INICIAR SESIÓNเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้างาม นางสะดุ้งลืมตาโพลงลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วเหงื่อชุ่มโชกไปทั้งแผ่นหลัง เมื่อก้มมองดูฝ่ามือรู้สึกว่ามันช่างเย็นเยียบและซีดขาวทว่ากลับเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
"ฝันไปหรอกหรือ" แสงแดดในฤดูเหมันต์ไม่เจิดจ้ามากนักบรรยากาศโดยรอบดูเหมือนยังเช้าอยู่แต่ตอนนี้กลับสายแล้ว "ตอนนี้น่าจะอยู่ที่ราวยามเฉิน(07.00-09.00)" นางลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูด้านนอกบ่าวรับใช้ยังคงทำหน้าที่ตามปกติ ลมหนาวพัดโชยมากระทบใบหน้าขับให้ใบหน้าของนางยิ่งซีดขาวมากขึ้น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมและนางยังคงอยู่ในจวนตระกูลเยี่ยน กวาดสายตามองไปรอบๆ ภายในยังดูเรียบร้อยดี บ่าวรับใช้กำลังทำงานตามหน้าที่ของตนมีเพียงบางสิ่งที่ค่อนข้างแตกต่าง ต้นไม้รอบจวนยังไม่เติบโตมากนัก นางกำลังครุ่นคิดสงสัยสายตาก็สะดุดกับการกระทำของคนกลุ่มหนึ่ง "เร็วเข้า เอาลงหลุมเลยและอย่าลืมรดน้ำทุกวันด้วยนายท่านกำชับมา" นางมองดูบ่าวรับใช้ที่กำลังช่วยกันปลูกต้นพลัมโดยมีพ่อบ้านฉีเป็นคนคอยดูแลความเรียบร้อย "คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะบ่าวเข้าไปหาเมื่อครู่ไม่เจอคุณหนู เข้าไปในห้องเถอะเจ้าค่ะอากาศหนาวเย็นไม่ดีต่อสุขภาพเจ้าค่ะ" เสียงคนสนิทของนางที่คุ้นเคยดังขึ้น นั่นคือหรูลี่ เยี่ยนหรงหันกลับไปมองหรูลี่ที่มีอายุน้อยกว่านางสองปี "หรูลี่ ท่านพ่อเพิ่งสั่งให้ปลูกต้นพลัมหรือ" เรียวคิ้วสวยของนางขมวดเล็กน้อยเอ่ยถามสาวรับใช้คนสนิทขึ้น "ใช่แล้วเจ้าค่ะก็คุณหนูเพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นไปเมื่อเดือนที่แล้ว นายท่านจึงสั่งให้ปลูกต้นพลัมที่หน้าเรือนเพื่อเป็นของขวัญเจ้าค่ะ" หรูลี่พูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่หยุดปากพลางมองนางอย่างชื่นชม "ผ่านพิธีปักปิ่นแล้วต่อไปคุณหนูของบ่าวก็ถึงเวลาออกเรือนแล้ว" สมองของเยี่ยนหรงอื้ออึง นี่นาง... นางย้อนเวลามาตอนอายุสิบห้าปี ตอนที่เกิดเรื่องนางอายุยี่สิบปี ย้อนเวลามาถึงห้าปีเชียวหรือ เยี่ยนหรงหันหลังเดินกลับเข้าไปด้วยอาการเหม่อลอย เหตุใดนางถึงย้อนเวลาได้ เพราะสวรรค์เมตตาให้นางกลับมาแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเองใช่หรือไม่ แสดงว่านั่นไม่ใช่ความฝันแต่คือความจริงที่นางได้ประสบมาด้วยตัวเอง ช่างน่ากลัวจริงๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วนางก็จะแก้ไขตัวเองคิดให้รอบคอบนางคงต้องแก้ไขตัวเองใหม่ทั้งหมด