Mag-log inสมรสพระราชทานเมื่อวัยเยาว์เกิดสั่นคลอนเมื่อแม่ทัพเป่าเจิ้งเหว่ยพ่ายศึกและเสียชีวิตไปพร้อมฮูหยิน เป่าลี่เซียน บุตรสาวคนเดียวของตระกูลจำต้องพึ่งพาจวนจงหย่งโหวที่เปรียบดั่งญาติสนิทและต้องเกี่ยวดองกันในวันข้างหน้า แต่แล้วนางก็พบกับความผิดหวัง เมื่อจงหย่งโหวและโหวฮูหยิน ไม่ต้องการสะใภ้เช่นนาง การโดนกีดกันจากบิดามารดาของคู่หมั้นทำให้นางสิ้นหวังและจากไปเงียบ ๆ โดยไม่มีผู้ใดทราบข่าว เซียวเหวินรุ่ยออกตามหาคู่หมั้นของตนไม่หยุดหย่อนแต่ก็พบเพียงว่านางเหลือเพียงวิญญาณ วันหนึ่งเขาพบสตรีที่ใบหน้าละม้ายคล้ายกับเป่าลี่เซียน ทว่านางกลับไม่รู้จักเขาแม้แต่น้อย
view moreจวนจงหย่งโหว เมืองหลวงเซิ่งจิง
ประตูจวนกว้างใหญ่ปิดสนิท เป่าลี่เซียนยืนมองอยู่ด้านหน้าราวครึ่งชั่วยามแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าคนข้างในจะเปิดประตูออกมาสักคน บ่าวรับใช้ในจวนโหวยังคงรอฟังคำสั่ง แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านโหวจึงเฉยชาต่อบุตรสาวผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทได้ถึงเพียงนี้ และยังคงนั่งเขียนอักษรเงียบ ๆ อย่างใจเย็นได้ ทุกคนต่างสงสัยในใจแต่ไม่กล้าแม้แต่จะลอบส่งสายตาตั้งคำถามต่อกัน ผ่านไปครึ่งชั่วยาม จงหย่งโหวจึงเดินออกมาพร้อมกับโหวฮูหยิน ท่าทางองอาจน่าเกรงขามทำให้บรรยากาศที่เงียบอยู่แล้วเงียบสงัดยิ่งกว่าเดิม "มีเรื่องใดถึงมายืนรอข้า" คนอย่างท่านโหวเซียวหย่งคังมองเพียงปราดเดียวก็อ่านเหตุการณ์ออกว่ามีเรื่องไม่ธรรมดาเกิดขึ้น "เรียนท่านโหว คุณหนูเป่าลี่เซียนมารอพบที่หน้าจวนหนึ่งชั่วยามแล้วขอรับ" บ่าวรับใช้เก่าแก่ของจวนก้มหน้ารายงาน ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผู้เป็นนาย จวนจงหย่งโหวขึ้นชื่อเรื่องกฎระเบียบเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้จึงมีแต่การสำรวมและระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ท่านโหวนิ่งเงียบครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงราบเรียบ "พานางเข้ามาพบข้าตรงนี้" สิ่งที่ผู้คนคาดหวังว่าท่านโหวจะยิ้มแย้มยินดีที่ผู้น้อยจากแดนไกลเดินทางมาคารวะกลับไม่ปรากฎบนใบหน้า ตรงกันข้ามมีแต่ความเคร่งขรึมและเย็นชาของผู้อาวุโสทั้งสอง เป่าลี่เซียนเดินตามบ่าวรับใช้เข้ามา นางยังคงสงบเสงี่ยมต่อหน้าผู้อาวุโสได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย "ลี่เซียนคารวะท่านลุงท่านป้าเจ้าค่ะ" เป่าลี่เซียนย่อกายอ่อนน้อม