เข้าสู่ระบบทางด้านหว่านหมี่ลี่ หลังจากที่แกล้งวิ่งออกมาด้วยความกลัว เธอก็รีบขึ้นเกวียนเพื่อกลับเข้าหมู่บ้านทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเป็นไปตามแผนหรือไม่” ปี้เจียวเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นหน้าลูกสาว
“ค่ะแม่ แต่เรื่องนี้เราจะไม่บอกย่าจริงหรือคะ” หว่านหมี่ลี่ตอบกลับก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่ตนเองกังวล
“อืม เรื่องนี้เราต้องเก็บเป็นความลับ หากย่าแกถามก็บอกเพียงว่าพลัดหลงกันก็พอ”
ปี้เจียวไม่ต้องการให้แม่สามีรู้เรื่องนี้ ต่อให้แม่สามีจะไม่ชอบหลานบ้านรอง แต่นางก็ยังเป็นสายเลือดของลูกชายที่ตายไป และถ้าเธอบอกว่าขายนางให้กับพวกใต้ดินแล้ว ไม่แน่เธออาจจะถูกจับเข้าคุกและถูกหย่าพร้อมกับส่งกลับบ้านเดิม ปี้เจียวจึงไม่อยากเสี่ยงกับความรู้สึกของแม่สามีตอนนี้
“ละ…แล้ว...”
“แกไม่ต้องพูดอะไรต่อ เงินที่ได้จากการขายนังซูฉีมากถึงสามร้อยหยวน แกไปหาร้านตัดชุดดี ๆ ตัดชุดแต่งงานเตรียมไว้ได้เลย อย่างไรเจ้าสาวของผู้พันหยางต้องเป็นลูกคนสวยของฉันเท่านั้น”
ปี้เจียววาดฝันว่าวันแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ย่อมเป็นของใครไปไม่ได้ นอกจากลูกสาวของเธอ
“จริงหรือคะแม่ ฉันตัดชุดแต่งงานสวย ๆ ได้ใช่ไหม” เมื่อได้ยินผู้เป็นแม่พูดถึงเรื่องเงินว่าสามารถตัดชุดแต่งงานดี ๆ ได้ หว่านหมี่ลี่จึงลืมความผิดถูกไปชั่วขณะ และวาดฝันถึงวันแต่งงานกับหยางซีห่าว
ส่วนทางด้านจื่อหาน ทันทีที่กลับมาถึงบ้านเขารีบไปบอกข่าวเรื่องที่หว่านหมี่ลี่พาหว่านซูฉีออกจากหมู่บ้านกับเหวินเปียวทันที
“เกิดเรื่องแล้วเหวินเปียว” ด้วยท่าทีร้อนรนของจื่อหาน ทำให้สองสามีภรรยาตกใจไม่น้อย
“ตอนพี่เข้าป่า พี่เห็นหมี่ลี่ลูกบ้านใหญ่พาซูฉีไปไหนไม่รู้ แต่เมื่อครู่นี้พี่เห็นเธอนั่งเกวียนกลับมาคนเดียว ไม่รู้ว่าซูฉีหายไปไหน”
จื่อหานยังคงพูดด้วยอาการร้อนรน และขอโทษน้องสาวรวมถึงน้องเขยในใจที่ต้องโกหก แต่เพราะนี่เป็นคำสั่งนายหญิง เขาจึงไม่อาจเลี่ยงได้ และเรื่องนี้คงทำให้บ้านรองแยกบ้านได้เสียที
ได้ยินดังนั้นหว่านเหวินเปียวและซวงซวงก็ไม่รอช้า รีบวิ่งกลับบ้านหว่านทันที ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
“บอกฉันมานะ เธอพาซูฉีไปไหน” หว่านเหวินเปียวกลับมาถึงบ้านด้วยความร้อนใจ แม้จะเพิ่งเข้ามาในบ้านใหญ่ก็ตาม และไม่สนใจว่าจะโดนย่าดุด่าหรือไม่
พอเจอหน้าของหว่านหมี่ลี่กำลังเดินออกมาจากห้องพร้อมแม่ จึงรีบเดินเขาไปถามทันที