ว่ากันตามจริงนางก็รังเกียจตัวเองเมื่อชาติก่อน 'คนอะไรร้ายไม่มีที่ติ' แค่นึกถึงก็รับตัวเองไม่ไหวแล้ว แต่ไหนแต่ไรนางเคยใฝ่ฝันที่จะมีชีวิตยืนยาว คาดไม่ถึงเพราะการกระทำของตัวเองบั่นทอนให้อายุกลับสั้นลงอย่างน่าเจ็บปวด ยิ่งคิดถึงความฝันเมื่อครู่ยิ่งทำให้นางขนลุกขนชัน ความหวาดกลัวก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งส่งผลให้ใบหน้าดูซีดขาวเหงื่อเย็นเปียกชื้นที่ฝ่ามือ "คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ เป็นอะไรไปหน้าซีดเชียวเจ้าค่ะ" หรูลี่เรียกสตินางให้ตื่นขึ้นมาพร้อมๆ กับเอื้อมมือเล็กมาพยุงนางไปนั่งบนเตียง "เหตุใดเงียบไปเจ้าคะ บ่าวเตรียมน้ำอุ่นไว้แล้ว อาบน้ำก่อนเถิดเจ้าค่ะ" เยี่ยนหรงเงยหน้ามองบ่าวผู้ซื่อสัตย์ หรูลี่ซื่อสัตย์ต่อนางจนวาระสุดท้ายของชีวิต ถึงแม้นางจะกระทำความเลวร้ายกับบ่าวภักดีคนนี้แต่นางก็ยังคงเชื่อฟังโดยไม่มีข้อกังขา คุณหนูสั่งไปซ้ายนางไปซ้าย สั่งไปขวานางไปทางขวาอย่างไม่ต้องสงสัย สุดท้ายสั่งให้ไปตายนางก็ยินยอม เยี่ยนหรงหลับตาลงสมองของนางไม่อาจหยุดความคิดใดได้ พยักหน้ายิ้มบางให้หรูลี่แล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำ เยี่ยนหรงอาบน้ำเสร็จหรูลี่ก็คอยปรนนิบัตินางโดยไม่เบื่อหน่ายคอยดูแลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "หรูลี่ เจ้าเคยรู้สึกไม่ดีกับข้าหรือไม่" นางถามขึ้นน้ำเสียงยังฟังดูเลื่อนลอย หรูลี่ชะงักหวีที่กำลังแปรงผมให้นางตรงหน้ากระจกทำหน้าฉงน "คุณหนูไม่สบายหรือไม่เจ้าคะ บ่าวรักคุณหนูมาก คุณหนูก็ดีกับบ่าว นายท่านชุบเลี้ยงบ่าวมาตั้งแต่เล็ก บ่าวซาบซึ้งยิ่งนัก ชาตินี้ทั้งชาติก็ทดแทนไม่หมด" จวนตระกูลเยี่ยนรับเลี้ยงหรูลี่จากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าให้เป็นเพื่อนของเยี่ยนหรงหลังจากมารดานางเสียชีวิต เยี่ยนซูไม่ค่อยมีเวลาให้นางจึงหาเด็กรับใช้วัยเดียวกันมาอยู่เป็นเพื่อน อนิจจา ด้วยความเลวของนาง นางได้ทำลายชีวิตของหรูลี่ไม่มีชิ้นดี ชาติก่อนนางเห็นว่าหรูลี่ภักดีต่อตนเองจึงใช้เป็นเครื่องมือ ยืมมือหรูลี่ฆ่าคนแต่โยนความผิดทั้งหมดให้ ไม่เพียงแค่นั้นเพราะกลัวเรื่องสาวมาถึงตัว นางได้บ่าวที่ภักดีด้วยน้ำมือของตัวเอง "ขอบใจมาก" นางหมุนตัวมาหาเอื้อมมือมากุมมือเล็กเอาไว้ตบเบาๆ เหมือนปลอบโยนยิ่งทำให้หรูลี่งุนงงมากขึ้น "บ่าวไม่สมควรได้รับคำนี้เจ้าค่ะ บ่าวไม่เป็นอะไรคุณหนูอย่าลดตัวปลอบใจบ่าวเลยเจ้าค่ะ" "หรูลี่" เยี่ยนหรงมองหน้าหรูลี่เอ่ยเสียงเบา "คุณหนูคงหิวแล้วใช่ไหมเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวไปยกสำรับกับน้ำชามาให้" หรูลี่แปรงผมให้นางเสร็จก็เดินออกไปเตรียมหาอาหารเช้ามาให้ นางเข้าใจว่าคุณหนูคงหิวแล้วจึงพูดเรื่อยเปื่อย วันนี้ตื่นสายและยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่น้ำชา เยี่ยนหรงมองตามแผ่นหลังเล็กยิ้มบางเบา "ชาตินี้ข้าจะดีกับเจ้าให้มาก" นางหมุนตัวกลับมาส่องกระจกตามเดิม หรูลี่ทำผมให้เรียบร้อยแล้ว ใบหน้าของนางตอนนี้ดูสดใสราวดอกไม้ผลิบาน ทั้งสดชื่นและชวนมอง เยี่ยนหรงเป็นคนงดงามใบหน้าจิ้มลิ้มรูปร่างบอบบาง เพราะความเย็นชาในชาติก่อนกลบเอาไว้ภายนอกนางจึงดูหม่นหมองจนเห็นได้ชัด หรูลี่ยกอาหารและน้ำชาเข้ามาให้วันนี้มีโจ๊กปลาของโปรดของนาง เยี่ยนหรงนั่งกินอาหารไปเรื่อยๆ จนหมดถ้วย ในยามนี้นางรู้สึกมีความสุขดี อาจเพราะช่วงวัยนี้ยังไม่ได้มีเรื่องใดเกิดขึ้นทั้งดีทั้งร้าย หรูลี่มองดูนางกินอย่างมีความสุขเสมือนตัวเองกินด้วย แค่เห็นคุณหนูกินอิ่มนางก็พลอยอิ่มใจไปด้วย ก่อนหน้านี้คุณหนูของนางไม่ค่อยกินอะไรจนเป็นลมระหว่างเดินกลับจากไปเดินเล่นในสวนท่ามกลางอากาศหนาวเย็น เพราะมัวแต่ดีใจที่คุณหนูฟื้นขึ้นมาและยังสุขสบายดี ตอนนี้นางเพิ่งสังเกตว่าเยี่ยนหรงดูสงบ แววตาสดใสไร้ความมัวหมอง ความแข็งกระด้างในแววตาเช่นก่อนหน้านี้แทบมองหาไม่เจอ เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันคุณหนูจะได้มีความสุข ความมัวหม่นเคล้าความแข็งกระด้างทำให้นางดูเย็นชา นางคงแสดงออกมากลบเกลื่อนความเศร้าหมองเรื่องมารดากระมัง หรูลี่คิดไปเรื่อยเปื่อยจนดูล่องลอย เยี่ยนหรงเรียกนางอยู่หลายครั้งให้เอาน้ำชาและชามใส่อาหารไปเก็บ พอรู้สึกตัวได้แต่ยิ้มตาหยีแก้เก้อแล้วยกถาดออกไป เยี่ยนหรงหยิบตำราขึ้นมาอ่าน ตอนนี้นางเพิ่งฟื้นขึ้นมาหลังจากหมดสติไปหนึ่งวันเต็มจึงไม่มีธุระใดต้องทำ เยี่ยนซูทำงานหนักไม่ค่อยมีเวลาดูแลปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหวงหรงผิง นางไม่ชอบหวงหรงผิงเป็นทุนเดิมยามพบหน้ากันมักทำนิสัยเสียประจำ หวงหรงผิงจึงไม่มายุ่งกับนาง สักครู่หรูลี่ยกยาต้มเข้ามาให้ "คุณหนูดื่มยาบำรุงสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ยานี้ เอ่อ...ท่านหมอเอาไว้ให้บำรุงร่างกาย" หรูลี่พูดติดขัดพลางลอบมองท่าทีเยี่ยนหรง นางไม่อาจบอกว่ายานี้ฮูหยินส่งมาให้เพราะเยี่ยนหรงไม่ชอบฮูหยิน เยี่ยนหรงรู้ว่ายานี้เป็นของหวงหรงผิง จากที่พบในชาติก่อนสตรีคนนี้ไม่เคยทำเรื่องร้ายต่อนาง มีเพียงนางที่ร้ายกาจกับฮูหยิน ทั้งยังไม่เคยเคารพนอบน้อมหรือพูดจาด้วยดีๆ ยามพบกัน แม้นางจะรู้แต่ก็ไม่พูดคำใดออกมาดื่มยาบำรุงจนหมดถ้วย ฮูหยินก็ดีกับนางมาตั้งแต่แรก