Mag-log inบทที่ 2
ในขณะที่หญิงสาวกำลังพักผ่อน ซือซือสาวใช้ก็เดินเข้ามารายงานการมาของถางอีเฟย
“คุณหนูเจ้าคะ คุณชายถางมาของพบเจ้าค่ะ” แม้นางจะไม่อยากมารายงานเรื่องนี้เท่าใดนัก แต่นางก็จำใจต้องทำ เพราะนางไม่สามารถทำตามใจตนเองได้
“อืม... ให้พี่อีเฟยไปรอที่ศาลาชิงเหลียง” หญิงสาวบอก ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เจ้าค่ะ” ซือซือตอบรับแล้วเดินออกไปทันที
หญิงสาวมองสาวใช้ข้างกายเดินออกไปด้วยสายตานิ่งลึก ดูผ่าน ๆ ก็ดูเป็นคนที่เรียบร้อย แต่แท้จริงกับเป็นสตรีที่ไร้ยางอาย แย่งแม้กระทั่งคู่หมั้นของคนที่เคยช่วยชีวิต
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจึงเดินออกไปศาลาที่มีคู่หมั้น และสาวใช้ข้างกายรออยู่
ในวันนี้นางเลือกที่จะใสชุดสีฟ้าที่มีเพียงตัวเดียวของชุดทั้งหมด หลัวอี๋อิ่งคนก่อนชอบใส่ชุดสีขาวที่ราวกับคนป่วย และแต่ละชุดของนาง การตัดเย็บก็ช่างไม่ทันสมัยเอาเสียเลย เห็นทีนางต้องตัดชุดใหม่เสียแล้ว
ทันทีที่หญิงสาวปรากฏตัว ถางอีเฟยก็มองหญิงสาวด้วยความตกตะลึง วันนี้นางช่างดูแปลกไปกว่าทุกวัน ดูมีชีวิตชีวากว่าเดิม
เขายอมรับว่าที่ยอมหมั้นกับนางก็เพราะครอบครัวบังคับ นางทั้งอ่อนโยนและเรียบร้อยเกินไป ไม่มีความร่าเริงเช่นที่หญิงสาวควรจะมีแม้แต่น้อย
แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เขาได้มาพบกับหญิงสาวที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข เขาไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือไม่ เพราะหญิงสาวที่เราหลงรักนั้นกับกลายเป็นสาวใช้ข้างกายของนาง
ในตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร แต่เมื่อยิ่งเขาเข้าใกล้นาง เขาก็ไม่อาจหักห้ามใจ จนวันหนึ่งเขาได้บังเอิญรู้ว่านางเองก็มีใจให้เขาเช่นกัน
ตอนที่รู้เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่านางจะรู้สึกเหมือนกันกับเขา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก ทำได้เพียงลอบพบกันยามที่คู่หมั้นของเขาไม่อยู่เท่านั้น
แต่ในตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้ว ว่าหลังจากที่เขาแต่งงานกับหลัวอี๋อิ่ง เขาจะขอนางจากหลัวอี๋อิ่งเพื่อมาเป็น อนุภรรยา เขาสามารถทำได้มากที่สุดเพียงเท่านี้ เพราะบิดาของเขาคงไม่ยอมให้นางได้เป็นฮูหยินรองอย่างแน่นอน
เขาได้บอกเรื่องนี้กับนางไปแล้ว และนางก็ยอมตกลง นางขอเพียงแค่ได้อยู่กับเขา นางก็ดีใจแล้ว
หลัวอี๋อิ่งเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเอาแต่จ้องมองมาที่นาง ไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมา หญิงสาวจึงเรียกชายหนุ่มเพื่อให้รู้สึกตัว
“พี่อีเฟยเจ้าคะ”
