Masukจิน สาวโรงงานวัย 26 ปี ตื่นขึ้นมาในร่างของจางซูเม่ย หญิงสาววัย 15 ปี ผู้มีชีวิตอยู่ในยุคโบราณแถมยังยากจนมาก มีเพียงบ้านที่ใกล้พังและที่ดินทำกินเพียงสี่หมู่ซึ่งเพาะปลูกไม่ได้ แต่คล้ายสวรรค์เห็นใจในความยากลำบากของพวกเขา จึงได้ส่งเธอเข้ามาอยู่ในร่างของลูกสาวคนโตบ้านจาง เรื่องความยากจนที่ครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ เธอตั้งปณิธานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะเปลี่ยนจากความยากจนเป็นความร่ำรวยให้ได้ และยิ่งมีตัวช่วยสุดวิเศษอยู่ในมือ ต่อไปนี้เงินทองจะต้องไหลมาเทมาแน่นอน!!
Lihat lebih banyak“ซูเอ๋อร์ลูกแม่ ฮือ ๆ เพราะแม่ไม่ดีเองเจ้าถึงเป็นแบบนี้” เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจแทรกเข้ามาในโสตประสาทการรับรู้ของจิน
อะไรกันเนี่ย ใครมาเสียงดังแถวนี้ คนเขากำลังนอนอยู่นะไม่เกรงใจกันบ้างเลย ตั้งแต่เปลี่ยนมาทำงานโรงงานก็เหนื่อยจนแทบสลบทุกวัน แล้วใครมันมาส่งเสียงน่ารำคาญอยู่แถวนี้
จินขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดที่มีคนมารบกวนเวลานอน
“ซูเอ๋อร์! เจ้ายังไม่ตาย! ท่านหมอเฉินอย่าพึ่งไปเจ้าค่ะ” สตรีนางนั้นยังคงไม่หยุดเสียงดังพร้อมกับเขย่าตัวบุตรสาว ทำให้จินทนไม่ไหวจนต้องฝืนลืมตาขึ้นมา
เสียงดังไม่พอยังมาเขย่าตัวฉันอีกหรอเนี่ย! ทำไมในห้องมันหนาวจัง กรุงเทพฯอากาศร้อนจะตาย หรือเราจะเป็นไข้เมื่อวานก็ปวดหัวด้วย
“ซูเอ๋อร์ได้ยินแม่หรือไม่ เราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะท่านพี่”
“พี่เชื่อว่าลูกต้องไม่เป็นอะไร”
สามีนั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยตอบกลับภรรยาที่ยืนเฝ้าบุตรสาวข้างเตียงไม่ห่าง เมื่อเขาเห็นว่าลูกลืมตาขึ้นมาแล้วก็มีความหวังในใจ
“มาแล้ว! ท่านหมอมาแล้ว โปรดหลีกทางด้วย” เสียงเอะอะโวยวายของผู้ช่วยหมอดังขึ้นอีกครั้ง จินแม้จะง่วงมากก็ไม่สามารถหลับต่อได้อีก
สัมผัสหยาบกร้านจากมือของหมอชราแตะไปบนข้อมือซ้ายของจินเบา ๆ ก่อนจะจับนั่นจับนี่ไปทั่วจนสมองของเธอรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด
“ร่างกายนางอ่อนแอเกินไป พลังวิญญาณเหือดแห้ง เมื่ออากาศหนาวแบบนี้จึงทำให้ร่างกายนางไม่อาจต้านทานได้ ต่อไปต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดีทั้งภายนอกและภายใน เรื่องสำคัญคือช่วงนี้อย่าลืมกินอาหารที่มีพลังวิญญาณให้มากหน่อย เพราะนางมีอาการขาดสารอาหารด้วย เดี๋ยวข้าจะเขียนเทียบยาให้อีกไม่เกินสิบวันก็ดีขึ้นแล้วล่ะ”
เฉินเหวินป๋อ หลังจากตรวจร่างกายของลูกสาวบ้านจางเสร็จแล้วก็เขียนเทียบยาให้ไป เขาถอนหายใจพลางรู้สึกสงสารเวทนา
หากอยากรักษาลูกสาวพวกเขาก็ต้องหาอาหารที่มีพลังวิญญาณมาให้นางกิน แต่เท่าที่ดูจากสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวจางตอนนี้ แม้แต่อาหารธรรมดาเพื่อประทังชีวิตยังหายากเลย
ครอบครัวจางนั้นมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน จางลู่ซือ คนเป็นพ่อพิการขาไม่มีความรู้สึกเดินไม่ได้ จางซูเม่ย บุตรีคนโตวัยสิบห้าปีก็สามวันสี่วันไข้ จางซูเซียว บุตรชายคนสุดท้องวัยสิบปี เรียกได้ว่าลูกและสามีต่างก็มีร่างกายอ่อนแอทั้งสิ้น ส่วนคนสุดท้ายคือ หลี่ซูฮวา แม่ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้
“ขอบคุณท่านหมอเฉินมากเจ้าค่ะ ส่วนค่ายา...เอ่อ..”