นางได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดีจากครอบครัว เรื่องมารยาทต่อหน้าผู้ใหญ่จึงไม่ขัดเขิน เขาปรายสายตามองผู้เยาว์กว่าด้วยท่าทีหมางเมินจนนางรู้สึกได้ บุรุษตรงหน้าที่นางเรียกขานว่าท่านลุงมีท่าทางผิดปกติไปจากเมื่อก่อนมาก "เจ้ามีธุระสำคัญอันใดถึงลำบากมาที่จวนโหวแต่เช้าเช่นนี้" ความเย็นชาและห่างเหินนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป่าลี่เซียนรับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลในทันที "หลานไว้ทุกข์ให้ท่านพ่อท่านแม่ครบหนึ่งปี จึงย้ายมาอยู่เมืองหลวงเจ้าค่ะ เพิ่งมาถึงก็มาคารวะท่านลุงท่านป้าเจ้าค่ะ" ร่องรอยความหม่นเศร้ายังไม่จางหายไปจากใบหน้างาม พ่อแม่จากไปพร้อมกันทิ้งเพียงบุตรสาวคนเดียวให้โดดเดี่ยวในจวน นางคงทุกข์ใจไม่น้อย ที่พึ่งเดียวที่มีก็มีเพียงจวนจงหย่งโหวแห่งนี้เท่านั้น "กลับมาเมืองหลวงก็ควรหาอะไรทำ พ่อแม่ของเจ้ามีทรัพย์สินตามฐานะ แต่เจ้าจะทำตัวล่องลอยไปวัน ๆ ไม่ได้ ยามนี้ไม่มีใครให้พึ่งพิงแล้ว เจ้าควรพึ่งตนเอง คาดหวังว่าจะให้ผู้อื่นช่วยเหลือก็คงยาก" โหวฮูหยินกล่าวอบรมนาง ท่าทางผลักไสเช่นนี้เป่าลี่เซียนไม่เคยเห็นมาก่อน มิใช่ว่านางสูญเสียบิดามารดาไปแล้ว จวนโหวจะโอบอุ้มนางเหมือนคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับท่านพ่อท่านแม่หรอกหรือ เมื่อก่อนท่านทั้งสองเอ็นดูนางดั่งบุตรสาวแท้ ๆ คนหนึ่ง วันนี้เหตุใดกลับกลายเป็นเหินห่างเหมือนนางเป็นภาระ "หลานรับทราบเจ้าค่ะ" จะให้นางพูดสิ่งใดได้ ในเมื่อยามนี้ในลำคอของนางมันเริ่มตีบตันแล้ว "รับทราบอย่างเดียวไม่ได้ ต้องนำไปปฏิบัติจริงด้วย ยามนี้เจ้าเหลือตัวคนเดียวแล้วอย่าหวังพึ่งพาผู้อื่นอีกเลย" โหวฮูหยินตอกย้ำเมื่อเห็นนางนิ่งเงียบ "ท่านป้าเจ้าคะ ท่านพ่อบอกข้าอยู่เสมอว่าหากมีเรื่องใดให้ข้ามาที่จวนโหว ท่านลุงท่านป้าก็เคยบอกข้า เหตุใดท่านป้าถึงพูดเช่นนี้กับหลานล่ะเจ้าคะ" ท่านโหวได้ยินดังนั้นสายตาจับจ้องมาที่นางทันที และกล่าวสิ่งที่นางไม่คิดว่าจะได้ยินมาก่อน "แม่ทัพเป่าทำงานผิดพลาดไร้ชัยชนะ ยังลากแม่ของเจ้าไปตายด้วยกัน แล้วเหตุใดบุตรสาวแม่ทัพปลายแถวอย่างเจ้ายังกล้าแบกหน้ามาเหยียบจวนของข้า" เป่าลี่เซียนยืนนิ่งอยู่กลางลานเรือน ร่างบอบบางในชุดไว้ทุกข์สั่นเล็กน้อย ดวงตาที่มีประกายความหวังเมื่อแรกเริ่มหม่นลงมาครู่หนึ่งแล้ว นางมองอดีตสหายรักของบิดาด้วยความตัดพ้อ "แต่ว่าท่านลุง