เมื่อได้สติ ถางอีเฟยก็ส่งยิ้มไปให้หญิงสาวที่เป็นคู่หมั้น
“อิ่งเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง พี่เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ข้าไม่เป็นอันใดแล้วเจ้าค่ะ” นางตอบด้วยท่าทีสุภาพอ่อนโยน พยายามที่จะรักษาภาพลักษณ์ ของหลัวอี๋อิ่งคนเดิมเอาไว้ แต่ไม่รู้ว่านางจะทำได้นานเพียงใด
“ดียิ่ง วันนี้พี่เอาสมุนไพรมาให้เจ้าด้วย ให้เจ้าบำรุงร่างกาย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้อย่างเขินอาย
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมโดยที่ไม่รู้เลยว่าได้มีหญิงสาวนางหนึ่งยืนมองด้วยความเคียดแค้นสองมือกำเข้าหากันแน่น
ยังจะมาขัดขว้างความรักของนางและชายคนรักอีก หากไม่มีมัน ทุกอย่างคงจะง่ายกว่านี้ แต่ไม่เป็นไร อย่างไรเมื่อมันได้แต่งเข้าจวนสกุลถาง นางก็จะหลุดพ้นจากฐานะสาวใช้นี้เสียที
หลัวอี๋อิงเมื่อเห็นซือซือยืนมองอยู่ ก็คิดแผนการขึ้นได้ในใจ จึงได้คีบขนมไปวางไว้บนจานของถางอีเฟย
“พี่อีเฟยลองชิมขนมนี้เจ้าคะ หากชอบข้าจะได้ฝึกทำเอาไว้” หญิงสาวพูดขึ้นอย่างเขินอาย ก่อนจะส่งรอยยิ้มอ่อนหวานส่งไปให้ชายหนุ่ม แม้จะฝืนใจอยู่บ้าง แต่การตีสองหน้าเช่นนี้สำหรับนางนั้นช่างง่ายดายนัก
“ขอบคุณอิ่งเอ๋อร์ที่ใส่ใจพี่” เขาขอบคุณออกมาจากใจจริง ที่ผ่านมานางก็ใส่ใจเขาเช่นนี้เสมอมา แต่เขาก็มองนางเป็นได้เพียงแค่น้องสาวเท่านั้น
เขาคีบขนมเข้าปาก พร้อมกับชำเลืองมองหญิงสาวที่เขารักด้วยสายตาหนักใจ เขาไม่อาจหักหน้าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าได้ แต่ก็ไม่สามารถทำตามหัวใจของตนเองได้เช่นกัน
“อร่อยยิ่งนัก” เขาเลือกที่จะโกหกออกไป เพราะเขาไม่สามารถรับรู้รสชาติของขนมได้เลย เมื่อเห็นสายตาที่เจ็บปวดของหญิงสาวคนที่เขารัก
“ถ้าอร่อยเช่นนั้นก็ทานเยอะ ๆ นะเจ้าคะ” แต่เมื่อนึกอะไรขึ้นได้ จึงเอ่ยขึ้น “ใช่แล้ว ขนมนี้น้องสามเป็นผู้ทำ ข้าคงจะต้องให้นางสอน ไม่รู้ว่านางมีเคล็ดลับอันใด ถึงทำให้พี่อีเฟยชอบได้ถึงเพียงนี้”
จากนั้นจึงหันไปสั่งสาวใช้ข้างกายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ซือซือ ไปตามน้องรองของข้ามาหน่อย”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวเดินออกไปด้วยความแค้นใจ ดูเหมือนคุณหนูของนางผู้นี้จะมีอะไรแปลกไป แต่ก็ไม่รู้ว่าแปลกไปตรงไหน หรือจะเป็นนางเองที่คิดมากไป