“ค่ายาเหรอ ข้าคิดแค่ 10 อีแปะก็แล้วกัน ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากำลังลำบากไม่ต้องคิดมากหรอก” หมอชราคิดค่ายาต่ำกว่าปกติมาก ในใจเขาไม่อยากจะเก็บค่ายาค่ารักษากับพวกเขาด้วยซ้ำ แต่ยังต้องใช้เงินซื้อสมุนไพรและเขาก็มีครอบครัวที่ต้องกินต้องใช้เช่นกัน ถึงแม้จะสงสารมากแค่ไหนก็ไม่สามารถรักษาโดยไม่เก็บเงินได้
หมอเฉินเขียนเทียบเสร็จและมอบยาให้ครอบครัวจางเสร็จ เขาก็เก็บย่ามแล้วเดินออกจากบ้านไปทันทีโดยมีผู้ช่วยตามหลังมาไม่ห่าง
“น่าสงสารซูเม่ยจังเลยนะขอรับ”
“สงสารแล้วจะทำอย่างไรได้หรือเจ้าจะช่วยเหลือครอบครัวนางล่ะ”
“ไม่ไหว ๆ แค่นี้ครอบครัวข้าก็แทบจะไม่พอกินอยู่แล้วขอรับ พวกเจ้าก็รีบกลับบ้านได้แล้ว ไป ๆ เดี๋ยวก็ได้ช่วยบ้านจางจ่ายค่ายาหรอก”
ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่หน้าบ้านจางแยกย้ายกันกลับบ้านทันที เมื่อได้ยินว่าจะได้ช่วยจ่ายค่ายา ภายในเวลาไม่นานคนที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ก็แตกกันไปคนละทิศละทาง ราวกับว่าหากอยู่นานกว่านั้นจะได้จ่ายเงินจริง ๆ ถึงแม้พวกเขาจะสงสารแต่ชาวบ้านทั่วไปล้วนยากจนเช่นเดียวกัน
จางซูเม่ยกระพริบตามองสิ่งรอบข้างด้วยความสับสนและมีความรู้สึกตื่นกลัวในใจตลอดเวลา สภาพห้องที่เธอนอนอยู่ตอนนี้มีเพียงของใช้เก่า ๆ ไม่กี่ชิ้น ผ้าห่มก็ขาดเป็นรูบางจุดแถมยังบางมากอีกด้วย หลังคาก็เก่าจนแทบจะหล่นใส่หัวเธออยู่แล้ว
ที่นี่ที่ไหนเนี่ย หรือฉันไม่สบายจริง ๆ เลยเห็นภาพหลอนแบบนี้
คิดได้แบบนั้น จินที่ทนความง่วงไม่ไหวก็เลิกสนใจสิ่งรอบข้างแล้วปล่อยตัวเองเข้าสู่ห่วงนิทราไป
...