ข้ากับพี่เหวินรุ่ยมีสมรสพระราชทาน" "เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเรียกขานนามของผู้ว่าการเหวินเฉิงเช่นนั้น" โหวฮูหยินขึ้นเสียงสมทบ สายตาที่มองมามีแต่ความรังเกียจท่วมท้น "สมรสพระราชทานนั่นมันเรื่องตลกในวัยเด็ก เจ้าก็เป็นแค่เด็กกำพร้า อย่าได้คิดมาเกาะชื่อเสียงลูกชายข้าให้มัวหมอง กลับไปในที่ที่เจ้าควรอยู่เสียเถอะ" "ฝ่าบาทมอบสมรสนี้ให้ข้า จะขัดราชโองการได้อย่างไรเจ้าคะ" "ไร้ยางอาย! พ่อเจ้าพ่ายแพ้ศึกศัตรู ยังจะกล้าเรียกร้องอีกหรือ ไม่ประหารเจ้าด้วยก็ดีเท่าไหร่แล้ว ข้าจะนำเรื่องนี้ขอถอนการสมรสเมื่อใดก็ได้ ระหว่างข้าที่มีคุณต่อแผ่นดิน กับพ่อของเจ้าผู้ไม่เอาไหน คิดว่าฝ่าบาทจะฟังใครมากกว่ากัน" เป่าลี่เซียนตัวสั่นสะท้านเมื่อได้ยิน นี่คือจุดประสงค์แท้จริงของจวนโหวสินะ ความดีชั่วชีวิตของบิดานางไม่มีประโยชน์ใดอีกต่อไปแล้ว ท่านแม่เคยบอกว่าใจคนเรายากแท้หยั่งถึงนางก็เพิ่งเข้าใจลึกซึ้งในวันนี้เอง "อย่าได้คิดไปไกลเลยคุณหนูเป่า เหวินรุ่ยเองก็ไม่ได้คิดมาก เขาเป็นคนกตัญญูพ่อแม่ว่าอย่างไรเขาก็ว่าตามนั้น เรื่องวัยเด็กก็แค่เรื่องล้อเล่นสนุก ๆ ที่ฝ่าบาทหยอกเย้าพวกเจ้าเท่านั้น ป้ายหยกคู่ก็แค่มอบให้เป็นรางวัลที่พวกเจ้ากล้าหาญ เจ้ากับครอบครัวเจ้าคิดมากไปเอง กลับไปเถิดพวกเราไม่มีอะไรให้เจ้าหรอก" เสียงอ่อนหวานจากหน้ามือเป็นหลังมือราวกับกำลังหลอกล่อเด็กน้อยของโหวฮูหยินช่างแยบยลนัก เป่าลี่เซียนไม่พูดต่อ นางไม่มีสิ่งใดจะพูดได้อีกแล้ว "พาคุณหนูเป่าออกไปแล้วปิดประตูจวน" คำสั่งเฉียบขาดของท่านโหวอื้ออึงอยู่ในโสตประสาท นางเดินตามบ่าวรับใช้ที่นำทางไปยังประตูอย่างว่าง่าย ไม่ได้เอ่ยคัดค้านอะไรอีก รถม้าออกตัวอย่างรวดเร็วมาถึงจวนตระกูลเป่า เป่าลี่เซียนเดินเหม่อลอยนั่งลงที่ม้านั่งหน้าเรือน สมองของนางยามนี้ทั้งสับสนและผิดหวัง นางถูกผลักไสออกมาจากจวนจงหย่งโหว ถูกตัดขาดจากที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต ในยามที่นางไม่เหลือใคร พี่เหวินรุ่ยของนางก็ไม่อยู่ที่นี่แล้ว เขาเดินทางล่วงหน้าไปรับตำแหน่งผู้ว่าการของเมืองเหวินเฉิงอันห่างไกลแล้ว ภาพแห่งความหวังตรงหน้าค่อยๆ เลือนราง รสชาติแห่งความขมขื่นดึงจิตใจของนางให้จมดิ่ง นึกย้อนกลับไปในวันวาน วันที่เมืองหลวงเซิ่งจิงมีแต่ความอบอุ่น และจวนโหวแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนาง ในวัยแปดขวบของลี่เซียน บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้น เป่าเจิ้นเหว่ย