“อะไรกันอาเปียว เกิดอะไรขึ้น” ปู่หว่านนั่งอยู่ไม่ไกลพอเห็นท่าทางและอาการร้อนใจของหลานชายจากบ้านรองจึงถามด้วยความสงสัย
“มีคนเห็นว่า หมี่ลี่กระชากลากถูซูฉีเข้าเมืองครับปู่ แล้วทำไมเวลานี้ถึงไม่มีซูฉีกลับมาด้วยล่ะครับ ร่างกายของน้องสาวอ่อนแอและมักจะมีท่าทีหวาดกลัว หายไปแบบนี้จะไม่ให้ผมซึ่งเป็นพี่ชายร้อนใจได้อย่างไรครับ”
หว่านเหวินเปียวจ้องตาหว่านหมี่ลี่อย่างกดดันเพื่อให้อีกฝ่ายพูดความจริงออกมา จนเธอต้องหลบไปอยู่ด้านหลังแม่ของตน
“จริงหรือไม่หมี่ลี่” ปู่หว่านหันมาถามหลานสาวถึงเรื่องที่หว่านเหวินเปียวพูดมา
“พ่อคะ รู้กันอยู่แล้วว่าหมี่ลี่และซูฉีไม่ค่อยถูกกันเท่าไร แล้วหมี่ลี่จะพาซูฉีไปในเมืองทำไม ใครกันที่พูดแบบนี้ นี่เป็นการใส่ร้ายกันชัด ๆ” ปี้เจียวออกหน้าแทนลูกสาว เธอไม่ต้องการให้หว่านหมี่ลี่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา
“นั่นสิ เรื่องนี้มีหลักฐานหรือไม่ล่ะ กล่าวหากันแบบนี้มันไม่ดีเลยนะ” ย่าหว่านออกหน้าปกป้องหลานสาวอีกคน นางไม่คิดว่าหว่านหมี่ลี่จะกล้าล่อลวงหลานสาวจากบ้านรองไปกลางวันแสก ๆ แบบนี้
“ผมเอง ผมเป็นคนเห็นผู้หญิงคนนี้ฉุดกระชากซูฉีไป ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่เห็นทั้งสองเดินไปด้วยกัน และมุ่งหน้าเข้าเมือง”
จื่อหานเดินเข้ามาพร้อมกับชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่สามารถเป็นพยานในครั้งนี้ได้
ชาวบ้านทุกคนที่มาด้วยล้วนดีกับจื่อหาน เนื่องจากทุกครั้งที่ชายหนุ่มล่าสัตว์มาได้ มักจะเอามาแบ่งปันให้เสมอ ชาวบ้านที่เห็นทั้งสองเดินไปด้วยกัน จึงยินดีที่จะมาเป็นพยานให้ในครั้งนี้
ยิ่งมีพยาน และชาวบ้านเห็นว่าหว่านหมี่ลี่เป็นคนพาหว่านซูฉีเข้าเมือง สองแม่ลูกเริ่มใจไม่ดีกลัวว่าจะถูกจับได้เรื่องที่ขายหว่านซูฉีไปแล้ว
“ต่อให้ทั้งสองคนจะเข้าเมืองพร้อมกันอย่างที่ถูกชาวบ้านกล่าวหา แต่ใช่ว่าทั้งสองจะไปด้วยกัน อีกอย่างซูฉีไม่ใช่เด็กสามขวบและเธอเคยเข้าเมืองมาก่อน จะเอาตัวรอดไม่ได้เชียวหรือ”
คำแก้ตัวแบบนี้แทบจะไม่มีใครอยากเชื่อ แลคล้ายกับเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าหว่านหมี่ลี่และหว่านซูฉีเข้าเมืองด้วยกัน
“นี่คงเป็นคำตอบของป้าสะใภ้ที่พูดว่า หมี่ลี่เข้าเมืองกับซูฉีใช่ไหมครับ แล้วทำไมน้องสาวผมถึงไม่กลับมาด้วยล่ะ หรือคิดวางแผนร้ายอะไรกัน จริงสิ อีกไม่นานซูฉีต้องเข้าพิธีแต่งงานกับผู้พันหยางแล้ว...”