นางต่างหากที่มีอคติมากเกินไปจนเหมือนสนิมเขรอะเกาะแน่นในใจยากจะสลัดให้หลุดออกไปได้ง่ายๆจวนกั๋วกงเซี่ยกั๋วกงและองค์หญิงหลินเฟยให้การยอมรับในตัวเยี่ยนหรงมากขึ้น ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ต่างอดทนแบกรับความเสี่ยงร่วมกับฮูหยินน้อยผู้นี้ทว่าในตอนนี้ความรอบคอบของนางสร้างความประทับใจให้จวนกั๋วกงเป็นอย่างมาก นอกจากนางจะวางแผนเหตุการณ์ล่วงหน้าแล้วยังช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากมากกว่าขุนนางและเศรษฐีเสียอีก นับว่าเยี่ยนหรงคือเซี่ยฮูหยินของซื่อจื่อแห่งจวนกั่วกงอย่างแท้จริงเซี่ยอิ้งเฟยได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นขุนนางตำแหน่งราชเลขาของฮ่องเต้ที่ทรงมีพระวรกายไม่ค่อยแข็งแรงนักเพราะผลจากโรคระบาดที่ผ่านมานับเป็นความก้าวหน้าที่เหนือกว่าทุกคน เยี่ยนหรงส่งต่อกิจการค้าให้กับซ่งฉีรับดูแลต่อไปเพราะนางต้องทำหน้าที่ฮูหยินโดยสมบูรณ์ มีบ้างบางครั้งที่ซ่งฉีเชิญนางไปช่วยสอนการดูชนิดสมุนไพรและสรรพคุณแต่ละชนิดในการรักษาโรค นางอยู่ที่นั่นอย่างมากไม่เกินช่วงบ่ายก็เดินทางกลับจวนแล้วหลังโรคระบาดจบลงทางวังหลวงมีผู้สอบเป็นหมอหลวงได้อันดับที่หนึ่งก็คือหยางชิงเซียน ถือว่าเป็นหมออายุน้อยที่สุดและเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ก่อนหน้านี้นางเริ่มมีชื่อเสียงจากการรักษาผู้ป่วยรอบนอกเมืองมาก่อนจึงเอาประ
อาการของชินอ๋องทรุดลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะจัดยาฤทธิ์แรงขนาดไหนดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลรวมถึงสตรีในจวนของเขาหลายคนก็มีอาการเช่นเดียวกัน ตอนนี้เริ่มลุกลามไปถึงนางกำนัลประจำตัวของเขาและบ่าวรับใช้ สตรีแต่ละคนมีอาการรุนแรงบ้าง บางคนที่สุขภาพดีอาการไม่หนักมากภายในตำหนักของชินอ๋องเริ่มไม่ปลอดภัย บ่าวรับใช้และทหารต่างหวาดกลัวการแพร่ระบาดของโรคนี้นอกจากนั้นพวกเขายังได้ข่าวว่ามีบางคนกลับไปเยี่ยมครอบครัวและคนในครอบครัวของพวกนางก็ติดโรคเหล่านี้ด้วยเช่นกัน"อะไรนะ ชินอ๋องป่วยหนักอย่างนั้นรึ"ฮ่องเต้ตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่อาการของชินอ๋องทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน พระองค์เสด็จไปเยี่ยมเขาที่ตำหนักทันที"เกิดอะไรขึ้นเหตุใดเจ้าถึงเป็นเช่นนี้"พระองค์ทอดพระเนตรพระอนุชาที่นอนหายใจหอบอยู่บนเตียงสายตาของเขาตอนนี้ทั้งพร่ามัวและรางเลือนข่าวอาการป่วยของชินอ๋องแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว สร้างความหวั่นกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งสตรีในจวนของเขาและครอบครัวก็ติดโรคระบาดนี้ไปด้วย พวกนางทั้งหมดถูกขับไล่ออกจากตำหนักพร้อมด้วยนางกำนัลทั้งหมดจึงเดินทางกลับไปหาครอบครัวตนเองทว่ากลับถูกผลักไสเพราะ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเสียงกระบี่กระทบกันดังสนั่นไปทั่วตำหนักชินอ๋อง บ่าวรับใช้นางกำนัลกรีดร้องวิ่งหนีเอาตัวรอดส่วนชินอ๋องยืนดูการต่อสู้ที่เข้มข้นต่อไปองครักษ์ของตำหนักชินอ๋องได้รับบาดเจ็บล้มตายต่อหน้าเขา คนที่เหลือสองสามคนล่าถอยเพราะบาดเจ็บเริ่มสู้ไม่ไหว"ท่านจำเอาไว้ว่าอย่าได้คิดเข้าใกล้จวนกั๋วกงอีก ไม่เช่นนั้นตำหนักชินอ๋องไม่เหลือแน่""เซี่ยอิ้งเฟย โอหังนัก! ข้าคือใครเจ้าควรสำนึกบ้าง""ท่านต่างหากที่ควรต้องสำนึก ก่อเรื่องเอาไว้มากระวังตัวให้ดีว่าวันหนึ่งข้าจะเปิดโปงท่าน""เจ้ากล้าขู่ข้ารึ""ไม่ใช่แค่ขู่ หากข้าต้องการเอาชีวิตของท่านมันง่ายนิดเดียว""เจ้า!"ชินอ๋องชี้หน้าเซี่ยอิ้งเฟยพูดไม่ออกดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโมโหสุดขีด เขาจ้องหน้าชินอ๋องกลับกระตุกยิ้มมุมปากก่อนเดินออกไป"กลับจวน"ทั้งสามคนออกไปจากตำหนัก ปล่อยให้เขาโมโหบันดาลโทสะระบายอารมณ์กับบ่าวรับใช้ต่อไปเซี่ยอิ้งเฟยกลับมาทำงานของตนเองต่อหลังจากกลับจากตำหนักชินอ๋อง ก่อนทำงานเขาตรวจดูความเรียบร้อยของจวนกั๋วกงว่ามีสิ่งใดเสียหายหรือไม่ เรื่องที่ฮ่องเต้สั่งให้ทหารมาควบคุมเอาไว้น่าจะเป็นฝีมือของชินอ๋อง เมื่อเซี่ยกั๋วกงจ
เซี่ยอิ้งเฟยยังคงนั่งอยู่ท่าเดิมดูหน้าเขาไม่ได้ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด เวลานี้องครักษ์ลับกำลังไปสืบเรื่องในจวนกั๋วกง เขาเพียงนั่งรอจดหมายหากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลก็สั่งการได้ทันทีเสียงฝีเท้าหนักที่คุ้นเคยเดินผ่านห้องขังช้าๆ จนกระทั่งมาหยุดยืนที่ประตูคุมขังของเขาจากนั้นทหารก็ปลดกุญแจเสียงฝีเท้านั้นเริ่มเดินเข้ามาใกล้เซี่ยอิ้งเฟยลืมตาขึ้นเขาต้องตะลึงอย่างคาดไม่ถึงเมื่อเห็นเซี่ยกั๋วกงยืนยิ้มบางอยู่ตรงหน้า"ท่านพ่อ!"เขาเดินเข้ามาตบบ่าของบุตรชายเบาๆยามที่ต้องการให้กำลังใจเซี่ยอิ้งเฟย ท่านกั๋วกงมักทำเช่นนี้ประจำ"เป็นอย่างไรไอ้ลูกชายรสชาติของการเป็นนักโทษ ดูหน้าเจ้าสิไม่ได้อมทุกข์เลยสักนิด""เพราะลูกจดจำคำสั่งสอนของท่านพ่อเอาไว้ตลอดเวลาขอรับ เราเป็นบุรุษทำผิดก็ต้องยอมรับแต่ไม่ทิ้งอุดมการณ์""พ่อเข้าใจเจ้าไปเถอะกลับจวนกัน"เซี่ยอิ้งเฟยเลิกคิ้วเมื่อเห็นบิดากำลังเดินนำหน้าออกไปที่ประตู"เหตุใดเป็นเช่นนี้เล่าขอรับ""ผิดถูกอย่างไรก็ไปรอที่จวน เจ้าสนุกนักหรือไรที่มานั่งเล่นนอนเล่นในคุกหลวงเช่นนี้ พ่อจะบอกให้ว่าตอนนี้เจ้าตัวเหม็นมากควรรีบกลับไปอาบน้ำได้แล้ว"เมื่อเห็นเซี่ยอิ้งเฟยทำท่าต่อต้านท่านกั๋วก
