LOGIN"ท่านป้าสะใภ้....เหยาเอ๋อร์มีความผิดใดกัน"
น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยถามจากหัวใจเพราะนางไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงถูกนำมามัดแล้วตบตีทั้งที่นางก็ทำงานตามหน้าที่ตนเองมิขาดตกบกพร่องถึงจะคุ้นเคยดีกับการถูกทุบตีหากแต่วันนี้มันช่างร้ายแรงนักร้ายแรงจนหลัวเหม่ยเหยาจะแบกรับความเจ็บปวดไม่ไหวแล้ว
"กั๋วกงฟูเหรินได้โปรดเถิดเจ้าค่ะอย่าทุบตีอาเหยาอีกเลย"
มีเพียงหนึ่งคนที่กล้าออกมาขัดขวางและอ้อนวอนขอให้นายหญิงของจวนหยุดการลงไม้ขนาดกว้างราวสามนิ้วลงบนแผ่นหลังบอบบางของหลัวเหม่ยเหยาจิ้งซินนั่นเองนางเป็นบ่าวข้างกายคุณหนูใหญ่แต่ก็เติบโตมาพร้อมกับสองฝาแฝดบัดนี้คนตัวเล็กอ่อนวัยกว่านางยังโศกเศร้ามิคล้ายที่ต้องสูญเสียพี่สาวเพียงหนึ่งเดียวไปแต่ผ่านไปเพียงสิบกว่าวันกลับมาถูกลงทัณฑ์ทุบตีโดยสาเหตุก็มิกระจ่างชัดจิ้งซินจึงทนเห็นเพื่อนร่วมหอนอนถูกตีจนตายต่อไปอีกไม่ไหว
"บังอาจ! "
สตรีสาวใหญ่ดูแล้วเกินจะเชื่อว่ามีบุตรสาวที่เติบโตพร้อมออกเรือนเช่นหลัวหรั่นเยี่ยน ด้วยใบหน้าสวยงามอีกทั้งรูปกายนั้นช่างคล้ายพี่สาวเสียมากกว่ามารดาออกเสียงดุดันกับนังบ่าวไม่รู้ความตรงหน้า
"หลบไปหากเจ้ายังรักชีวิตตนเอง"
ดวงตาภายใต้ความงามนั้นบังเกิดประกาย'ชั่วร้าย'ขึ้นมาวูบหนึ่ง โดยที่ใครก็เกินจะทันได้มองเห็น ก่อนที่รอยยิ้มอ่อนโยนยิ่งจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นแช่มช้า...
"กั๋วฟูเหรินหากท่านออกเพียงระบายโทสะเช่นนั้นจิ้งซินยินดีช่วยอาเหยาแบ่งเบาไม้ลงทัณฑ์เจ้าค่ะ...ได้โปรด"
ไม้ที่ถูกหวดลงไปบนแผ่นหลังครั้งแล้วครั้งเล่าจึงชะงักหยุดลง...
ยามที่เห็นผู้กล้าบังอาจเอ่ยปากวอนขอต่อนายหญิงที่ทุกผู้รู้ชัดแจ้งหากนางเดือดดาลมากพอสังหารคนระบายโทสะก็เคยมาจนนับจำนวนศีรษะบ่าวเหล่านั้นไม่ครบแต่เด็กวัยสิบหกหนาวนามจิ้งซินนางช่างหาญกล้ามิกลัวความตายเช่นนี้
"พี่จิ้งซิน..."