“แกพูดเรื่องอะไร ใครคิดร้ายอะไรกัน ไม่ว่าหลานคนไหนได้แต่งกับท่านผู้พัน ยังไงบ้านหว่านย่อมมีหน้ามีตาอยู่แล้ว เรื่องทำร้ายกันเพราะต้องการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น”
ย่าหว่านเริ่มร้อนตัว นางเองที่เข้าร่วมแผนการให้เอาหว่านซูฉีไปซ่อน ในใจเวลานี้ก่นด่าลูกสะใภ้ไม่หยุดที่ทำอะไรไม่บอกกันก่อน โดยย่าหว่านไม่รู้เลยว่า ลูกสะใภ้และหลานสาวคนโปรดได้ขายหว่านซูฉีไปแล้ว อีกทั้งยังได้เงินมากถึงสามร้อยหยวน
“ดี ดีมากครับ ในเมื่อย่าพูดแบบนี้ออกมา แสดงว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรกับซูฉี บ้านหว่านย่อมไม่มีวันเกี่ยวข้องใช่หรือไม่”
หว่านเหวินเปียวกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ไม่คิดว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ย่าของเขายังคงให้ท้ายบ้านใหญ่อยู่อีก แล้วชีวิตน้องสาวของเขาไม่มีความหมายเลยใช่ไหม ชายหนุ่มหันมองหน้าปู่ด้วยความน้อยใจ พลันคิดว่านี่ปู่ไม่คิดจะออกหน้าเรื่องนี้เลยหรืออย่างไร
ปู่หว่านเห็นสายตาของหลานชายจากบ้านรองที่มองมาคล้ายกับคนน้อยใจ ก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้
“ไม่ว่าใครจะผิดจะถูก ฉันก็ไม่ต้องการให้มาทะเลาะกันเองในเรื่องนี้ เรารออีกสักพักเถอะเผื่อซูฉีจะกลับมาเอง”
เจอประโยคนี้ของปู่เข้าไป ไม่เพียงแต่หว่านเหวินเปียวเท่านั้นที่มองอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่ชาวบ้านคนอื่น ๆ ต่างก็ไม่เชื่อหูตัวเอง ว่าคนเป็นปู่จะกล้าพูดแบบนี้ออกมา คล้ายกับไม่ห่วงใยหลานสาวจากบ้านรองเลย
“ปู่คิดเช่นนั้นหรือครับ” เหวินเปียวถามเสียงสั่น ก่อนหน้านี้เขายังมีความเชื่อว่า อย่างไรปู่ก็ยังเป็นกลางและไม่เข้าข้างบ้านใดบ้านหนึ่ง แต่การกระทำในครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า ปู่ก็ยังเอนเอียงไปทางบ้านใหญ่ไม่ต่างกับย่าเลยสักนิดเดียว
“แล้วแกจะให้ปู่ทำยังไงล่ะอาเปียว เวลานี้แทนที่จะมาทะเลาะกัน สู้ออกตามหาซูฉีไม่ดีกว่าหรือ ทะเลาะกันโทษกันไปมามันดีนักหรือไง อับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเปล่า ๆ”
“ครับ ผมจะออกตามหาน้องอยู่แล้ว แต่ว่าหากเย็นแล้วซูฉียังไม่กลับมา รบกวนปู่ช่วยแยกบ้านให้ผมด้วย ผมไม่ยินดีจะอยู่บ้านหลังนี้อีกต่อไป” หว่านเหวินเปียวตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องแยกบ้านให้ได้ เขาไม่คิดจะเอาเรื่องนี้ของน้องสาวมาอ้าง แต่การกระทำของทุกคน ทำให้เขาไม่อยากหายใจร่วมกับคนพวกนี้อีกแม้กระทั่งคนเป็นปู่
“มันเกินไปไหม เรื่องนี้ถึงขั้นแยกบ้านเลยหรือ”
ย่าหว่านขัดขึ้นอย่างไม่ยินยอม หากบ้านรองแยกบ้านได้แต้มของบ้านเธอก็จะลดน้อยลง อาหารและเงินที่ได้จากคอมมูนย่อมหายไปด้วยเช่นกัน นี่จึงเป็นเรื่องที่เธอยอมไม่ได้
“ได้สิ ปู่ยินยอม หากเย็นนี้ซูฉียังไม่กลับมานอกจากปู่จะให้อาเปียวแยกบ้านแล้ว ปู่จะพาอาเปียวไปแจ้งความด้วยตัวเอง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันออกตามหา และถ้าการหายตัวไปของซูฉีเกิดจากคนของบ้านหว่านจริง ๆ ปู่ยินดีจะพาคนกระทำผิดเข้าคุกเอง”
