FAZER LOGIN
จวนจิ้งกั๋วกงที่เคยกว้างใหญ่โอ่อ่ามีแต่ความหรูหราตามฐานะขุนนางราชวงศ์กำลังถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงโชติช่วง แสงสว่างวาบและความร้อนจัดแผ่จากเปลวไฟสีแดงกระจายไปโดยรอบ ผู้คนวิ่งหนีตายกันอลหม่านบ้างล้มลงบ้างร้องไห้ ใครวิ่งหนีทันก็มีชีวิตรอด ใครรู้ตัวช้าก็ถูกไฟคลอกตายกลายเป็นผีเฝ้าจวน
เสียงกรีดร้องโหยหวนขอความช่วยเหลืออย่างน่าสังเวชดังก้องเข้ามาในโสตประสาท สตรีผู้องอาจงดงามสง่าสวมชุดแพรไหมสีแดงเข้มยืนมองดูด้วยแววตาเย็นยะเยือก ท่ามกลางความโกลาหลรอยยิ้มร้ายจุดขึ้นที่มุมปากของนาง เพียงชั่วพริบตาก็จางหายไปกลายเป็นความเย็นชาดุจธารน้ำแข็ง ไม่เพียงไม่แยแสต่อความเป็นความตายเบื้องหน้า นางยังหันหลังกลับเดินออกไปช้าๆ โดยไม่สนใจสิ่งใด ความปรารถนาสิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ตรงนี้อีกนับจากนี้เป็นต้นไปนางจะมีแต่ความสุขไร้ความทุกข์ตรม... ข่าวจวนกั๋วกงถูกสังหารยกจวนและยังมีการลอบวางเพลิงโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ท่านกั๋วกง องค์หญิงหลิงเฟย เซี่ยอี้เฉินและบ่าวไพร่ล้มตายลง สร้างความโศกเศร้าเสียใจเป็นล้นพ้น ฮ่องเต้ที่มีพระวรกายอ่อนแอจากการประชวรหนักได้ไม่นาน เมื่อทราบข่าวนี้อาการยิ่งทรุดลงเร็วขึ้น ทรงออกคำสั่งเร่งให้ติดตามตัวคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด แม้ตอนนี้จะไม่มีผู้ใดหลงเหลือจวนก็หมดสภาพมีแต่ตอตะโก ทว่ายังมีซื่อจื่อเซี่ยอิ้งเฟยผู้สืบทอดที่ออกไปทำงานอยู่ต่างเมืองได้ครึ่งเดือน เมื่อเขาได้รับรายงานก็มุ่งตรงกลับจวนทันที ใครจะรู้ ซื่อจื่อหนุ่มกลับมาไม่ทันการ ทุกอย่างเบื้องหน้าล่มสลายลงอย่างน่าอนาถ ความเจ็บแค้นครั้งนี้เขาย่อมเรียกชำระคืนอาสาเป็นคนสืบคดีคืนความยุติธรรมให้จวนกั๋วกงหาตัวคนร้ายมาลงโทษด้วยตัวเอง "ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะใจดำอำมหิตได้ขนาดนี้สตรีน่ารังเกียจ แม้แต่หน้าเจ้าข้ายังไม่อยากมอง" เขาพูดกับนางในวันหนึ่งหลังจากสืบจนรู้เบื้องหลังโดยละเอียดและได้ตัวมาหนึ่งเดือนแล้ว "ขังนางเอาไว้ในคุกใต้ดินห้ามให้น้ำให้อาหารจนกว่าจะตาย!" คำสั่งของเขาเฉียบขาดหลังจากสั่งลงโทษสถานหนัก ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจจนพึงพอใจแล้วก็จับนางไปไว้ที่คุกใต้ดิน งดน้ำงดอาหารจนอ่อนแรงสิ้นสติไปหลายครั้ง ทว่าสุดท้ายแล้วเขายังเหี้ยมโหดกับนางจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต "สตรีผู้นี้ไม่สมควรตายอย่างสุขสบายข้าจะตัดหัวนางส่งให้ฮ่องเต้เอง" "กรี๊ด!" "ฉับ!"