登入จิน สาวโรงงานวัย 26 ปี ตื่นขึ้นมาในร่างของจางซูเม่ย หญิงสาววัย 15 ปี ผู้มีชีวิตอยู่ในยุคโบราณแถมยังยากจนมาก มีเพียงบ้านที่ใกล้พังและที่ดินทำกินเพียงสี่หมู่ซึ่งเพาะปลูกไม่ได้ แต่คล้ายสวรรค์เห็นใจในความยากลำบากของพวกเขา จึงได้ส่งเธอเข้ามาอยู่ในร่างของลูกสาวคนโตบ้านจาง เรื่องความยากจนที่ครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ เธอตั้งปณิธานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะเปลี่ยนจากความยากจนเป็นความร่ำรวยให้ได้ และยิ่งมีตัวช่วยสุดวิเศษอยู่ในมือ ต่อไปนี้เงินทองจะต้องไหลมาเทมาแน่นอน!!
查看更多“ซูเอ๋อร์ลูกแม่ ฮือ ๆ เพราะแม่ไม่ดีเองเจ้าถึงเป็นแบบนี้” เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจแทรกเข้ามาในโสตประสาทการรับรู้ของจิน
อะไรกันเนี่ย ใครมาเสียงดังแถวนี้ คนเขากำลังนอนอยู่นะไม่เกรงใจกันบ้างเลย ตั้งแต่เปลี่ยนมาทำงานโรงงานก็เหนื่อยจนแทบสลบทุกวัน แล้วใครมันมาส่งเสียงน่ารำคาญอยู่แถวนี้
จินขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดที่มีคนมารบกวนเวลานอน
“ซูเอ๋อร์! เจ้ายังไม่ตาย! ท่านหมอเฉินอย่าพึ่งไปเจ้าค่ะ” สตรีนางนั้นยังคงไม่หยุดเสียงดังพร้อมกับเขย่าตัวบุตรสาว ทำให้จินทนไม่ไหวจนต้องฝืนลืมตาขึ้นมา
เสียงดังไม่พอยังมาเขย่าตัวฉันอีกหรอเนี่ย! ทำไมในห้องมันหนาวจัง กรุงเทพฯอากาศร้อนจะตาย หรือเราจะเป็นไข้เมื่อวานก็ปวดหัวด้วย
“ซูเอ๋อร์ได้ยินแม่หรือไม่ เราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะท่านพี่”
“พี่เชื่อว่าลูกต้องไม่เป็นอะไร”
สามีนั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยตอบกลับภรรยาที่ยืนเฝ้าบุตรสาวข้างเตียงไม่ห่าง เมื่อเขาเห็นว่าลูกลืมตาขึ้นมาแล้วก็มีความหวังในใจ
“มาแล้ว! ท่านหมอมาแล้ว โปรดหลีกทางด้วย” เสียงเอะอะโวยวายของผู้ช่วยหมอดังขึ้นอีกครั้ง จินแม้จะง่วงมากก็ไม่สามารถหลับต่อได้อีก
สัมผัสหยาบกร้านจากมือของหมอชราแตะไปบนข้อมือซ้ายของจินเบา ๆ ก่อนจะจับนั่นจับนี่ไปทั่วจนสมองของเธอรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด
“ร่างกายนางอ่อนแอเกินไป พลังวิญญาณเหือดแห้ง เมื่ออากาศหนาวแบบนี้จึงทำให้ร่างกายนางไม่อาจต้านทานได้ ต่อไปต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดีทั้งภายนอกและภายใน เรื่องสำคัญคือช่วงนี้อย่าลืมกินอาหารที่มีพลังวิญญาณให้มากหน่อย เพราะนางมีอาการขาดสารอาหารด้วย เดี๋ยวข้าจะเขียนเทียบยาให้อีกไม่เกินสิบวันก็ดีขึ้นแล้วล่ะ”
เฉินเหวินป๋อ หลังจากตรวจร่างกายของลูกสาวบ้านจางเสร็จแล้วก็เขียนเทียบยาให้ไป เขาถอนหายใจพลางรู้สึกสงสารเวทนา
หากอยากรักษาลูกสาวพวกเขาก็ต้องหาอาหารที่มีพลังวิญญาณมาให้นางกิน แต่เท่าที่ดูจากสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวจางตอนนี้ แม้แต่อาหารธรรมดาเพื่อประทังชีวิตยังหายากเลย
ครอบครัวจางนั้นมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน จางลู่ซือ คนเป็นพ่อพิการขาไม่มีความรู้สึกเดินไม่ได้ จางซูเม่ย บุตรีคนโตวัยสิบห้าปีก็สามวันสี่วันไข้ จางซูเซียว บุตรชายคนสุดท้องวัยสิบปี เรียกได้ว่าลูกและสามีต่างก็มีร่างกายอ่อนแอทั้งสิ้น ส่วนคนสุดท้ายคือ หลี่ซูฮวา แม่ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้
“ขอบคุณท่านหมอเฉินมากเจ้าค่ะ ส่วนค่ายา...เอ่อ..”