นายกองร่างกายกำยำแต่ใบหน้าใจดีกำลังคลี่แผนที่การรบร่วมกับสหายรักอย่างท่านโหวเซียวหย่งคัง ทั้งสองหารือเรื่องศึกชายแดนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แต่สายตากลับลอบมองออกไปนอกหน้าต่างเรือนเป็นระยะ ที่ลานกว้างด้านนอก เสียงหัวเราะสดใสของเด็กหญิงวัยแปดขวบดังเจื้อยแจ้ว "พี่เหวินรุ่ย ดูนี่สิ ข้าหัดทำขนมกุ้ยฮวามาให้ท่านตั้งหลายชิ้นแน่ะ มีท่านแม่คอยช่วยข้าด้วยนะ" เป่าลี่เซียนในวัยเยาว์ สวมชุดสีชมพูสดใสดั่งดอกไม้แรกแย้ม ในมือน้อยๆ ประคองกล่องไม้ใส่อาหารวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเซียวเหวินรุ่ย คุณชายผู้พี่ที่นั่งอ่านตำราอยู่ใต้ต้นหลิว เด็กหนุ่มวัยสิบสองขวบเงยหน้าขึ้นจากม้วนคัมภีร์ ใบหน้าเยาว์วัยที่เริ่มฉายแววหล่อเหลาและสุขุมเกินอายุ แอบจุดรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากยามเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของคู่หมั้นตัวน้อยเลอะแป้งทำขนมเป็นปื้นขาว "วิ่งซุ่มซ่ามเช่นนี้ หากล้มลงมาขนมไม่หกกระจายหมดหรือ" น้ำเสียงของเขาดูดุ แต่กลับยื่นมือไปช่วยประคองกล่องขนมอย่างระมัดระวัง "ข้าไม่ล้มหรอก ข้าเก่งจะตาย ท่านชิมดูเร็วเข้า ข้าหัดทำขนมก็เพื่อท่านคนเดียวเลยนะ" เด็กหญิงยืดอกอวดอย่างภาคภูมิใจ เซียวเหวินรุ่ยหยิบขนมกุ้ยฮวาสีเหลืองนวลเข้าปาก รสชาติหวานละมุนและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึมซาบไปถึงหัวใจ เด็กหนุ่มเคี้ยวตุ้ย ๆ ก่อนจะแสร้งทำเป็นพยักหน้าเรียบ ๆ "อืม พอกลืนลงคอได้ วันหน้าก็หัดทำมาอีกละกัน" "เย้ พี่เหวินรุ่ยชอบขนมของข้าที่สุด" เด็กหญิงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ โดยหารู้ไม่ว่า สายตาของเด็กหนุ่มที่มองตามร่างป้อม ๆ ของนางนั้น เต็มไปด้วยความประทับใจลึกซึ้ง "ข้าจะชิมขนมของเจ้าจนกว่าจะทำอร่อยกว่าพ่อครัวในวังหลวง" และเขาก็ทำตามสัจจะที่ให้ไว้ คอยชิมขนมของนางทุกครั้งจนฝีมือของนางเทียบพ่อครัววังหลวงได้อย่างที่นางตั้งใจและมีเขาเป็นแรงผลักดันเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี บรรยากาศภายในจวนผู้ว่าการมณฑลเหวินเฉิงบัดนี้ไม่ได้เงียบสงบอีกต่อไป เป่าลี่เซียน ได้ให้กำเนิดทายาทตัวน้อยถึงสองคนคนโตเป็นคุณชายน้อยนามว่าเซียวหมิงเจ๋อวัยสี่ขวบ ผู้มีใบหน้าคมคายฉายแววเฉียบแหลมเหมือนเซียวเหวินรุ่ย มีไหวพริบและรอยยิ้มถอดแบบมาจากเป่าลี่เซียนไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนคนเล็กคือเซียวหลินเอ๋อร์ วัยสองขวบครึ่ง ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งจวน ดวงตากลมโตสุกใสและเสียงหัวเราะใสแจ๋วที่ใครเห็นก็ต้องหลงรักความเห่อหลานของปู่ย่าจวนโหวนั้นเรียกได้ว่าไม่มีใครเกิน ทันทีที่รู้ว่าลูกสะใภ้ให้กำเนิดทายาทเพิ่มขึ้น สองสามีภรรยาก็เดินทางจากเมืองหลวงมุ่งตรงมายังเมืองเหวินเฉิงทันที และเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนจวนผู้ว่าการจนเกินไป แต่ก็อยากอยู่ใกล้ชิดหลาน ๆ ชนิดที่ว่าก้าวเท้าออกจากเรือนก็เจอจวหย่งโหวถึงกับยอมทุ่มเงินก้อนโตซื้อที่ดินผืนใหญ่ติดกับจวนผู้ว่าการแล้วสร้างเรือนขึ้นมาใหม่ เป็นเรือนหลังใหญ่สง่างาม มีประตูเชื่อมต่อเดินทะลุเข้าหาจวนผู้ว่าการได้โดยตรง ภายในจัดสร้างสนามเด็กเล่น สระบัวกว้างขวาง และห้องเก็บของเล่นที่แน่นขนัดไปด้วยหุ่นไม้ ตุ๊กตาผ้า และขนมนมเนยครบครันชนิดที่ว่าตามใจ
ผ่านพ้นไปได้ไม่นานหออาภรณ์สำเร็จรูปสกุลเสิ่น ภายใต้การนำของเฉียวเอ๋อร์ กลายเป็นร้านค้าที่ทำกำไรมหาศาลและมีชื่อเสียงกระฉ่อนที่สุดในมณฑลเหวินเฉิงเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ตัดเย็บอย่างประณีต รองเท้าปักลายน่ารัก และถุงหอมสมุนไพรหลวงจากหมอหลวงเป่าลี่เซียน ถูกผู้คนแย่งชิงกันซื้อจนผลิตแทบไม่ทัน ม้วนผ้าเก่าล้าสมัยที่เคยถูกทิ้งขว้างได้นำมาแปรสภาพเป็นเงินทองมูลค่านับพันตำลึง สามารถปลดหนี้และทำกำไรพุ่งสูงขึ้นกว่าร้านผ้าของคู่แข่งหลายเท่าตัวในวันที่ครบกำหนดสัญญา เฉียวเอ๋อร์ยื่นสมุดบัญชีพร้อมหีบใส่เงินกำไรก้อนโตลงบนโต๊ะต่อหน้านายหญิงเสิ่นและท่านเศรษฐีเสิ่น ชัยชนะอันงดงามนี้ทำเอานายหญิงเสิ่นที่เคยอคติและใจดำถึงกับพูดอะไรไม่ออก นึกไม่ถึงว่าสะใภ้ที่ตนเคยดูแคลน จะมีหัวการค้าอันชาญฉลาดและมีความเพียรพยายามถึงเพียงนี้"ข้ารักษาสัญญา" นายหญิงเสิ่นเอ่ยเสียงนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงไม่ปรากฏให้เห็น "ยกกิจการหออาภรณ์สำเร็จรูปให้เจ้าดูแลโดยเด็ดขาด และเจ้าคือสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นที่ข้ายอมรับอย่างจริงแท้"ท่านเศรษฐีเสิ่นเองก็หัวเราะชอบใจ ตบโต๊ะดังปัง "ยอดเยี่ยมมากเฉียวเอ๋อร์ สายตาของอวี่เจียมอง