ไม่มีใครคาดคิดว่าปู่หว่านจะเอ่ยคำพวกนี้ออกมา นี่จึงทำให้สองแม่ลูกอย่างปี้เจียวและหมี่ลี่เริ่มร้อนรนขึ้นมาอีกครั้ง
ถ้าหากเรื่องนี้ไปถึงเจ้าหน้าที่ พวกเธอคงไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ อีก ทางที่ดีต้องขัดขวางเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และทางออกของเรื่องนี้ก็คือต้องหาโอกาสพูดกับแม่สามีให้ชัดเจน ก่อนที่เรื่องจะลุกลาม
หว่านเหวินเปียวมองปู่ของตนอย่างไม่คาดคิดว่าท่านจะพูดสิ่งนี้ออกมา พร้อมกับเอ่ยขอโทษในใจที่ก่อนหน้านี้เขาพูดไม่ดีออกไป
ปู่หว่านไม่ได้นิ่งนอนใจกับการหายตัวไปของหลานสาวจากบ้านรอง
หลังจากนั้น ทุกคนที่รู้ข่าวการหายตัวไปของหว่านซูฉี ต่างก็ช่วยกันออกตามหา โดยมีจื่อหานรับอาสาไปตามหาในเมืองเอง
เพราะเรื่องนี้เกินความคาดหมายของนายหญิง และเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก
ความสุขที่ต้องการเมื่อเข้าเดือนที่สี่หว่านซูฉีพบว่าแม้เห็นหน้าหยางซีห่าวเล็กน้อย รู้สึกว่าเขามองอยู่ก็คลื่นไส้แล้ว หญิงสาวจึงอดกลั้นแล้วบอกให้สาวใช้ออกไปเรียกชายหนุ่มมานั่งคุยกันเสียหน่อย“ภรรยาเอ่อ…พี่นั่งได้หรือครับ” หยางซีห่าวเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เห็นเพียงหญิงสาวเมินหน้าหนีก็เข้าใจในทันทีว่าเธอยังไม่หายอาการนั้น“อุ่ก คือฉันคิดว่า อึ่ก…” หว่านซูฉีใช้มือลูบหน้าท้องเบาๆ คิดในใจว่า ‘ลูกรักแม่ขอคุยกับพ่อสักหน่อยได้ไหมคะ’ ทันใดนั้นอาการอยากอาเจียนก็เหมือนค่อย ๆ บรรเทาลง แต่พอจะหันไปมองหน้าเขาก็เป็นเหมือนเดิม เธอจึงต้องจำใจหันหน้าไปอีกด้านเพื่อคุยกันให้จบ“พี่ซีห่าว เชื่อเรื่องของชาติภพไหมคะ” หว่านซูฉีเอ่ยถาม“พี่ไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้เริ่มเชื่อแล้ว หรือชาติก่อนพี่เป็นศัตรูกับลูก เขาถึงได้รังเกียจพี่นัก” หยางซีห่าวเอ่ยถามอย่างกังวล“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่พี่ช่วยแตะลูกและพูดกับลูกดีดีสักครั้ง พูดอะไรก็ได้จากใจพี่ได้ไหม” หว่านซูฉีอยากลองดู หากมันจะช่วยได้สักทางเธอรู้สึกเหมือนลูกเข้าใจทั้งเธอและหยางซีห่าวมันเป็นสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดมาก หรืออาจเป็นเพราะทั้งคู่รักกันมากจนกลายเ
เหม็นหน้าสามีนี่เป็นครั้งแรกที่จิงหลันได้พบกับจิตสังหาร เธอคิดว่าตนเองแข็งแกร่งพอแล้วเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่านายพล และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งกรำศึกมานักต่อนัก แต่เมื่อเห็นหว่านซูฉีก็พบว่าตนเองนั้นเป็นเพียงมดเท่านั้น จิตสังหารของหว่านซูฉีบดขยี้จิตใจของจิงหลัน จนเธอได้แต่พึมพำ ขดตัวลงด้วยความหวาดกลัวในทันใดแตกต่างจากเพ่ยจีที่ยังมีความนึกคิดแม้จะโดนข่มขู่ หว่านซูฉีจัดการกับจิงหลันอย่างเลือดเย็น เหมือนที่เธอกล้าลงมือกับพ่อลูกหยางอย่างเลือดเย็น ทั้งที่อยู่ด้วยกันมายี่สิบปีอย่างน้อยก็ควรรู้สึกเหมือนเป็นคนในครอบครัวบ้าง ไม่ว่าจะโดนกีดกันอย่างไร อาศัยบ้านเขามียี่สิบปีกลับไม่มีสำนึกใดใดเลยหรือ?