“ค่ายาเหรอ ข้าคิดแค่ 10 อีแปะก็แล้วกัน ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากำลังลำบากไม่ต้องคิดมากหรอก” หมอชราคิดค่ายาต่ำกว่าปกติมาก ในใจเขาไม่อยากจะเก็บค่ายาค่ารักษากับพวกเขาด้วยซ้ำ แต่ยังต้องใช้เงินซื้อสมุนไพรและเขาก็มีครอบครัวที่ต้องกินต้องใช้เช่นกัน ถึงแม้จะสงสารมากแค่ไหนก็ไม่สามารถรักษาโดยไม่เก็บเงินได้
หมอเฉินเขียนเทียบเสร็จและมอบยาให้ครอบครัวจางเสร็จ เขาก็เก็บย่ามแล้วเดินออกจากบ้านไปทันทีโดยมีผู้ช่วยตามหลังมาไม่ห่าง
“น่าสงสารซูเม่ยจังเลยนะขอรับ”
“สงสารแล้วจะทำอย่างไรได้หรือเจ้าจะช่วยเหลือครอบครัวนางล่ะ”
“ไม่ไหว ๆ แค่นี้ครอบครัวข้าก็แทบจะไม่พอกินอยู่แล้วขอรับ พวกเจ้าก็รีบกลับบ้านได้แล้ว ไป ๆ เดี๋ยวก็ได้ช่วยบ้านจางจ่ายค่ายาหรอก”
ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่หน้าบ้านจางแยกย้ายกันกลับบ้านทันที เมื่อได้ยินว่าจะได้ช่วยจ่ายค่ายา ภายในเวลาไม่นานคนที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ก็แตกกันไปคนละทิศละทาง ราวกับว่าหากอยู่นานกว่านั้นจะได้จ่ายเงินจริง ๆ ถึงแม้พวกเขาจะสงสารแต่ชาวบ้านทั่วไปล้วนยากจนเช่นเดียวกัน
จางซูเม่ยกระพริบตามองสิ่งรอบข้างด้วยความสับสนและมีความรู้สึกตื่นกลัวในใจตลอดเวลา สภาพห้องที่เธอนอนอยู่ตอนนี้มีเพียงของใช้เก่า ๆ ไม่กี่ชิ้น ผ้าห่มก็ขาดเป็นรูบางจุดแถมยังบางมากอีกด้วย หลังคาก็เก่าจนแทบจะหล่นใส่หัวเธออยู่แล้ว
ที่นี่ที่ไหนเนี่ย หรือฉันไม่สบายจริง ๆ เลยเห็นภาพหลอนแบบนี้
คิดได้แบบนั้น จินที่ทนความง่วงไม่ไหวก็เลิกสนใจสิ่งรอบข้างแล้วปล่อยตัวเองเข้าสู่ห่วงนิทราไป
...