ถึงนางอยากร้องห้ามสาวรุ่นพี่ที่อาจเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่คิดช่วยเหลือนางแต่เพราะถูกโบยมาร่วมสองชั่วยามหลัวเหม่ยเหยาเพียงพยายามหายใจต่อยามนี้ก็เริ่มยากแล้ว
'ทำไมข้าจึงต้องมาพบเจอความโหดร้ายแบบนี้? '
สาวน้อยหลัวเหม่ยเหยานางได้แต่วนเวียนถามตนเองซ้ำไปมาไม่หยุด ตลอดมานับแต่สูญเสียบิดามารดาจากเหตุการณ์โจรภูเขาบุกเข้าปล้นยังหมู่บ้านติดชายแดนแล้วตนเองกับพี่สาวฝาแฝดถูกท่านลุงญาติเพียงหนึ่งเดียวที่ยังมีเหลือรับมาเลี้ยงดูนางก็อยู่อย่างเจียมตนไม่เคยพยายามจะเรียกร้องสิ่งใดเพียงมีข้าวให้กินอิ่มมีที่ให้นางกับพี่สาวนอนอุ่นหลัวเหม่ยเหยาล้วนพอใจแต่เหตุใดยามพบหน้าท่านป้าสะใภ้จึงชอบลงโทษนางและพี่สาวบางคราวเพียงเดินผ่านก็ตบตีพวกนางคล้ายมีความแค้นกันมาหลายชาติภพทั้งที่พวกนางสองพี่น้องนับแต่เติบโตจำความได้จนห้าหนาวจึงมายังเมืองหลวงโดยแท้
"ที่นี่เป็นจวนของข้าหากคิดตีคนข้าก็จะตีเหตุใดต้องมีต้นสายปลายเหตุมาบอกเล่าบ่าวไร้ค่าเช่นพวกเจ้า...ตีอีกหากผู้ใดหยุดข้าจะตีคนผู้นั้นไปด้วย ตี! "
ช่างเป็นคำกล่าวที่น่ารังเกียจยิ่งนักแต่ผู้ใดเล่าจะหาญกล้าไปมีปากมีเสียงต่อให้สงสารต่อให้เห็นใจทว่าทุกผู้ก็ล้วนรักชีวิตตนเองกันทั้งสิ้นแผ่นหลังน้อยๆ ของเด็กสาววัยสิบห้าหนาวจึงแตกยับต่อไป
"เจ้าก็จงกลับเรือนไปพักผ่อนได้แล้วเยี่ยนเอ๋อร์อย่าได้ทำให้ท่านแม่เป็นห่วงไปมากกว่านี้เลยนะลูกของข้า... จิ้งซินเจ้าจงพาคุณหนูใหญ่กลับเรือนไปเสียอย่ามาร่ำร้องตรงนี้ให้ข้าโมโหเดือด"
ร่างงามเกินอายุบอกกล่าวกับผู้เป็นบุตรีน้ำเสียงอ่อนโยน ทว่าในยามเอ่ยสั่งความกับสาวใช้นั้นกลับดุเข้มจนร่างของเจ้าของนาม'จิ้งซิน'ถึงกับสั่นเทาไปด้วยความแค้นแน่นหัวอกเพราะเติบโตมาจากจวนนี้นางจึงรู้หลัวเหม่ยเหยานางมิสมควรถูกกระทำเพราะต่อให้นางมาจากชายแดนแต่เงินทองเกี่ยวกับกิจการร้านขายสมุนไพรของสกุลเซี่ยที่เป็นของฝ่ายมารดาสองแฝดบัดนี้กั๋วกงฟูเหรินยึดเอาไปจนหมด หากหลัวเหม่ยเหยานางคิดเรียกคืนป่านนี้นางก็เป็นเถ้าแก่เนี้ยวัยเยาว์ไปแล้วแต่เด็กสาวก็ไม่ได้ทำเลือกจะอยู่ภายใต้อำนาจจวนไค่กั๋วกงทั้งที่ไม่จำเป็น แต่ปีศาจจิ้งจอกเฒ่าตรงหน้านางจะสำนึกหรือก็หาไม่กลับมากล่าวว่าพอใจจะตีก็ตีพอใจจะทุบก็ทุบใจคอจะอำมหิตเกินไปหรือไม่
"เช่นนั้นข้าจะออกไปแช่น้ำแร่เพื่อบำรุงผิวรอนะเจ้าค่ะท่านแม่"
หลัวหรั่นเยี่ยนนั้นนางมิสนใจอยู่แล้วว่าผู้เป็นญาติผู้น้องจะเป็นหรือตายนางสนใจเพียงว่าอีกสิบสองวันตนเองจะเข้าวังแล้วสมควรต้องบำรุงตัวเองให้งดงามเอาไว้ตำแหน่งไท่จื่อเฟยจะพ้นไปจากนางไม่ได้
"อย่าแช่นานเกินไปเล่า"
จางอี้เอ่ยเตือนบุตรสาวอย่างรู้ความกันเพียงเราสองว่าเหตุใดนางจึงไม่ให้หลัวหรั่นเยี่ยนแช่น้ำแร่นานไปกายงดงามในอาภรณ์ราคาแสนแพงระยับรับคำมารดาแล้วจึงก้าวพ้นไปเสียจากหอนอนบ่าวที่เก่าโทรมแห่งนี้โดยมิได้หันมองว่าสาวใช้ข้างกายเช่นจิ้งซินนางติดตามไปหรือไม่
"ปิดประตูเรือนให้สนิท! "
มิหลงเหลือความอ่อนหวานอีกต่อไปเมื่อเหลือเพียง คนของนาง และร่างเล็กบางที่บอบช้ำแผ่นหลังมีโลหิตอาบย้อมเสื้อผ้าฝ้ายสีขาวเด่นชัด
"ท่านป้าสะใภ้... "
เมื่อสายตาของหลัวเหม่ยเหยาเหลือบขึ้นไปปะทะเข้ากับแสงแวววาวซึ่งสะท้อนเข้ากับเปลวเทียน....
