจางๆ ก่อนจะยกชายกระโปรงเดิน

สาวใช้ผู้หนึ่งกล่าว “ไม่ได้เจ้าค่ะ!...ร่างกายและชีวิตของคุณหนูมีค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก”

พอนางได้ยินถ้อยคำนี้นั้น จู้ซูเหยียนพลันชะงักฝีเท้าทันที นางเม้มริมฝีปากแน่น ภายในอกบีบรัดแน่นจนรู้สึกปวดหนึบขึ้นมา นัยน์ตาเมล็ดซิ่งพลางสั่นระริก “เหอะ! ข้ามีค่ามากเพียงนี้แต่กลับโง่เขลาและตาบอดจะเหมาะสมกับก้อนกรวดได้อย่างไรกัน”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๓๐ สวรรค์กำหนดไว้แล้ว

    ราวกับว่าสวรรค์ได้กำหนดโชคชะตาของนางเอาไว้แล้วพอเวลาผ่านพ้นไปได้ไม่นานหลังจากนั้น จู้ซูเหยียนก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา…นางกำลังจะได้เป็นมารดาอีกครั้ง ร่างอวบอิ่มของนางก้าวเดินออกจากเรือนอย่างเชื่องช้า มือหนึ่งประคองหน้าท้องไว้ด้วยความทะนุถนอม รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าคนงาม“สายปานนี้แล้วไฉนยังอยู่ที่เรือนอีกเล่า” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความงุนงงช่วงนี้นางขี้เซายิ่งนัก แม้จะได้พักผ่อนเต็มอิ่มไม่มีผู้ใดรบกวนแต่ก็พลันเกียจคร้านจะลืมตาตื่นขึ้นมาและกว่าจะแต่งกายทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็เกือบเที่ยงวันแล้ว ไร้โอกาสพูดคุยกับ มู่เซี่ยหยางที่ออกไปดูแลกิจการตั้งแต่เช้าตรู่ทว่าไฉนวันนี้กลับเห็นเขายังอยู่ในจวนอีกเล่าจู้ซูเหยียนก้าวเดินช้าๆ มีเหล่าสาวใช้คอยประคองอยู่ข้างกายไม่ห่าง เกรงว่านางจะก้าวพลาดแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ภายในใจล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อลูกน้อยในชาติที่แล้วยังไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลก กลับต้องดับสิ้นไปตั้งแต่ยังเป็นเพียงก้อนเลือด...ดังนั้น...ครรภ์นี้นางจึงทะนุถนอมยิ่งกว่าชีวิตมู่เซี่ยหยางพอเห็นร่างออกมาจากเรือนเสียที ใบหน้าขเขาก็พลันระบายยิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยน สายตาคม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๙ สามีภรรยา

    มู่เซี่ยหยางปรายสายตามองจู้ซูเหยียนนิ่งๆ ไม่พูดอันใดออกมาราวหนึ่งก้านธูป ฝ่ามือหนาพลางยกขึ้นลูบไล้เรือนผมนางด้วยความอ่อนโยน “ยังไม่ตื่นอีกหรือ”จู้ซูเหยียนส่ายหน้าก่อนจะซุกไซร้เข้าไปในอ้อมกอดของอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจ“ไม่” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมางัวเงียเขาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ มุมปากหนาโค้งยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยพูดออกมา “หากเป็นเช่นนี้เกรงว่ากิจการของสกุลมู่คงขาดทุนเสียแล้ว”เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้ขี้เซ้าเพียงนี้ ทั้งที่นอนหลับไปหลายชั่ว“สกุลมู่มีเพียงท่านทำงานอยู่ผู้เดียวหรือไร” นางพึมพำพูดเสียงอู้อี้อย่างเกียจคร้านไม่คิดจะลืมตาตื่นจากที่นอนพอจัดการสะสางเรื่องทุกอย่างแล้วสิ้นนั้นคล้ายกับว่าความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่เสมือนถูกก้อนหินทับเอาไว้ถูกยกออกเสียที ยามนี้นางไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องระแวงและกังวลใจอีกแล้วจากนี้นางขอใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเกียจคร้านไม่ต้องมีเรื่องอันใดให้ต้องคิดหนักใจหน่อยเถอะนิ้วมือเรียวยาวพลันยกขึ้นมาเกลี่ยแก้มนวลของนางแผ่วเบาราวกับกำลังหยอกล้อ สายตาของมู่เซี่ยหยางที่มองนางล้วนเต็มไปด้วยความเอ็นดูไม่น้อยเหตุใดถึงคล้ายลูกแมวน้อยขี้เซ้านัก“อื้ออ…” จู้ซูเหยียนครางอ