ตอนพิเศษ 3“วันนี้เหนื่อยหรือไม่เพคะ ฝ่าบาท” หลัวอี๋อิ่งที่เห็นสีหน้าของพระสวามีไม่สู้นัก จึงได้เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“ก็นิดหน่อย แต่ยามเมื่อได้เห็นหน้าเจ้า ข้าก็หายเหนื่อยแล้วล่ะ” เขาหยอดคำหวาน จนนางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆเมื่อสองปีก่อน ฮ่องเต้เซี่ยจินเซียว ที่เห็นว่าตัวเองนั้นควรพักผ่อนเสียทีจึงได้สละราชสมบัติให้องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์แทนต่อจากเขา พร้อมกับให้เห็นผลว่าตัวเองนั้นแก่แล้วจึงอยากจะใช้เวลาที่เหลือออกไปท่องเที่ยวกับพระชายาคู่ทุกข์คู่ยากกันสองคน ส่วนหน้าที่ต่อจากนี้ก็ปล่อยให้ลูกหลานได้ดูแลกันต่อไปในวันที่เขาได้ขึ้นครองราชย์ นางก็ได้ขึ้นรับตำแหน่งเป็นฮองเฮามารดาของแผ่นดิน เหล่าขุนนางต่างพากันเสนอชื่อบุตรสาวของตัวเองแต่งเข้าวังสนม ทำให้นางปวดหัวเสียหลายวัน แต่ถึงแม้จะมีสนมเต็มวัง แต่เขากลับไม่ไปนอนค้างตำหนักไหน ในทุก ๆ วันเขาจะต้องมานอนกับนาง เกือบรุ่งสางก็จะกลับตำหนักของตัวเอง มีหลายครั้งที่เขาแทบไม่ได้พักผ่อน เพราะต้องเร่งตรวจฎีกาตลอดทั้งคืน
ตอนพิเศษ 2สามเดือนต่อมาในที่สุดนางก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง และครั้งนี้นางกับแพ้ท้องอย่างหนัก และที่แย่ที่สุดเมื่อผู้เป็นสามีเข้าใกล้นางเพียงนิดเดียว นางก็อาเจียนจนแทบหมดแรง เดือดร้อนหมอหลวงที่ต้องรีบเร่งมาดูอาการของนาง หมอหลวงตรวจดูอาการอยู่พักหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปมาว่า นางแพ้กลิ่นของผู้เป็นสามี ดังนั้นเขาจึงถูกให้อยู่ห่างจากนาง จนกว่าอาการแพ้ท้องจะหายไป แม้เขาจะไม่ยินยอมในตอนแรก แต่เมื่อเห็นอาการที่หนักหนาอยู่พอสมควร เขาจึงต้องจำใจอยู่ห่างจากนางด้วยความไม่เต็มใจนักท้องนี้เหมือนจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง โชคยังดีที่นางมีอิงอิง และลั่วลั่วติดตามมาคอยดูแลนาง สองคนนี้อยู่กับนางมานาน ย่อมรู้ใจกันดี ใช่ว่านางกำนัลคนอื่น ๆ จะไม่ดีนะ นางเพียงแค่คุ้นชินกับคนเดิม ๆ เสียมากกว่า“พระชายาเพคะ หม่อมฉันต้มน้ำขิงร้อน ๆ มาให้พระนางดื่มแก้กระหายเพคะ” อิงอิงยื่นถ้วยน้ำขิงส่งให้นาง“อืม... ขอบใจเจ้ามาก น้ำขิงนี้ดียิ่ง”“พระชายาเพคะ หม่อมฉันคิดว่าท้องนี้ล้วนหนักหนานัก หม่อมฉันดูแล้ว จะต้อง
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่ พวกข้าสองคนลงความคิดเห็นว่า พวกเราอยากจะมีน้องสาวเพิ่มอีกหนึ่งหรือสองคนพ่ะย่ะค่ะ ยามที่ข้ากับน้องไปเรียน ก็จะเห็นเพื่อน ๆ ต่างพากันพูดถึงน้องสาวด้วยความปลื้มปีติ ข้าสงสัยจึงได้ถามพวกเขาว่า มีน้องสาวแล้วดีอย่างไร แล้วคำตอบที่ได้ คือความสุข เพราะเด็กผู้หญิงมักอ่อนแอ และพี่ชายก็จะมีหน้าที่ปกป้องนางสาวจากอันตรายพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยจงซี อธิบายอย่างยืดยาวให้พวกท่านได้ฟังอย่างละเอียด หลังจากนั้นได้กล่าวต่อว่า “เสด็จแม่มีน้องสาวให้พวกข้าเถิดพ่ะย่ะค่ะ”.