เข็ม! ...
หญิงงามเมื่อครู่กลายร่างเป็นนางปีศาจชั่วร้ายเร็วพลันสตรีในอาภรณ์สีแดงคนนี้เอาเข็มมากมายเกินจะนับไหวนั่นมาคงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่!
ต่อให้ใกล้สิ้นสติแต่รสชาติเข็มสาวน้อยหลัวเหม่ยเหยานางจดจำได้ไม่เคยลืมเลือนยามนี้นางจึงรู้สึกได้ถึงหยาดเหงื่อที่ไหลรินออกมาตามแผนหลังและขมับทั้งสองข้าง นางรู้ดีว่ายามนี้จางอี้จะทรมานตนเองด้วยวิธีใดเพราะนางและพี่สาวโดนมาจนเกินจะนับว่ากี่ครั้งเพราะยามใดป้าสะใภ้อารมณ์ไม่ดีก็มักเรียกพวกตนเองสองพี่น้องไม่ลงมือกันจนถึงเรือนนอนและบ่อยครั้งที่เป็นปลายเข็มแหลมคมเหล่านี้ เพราะมันเจ็บจนแทบขาดใจหากแต่ก็ไม่ได้ตายนอกจากจะไม่ตายแล้ว บาดแผลยังหาพบยากอีกด้วย ถึงไม่ฉลาดมากมายแต่หลัวเหม่ยเหยาก็ย่อมรู้ลงมือด้วยเข็มท่านลุงของพวกนางจะไม่รู้ยิ่งคิดนางก็เริ่มเห็นหนทางของนรกเปิดรอตนเองอยู่ไม่ไกลนี่เอง...
...เหตุใดข้าจึงต้องมาพบเจอแต่เรื่องโหดร้ายเช่นนี้? ....
ต่อให้ตอนนี้นางอยากร้องไห้ แต่ก็ไม่มีน้ำตาออกมาสักหยดเพราะเจ็บปวดจนเกินขีดความอดทนไปไกลแล้วนางไม่อาจรู้เลยมาตนเองต้องจบเจอความทุกข์ทนเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด แต่เมื่อนึกถึงคำสัญญาของท่านลุงที่ว่ายามนางและพี่สาวอายุครบยี่สิบหนาวเขาจะอนุญาติให้พวกนางออกไปเปิดร้านขายสมุนไพรได้ก็แว่วมาเป็นกำลังใจให้สาวน้อยพยายามอดทนสู้ต่อไป
...อีกห้าหนาว...อีกห้าหนาวข้าก็จะได้ออกไปจากนรกแห่งนี้...