เช้าวันใหม่อันสดใสจินตื่นขึ้นมาด้วยความสุขที่ได้นอนอย่างเต็มอิ่มโดยไม่มีเสียงนาฬิกาปลุกเสียงดังรบกวนในตอนเช้า เพราะเธอไม่ใช่จินสาวโรงงานวัยยี่สิบหกปีอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้นางคือจางซูเม่ย มาอยู่ที่นี่ได้เจ็ดวันแล้ว มันเป็นเรื่องเหนือจินตนาการมากที่วิญญาณของนางมาอยู่ในร่างนี้ แทนเด็กสาวที่ตายเพราะร่างกายอดทนต่อความเหน็บหนาวไม่ไหว
แม้เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะทำใจได้แต่นางก็ต้องยอมรับว่าตนเองได้ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณแล้ว จางซูเม่ยตอนนี้กำลังใช้มือลูบไข่มุกสีเขียวหม่นเม็ดหนึ่งมันถูกร้อยไว้ด้วยเชือกเส้นเล็กสีแดงสด
นี่คือสิ่งของเพียงอย่างเดียวที่ติดตัวมาจากกรุงเทพฯ ท่ามกลางความสงสัยและความไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงหลุดมาอยู่ที่นี่ได้
เดิมนางเป็นเพียงหญิงสาววัยทำงานคนหนึ่งที่เรียนจบเพียงมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะการศึกษาที่ไม่ได้สูงมากนักเลยไปสมัครทำงานร้านสะดวกซื้อแถวบ้านแต่ก็รู้สึกว่ารายได้ไม่พียงพอ จึงมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงเพื่อหางานและสุดท้ายก็มีโอกาสได้มาเป็นพนักงานในโรงงานทำของเล่นเด็กแห่งหนึ่ง
มีหน้าที่คัดแยกของที่ไม่ได้คุณภาพ ส่วนที่มาของไข่มุกนี้ก็ไม่มีอะไรมากมันเป็นเพียงของปลอมที่ทำขึ้นมาเพื่อผลิตมงกุฏเจ้าหญิง นางเห็นว่าไข่มุกเม็ดนี้สีแปลกดีจึงได้แยกเก็บไว้และนำไปร้อยเป็นสร้อยข้อมือ ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะตามมานางด้วย
ปกติหากทะลุมิติหรือมาเกิดใหม่ในร่างคนอื่นแบบนี้ทุกคนมักจะได้ของวิเศษเสมอ แต่ไข่มุกเม็ดนี้นางยังไม่รู้วิธีใช้มันเลยหรือมันจะเป็นเพียงของปลอมที่บังเอิญติดตัวนางมาเท่านั้น
ไม่ใช่สิ ไข่มุกปลอม ๆ จะทะลุมิติมาทำไมกัน ต้องเป็นมันแน่นอนที่ทำให้นางมาอยู่ที่นี่!!
มิตินี้คือที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ นางรู้เพียงว่าตนเองอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเหวยซาน ตั้งอยู่ติดกับภูเขาและมีหมู่บ้านใกล้เคียงแค่เก้าหมู่บ้าน พื้นดินส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นดินทราย เพาะปลูกพืชได้เป็นบางชนิดเท่านั้น เรียกได้ว่าอยู่ในถิ่นทุรกันดารเลยล่ะ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงดำรงชีวิตด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์หรือหาของป่าไปขาย
ครอบครัวจางนั้นมีเพียงมารดาของซูเม่ยเท่านั้นที่ออกไปเก็บสมุนไพรเพื่อนำไปขายที่ตลาดทุกวันและซื้อข้าวกลับมาบ้าน แต่ก็ได้ไม่มากนักทำให้ทั้งสี่ชีวิตต้องกินอยู่อย่างประหยัดมากที่สุด
ส่วนบิดาจางลู่ซือนั้นป่วยด้วยโรคประหลาดขาทั้งสองข้างไม่มีความรู้สึกเดินไม่ได้มากว่าสองปีแล้ว น้องชายจางซูเซียวอายุเพียงสิบปี ทำหน้าที่ช่วยพี่สาวดูแลพ่อที่ป่วยระหว่างแม่ออกไปหาสมุนไพร