เช้าวันใหม่อันสดใสจินตื่นขึ้นมาด้วยความสุขที่ได้นอนอย่างเต็มอิ่มโดยไม่มีเสียงนาฬิกาปลุกเสียงดังรบกวนในตอนเช้า เพราะเธอไม่ใช่จินสาวโรงงานวัยยี่สิบหกปีอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้นางคือจางซูเม่ย มาอยู่ที่นี่ได้เจ็ดวันแล้ว มันเป็นเรื่องเหนือจินตนาการมากที่วิญญาณของนางมาอยู่ในร่างนี้ แทนเด็กสาวที่ตายเพราะร่างกายอดทนต่อความเหน็บหนาวไม่ไหว
แม้เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะทำใจได้แต่นางก็ต้องยอมรับว่าตนเองได้ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณแล้ว จางซูเม่ยตอนนี้กำลังใช้มือลูบไข่มุกสีเขียวหม่นเม็ดหนึ่งมันถูกร้อยไว้ด้วยเชือกเส้นเล็กสีแดงสด
นี่คือสิ่งของเพียงอย่างเดียวที่ติดตัวมาจากกรุงเทพฯ ท่ามกลางความสงสัยและความไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงหลุดมาอยู่ที่นี่ได้
เดิมนางเป็นเพียงหญิงสาววัยทำงานคนหนึ่งที่เรียนจบเพียงมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะการศึกษาที่ไม่ได้สูงมากนักเลยไปสมัครทำงานร้านสะดวกซื้อแถวบ้านแต่ก็รู้สึกว่ารายได้ไม่พียงพอ จึงมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงเพื่อหางานและสุดท้ายก็มีโอกาสได้มาเป็นพนักงานในโรงงานทำของเล่นเด็กแห่งหนึ่ง
มีหน้าที่คัดแยกของที่ไม่ได้คุณภาพ ส่วนที่มาของไข่มุกนี้ก็ไม่มีอะไรมากมันเป็นเพียงของปลอมที่ทำขึ้นมาเพื่อผลิตมงกุฏเจ้าหญิง นางเห็นว่าไข่มุกเม็ดนี้สีแปลกดีจึงได้แยกเก็บไว้และนำไปร้อยเป็นสร้อยข้อมือ ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะตามมานางด้วย
ปกติหากทะลุมิติหรือมาเกิดใหม่ในร่างคนอื่นแบบนี้ทุกคนมักจะได้ของวิเศษเสมอ แต่ไข่มุกเม็ดนี้นางยังไม่รู้วิธีใช้มันเลยหรือมันจะเป็นเพียงของปลอมที่บังเอิญติดตัวนางมาเท่านั้น
ไม่ใช่สิ ไข่มุกปลอม ๆ จะทะลุมิติมาทำไมกัน ต้องเป็นมันแน่นอนที่ทำให้นางมาอยู่ที่นี่!!
มิตินี้คือที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ นางรู้เพียงว่าตนเองอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเหวยซาน ตั้งอยู่ติดกับภูเขาและมีหมู่บ้านใกล้เคียงแค่เก้าหมู่บ้าน พื้นดินส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นดินทราย เพาะปลูกพืชได้เป็นบางชนิดเท่านั้น เรียกได้ว่าอยู่ในถิ่นทุรกันดารเลยล่ะ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงดำรงชีวิตด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์หรือหาของป่าไปขาย
ครอบครัวจางนั้นมีเพียงมารดาของซูเม่ยเท่านั้นที่ออกไปเก็บสมุนไพรเพื่อนำไปขายที่ตลาดทุกวันและซื้อข้าวกลับมาบ้าน แต่ก็ได้ไม่มากนักทำให้ทั้งสี่ชีวิตต้องกินอยู่อย่างประหยัดมากที่สุด
ส่วนบิดาจางลู่ซือนั้นป่วยด้วยโรคประหลาดขาทั้งสองข้างไม่มีความรู้สึกเดินไม่ได้มากว่าสองปีแล้ว น้องชายจางซูเซียวอายุเพียงสิบปี ทำหน้าที่ช่วยพี่สาวดูแลพ่อที่ป่วยระหว่างแม่ออกไปหาสมุนไพร
“ซูเอ๋อร์ตื่นแล้วก็ลุกมากินข้าวต้มก่อนนะลูก กินเยอะ ๆ เจ้าจะได้แข็งแรง” นางหลี่วางข้าวต้มที่ตั้งใจทำสุดฝีมือให้ลูกสาว ควันที่ลอยออกมาจากถ้วยบ่งบอกว่ามันพึ่งทำเสร็จใหม่ ๆ