หลัวเหม่ยเหยาท่องบ่นในใจถึงจุดหมายปลายทางถึงห้าหนาว จะนานแต่มันก็ยังเห็นปลายทางที่มีแสงสว่างนางคิดว่านางจะต้องอดทนจนไปถึงมันอย่างแน่นอน ชีวิตนี้นางไม่ต้องการอะไรแม้แต่ความร่ำรวยสาวน้อยก็ไม่ต้องการที่นางใฝ่ฝันก็มีเพียงได้เป็นหมอเช่นท่านพ่อได้เป็นเซียนสมุนไพรคอยช่วยเหลือผู้คนเช่นท่านแม่นางต้องการเพียงเท่านี้...เท่านี้จริงๆ
"ท่านป้าสะใภ้...เชิญลงมือเถิด"
ยามนางลืมดวงตากลมโตซึ่งถอดแบบมาจากมารดาขึ้นมองไปยังสตรีแสนงดงามทว่าใจคอแสนอำมหิตตรงหน้ายามนี้จึงมีเพียงความเด็ดเดี่ยวมิเกรงกลัวต่อความแหลมคมของเข็มมากมายในมือคนสนิทของป้าสะใภ้
"นี่น้องเขย...เร่งพาน้องสาวข้าไปนอนเถิดเมาจนมองเปลวเทียนก็หัวเราะได้เช่นนั้นเกรงว่าสามีชื่ออันใดนางคงลืมจนสิ้นเสียแล้ว" คนที่เคยพบพานเหตุการณ์เช่นนี้ร่วมกันเช่นหานหย่งไท่และหานหย่งคังถึงกับหันมองสบตากันอย่างมิได้นัดหมายเมื่อถูกคำกล่าวนั้นของไท่จื่อจ้าวเทียนเฉิงสะกิดปมเก่าในอดีตเมื่อ7หนาวก่อน ส่วนหลี่เพ่ยหนิงกับหานซื่อหลางอีกทั้งองค์ฮ่องเต้แห่งเป่ยเหลียวและไท่จื่อแห่งสุ่ยโจวผู้พูดประโยคคุ้นเคยนั้นกลับมิรู้ความหมายที่2พี่น้องเขามองหน้ากันก็มิได้คิดมาก เมื่อเห็นว่าไม่มิอันใดก็หันกลับไปชวนกันนั่งดื่มกินพูดคุยกันสนุกสนานเช่นคนคุ้นเคยที่นานครั้งจะได้พบเจอปล่อยให้บรรดาสามีทั้งหลายร่วม"เก็บ"ภรรยาคออ่อนทั้งหลายเข้าห้องพักไป "เช่นนั้นอาหลาง เจ้าดูเป็นธุระ รับรองพี่หยางกับน้องเฉิงด้วยก็แล้วกันข้าจะพาต้าซ้อเข้านอนก่อน" หานซื่อหลางที่ปกติจะยิ่งใหญ่อยู่ภายนอกทว่ายามอยู่กันแต่เพียงในจวนสกุลหลิวหรือตำหนักฉีหวางเขากลับเป็น"อาหลาง"ของพี่น้องเช่นเดิมมิเปลี่ยนผันก็รับคำ แล้วพูดคุยด้วยเรื่องทั่วไปต่อมิได้เข้าไปขัดขวางทั้งต้าเกอและเอ๋อร์เกอที่ดูจะวุ่นวายดูแลพา...หวางเฟย...ของตนเองเข้านอน...จิ้งถีเองท
หานเฟยฉีคือธิดาองค์โตของเยี่ยนหวางกับหวางเฟย และยิ่งเติบโตทั้งใบหน้าและดวงตากลับแจ่มชัดให้หลัวเหม่ยเหยานางคิดถึงพี่สาวผู้วายชนย์ เช่นหลัวเหม่ยฉี นางเอาความฝันกับเรื่องที่เกิดมาผูกกันนับแต่เฟยฉีนางคลอดเช่นไรบางสิ่งก็คอยสะกิดใจไท่เฮาหานเฟิ่งเหยามิจากว่าเด็กน้อยผู้นี้อาจเป็นพี่สาวของนางที่มาเกิดหวังใกล้ชิดจนเองอีกครั้ง ดังนั้นแล้วส่วนใหญ่หานเฟยฉีท่านหญิงน้อยวัยร่วม7หนาวจึงมักพักอยู่เสียที่ตงอี๋เป็นหลักมิค่อยได้กลับแคว้นฉู่ที่บิดาและมารดากับน้องชายและหญิงทั้ง2พักพิงอยู่ "ฉีเอ๋อร์ถวายพระพรไท่เฮาเพคะ" กายเล็กสองแก้มแดงปลั่งดังผลลูกท้อโน้มศีรษะเต็มพิธีการเช่นปกติต่อให้หลัวเหม่ยเหยากำชับแล้วกำชับอีกว่ายามอยู่กันเพียงคนในครอบครัวมิต้องมากพิธีนางก็เป็นท่านน้าเหยาเท่านั้น "ฉีเอ๋อร์ๆ ...