หลัวอี๋อิ่งที่กำลังนั่งดื่มช้า เมื่อบุตรชายพูดจบประโยคนางก็ถึงกับสำลักน้ำชาไอดัง แค่ก แค่ก จนผู้เป็นสามีต้องลูบหลังนางเบา ๆ“จงซี เจ้าก็มีน้องสาวอยู่แล้ว ใยถึงอยากมีอีก เจ้ามิรักเซียนเอ๋อร์น้อยแล้วหรือ” เด็กผู้หญิงที่นางกล่าวถึงนั้น เป็นบุตรสาวของลู่ชิง ซึ่งโดยปกติแล้ว พวกเขามักจะมาเล่นด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง มีเพียงช่วงหลังมานี้ ที่โอรสของนางทั้งสองคนต้องเข้ารับการศึกษา ทำให้ไม่เวลาไปเล่นกับฟางเซียนน้อย อีกทั้งน้องสาวของนางก็กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง จึงไม่ได้มานั่งจิบน้ำชากับนางเ
ตอนพิเศษ 1หลัวอี๋อิ่งหลังจากที่แต่งงานได้เพียงไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์บุตรคนแรกเป็นองค์ชายน้อย เซี่ยจงซี.... หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีให้หลัง นางก็ต้องครรภ์องค์ชายน้อย คนที่สอง เซี่ยเว่ยซวง... เรียกได้ว่าเขานั้นเอาแต่คิดจะมีลูกกับนาง อีกหลาย ๆ คน“ท่านไม่คิดจะให้ข้าได้พักผ่อนบ้างเลยหรือ? เอะอะจะพาเข้าแต่ห้อง แบบนี้ร่างกายของข้าจะมิแย่เอาหรือเพคะ” หญิงสาวโอดครวญ หากรู้ว่าเขาจะมีนิสัยแบบนี้ มิสู้แต่งกับคนอื่นยังดีเสียกว่า“เสี่ยวอิ่ง... โบราณเขาบอกว่า การมีลูกเยอะ ย่อมเป็นเรื่องที่ดียิ่ง เจ้ามิเห็นด้วยกับข้าหรือ?”“ไม่...ข้ามิเห็นด้วย หากท่านยังไม่ยอมให้ข้าได้พักผ่อน ข้าจะไม่ให้ท่านมานอนที่ตำหนักของข้าอย่างเด็ดขาด” นางปฏิเสธเสียงแข็ง ดูเอาเถิด ขนาดร่างกายของนางแทบจะไม่ไหวแล้ว เขาก็ยังพยายามที่จะมีลูกกับนางอีกให้ได้“เสี่ยวอิ่ง” เขาทำเสียงเว้าวอน แต่นางก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าจะเว้นระยะห่างไปอีกสองปี เขาคงมิรู้หรอกว่า เวลาที่นางเจ็บท้องมันทรมานขนาดไหน
บทส่งท้ายหลังจากงานแต่งของหลัวลู่ชิงไม่นาน ทั้งหลัวเหวินซานและไป่ตงเล่อก็ได้เข้าทำงานในราชสำนักหลัวเหวินซานเลือกที่จะเข้ากองทัพกับสกุลหาน และเดินทางไปปกป้องชายแดน ร่วมกับญาติผู้พี่ไป่ตงเล่อสอบได้ตำแหน่งในกรมพระคลัง กรมเดียวกับที่บิดาเขาเป็นเสนาบดีอยู่ เขาตั้งใจจะทำงานต่อจากบิดา และแบ่งเบาภาระหน้าที่ของบิดาส่วนถางอีเฟยทำเรื่องขอไปดูแลงานราชการที่ต่างเมือง เขาอยากหายออกไปจากเมืองหลวงสักพัก เขาทำใจได้เมื่อไหร่ เขาค่อยเดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองหลวงอีกครั้งและงานสำคัญที่ทุกคนรอรอคอยก็มาถึง งานสมรสระหว่างองค์รัชทายาทและหลัวอี๋อิ่งงานนี้คนที่ตั้งตารอมากที่สุดก็คือองค์รัชทายาทเซี่ยเจี้ยนจื้อ เขานับวันรออย่างใจจดใจจอ เขาแทบจะนอนไม่หลับ และตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อจะออกไปรับตัวเจ้าสาวทางด้านหลัวอี๋อิ่งก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเช่นกัน นางต้องตื่นมาแต่งตัว โดยมีกูกูจากวังหลวงจัดการให้ทุกอย่างตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นางต้องฝึกมารยาทภายในวัง โดยมีกูกูมาสั่งสอน และนางต้