จางซูเม่ยมองข้าวต้มด้วยรอยยิ้มแต่ในใจหดหู่ยิ่งนัก นางดีใจที่ท่านแม่ใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี แต่ก็หดหู่เรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัวมากเหมือนกัน หากทุกคนยังกินแต่ข้าวต้มที่ใส่จนแทบหาเม็ดข้าวไม่เจอแบบนี้มีหวังขาดสารอาหารตายกันพอดี
เฮ้ออ ทะลุมิติทั้งทีทำไมไม่ให้ตัวช่วยอะไรมาเลยล่ะ นรกชังสวรรค์แกล้งหรือเปล่านะ
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ พวกท่านกินแล้วหรือเจ้าคะ ซูเซียวหิวหรือไม่ มากินด้วยกันสิ” จางซูเม่ยเรียกน้องชายมากินพร้อมกัน เพราะสงสารน้องชายที่มองตามถ้วยข้าวต้มตาละห้อย เขาน่าจะหิวแต่ไม่พูดออกมาคงกำลังพยายามอดทนต่อความหิว เพื่อให้พี่สาวที่ป่วยอย่างนางได้กินก่อน
“ข้ายังไม่หิวขอรับ พี่ใหญ่กินเลยจะได้หายไว ๆ” เด็กชายส่ายหน้าปฏิเสธพี่สาวอย่างรวดเร็ว
“เยอะขนาดนี้พี่กินไม่หมดหรอก เจ้ามากินด้วยกันสิ”
“ข้าไม่หิวจริง ๆ ขอรับ ข้าไปดูท่านพ่อก่อนนะท่านแม่” เด็กน้อยพูดเสร็จก็วิ่งออกไปหาท่านพ่อที่อยู่อีกห้องทันที
จางลู่ซือ บิดาของจางซูเม่ยและจางซูเซียวนั้นเดิมเขาไม่ใช่คนหมู่บ้านเหวยซานตั้งแต่แรก แต่เขาเป็นคนตระกูลจางจากเมืองหยวนซี โดยตระกูลจางมีผู้นำคือท่านผู้เฒ่าจางที่เป็นพ่อค้าร้านขายข้าว มีลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคน คนโตจางลู่ซือเป็นลูกติดของผู้เฒ่าจาง
ส่วนลูกชายคนรองและลูกสาวคนเล็กเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาใหม่ ก่อนจะมาเป็นเถ้าแก่ร้านขายข้าวเขาเป็นเพียงพ่อค้าขายพืชผักในเมืองหยวนซี โดยพาลูกชายไปด้วยตลอดเพราะภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว ต่อมาเกิดถูกตาต้องใจกับคุณหนูลูกสาวเถ้าแก่ร้านขายข้าว จึงได้แต่งงานใหม่และได้รับช่วงต่อดูแลกิจการของพ่อตา
ชีวิตของจางลู่ซือสุขสบายมาตลอด แม้พ่อจะแต่งงานใหม่แต่แม่เลี้ยงคนนี้ก็ไม่เคยสร้างความลำบากให้เขาเลยตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่ชอบทำการค้านางก็สนับสนุนให้สมัครทหาร เขาไม่ชอบเรียนหนังสือนางก็ให้ไปเรียนต่อสู้ รวมถึงสนับสนุนให้เขาแต่งงานกับภรรยาที่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา
การที่นางไม่ขัดขวางอะไรทำให้เขาพอใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วก็ตามว่าลึก ๆ แล้วนางไม่อยากให้เขาไปแย่งตำแหน่งในใจสามีและแย่งการสืบทอดอำนาจร้านค้าข้าวจากลูกชายของนาง
จนกระทั่งผู้เฒ่าจางสิ้นใจ แม่เลี้ยงที่เคยใจดีกับครอบครัวของจางลู่ซือก็เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ นางตัดเงินและลดปริมาณอาหารที่ต้องได้รับในแต่ละเดือน แล้วก็ลดลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่พอกินทำให้ลูกและเมียที่กำลังท้องต้องอดมื้อกินมื้อ สุดท้ายจางลู่ซือทนไม่ไหวไปทวงเงินทั้งที่เขาส่งเงินเดือนเข้ากองกลางมาตลอด