จวนกั๋วกงเซี่ยกั๋วกงและองค์หญิงหลินเฟยให้การยอมรับในตัวเยี่ยนหรงมากขึ้น ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ต่างอดทนแบกรับความเสี่ยงร่วมกับฮูหยินน้อยผู้นี้ทว่าในตอนนี้ความรอบคอบของนางสร้างความประทับใจให้จวนกั๋วกงเป็นอย่างมาก นอกจากนางจะวางแผนเหตุการณ์ล่วงหน้าแล้วยังช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกทุกข์ได้ยากมากกว่าขุนนางและเศรษฐีเสียอีก นับว่าเยี่ยนหรงคือเซี่ยฮูหยินของซื่อจื่อแห่งจวนกั่วกงอย่างแท้จริงเซี่ยอิ้งเฟยได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นขุนนางตำแหน่งราชเลขาของฮ่องเต้ที่ทรงมีพระวรกายไม่ค่อยแข็งแรงนักเพราะผลจากโรคระบาดที่ผ่านมานับเป็นความก้าวหน้าที่เหนือกว่าทุกคน เยี่ยนหรงส่งต่อกิจการค้าให้กับซ่งฉีรับดูแลต่อไปเพราะนางต้องทำหน้าที่ฮูหยินโดยสมบูรณ์ มีบ้างบางครั้งที่ซ่งฉีเชิญนางไปช่วยสอนการดูชนิดสมุนไพรและสรรพคุณแต่ละชนิดในการรักษาโรค นางอยู่ที่นั่นอย่างมากไม่เกินช่วงบ่ายก็เดินทางกลับจวนแล้วหลังโรคระบาดจบลงทางวังหลวงมีผู้สอบเป็นหมอหลวงได้อันดับที่หนึ่งก็คือหยางชิงเซียน ถือว่าเป็นหมออายุน้อยที่สุดและเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับการยอมรับในความสามารถ ก่อนหน้านี้นางเริ่มมีชื่อเสียงจากการรักษาผู้ป่วยรอบนอกเมืองมาก่อนจึงเอาประ
อาการของชินอ๋องทรุดลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะจัดยาฤทธิ์แรงขนาดไหนดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลรวมถึงสตรีในจวนของเขาหลายคนก็มีอาการเช่นเดียวกัน ตอนนี้เริ่มลุกลามไปถึงนางกำนัลประจำตัวของเขาและบ่าวรับใช้ สตรีแต่ละคนมีอาการรุนแรงบ้าง บางคนที่สุขภาพดีอาการไม่หนักมากภายในตำหนักของชินอ๋องเริ่มไม่ปลอดภัย บ่าวรับใช้และทหารต่างหวาดกลัวการแพร่ระบาดของโรคนี้นอกจากนั้นพวกเขายังได้ข่าวว่ามีบางคนกลับไปเยี่ยมครอบครัวและคนในครอบครัวของพวกนางก็ติดโรคเหล่านี้ด้วยเช่นกัน"อะไรนะ ชินอ๋องป่วยหนักอย่างนั้นรึ"ฮ่องเต้ตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่อาการของชินอ๋องทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน พระองค์เสด็จไปเยี่ยมเขาที่ตำหนักทันที"เกิดอะไรขึ้นเหตุใดเจ้าถึงเป็นเช่นนี้"พระองค์ทอดพระเนตรพระอนุชาที่นอนหายใจหอบอยู่บนเตียงสายตาของเขาตอนนี้ทั้งพร่ามัวและรางเลือนข่าวอาการป่วยของชินอ๋องแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว สร้างความหวั่นกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งสตรีในจวนของเขาและครอบครัวก็ติดโรคระบาดนี้ไปด้วย พวกนางทั้งหมดถูกขับไล่ออกจากตำหนักพร้อมด้วยนางกำนัลทั้งหมดจึงเดินทางกลับไปหาครอบครัวตนเองทว่ากลับถูกผลักไสเพราะ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเสียงกระบี่กระทบกันดังสนั่นไปทั่วตำหนักชินอ๋อง บ่าวรับใช้นางกำนัลกรีดร้องวิ่งหนีเอาตัวรอดส่วนชินอ๋องยืนดูการต่อสู้ที่เข้มข้นต่อไปองครักษ์ของตำหนักชินอ๋องได้รับบาดเจ็บล้มตายต่อหน้าเขา คนที่เหลือสองสามคนล่าถอยเพราะบาดเจ็บเริ่มสู้ไม่ไหว"ท่านจำเอาไว้ว่าอย่าได้คิดเข้าใกล้จวนกั๋วกงอีก ไม่เช่นนั้นตำหนักชินอ๋องไม่เหลือแน่""เซี่ยอิ้งเฟย โอหังนัก! ข้าคือใครเจ้าควรสำนึกบ้าง""ท่านต่างหากที่ควรต้องสำนึก ก่อเรื่องเอาไว้มากระวังตัวให้ดีว่าวันหนึ่งข้าจะเปิดโปงท่าน""เจ้ากล้าขู่ข้ารึ""ไม่ใช่แค่ขู่ หากข้าต้องการเอาชีวิตของท่านมันง่ายนิดเดียว""เจ้า!"ชินอ๋องชี้หน้าเซี่ยอิ้งเฟยพูดไม่ออกดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโมโหสุดขีด เขาจ้องหน้าชินอ๋องกลับกระตุกยิ้มมุมปากก่อนเดินออกไป"กลับจวน"ทั้งสามคนออกไปจากตำหนัก ปล่อยให้เขาโมโหบันดาลโทสะระบายอารมณ์กับบ่าวรับใช้ต่อไปเซี่ยอิ้งเฟยกลับมาทำงานของตนเองต่อหลังจากกลับจากตำหนักชินอ๋อง ก่อนทำงานเขาตรวจดูความเรียบร้อยของจวนกั๋วกงว่ามีสิ่งใดเสียหายหรือไม่ เรื่องที่ฮ่องเต้สั่งให้ทหารมาควบคุมเอาไว้น่าจะเป็นฝีมือของชินอ๋อง เมื่อเซี่ยกั๋วกงจ
เซี่ยอิ้งเฟยยังคงนั่งอยู่ท่าเดิมดูหน้าเขาไม่ได้ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด เวลานี้องครักษ์ลับกำลังไปสืบเรื่องในจวนกั๋วกง เขาเพียงนั่งรอจดหมายหากมีเรื่องไม่ชอบมาพากลก็สั่งการได้ทันทีเสียงฝีเท้าหนักที่คุ้นเคยเดินผ่านห้องขังช้าๆ จนกระทั่งมาหยุดยืนที่ประตูคุมขังของเขาจากนั้นทหารก็ปลดกุญแจเสียงฝีเท้านั้นเริ่มเดินเข้ามาใกล้เซี่ยอิ้งเฟยลืมตาขึ้นเขาต้องตะลึงอย่างคาดไม่ถึงเมื่อเห็นเซี่ยกั๋วกงยืนยิ้มบางอยู่ตรงหน้า"ท่านพ่อ!"