“ซูเอ๋อร์ตื่นแล้วก็ลุกมากินข้าวต้มก่อนนะลูก กินเยอะ ๆ เจ้าจะได้แข็งแรง” นางหลี่วางข้าวต้มที่ตั้งใจทำสุดฝีมือให้ลูกสาว ควันที่ลอยออกมาจากถ้วยบ่งบอกว่ามันพึ่งทำเสร็จใหม่ ๆ
จางซูเม่ยมองข้าวต้มด้วยรอยยิ้มแต่ในใจหดหู่ยิ่งนัก นางดีใจที่ท่านแม่ใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี แต่ก็หดหู่เรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัวมากเหมือนกัน หากทุกคนยังกินแต่ข้าวต้มที่ใส่จนแทบหาเม็ดข้าวไม่เจอแบบนี้มีหวังขาดสารอาหารตายกันพอดี
เฮ้ออ ทะลุมิติทั้งทีทำไมไม่ให้ตัวช่วยอะไรมาเลยล่ะ นรกชังสวรรค์แกล้งหรือเปล่านะ
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่ พวกท่านกินแล้วหรือเจ้าคะ ซูเซียวหิวหรือไม่ มากินด้วยกันสิ” จางซูเม่ยเรียกน้องชายมากินพร้อมกัน เพราะสงสารน้องชายที่มองตามถ้วยข้าวต้มตาละห้อย เขาน่าจะหิวแต่ไม่พูดออกมาคงกำลังพยายามอดทนต่อความหิว เพื่อให้พี่สาวที่ป่วยอย่างนางได้กินก่อน
“ข้ายังไม่หิวขอรับ พี่ใหญ่กินเลยจะได้หายไว ๆ” เด็กชายส่ายหน้าปฏิเสธพี่สาวอย่างรวดเร็ว
“เยอะขนาดนี้พี่กินไม่หมดหรอก เจ้ามากินด้วยกันสิ”
“ข้าไม่หิวจริง ๆ ขอรับ ข้าไปดูท่านพ่อก่อนนะท่านแม่” เด็กน้อยพูดเสร็จก็วิ่งออกไปหาท่านพ่อที่อยู่อีกห้องทันที
จางลู่ซือ บิดาของจางซูเม่ยและจางซูเซียวนั้นเดิมเขาไม่ใช่คนหมู่บ้านเหวยซานตั้งแต่แรก แต่เขาเป็นคนตระกูลจางจากเมืองหยวนซี โดยตระกูลจางมีผู้นำคือท่านผู้เฒ่าจางที่เป็นพ่อค้าร้านขายข้าว มีลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคน คนโตจางลู่ซือเป็นลูกติดของผู้เฒ่าจาง
ส่วนลูกชายคนรองและลูกสาวคนเล็กเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาใหม่ ก่อนจะมาเป็นเถ้าแก่ร้านขายข้าวเขาเป็นเพียงพ่อค้าขายพืชผักในเมืองหยวนซี โดยพาลูกชายไปด้วยตลอดเพราะภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว ต่อมาเกิดถูกตาต้องใจกับคุณหนูลูกสาวเถ้าแก่ร้านขายข้าว จึงได้แต่งงานใหม่และได้รับช่วงต่อดูแลกิจการของพ่อตา
ชีวิตของจางลู่ซือสุขสบายมาตลอด แม้พ่อจะแต่งงานใหม่แต่แม่เลี้ยงคนนี้ก็ไม่เคยสร้างความลำบากให้เขาเลยตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่ชอบทำการค้านางก็สนับสนุนให้สมัครทหาร เขาไม่ชอบเรียนหนังสือนางก็ให้ไปเรียนต่อสู้ รวมถึงสนับสนุนให้เขาแต่งงานกับภรรยาที่เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา
การที่นางไม่ขัดขวางอะไรทำให้เขาพอใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วก็ตามว่าลึก ๆ แล้วนางไม่อยากให้เขาไปแย่งตำแหน่งในใจสามีและแย่งการสืบทอดอำนาจร้านค้าข้าวจากลูกชายของนาง
จนกระทั่งผู้เฒ่าจางสิ้นใจ แม่เลี้ยงที่เคยใจดีกับครอบครัวของจางลู่ซือก็เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ นางตัดเงินและลดปริมาณอาหารที่ต้องได้รับในแต่ละเดือน แล้วก็ลดลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่พอกินทำให้ลูกและเมียที่กำลังท้องต้องอดมื้อกินมื้อ สุดท้ายจางลู่ซือทนไม่ไหวไปทวงเงินทั้งที่เขาส่งเงินเดือนเข้ากองกลางมาตลอด