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๘ สะสางเรื่องที่ยังค้างคา

    เมื่อมู่เซี่ยหยางเอ่ยวาจาเช่นนั้นออกมา จู้ซูเหยียนพลันชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมกริบของเขาโดยไม่อาจหลบเลี่ยง สีหน้าของนางฉายแววครุ่นคิดอย่างชัดเจน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรเชื่อคำพูดของบุรุษตรงหน้าหรือไม่“…”มู่เซี่ยหยางเพียงจ้องมองนางนิ่งๆ ไม่บุ่มบ่ามหรือทำอันใดให้นางต้องรู้สึกไม่ดีสายตาคมกริบจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่งาม เห็นได้ชัดว่ายามนี่นางกำลังสับสนและลังเลไม่น้อย เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบ “ดึกเพียงนี้แล้วดับตะเกียงนอนเถอะ”จู้ซูเหยียนขยับริมฝีปากพูด “มู่เซี่ยหยาง…” นางถอนพลางหายใจเฮือกใหญ่ออกมา“หื้ม?”“ท่านและไป๋เจียวเหม่ยนั้น…” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ชั่งใจว่าควรจะเอ่ยถามออกมาหรือไม่ มือทั้งสองข้างกำแน่นก่อนจะรู้สึกว่ามีฝ่ามือหนาของเขามากอบกุมเอาไว้มู่เซี่ยหยางระบายยิ้มจางๆ เขาเข้าใจได้ว่านางกำลังจะพูดสิ่งใดออกมา “คุณหนูไป๋และข้าได้มีความสัมพันธ์อันใดกันทั้งสิ้น” หากไม่ใช่เพราะคุณหนูผู้นั้นเป็นสหายกับจู้ซูเหยียนมานาน เขาเองก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวมีเรื่องสตรีให้นางต้องรู้สึกลำบากใจเห็นได้ชัดว่าสายตาของจู้ซูเหยียนฉายแววความลังเลอย่างไรในอดีตคนทั้งคู่ก็เคยมีความสัม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๗ เส้นด้ายแดงยังคงอยู่

    หานเฟิ่งยกน้ำชาขึ้นมาจิบพลางเหลือบสายตามองบุรุษตรงหน้าก่อนจะวางจอกน้ำชาลงพลางถอนหายใจออกมาแทน ท่าทางกลัดกลุ้มใจเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดมองเห็นแล้วก็คงคิดว่าคนผู้นี้ทะเลาะกับภรรยามาเป็นแน่“เปลี่ยนจากโรงเตี๊ยมเป็นหอคณิกาดีหรือไม่” หานเฟิ่งเลิกคิ้วเอ่ยถาม ดูแล้วบรรยากาศเช่นนี้คงไม่เหมาะที่จะดื่มชานัก มิสู้เปลี่ยนเป็นสุราแรงคงจะดีไม่น้อย“ก่อนหน้านี้ข้าทำอันใดให้นางไม่พอใจกัน” จู่ๆ มู่เซี่ยหยางที่เอาแต่นั่งเงียบอยู่จึงพูดขึ้น ใบหน้าของเขาขมวดคิ้วท่าทางครุ่นคิดหนักเหตุใดนางถึงไม่เชื่อใจเขา…เช่นนี้แล้วเขาควรทำอย่างไรดีมู่เซี่ยหยางอดย้อนคิดกลับไปไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว มีสิ่งใดที่เขาทำลงไปโดยไม่รู้ตัวไม่นึกถึงความรู้สึกของนางหรือไม่แน่นอนว่าย่อมมี! ทว่าเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเกิดก่อนที่เขาจะร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับนางทั้งสิ้น“…”“ต้องทำอย่างไรนางถึงจะคุยกับข้า”น้ำเสียงทุ้มของมู่เซี่ยหยางที่เอ่ยออกมาแผ่วเบาราวกับกำลังพึมพำพูดอยู่ในความคิดของตัวเอง ถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาเมื่อวานนี้ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาซ้ำๆ“พูดกับข้าหรือ…?” หานเฟิ่งเลิกคิ้วถามกลับ“ตรงนี้ยังมีผู้ใดอีกนอกจากเจ้า” ม