คิดถึงจังเลย" ห้าแสบโถมกายเข้าใส่"พี่ฉีเอ๋อร์"ที่กายก็ไม่ได้โตกว่าทั้งห้าคนแต่อย่างใดจึงเป็นภาพซานลาเปาห้าก้อน"ทับ"ลูกท้อเล็กๆ ชวนขบขันอีกทั้งยังชวนสงสารอีกด้วย "หยุดเลยเจ้าห้าแสบ...ถอยออกมาจากพี่ฉีเอ๋อร์เดี๋ยวนี้" เป็นหลี่เพ่ยหนิงที่ตรงมาช่วยจับกายกลมป้อมทั้งห้าออกจากลูกท้อน้อยอีกแรงเพราะเกรงว่าคนตั
บทส่งท้าย เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างที่สำคัญก่อน ไปทีละเปลาะนั่นก็คือเริ่มประกาศลดภาษี ในเหล่าพ่อค้าระหว่างแคว้นส่วนชาวนาและชาวสวนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของต้าเหลียง หานหย่งไท่ประกาศงดเว้นภาษีเป็นเวลาสองหนาว กับจะเริ่มค่อยๆ จัดแจงแต่งตั้งขุนนางที่เหมาะสม โดยมีท่านเอกอัครมหาเสนาบดีซ่งขึ้นมานั่งตำแหน่งเอกอัครมหาเสนาบดีเพียงหนึ่งเดียว ส่วนขุนนางที่เคยเป็นฝ่ายของอดีตองค์ฮ่องเต้หานหย่งสือก็ค่อยๆ ถูกลดทอนหรือบางคนก็ถูกถอดถอนตำแหน่งด้วยการอนุญาตให้พวกเขาปลดตนเองลากลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตสงบสุขซึ่งความจริงก็คือการบีบบังคับและลดทอนอำนาจ ของคนไม่ซื่อตรง ต้องให้เวลาทอดยาวไปจน3หนาว หานหย่งไท่จึงสามารถ สละราชบัลลังก์แล้วส่งต่อให้แก่องค์ไท่จื่อหานซื่อหลาง แล้วตนเองก็ขึ้นนั่งตำแหน่งไท่ซางหวงสืบไป โดยที่ประทับของไท่ซางหวงและไท่เฮาก็คือแคว้นตงอี๋นั่นเอง เมื่อบ้านเมืองปลอดขุนนางโฉดชั่ว สิ้นผู้นำคลั่งอำนาจ ทุกสิ่งก็เริ่มดีขึ้นราวพลิกแผ่นฟ้า ชาวประชาล้วนเริ่มลืมตาอ้าปากกันได้ ผลผลิตก็งอกงาม ความเป็นอยู่ก็อิ่มหนำ หานหย่งไท่จึงชี้แนะแนวทางให้ องค์จักรพรรดิจินเหลียงตี้ที่2เริ่มเปิดเส้นทางการค้ากับทั้ง
ตอนที่ 95ยามได้ยินเสียงกายเล็กทำเสียงคล้ายอยากอาเจียนอยู่เบื้องหลังหานหย่งไท่จึงหยุดเท้าแล้วหันกลับมาดูจึงพบว่าใบหน้าของภรรยาเด็กยามนี้ซีดขาวชวนตกใจ "ต้าซ้อไม่สบายหรือ ขอข้าตรวจสักหน่อย" ยามอยู่กันเพียงลำพังทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางก็ยังคงเรียกทั้งหานหย่งไท่และหลัวเหม่ยเหยาเช่นเดิมมิแปลเปลี่ยน "ต้าซ้อ!!!" เพียงครู่ที่แตะยังชีพจรใบหน้าของเยี่ยนหวางในวันนี้กลับประเดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วงจะยิ้มก็มิใช่จะร้องให้กลับยิ่งไม่เชิงเห็นเช่นนั้นหานหย่งไท่บุรุษผู้รักภรรยาเด็กยิ่งกว่าชีวิตของตนเองก็เริ่มใจคอไม่ดี "คังเอ๋อร์ เสี่ยวเหยาป่วยเป็นอันใด...