“องค์รัชทายาทคงไม่รอให้นานขนาดนั้น” ดูก็รู้ว่าองค์รัชทายาทอยากอยู่กับพี่สาวของนางให้เร็วที่สุด เขาไม่ปล่อยเวลาไปนานดอก“มารอดูกันว่าผู้ใดจะได้ออกเรือนก่อนกัน” เมื่อสิ้นคำพูดของหลัวอี๋อิ่ง สองพี่น้องก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ทั้งสองพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ก็แยกย้ายกันเข้าเรือนผ่านไปเพียงไม่กี่วัน จวนสกุลไป่ก็นำขบวนของหมั้นมาที่จวนสกุลหลัว ของถูกนำมาหมั้นยาวสุดลูกหูลูกตา สกุลไป่แม้จะเป็นขุนนาง แต่พวกเขาก็มีกิจการค้าขายไม่น้อย นอกจากตำแหน่งขุนนางแล้ว พวกเขายังมีตำแหน่งเป็นคหบดีที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวงด้วยการเจรจาจบไปด้วยดี เหลือก็เพียงแต่รอให้ไป่ตงเล่อจบออกมา แล้วมาทำการแต่งงานเท่านั้นสมรสพระราชทานระหว่างองค์รัชทายาทเซี่ยเจี้ยจื้อและหลัวอี๋อิ่งถูกกำหนดแล้วในอีกหกเดือนข้างหน้างานแต่งของหลัวอี๋อิ่งจะถูกจัดขึ้นหลังจากงานแต่งของน้องสาวเพียงสามเดือนเท่านั้นองค์รัชทายาทไม่พอใจเป็นอย่างมากที่งานสมรสของเขาต้องรออีกหกเดือน เขาเข้าไปขอร้องบิดาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะงานสมรสครั
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบโต้ ซือซือจึงได้เอ่ยต่อ“ฮ่าฮ่า ถึงกับพูดไม่ออกเลยหรือ ที่ข้าพูดไปทั้งหมดมันคือเรื่องจริงใช่หรือไม่” นางหัวเราะลั่น ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ก่อนไปหยุดที่หลัวอี๋อิ่ง“เจ้าก็เหมือนกัน เหตุใดไม่ตาย ๆ ไปเสีย จะฟื้นขึ้นมาทำไม” นางน่าจะตาย ๆ ไปเสีย จะ
บทที่ 29องครักษ์ที่ได้ยินหลัวอี๋อิ่งพูดแบบนั้นก็พากันตกใจ พร้อมกับคิดหาข้อแก้ตัว พวกเขาไม่คิดว่าเรื่องจะพลิกผันแบบนี้ได้“คุณหนู มิใช่นะขอรับ บ่าวรับใช้จวนสกุลหลัวด้วยความซื่อสัตย์ บ่าวมิเคยคิดคดทรยศเลยนะขอรับ” เหล่าองครักษ์เ
บทที่ 28เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยดีของทั้งสอง นางก็หัวเราะออกมาอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่สะใจยิ่ง“ทำไม... ตกใจหรือที่คนสูงศักดิ์อย่างพวกเจ้าจะมีแต่คนโง่เขลานัก โง่ที่ให้สาวใช้อย่างข้าหลอกเอาได้ ฮ่า ฮ่า
บทที่ 27“พวกเจ้าต้องการอันใด หากต้องการเงิน ข้ามีให้เจ้ามากมาย กลับจวนไปแล้วข้าจะให้คนนำมาส่ง” น้ำเสียงเรียบนิ่งถูกเปล่งออกมา นางพยายามรักษาท่าทางที่นิ่งสงบเอาไว้ ไม่อยากทำให้น้องสาวต้องหวาดกลัวไปมากกว่านี้“เงินข้ามิต้