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๖ เขาทำเพื่อนาง

    ความรู้สึกของผู้อื่นหรือจะสำคัญเท่าภรรยา…หากนางทำผิดเขาก็จะหลับตาข้างหนึ่งเสแสร้งตาบอดมองไม่เห็นคิดว่าเป็นเรื่องถูกต้องมู่เซี่ยหยางยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม ในขณะที่จู้ซูเหยียรเดินไปล้มตัวนอนบนเตียงคลุมผ้าห่มปกปิดทั่วทั้งร่างทันทีเขามองเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้ในเรือนให้ออกไปก่อนจะปิดประตูลงทันที ยามนี้จึงเหลือเพียงแค่เขาและนางเท่านั้น…มู่เซี่ยหยางเดินไปนั่งอยู่ข้างเตียง น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามออก มาอย่างอ่อนโยน “เป็นอันใดไปหรือ” “อย่ามายุ่งกับข้า!”“จู้ซูเหยียน…” เขากดเสียงทุ้มต่ำก่อนจะยื่นมือไปเลิกผ้าห่มออกแต่ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายชักดึงกลับทันที มู่เซี่ยหยางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ สตรีผู้นี้ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้จู้ซูเหยียนพูดเสียงอู้อี้ “ออกไปให้พ้น!”“เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่มิใช่หรือ” มู่เซี่ยหยางถามอย่างใจเย็น สายตามคมกริบมองก้อนผ้าห่มตรงหน้านิ่งๆจู้ซูเหยียนไม่มีทางยอมโผล่หน้าออกไปคุยกับบุรุษผู้นี้แน่ เดิมทีนั้นไม่ว่านางจะผิดถูกหรือไม่ มู่เซี่ยหยางไม่เคยถามไถ่เหตุผลว่าเพราะเหตุใดและทำไม เขาเอาแต่ด่าทอนางด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทั้ง

  • หวนคืนอีกคราไม่ขอมีท่านเป็นสามีอีก   ๒๕ ความจริงกระจ่างแจ้ง

    พอเห็นท่าทางของสตรีตรงหน้าผู้นี้โมโหเดือดดาลมิต่างจากน้ำต้มในกา ไป๋เจียวเหม่ยพลางยกมือปิดปากหัวเราะเยาะ สายตาปรายมองสตรีตรงหน้าอย่างดูแคลน นึกไม่ถึงว่าเรื่องเช่นนี้จะนำมาข่มขู่จู้ซูเหยียนได้“แท้จริงแล้วเจ้าต้องการอันใดกันแน่ไป๋เจียวเหม่ย”จู้ซูเหยียนขมวดคิ้วมุ่นปรายสายตามองอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ…แท้จริงแล้วไป๋เจียวเหม่ยต้องการอันใดจากนางกันแน่หรือเพียงเพราะต้องการยั่วยวนโทสะเท่านั้นไป๋เจียวเหม่ยยังหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี นางพลางโบกมือส่ายหน้าไปมาท่าทางเหนื่อยหน่าย“ข้าเพียงนำข่าวลือในวังหลวงมาแจ้งให้เจ้าทราบเท่านั้น”จู้ซูเหยียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความรำคาญ ข่าวลือจากวังหลวงหรือข่าวลือจากลมปากของสตรีผู้นี้กันแน่ มีหรือนางจะเชื่อ… “เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบที่โง่งมจนเชื่อคำพูดของเจ้าเช่นนั้นหรือไป๋เจียวเหม่ย”ไป๋เจียวเหม่ยเลิกคิ้วถาม “เคยเชื่อมิใช่หรือ”คราวก่อนนั้นหากนางบอกว่าไปซ้าย...จู้ซูเหยียนก็เชื่อฟังเดินไปทางซ้ายโดยไร้ข้องกังหาและหากนางบอกว่าไปขวาแล้วจะดี มีหรือว่าสตรีโง่เขลาผู้นี้จะไม่หลงเชื่อ“ไป๋เจียวเหม่ย!” จู้ซูเหยียนกัดฟันกรอด ถลึงตามองด้วยความโกรธ ไม่ว่าจะเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status