เร่งบอกมา" จากที่วันนี้ตั้งใจจะไปชำระความกับครอบครัวแซ่หลัวสายหลักหานหย่งไท่มิสนใจเร่งช้อนอุ้มภรรยาเด็กแล้วมุ่งหน้ากลับเรือนม่านพิรุณทันที ตลอดทางเดินก็ออกคำสั่งตามท่านหมอเกาเรียกหาจื่อหลัน เรียกหาพ่อบ้างเจิงจนหานหย่งคังนั้นมิอาจพูดสิ่งที่ติดค้างได้เลย ...ต้าเกอท่านถามแล้วไยมิรอคำตอบให้กระจ่างกันเล่า?... เยี่ยนหวางให้หนักใจต่อความห่วงภรรยาจนเกินพอดีของผู้เป็นพี่ชาย "ฝ่าบาท..." ใบหน้าอวบอูมของท่านหมอเกาบัดนี้แดงจัดเต็มไปด้วยความยินดี
ตอนที่ 94ทั้ง4ชีวิตดูสั่นเทางกเงิ่นผู้ใดเล่าจะคิดเลือกหนทางตาย ยามนี้ต่อให้มีเงินทองมากมายสูงมากกว่ายอดเขาขุนนางใหญ่ทั้งหมดก็มิสนใจเท่าได้โอกาศหายใจนานอีกสักหน่อยเท่านั้นเช่นนี้มีหรือที่พวกเขาจะขัดขืน หานหย่งไท่เปิดรอยยิ้มหยามเหยียด ในใจก็วางแผนกำจัดคนเหล่านี้ให้พ้นไปจากราชสำนักทันทีหากทุกสิ่งเป็นไปดังเป้าหมายของพวกเขา "เช่นนั้น...สองพ่อลูกนี้ต้าเกอยกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน...ต้าเกอจะทำเพียงดูชมเท่านั้น" กล่าวจบเขาก็ถอยกายไปทรุดลงยังโต๊ะด้านข้างด้วยกิริยาสงบนิ่งเช่นเดิม ทั้งหานหย่งคังและหานซื่อหลางจึงกดรอยยิ้มเหี้ยมโหด ถอดพิมพ์เดียวกับผู้เป็นต้าเกอ "จับตัวมันเอาไว้ให้ดีๆ" หานหย่งคังสั่งคนของตนเองทหารรูปร่างสูงใหญ่ทว่าคล่องแคล่วจึงตรงเข้ากดศีรษะและล็อกแขนและขาของหานหย่งสือ กายในอาภรณ์หรูหราถึงกับดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ผู้ใดจะใส่ใจหรือก็เปล่าดาย... "อาหลางลงมือ" ในเมื่ออดีตคนผู้นี้ทรมานมารดาของพวกเขาตายลงต่อหน้าวันนี้จะมีโทษใดร้ายกาจเท่าพวกเขาทรมานบุตรรักของเจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ไปได้ "ตัดนิ้วมัน!" เสียงโหยหวนเริ่มต้นขึ้นในต้นยามห้ายและสิ้นสุดลงในปลายยามโฉ่ว กับสภาพร่างกายสิ้น
ตอนที่ 93…ตำหนักลี่เสวี่ยน… บรรยากาศแสนจะอึมครึมและกดดันอย่างยิ่ง ต่อให้มีทั้งขุนนางและเชื้อพระวงศ์รวมตัวกันอยู่ร่วมสิบชีวิตทว่ากับเงียบงันมีแต่เพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีผู้คนอยู่ภายในโถงกว้างแห่งนี้ “คนของเจ้าไยจึงเดินทางช้าอย่างยิ่งหย่งเต๋อ นี่หากเจ้าหย่งไท่ผู้นั้นตีตลบเข้ามายังเมืองหลวงได้เพียงทหารองครักษ์สองพันจะต้านไหวได้อย่างไร” บุรุษวัยราว 