เขาเดินเข้ามาตบบ่าของบุตรชายเบาๆยามที่ต้องการให้กำลังใจเซี่ยอิ้งเฟย ท่านกั๋วกงมักทำเช่นนี้ประจำ"เป็นอย่างไรไอ้ลูกชายรสชาติของการเป็นนักโทษ ดูหน้าเจ้าสิไม่ได้อมทุกข์เลยสักนิด""เพราะลูกจดจำคำสั่งสอนของท่านพ่อเอาไว้ตลอดเวลาขอรับ เราเป็นบุรุษทำผิดก็ต้องยอมรับแต่ไม่ทิ้งอุดมการณ์""พ่อเข้าใจเจ้าไปเถอะกลับจวนกัน"เซี่ยอิ้งเฟยเลิกคิ้วเมื่อเห็นบิดากำลังเดินนำหน้าออกไปที่ประตู"เหตุใดเป็นเช่นนี้เล่าขอรับ""ผิดถูกอย่างไรก็ไปรอที่จวน เจ้าสนุกนักหรือไรที่มานั่งเล่นนอนเล่นในคุกหลวงเช่นนี้ พ่อจะบอกให้ว่าตอนนี้เจ้าตัวเหม็นมากควรรีบกลับไปอาบน้ำได้แล้ว"เมื่อเห็นเซี่ยอิ้งเฟยทำท่าต่อต้านท่านกั๋วก
ชินอ๋องเดินทางมาที่จวนกั๋วกงพบกับทหารหน้าจวนยืนขวางเอาไว้"แม้แต่กับข้ายังต้องเข้มงวดรึ""ฮ่องเต้รับสั่งเอาไว้ว่าไม่เว้นแม้แต่คนเดียวพะย่ะค่ะ""ดีจริงๆ เลย ข้าคือชินอ๋องตัวแทนฮ่องเต้มาพบเซี่ยกั๋วกงเปิดทางให้ด้วย"ชินอ๋องใช้น้ำเสียงคมเข้มข่มขู่ทหาร ทั้งสองคนลังเลมองหน้ากันจากนั้นจึงปล่อยให้เขาเข้าไปในจวนกั๋วกงได้ ทว่าเมื่อพ้นเขตของทหารไปแล้วเขากลับตรงไปที่เรือนหลังของเยี่ยนหรงแทน"คารวะชินอ๋องไม่ทราบว่ามีธุระใดเพคะ"หรูลี่ทำความเคารพและถามถึงธุระของเขา"เหอะ ข้ามาพบเซี่ยฮูหยินเหตุใดต้องมีธุระด้วยเล่า เพียงแต่อยากมาเยี่ยมนางเท่านั้น""ตอนนี้ฮูหยินคงไม่สะดวกเพคะเพราะไม่สบายอยู่""ไม่สบายเป็นอะไรหรือ อย่างนั้นยิ่งต้องเข้าไปดูถอยออกไป""ไม่ได้เพคะ"เมื่อถูกขัดขวางชินอ๋องเอื้อมมือผลักไหล่ของหรูลี่เบาๆ แล้วเปิดประตูเข้าไปเยี่ยนหรงที่กำลังนั่งอ่านตำราเห็นคนกำลังเดินเข้ามานางอึ้งไปชั่วขณะ ในใจรู้สึกตื่นตระหนกทว่าพยายามนิ่งสงบควบคุมสติเขาถือวิสาสะเดินเข้ามาใกล้ยกหลังมืออังที่หน้าผากของนาง เยี่ยนหรงสะดุ้งลุกขึ้นยืนให้ห่าง"เห็นว่าเจ้าไม่สบายตัวก็ไม่ร้อน""สบายดีเพคะ""ฮูหยินดูหน้าเจ้าสิหม่นหมอ
"ข้าไม่นึกเลยว่าพี่อิ้งเฟยจะลุ่มหลงนางได้ขนาดนี้ นางมีดีอะไรข้ายังมองไม่เห็น นางมีอะไรเทียบข้าได้บ้างท่านถึงไม่มองข้าเลย"ไป๋เซียนพรั่งพรูความในใจที่เก็บกดมาเนิ่นนาน นางรักเขามานานเพียงใดเขาก็รู้ดีมาตลอด นางพูดจาดูหมิ่นเยี่ยนหรงต่อหน้าเซี่ยอิ้งเฟย ดวงตาสีนิลมองนางฉายแววเย็นเยียบ เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้จนนางต้องถอยร่นออกไป "เพราะนางไม่เหมือนใครข้าถึงรักนางมาก นางมีในสิ่งที่เจ้าไม่เคยมีนางไม่มีนิสัยเยี่ยงเจ้า ความรักจากข้าที่มีต่อนางมันมากเกินกว่าจะมีให้คนอื่นแล้ว กลับไปเถอะองค์หญิง เรื่องของเราไม่มีทางเป็นไปได้ข้าจะอยู่หรือตายก็ไม่มีวันรักเจ้า"พูดจบเขาก็หมุนกายยืนกอดอกหันหลังให้นาง ไป๋เซียนทั้งโกรธทั้งอับอาย ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยถูกผู้ใดด่าทอมาก่อนยิ่งเป็นคำพูดที่ออกจากปากของเซี่ยอิ้งเฟยนางยิ่งนึกไม่ถึง ความเจ็บปวดแล่นพล่านทั่วร่างกายราวกับถูกเข็มเป็นพันเล่มทิ่มแทง หัวใจของนางแหลกสลายดั่งสูญสิ้นซึ่งความหวังที่เคยวาดระบายเอาไว้ในจินตนาการ ทั้งหมดทั้งมวลแตกสลายลงตรงหน้าไม่มีชิ้นดี ไป๋เซียนรู้สึกร้อนผ่าวทั่วใบหน้าดวงตามีน้ำใสๆ เอ่อล้นขึ้นมามองเซี่ยอิ้งเฟยไม่อยากเชื่อสายตา"ท่านมันเลือ
รอยยิ้มโค้งน่าดึงดูดมองนางไปทั้งตัว เยี่ยนหรงรู้สึกตัวได้นางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นย่นจมูกเล็กน้อย"เจ็บหรือ"นางก้มหน้าลงเมื่อได้ยินคำถามตรงๆ รู้สึกอายเป็นอย่างมากแต่ยังพยักหน้าเล็กน้อย"ข้าเผลอรุนแรงไปหน่อย ต้องขอโทษฮูหยิน"เขาพูดพลางเอื้อมมือเขี่ยปอยผมที่ปรกหน้าของนางออก"ท่าน...เอ่อ...ข้า"นางหลุบตาลง
เถ้าแก่หลิ่วออกเดินทางมาได้เกือบครึ่งเดือนแล้วครั้งนี้เขาไปต่อรองราคากับชาวบ้านเพราะต้องการสั่งเป็นจำนวนมาก เมื่อลดต้นทุนแล้วเขาจะไปเอากำไรจากลูกค้ามากขึ้นเนื่องจากสืบได้ว่าการค้าขายยาสมุนไพรดูคึกคักในช่วงนี้"ขายดีเช่นนี้ต้องมีการขึ้นราคาเสียหน่อย"เยี่ยนหรงและซ่งฉีออกเดินทางไปที่หมู่บ้านเช่นเดียว
ครบกำหนดกลับเมืองหลวงทั้งสองขบวนก็มารวมตัวกันเหมือนเดิม ครั้งนี้เซี่ยอิ้งเฟยปล่อยให้เยี่ยนหรงได้นั่งกับหรูลี่ หลังจากคืนนั้นเขาก็มิได้ใกล้ชิดหรือพบนางอีกจนกระทั่งวันออกเดินทาง อีกอย่างเขาต้องการอ่านตำราเงียบๆ และทำงานบนรถม้าไปด้วย หากนางนั่งอยู่ด้วยเกรงว่าตัวเองจะหมดสมาธิในการทำงาน เยี่ยนหรงจึงได้น
เซี่ยอิ้งเฟยพยายามสุดแรงว่ายเข้าไปคว้าตัวเยี่ยนหรงเอาไว้ได้ก่อนศีรษะจมลงไป พานางลอยตัวขึ้นฝั่งโดยไม่เกรงกลัวความเย็นยะเยือกจากอากาศแต่อย่างใด ท่ามกลางเสียงร้องโหวกเหวกของคนบนฝั่งรอบตัวทั้งสองคนมีองครักษ์ของเขาช่วยพยุงอีกทอดหนึ่งเยี่ยนหรงทั้งสำลักน้ำทั้งตัวสั่น นางกำนัลจึงพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องเ