แต่กลับอ้างว่าครอบครัวเขาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและยังไม่กตัญญูต่อแม่ที่เป็นคนเลี้ยงดู อีกทั้งนางยังใช้อำนาจไปยื่นคำร้องกับเจ้าเมืองว่า ลูกชายคนโตจางลู่ซือบกพร่องในเรื่องจริยธรรมอันดี ทำให้เขาโดนพักงานทันที โดยยื่นข้อเสนอว่าหากอยากได้เงินและตำแหน่งงานคืน เขาจะต้องแยกบ้านและทำหนังสือตัดขาดเท่านั้น ซึ่งจางลู่ซือที่หมดความอดทนแล้วก็ตกลงทันที เพราะเขากับภรรยาต้องลงกันว่าจะกลับไปชีวิตที่บ้านเกิดภรรยา
หลังมื้ออาหารค่ำจบลงและบ่าวในเรือนช่วยกันเก็บถ้วยชามเรียบร้อยแล้วอู๋อวี้เฟิงนั่งสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันสายตาไปยังบุตรชายคนรองที่นั่งอยู่ไม่ไกล สีหน้าของท่านยังคงสุขุม แววตานิ่งสงบ แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นชัดเจนและเต็มไปด้วยความห่วงใย“ห่าวเทียน” เขาเอ่ยเรียกด้วยเสียงทุ้มต่ำ “การเดินทางไปเมืองหลวงครั้งนี้ แม้เจ้าจะคุ้นเคยการเดินทางอยู่แล้ว แต่พ่อก็อยากจะเตือนสติไว้สักหน่อย”อู๋ห่าวเทียนเอ่ยรับคำของผู้เป็นพ่อ “ขอรับท่านพ่อ”อู๋อวี้เฟิงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อว่า “เจ้าต้องดูแลเซียนอวี้กับคุณหนูจางให้ดี ระหว่างทางอย่าได้ประมาท ไม่ว่าเส้นทางหลักหรือเส้นทางรอง แม้จะเคยผ่านไปได้อย่างปลอดภัยก็อย่าคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป”เขาหยุดพุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหนักแน่นขึ้น “พ่อได้ข่าวมาว่าช่วงนี้เส้นทางเข้าเมืองหลวงมีโจรเร่ร่อนแฝงตัวอยู่ตามหุบเขา บางกลุ่มปลอมเป็นพ่อค้าหรือแม้แต่ขอทานเพื่อเข้าใกล้ผู้โดยสาร อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าเด็ดขาด”“ขอรับ ข้าจะระมัดระวังให้ดี” อู๋ห่าวเทียนขานรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคงอู๋อวี้เฟิงพยักหน้าช้า ๆ สายตาคมมองลูกชายอย่างพินิจ “พ่อเชื่
ภายในห้องอาหารของจวนตระกูลอู๋ แม้จะไม่มีเครื่องประดับฟุ่มเฟือยหรูหรา หากแต่ของทุกสิ่งกลับสื่อถึงรสนิยมและความพิถีพิถันของเจ้าบ้านได้อย่างชัดเจน พื้นไม้เนื้อดีขัดเงาจนสะท้อนแสงได้นั้นให้ความรู้สึกสะอาดสะอ้าน แซมด้วยกลิ่นหอมของไม้หอมซึ่งถูกจุดไว้ตามมุมห้อง ทำให้ผู้มาเยือนผ่อนคลายตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาเลยทีเดียวเมื่อเข้ามาใกล้โต๊ะจะได้กลิ่นอาหารสดใหม่ที่เพิ่งปรุงเสร็จลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง ผสมกับไอร้อนจาง ๆ จากถ้วยชามที่เพิ่งยกขึ้นโต๊ะ ยิ่งชวนให้น้ำลายสอและรู้สึกอยากอาหาร ด้านบนเพดานมีโคมกระดาษทรงกลมแขวนเรียงรายกันอย่างมีระเบียบ แสงสีนวลอ่อนจากเปลวเทียนภายในส่องลงกระทบใบหน้าของผู้คนรอบโต๊ะอย่างอ่อนโยน ทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเองกลางห้องตั้งโต๊ะอาหารทรงกลมขนาดใหญ่ ทำจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มแกะสลักลวดลายเมฆมงคลประณีต รอบโต๊ะมีเก้าอี้ไม้พนักพิงสูงวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกที่นั่งล้วนสะอาดบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ของผู้ดูแลเรือนบนโต๊ะอาหารถูกจัดวางด้วยภาชนะเคลือบลายครามสีน้ำเงินขาวที่ดูงดงามและทรงคุณค่า ตะเกียบไม้ไผ่วางอยู่ข้างถ้วยชามเล็กใหญ่ซึ่งมีฝาครอบอาหารวางทับ