48 หนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทูลเสด็จพ่อท่านแม่ทัพฝูแจ้งข่าวมาแล้วว่ามิเกินต้นยามอู่พรุ่งนี้กำลังทั้งหมดของค่ายหนานจีหนึ่งแสนมาถึงประตูด้านทิศใต้พร้อมตลบหลังกองทัพกฏบอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” หานหย่งเต๋อองค์ไท่จื่อวัย 21 หนาว กล่าวรายงานผู้เป็นบิดาด้วยน้ำเสียงแสนจะมั่นคงเพราะเขาแน่ใจว่ากำลังพลในมือนั้นย่อมเหนือกว่าฝ่ายหานหย่งไท่และสองแม่ทัพตระกูลหลิ่วอย่างแน่นอน “แล้วเรื่องที่เจ้าพวกชาวนาสมควรตายเหล่านั้นเล่าเสนาบดีเสวี่ย บัดนี้จัดการให้พวกมันพ้นไปจากลานด้านเหนือของพระราชวังได้หรือไม่” เพราะบัดนี้ชาวนาและเหล่าชาวสวนต่างหมดความเชื่อถือกับการปกครองของหานหย่งสือเพียง 6 หนาว พวกเขาล้วนสิ้นเนื้อประดาตัวที่นาที่ไร่
ตอนที่ 3“...ท่าน...ท่านฮูหยินผู้เฒ่าหลิว! ท่านเสียสติไปแล้วเช่นนั้นหรือจึงต้องการหรั่นเอ๋อร์ของข้าไปตกแต่งให้แก่ฉีหวางที่...หึ...ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอันใดเป็นอันใด...เช่นไรข้าก็ยืนยันคำเดิมบุตรสาวของข้านางยังร่างกายอ่อนแอตกแต่งออกไปให้บุรุษใดมิได้ทั้งสิ้น”...เกรงว่ามิเกินสิบวันให้หลังคนที่อ้าง
ตอนที่2ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวขยับเข้าช่วยประคองให้คนบนเตียงได้ลุกขึ้นนั่งหากแต่มือแกร่งกลับยกขึ้นไปจับยังดวงตาทั้งสองข้างของตนเสียแทน"ท่านยาย...ตาของข้า...ตาของข้าไยจึงมองเห็นเพียงความมืด...หรือว่ายามนี้ดึกแล้ว...เช่นนั้นทำไมท่านยายยังไม่กลับหอนนอนกันเล่า?..."ความปวดแสบปวดร้อนยังดวงตาทั้งคู่ต่อให้เขา
ตอนที่1...จวนสกุลหลิวยังแคว้นตงอี๋...กายสูงใหญ่ที่ทอดกายอยู่บนเตียงภายในห้องที่บัดนี้มีแต่กลิ่นยาอบอวลฉุนจัดจนขึ้นจมูก สตรีวัยปลาย 60 หนาวกำลังใช้ผ้าซับหยาดเหงื่อไปตามใบหน้าหล่อเหลาทว่ายามนี้กลับซีดขาวแทบมองไม่เห็นสีแห่งชีวิตอีกทั้งโดยรอบดวงตายังมีเส้นสีดำพาดผ่านทั้งสองข้างแลดูชวนเสียขวัญผนวกกับร
บททำช่วงปลายฤดูร้อนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงต้นฤดูหนาวยังมหานครอันเล่อเมืองหลวงของอาณาจักรต้าเหลียงในช่วงปลายยาเซินสายลมกำลังพัดรวยริน หอชิงชิวหอชมเมืองที่สูงที่สุดของเมืองหลวงแห่งต้าเหลียง ด้านหน้านั้นติดกับถนนสายหลักของเมืองหลวงส่วนด้านหลังก็ตั้งอยู่ชิดติดริมแม่น้ำไห่จิ้งที่ไหลหล่อเลี้ยงคนทั่วอาณาจัก