แต่กลับอ้างว่าครอบครัวเขาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและยังไม่กตัญญูต่อแม่ที่เป็นคนเลี้ยงดู อีกทั้งนางยังใช้อำนาจไปยื่นคำร้องกับเจ้าเมืองว่า ลูกชายคนโตจางลู่ซือบกพร่องในเรื่องจริยธรรมอันดี ทำให้เขาโดนพักงานทันที โดยยื่นข้อเสนอว่าหากอยากได้เงินและตำแหน่งงานคืน เขาจะต้องแยกบ้านและทำหนังสือตัดขาดเท่านั้น ซึ่งจางลู่ซือที่หมดความอดทนแล้วก็ตกลงทันที เพราะเขากับภรรยาต้องลงกันว่าจะกลับไปชีวิตที่บ้านเกิดภรรยา
หลังจากเสร็จธุระร้านเถ้าแก่ฟาง จางซูเม่ยก็เดินย้อนกลับมาทางตลาดอีกครั้ง เพราะแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากน้ำชา จึงคิดว่าจะไปหามื้อเช้ากินก่อนค่อยไปหาสหายทีหลังใช้เวลาเดินเพียงไม่นานก็ถึงร้านที่นางตั้งใจมากิน นั่นคือ ร้านซาลาเปากุ้ยฮวา ที่นี่เป็นร้านขนาดใหญ่ กว้างขวาง มีโต๊ะให้นั่งและยังราคาไม่แพง เจ้าของร้านใจดี คนเลยเข้ามาอุดหนุนตลอด“ท่านยาย ข้าเอาซาลาเปาใส่ผักกับถั่วแดงอย่างละหนึ่ง แล้วก็น้ำเต้าหู้ด้วยนะเจ้าคะ” นางเอ่ยปากสั่งอาหารกับเจ้าของร้านโดยไม่สนใจอ่านป้ายแนะนำหน้าร้านด้วยซ้ำ“ได้ ๆ แม่หนูสนใจสั่งไส้อื่นด้วยไหม ตอนนี้ไส้หมูสับของร้านยายขึ้นชื่อมากเลยนะ ราคาไม่แพงเท่ากันทุกไส้เลยนะลูก”ยายเจ้าของร้านแนะนำลูกค้าอย่างเป็นกันเอง นางอยากให้ชาวบ้านได้กินของดี ๆ อาหารที่มีเนื้อเป็นส่วนประกอบอาหารในร้านแต่ละอย่างก็เลยราคาไม่แพง“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ากลัวกินไม่หมด” จางซูเม่ยตอบกลับเจ้าของร้านด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“งั้นหนูไปนั่งรอที่โต๊ะเลย เดี๋ยวยายเอาไปให้นะ”จากนั้นไม่นานอาหารก็ถูกยกมาวางให้ที่โต๊ะ นางชอบกินแบบนี้เวลามาในเมืองตอนเช้า เพราะอร่อยแถมยังลูกใหญ่มากด้วยขณะที่จางซูเม่ยก
ตลาดยามเช้าในยุคโบราณสำหรับจางซูเม่ยนั้นเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะทุกตารางนิ้วของถนนหินถูกจับจองด้วยแผงขายของที่เรียงรายแน่นขนัด สินค้าหลากหลายทั้งของกิน ของใช้ และสิ่งของแลกเปลี่ยน สะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาและกลิ่นอายแห่งวิถีดั้งเดิมของผู้คนริมถนนด้านหนึ่งมีพ่อค้าผลไม้ตั้งตะกร้าไม้ไผ่ใหญ่ บรรจุลูกพีชสีชมพูอมแดง สาลี่เหลืองทอง ลิ้นจี่สดจากสวน และแตงโมผ่าครึ่งโชว์เนื้อแดงฉ่ำ ส่วนข้าง ๆ กันคือแม่ค้าที่ขายผักสด ทั้งผักกาดขาว ผักบุ้ง ต้นหอม กระเทียมสดวางเรียงกันแน่นชิด หยดน้ำยังเกาะใบอยู่ แต่ราคานั้นแพงจนนางไม่กล้าซื้อเลยทีเดียวแผงของแห้งที่อยู่ไม่ไกลนักวางถุงข้าวสาร ธัญพืช ถั่วแดง ถั่วเขียว เมล็ดงา เห็ดหอมแห้ง และสมุนไพรตากแดดเรียงเป็นชั้น กลิ่นหอมของพวกมันปะปนกันอย่างซับซ้อนอยู่ในอากาศในโซนที่ขายของกินนั้น มีร้านขายโจ๊กหมูใส่ไข่เยิ้ม ขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก๋าร้อน ๆ อยู่ใกล้ร้านหมั่นโถวที่นึ่งในลังไม้ไผ่จนไอน้ำลอยฟุ้งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีขนมมากมายในถาดไม้กลิ่นหอมของอาหารเช้าเริ่มโชยลอยมาในอากาศ มีทั้งกลิ่นแป้งนึ่งของซาลาเปา หอมขิงจากหม้อโจ๊กร้อน ๆ และกลิ่นขนมแผ่นทอดกร