แสงแดดยามสายส่องผ่านกิ่งไม้หน้าจวนตระกูลจาง ทอดตัวเป็นเงารำไรบนพื้นถนน ความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ทำให้จางซูเม่ยมีเหงื่อออกเล็กน้อย ตอนนี้เบื้องหน้าคือ รถม้าไม้สีเข้มที่เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางเข้าเมืองต้าซาน ส่วนด้านหลังคือ พื้นหินที่ทอดยาวไปยังเรือนหลัก สมาชิกในครอบครัวจางยืนพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างเรียบร้อย สีหน้าทุกคนเจือไปด้วยความห่วงใยที่มิอาจเอ่ยเป็นคำพูดได้หลี่ซูฮวาสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามอ่อน ท่ามกลางแสงแดดที่สะท้อนผืนผ้าจนดูอบอุ่นยิ่งขึ้น มือข้างหนึ่งของนางกุมผ้าห่อของเล็ก ๆ ซึ่งภายในบรรจุผลไม้แห้งรสชาติเปรี้ยวหวาน สำหรับให้ลูกสาวหยิบมากินหากมีอาการเมารถม้า เนื่องจากระยะทางจนกว่าจะถึงเมืองหลวงต้องใช้เวลานานนับเดือนส่วนอีกมือก็ยื่นออกมาจับมือลูกสาวเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ เม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นด้วยความรัก “เม่ยเอ๋อร์…แน่ใจหรือว่าไม่ให้แม่ไปส่งเจ้าถึงประตูเมือง? อย่างไรแม่ก็อยากเห็นเจ้าเดินทางอย่างปลอดภัย”เสียงของผู้เป็นแม่อ่อนโยนแต่ก็เต็มไปด้วยความกังวล ความอบอุ่นในน้ำเสียงนั้นทำให้หัวใจของจางซูเม่ยคล้ายถูกบีบรัด จางซูเม่ยยิ้มบางพลางส่าย
หลังจากเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นจางซูเม่ยก็ไม่มีกะจิตกะใจนอนต่อแล้ว นางรีบพาเด็กหญิงเข้ามิติพฤกษาเพื่อให้เด็กหญิงได้ผ่อนคลายจากความเครียด เพราะคิดว่าหากกลับไปนอนพักในบ้านของตัวเอง ความเศร้าเสียใจของเตี๋ยฮวาอาจจะดีขึ้นก็ได้ณ บ้านกลางสวนกุหลาบภายในมิติพฤกษา กลิ่นหอมของดอกกุหลาบปลิวมากับสายลมเย็น ชวนให้รู้สึกสงบลงอย่างไม่น่าเชื่อปกติแล้วจางซูเม่ยมักจะเข้ามาในมิติเพื่อพักผ่อนและทดลองทำเครื่องประทินผิวจากสมุนไพร ตอนนี้นางกับเตี๋ยฮวากำลังนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่กลางลานบ้าน เสียงสายน้ำจากน้ำตกจำลองไหลผ่านด้านข้างเป็นเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงบทเพลงกล่อมเด็ก เด็กหญิงเอนตัวพิงตักของจางซูเม่ยอย่างเงียบ ๆ ขณะที่อีกฝ่ายก็ใช้มือลูบผมนุ่มของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน“พี่สาวรู้ไหม ข้าชอบมิติแห่งนี้มากเลย” เตี๋ยฮวาเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบาราวกับกลัวว่าจะทำลายความสงบนี้ไป“หืม เพราะอะไรถึงชอบล่ะจ๊ะ” จางซูเม่ยเอียงคอมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม“มันอบอุ่น…เหมือนบ้าน และบ้านนี้มีท่านเจ้าค่ะ”คำพูดธรรมดาแต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งทำให้จางซูเม่ยชะงักไปเล็กน้อย นางไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเพียงกระชับอ้อมแขนรอบตัวเด็กน้อยแน่นขึ้นกว่า












評論