ชินอ๋องเดินทางมาที่จวนกั๋วกงพบกับทหารหน้าจวนยืนขวางเอาไว้"แม้แต่กับข้ายังต้องเข้มงวดรึ""ฮ่องเต้รับสั่งเอาไว้ว่าไม่เว้นแม้แต่คนเดียวพะย่ะค่ะ""ดีจริงๆ เลย ข้าคือชินอ๋องตัวแทนฮ่องเต้มาพบเซี่ยกั๋วกงเปิดทางให้ด้วย"ชินอ๋องใช้น้ำเสียงคมเข้มข่มขู่ทหาร ทั้งสองคนลังเลมองหน้ากันจากนั้นจึงปล่อยให้เขาเข้าไปในจวนกั๋วกงได้ ทว่าเมื่อพ้นเขตของทหารไปแล้วเขากลับตรงไปที่เรือนหลังของเยี่ยนหรงแทน"คารวะชินอ๋องไม่ทราบว่ามีธุระใดเพคะ"หรูลี่ทำความเคารพและถามถึงธุระของเขา"เหอะ ข้ามาพบเซี่ยฮูหยินเหตุใดต้องมีธุระด้วยเล่า เพียงแต่อยากมาเยี่ยมนางเท่านั้น""ตอนนี้ฮูหยินคงไม่สะดวกเพคะเพราะไม่สบายอยู่""ไม่สบายเป็นอะไรหรือ อย่างนั้นยิ่งต้องเข้าไปดูถอยออกไป""ไม่ได้เพคะ"เมื่อถูกขัดขวางชินอ๋องเอื้อมมือผลักไหล่ของหรูลี่เบาๆ แล้วเปิดประตูเข้าไปเยี่ยนหรงที่กำลังนั่งอ่านตำราเห็นคนกำลังเดินเข้ามานางอึ้งไปชั่วขณะ ในใจรู้สึกตื่นตระหนกทว่าพยายามนิ่งสงบควบคุมสติเขาถือวิสาสะเดินเข้ามาใกล้ยกหลังมืออังที่หน้าผากของนาง เยี่ยนหรงสะดุ้งลุกขึ้นยืนให้ห่าง"เห็นว่าเจ้าไม่สบายตัวก็ไม่ร้อน""สบายดีเพคะ""ฮูหยินดูหน้าเจ้าสิหม่นหมอ
"ข้าไม่นึกเลยว่าพี่อิ้งเฟยจะลุ่มหลงนางได้ขนาดนี้ นางมีดีอะไรข้ายังมองไม่เห็น นางมีอะไรเทียบข้าได้บ้างท่านถึงไม่มองข้าเลย"ไป๋เซียนพรั่งพรูความในใจที่เก็บกดมาเนิ่นนาน นางรักเขามานานเพียงใดเขาก็รู้ดีมาตลอด นางพูดจาดูหมิ่นเยี่ยนหรงต่อหน้าเซี่ยอิ้งเฟย ดวงตาสีนิลมองนางฉายแววเย็นเยียบ เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้จนนางต้องถอยร่นออกไป "เพราะนางไม่เหมือนใครข้าถึงรักนางมาก นางมีในสิ่งที่เจ้าไม่เคยมีนางไม่มีนิสัยเยี่ยงเจ้า ความรักจากข้าที่มีต่อนางมันมากเกินกว่าจะมีให้คนอื่นแล้ว กลับไปเถอะองค์หญิง เรื่องของเราไม่มีทางเป็นไปได้ข้าจะอยู่หรือตายก็ไม่มีวันรักเจ้า"พูดจบเขาก็หมุนกายยืนกอดอกหันหลังให้นาง ไป๋เซียนทั้งโกรธทั้งอับอาย ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยถูกผู้ใดด่าทอมาก่อนยิ่งเป็นคำพูดที่ออกจากปากของเซี่ยอิ้งเฟยนางยิ่งนึกไม่ถึง ความเจ็บปวดแล่นพล่านทั่วร่างกายราวกับถูกเข็มเป็นพันเล่มทิ่มแทง หัวใจของนางแหลกสลายดั่งสูญสิ้นซึ่งความหวังที่เคยวาดระบายเอาไว้ในจินตนาการ ทั้งหมดทั้งมวลแตกสลายลงตรงหน้าไม่มีชิ้นดี ไป๋เซียนรู้สึกร้อนผ่าวทั่วใบหน้าดวงตามีน้ำใสๆ เอ่อล้นขึ้นมามองเซี่ยอิ้งเฟยไม่อยากเชื่อสายตา"ท่านมันเลือ