ในขณะที่จางลู่ซือกำลังจะขึ้นรถม้า อยู่ ๆ จางซูเม่ยก็โผล่มาด้านหลังและเรียกเสียงดังจนผู้เป็นพ่อสะดุ้งตกใจ“ท่านพ่อ!! จะไปขายผักหรือเจ้าคะ”“เฮ้ย!! ตกใจหมดเลยเม่ยเอ๋อร์ ใช่ ๆ พ่อกำลังจะไปขายผักที่ตลาดในเมืองน่ะ ลูกมีอะไรหรือเปล่าถึงเรียกพ่อ” จางลู่ซืออุทานเสียงดังด้วยความตกใจ ก่อนจะหันไปถามลูกสาวอย่างรวดเร็วตอนนี้เขากำลังเร่งรีบ เพราะอยากไปจับจองพื้นที่ทำเลดี ๆ แม้จะใช้ม้าลมกรดที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วในการลากรถม้า แต่ไปถึงก่อนก็สบายใจมากกว่าอยู่ดี“ไม่รู้มาก่อนว่าวันนี้ท่านพ่อจะไปขายผัก ข้าอยากไปด้วย ท่านพ่อให้ข้าไปช่วยขายนะเจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยขอผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงออดอ้อน วันนี้นางอยากเป็นแม่ค้าขายผัก อิอิจางซูเม่ยรู้ว่าท่านปู่จะตัดผักรอบแรกเช้านี้ แต่ไม่คิดว่าท่านจะใจร้อนนำไปขายในทันที ถึงอย่างไรก็สามารถใช้พลังพฤกษาช่วยเรื่องความสดใหม่ได้อยู่แล้ว ปัจจุบันตั้งแต่ปรับปรุงดินให้กลับมาเพาะปลูกได้ท่านปู่ก็ไม่เคยใช้พลังพฤกษาเลย นอกจากปลูกสมุนไพรวิญญาณไว้ให้ท่านย่าปรุงยาเท่านั้น เพราะท่านชอบใช้ชีวิตแบบคนธรรมดามีความสุขไปกับพืชผักในสวนมากกว่าหลังการเก็บเกี่ยวจึงไม่มีการเก็บผักเอาไว้ แต่เ
ในวันนั้นหลังจากทำสัญญาซื้อขายกับผู้ใหญ่บ้านทั้งสิบคน จางลู่ซือก็ได้ประชุมกับครอบครัวถึงแนวทางในอนาคตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกขายปุ๋ยอย่างถาวร เนื่องจากบรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือสิบหมู่บ้านที่กันดารที่สุดแล้ว รวมไปถึงการเปิดร้านขายผักหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยซึ่งการเตรียมปุ๋ยตามคำสั่งซื้อนั้นจางซูเม่ยอาสาจัดการเอง เพราะนางเป็นเจ้าของมิติพฤกษา อีกทั้งมีพลังวิญญาณระดับสูงสุด จึงสามารถควบคุมทุกอย่างในมิติได้ตามใจ ใช้เวลาเพียงคืนเดียวโกดังใหญ่ที่เตรียมเอาไว้ก็อัดแน่นไปด้วยปุ๋ยแล้วเผลอแป๊บเดียวก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว วันนี้เป็นวันที่ผู้นำของสิบหมู่บ้านต้องมารับปุ๋ย เนื่องจากพวกเขาสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมากและนำคนติดตามมาน้อย ตระกูลจางจึงต้องเกณฑ์บ่าวผู้ชายมาช่วยชาวบ้านยกปุ๋ยขึ้นเกวียน เสียงคนพูดคุยกันของพวกเขาทำให้คนในจวนพลอยตื่นไปด้วย กลายเป็นว่าทุกคนต้องเริ่มใช้ชีวิตในตอนเช้าเร็วปกติแม้การมาของสิบหมู่บ้านจะสร้างความวุ่นวายอยู่ไม่น้อย แต่พ่อบ้านเหวินก็สามารถจัดการทุกอย่างให้เสร็จในเวลาไม่นาน โดยหมู่บ้านแรกถูกนัดหมายให้เข้ามาตั้งแต่ปลายยามโฉ่ว (01.00-02.59) กระทั่งต้นยามเฉิน (07.00