เมื่อขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่สำนักศึกษาฝู่เหวินใจกลางเมืองเหวินเฉิง เสี่ยวหาวที่นั่งอยู่ข้างพี่สาวแอบเลิกม่านมองทิวทัศน์ภายนอกด้วยดวงตาเป็นประกาย ค่ำคืนแห่งความยากลำบากของตระกูลซ่งผ่านพ้นไปแล้ว และวันนี้ ก้าวแรกสู่หนทางปัญญาชนของน้องชายหมอหลวงกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างงดงาม ภายใต้ร่มเงาความรักและการสนับสนุนอันมั่นคงของพี่สาวและพี่เขยผู้ปกครองมณฑลขบวนรถม้าคู่แห่งจวนผู้ว่าการมณฑลเคลื่อนตัวผ่านย่านการค้าอันคึกคัก ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเหนือที่เงียบสงบอันเป็นที่ตั้งของสำนักศึกษาฝู่เหวิน ป้ายไม้โอ๊คขนาดใหญ่สลักตัวอักษรสีทองทรงพลังเด่นหราอยู่หน้าประตู บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นอายน้ำหมึกและเสียงท่องตำราก้องกังวานของเหล่าบัณฑิตเมื่อรถม้าจอดสนิท ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางเต็มยศสีน้ำเงินเข้มก็ก้าวลงมารอรับ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่มักจะเรียบเฉยยามอยู่ต่อหน้าราษฎร บัดนี้กลับประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนยามทอดสายตามองมายังเป่าลี่เซียนและครอบครัวของนาง"คารวะใต้เท้าเซียว" บิดามารดาตระกูลซ่งรีบก้าวลงจากรถม้าและทำท่าจะคุกเข่าคำนับด้วยความเกรงใจในยศถาบรรดาศักดิ์ ทว่าเซียวเหวินรุ่
วันต่อมา ภายในร้านผ้าสายใต้ที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับคึกคักขึ้นมาทันตาเห็นด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของเสิ่นอวี่เจีย ชายหนุ่มได้ส่งช่างตัดเย็บเสื้อผ้าฝีมือดีสามคน และช่างปักสตรีผู้มีชื่อเสียงอีกสี่คนจากโรงปักหลวงมาประจำการที่ร้านตามคำขอของภรรยา และยังแอบลงบัญชีส่วนตัวออกเงินสำรองจ่ายค่าแรงล่วงหน้าให้ช่างทุกคนล่วงหน้า เพื่อให้เฉียวเอ๋อร์ปฎิบัติงานได้อย่างไร้กังวลเฉียวเอ๋อร์กางพับผ้าโบราณทั้งหมดออกมาบนโต๊ะยาว นางเริ่มแจกจ่ายงานด้วยท่าทางคล่องแคล่ว "ท่านป้า ผ้าไหมสีม่วงเข้มลายดอกโบตั๋นนี้เนื้อหนาเกินไปหากจะทำชุด ควรนำมาตัดเป็นรองเท้าฝีเข็มแน่น ๆ ปักลายไหมทองเล็กน้อยที่หัวรองเท้า ส่วนผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนล้าสมัยชุดนี้ ตัดเป็นชุดเอี้ยมสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กและชุดลำลองสำหรับสตรีชาวบ้านธรรมดา เน้นสวมใส่ง่าย ราคาไม่แพงเจ้าค่ะ""แล้วผ้าเศษเล็กเศษน้อยพวกนี้ล่ะนายหญิงน้อย" ช่างปักคนหนึ่งเอ่ยถาม"เศษผ้าพวกนี้อย่าทิ้งเด็ดขาดเจ้าค่ะ นำมาเย็บเป็นถุงหอมใบเล็ก ปักลายนกเป็ดน้ำหรือลายมงคลขนาดย่อม จากนั้นข้าจะไปขอแบ่งซื้อมะลิแห้งและสมุนไพรหอมจากโรงโอสถหลวงของท่านหมอเป่ามาบรรจุไว้ด้านใน ขายในราคาเพียงยี่ส