เธอเกลียดคนที่กล้าหักหลังเจ้าบ้าน เพราะเธอเองก็เคยโดนหักหลังเช่นกัน เพียงแต่ความผูกพันน้อยนิดหว่านซูฉีไม่คิดเก็บมาใส่ใจ“ฉีเอ๋อร์ อย่าใส่ใจเลย จิงหลันกับเพ่ยจีพ่ายแพ้แล้ว พวกเขาจะโดนจับขังลืมหรืออะไรก็ตามที่น้องต้องการ” หยางซีห่าวเอ่ยบอกกับภรรยาที่นักของเขาเพื่อให้เธอผ่อนคลายลงบ้างสักนิด“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเตรียมคุกพิเศษไว้ให้เพ่ยจีแล้ว” ว่าแล้วหว่านซูฉีก็ก้มลงมองบาดแผลบนแขนของสามีแล้วยังลูบไปตามตะเข็บที่
ภรรยาท้องแล้ว“พี่โทรศัพท์ไปแล้วไม่มีคนรับ ประเดี๋ยวพี่จะไปรับพวกเขาด้วยตัวเอง ภรรยาเข้าไปกินข้าวกับคุณพ่อก่อน…จิงหลันเองก็มาด้วยในวันนี้ ระมัดระวังตัวด้วย” ชายหนุ่มมองเข้าไปในห้องอาหารก็กระซิบบอกภรรยาด้วยความห่วงใย“ไปเถอะค่ะ ฉันจะเก็บอาหารเช้าไว้ให้” หว่านซูฉีส่งสามีออกไปแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องอาหาร“แล้วซีห่าวล่ะจ๊ะ หนูซูฉี” จิงหลันเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นหน้าหว่านซูฉี“พี่ซีห่าวรีบไปตามพี่ชายและพี่สะใภ้ฉันให้มาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ เพราะเห็นว่าฉันยังเศร้าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา คุณป้ามีอะไรหรือเปล่า” หว่านซูฉีเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่เกรงกลัว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำตัวอ่อนแอต่อหน้าใครแล้ว“ไม่…ไม่มีจ๊ะ” จิงหลันยิ้มแหย นึกในใจว่าหว่านซูฉีเลิกทำตัวเป็นดอกบัวขาวเมื่อไหร่กัน? หรือพอโดนเปิดโปงแล้วก็คิดจะวางมาดเป็นนายหญิงซูทันที เมื่อคิดดังนั้นก็อดรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นไม่ได้“ซูฉีอย่าคิดมากเลยนะ ช่วงที่ผ่านมาพ่อกังวลกับลูกแทบแย่ ไม่รู้ว่าลูกไปอยู่ไหนมา ดูสิผอมลงเยอะเลย กินเยอะๆนะ เอาส่วนของพ่อไปทั้งหมดเลยก็ได้” นายพลหยางกล่าวจบก็ยื่นชามของตัวเองให้ลูกสะใภ้หว่านซูฉีที่คิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรเพื่อกำจ
ไม่เคยโทษตัวเองบ้านสกุลหว่านนั้นวุ่นวายอย่างมากจนเป็นที่โจษจันไปทั่วหมู่บ้าน ชื่อเสียงดีงามที่สั่งสมมาสามรุ่นพังทลายลงก็ตรงนี้แต่บ้านสกุลหว่านมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรนั้น ต้องกล่าวถึงเรื่องราวหลังจากหว่านซูฉีแต่งงานไปเมื่อปู่หว่านเดินทางเข้าเมืองไปเป็นญาติผู้ใหญ่ให้หว่านซูฉี ย่าหว่านก็แสร้งแกล้งป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น จนเมื่อปู่หว่านกลับมาและคิดจะหย่าขาดจากภรรยาดีหรือไม่เห็นดังนั้น ก็ตัดสินใจฟังคำแนะนำของหลานสาวหลานชาย มุ่งหน้าไปเฝ้าสุสานประจำตระกูล อาศัยอยู่ที่ทางขึ้นสุสานตลอดทั้งปีไม่ได้กลับลงมาอีกเมื่อย่าหว่านได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจในทีแรก เพราะคนที่เฝ้าสุสานตระกูลยังได้รับเบี้ยหวัด และแต้มคะแนนงานส่วนแบ่งจากตระกูลประจำทุกวันไม่ขาด คนชราที่ไม่ได้มีลูกหลานดูแลหลายคน อยากช่วยเหลือลูกหลานบ้างบางคนก็สละตนขึ้นไปประจำอยู่บนนั้นแม้โดนนินทาว่าร้ายจากเพื่อนบ้าน ย่าหว่านก็ไม่หวั่นทั้งยังรู้สึกเหมือนได้รับอิสระในการตัดสินใจ จากที่เคยต้องถามปู่ผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านก่อน ตอนนี้นางก็ตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเองหมดแล้วดังนั้นนางจึงชี้นิ้วบอกให้ลูกชายคนโตแต่งงานใหม่ทันที โดยไม่สนใจคำทัดทานของเ
จุดจบของหว่านหลี่มี่หยางซีห่าวเพิ่งเดินลงมาโดยมีทหารคนสนิทคอยรับใช้อยู่ไม่ไกล เห็นภรรยาคุยกับลูกน้องคนสนิทจบพอดีก็รีบเดินเข้าไปกอด“ภรรยา พี่คิดถึงน้องมากเลย” หยางซีห่าวป้อนคำหวานใส่ภรรยาโดยไม่สนใจสายตาใครแม้แต่น้อย“พี่ซีห่าว อายแม่บ้านสักหน่อยเถอะค่ะ” หว่านซูฉีหน้าแดง สามีของเธอหน้าหนาเหลือเกิน ไม่รู้จักอายบ้างเลย แสดงความรักในที่สาธารณะแบบนี้ หากอยู่ด้านนอกในช่วงห้าปีก่อนหน้านี้ คงได้โดนทหารแดงจับแห่ประจานทั่วเมืองไปแล้ว“พี่จะอายทำไมกันนี่บ้านของเรา อีกทั้งเราก็เป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้อง ว่าแต่เป็นอย่างไรบ้าง การค้ากับทางการเป็นไปด้วยดีไหม” หยางซีห่าวพูดออกมาอย่างคนหน้ามึนและไม่ลืมถามถึงกิจการของภรรยา“เป็นไปด้วยดีค่ะ” หว่านซูฉีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยดี“แล้วเงินพอไหม สามีของน้องรวยมากนะ ถ้าหากเงินสำหรับซื้อสินค้าไม่เพียงพอก็เบิกเพิ่มได้ สกุลหยางของเราต้องพึ่งพากิจการของนายหญิงซูแล้ว”หว่านซูฉีได้ยินแบบนั้นก็หันไปกอดสามีตอบกลับ แล้วยังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความกังวล“พี่จะไม่ยอมรับตำแหน่งกลับคืนจริง ๆ หรือคะ”“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว” หยางซีห่าวตอบพร้อมกั
เริ่มสร้างกิจการบนดินหว่านซูฉีดูแลสามีด้วยตัวเองมาตลอดจนวันเวลาผ่านไปเป็นเดือน ก่อนที่ตู้หมิงจะมาขอเข้าพบเพื่อรายงานข่าวกิจการใหม่ และเรื่องราวที่เธอได้ให้เขาไปสืบมา“ตอนนี้ร้านค้าในตลาดมืดของเรายุติทั้งหมดและปิดตลาดมืดเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนเจ้าของร้านที่มาเช่า ผมและจื่อหานส่งหนังสือให้แล้วว่า นายหญิงกำลังสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้น และเปิดพื้นที่ให้จับจองเช่า ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกินหกเดือนครับ ส่วนกิจการการในกลุ่มการค้าซูเม่ยทั้งหมด เวลานี้รัฐได้จัดทำใบอนุญาตและมอบสัมปทานให้เรียบร้อยแล้ว ร้านค้าต่าง ๆ ก็เริ่มตกแต่งแล้วครับ”หว่านซูฉีนั่งฟังพร้อมกับพยักหน้าตาม เรื่องกิจการร้านค้าเธอเองก็มีการซื้อที่ดินและร้านค้าไว้จำนวนไม่น้อย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเปิดใหม่ ส่วนเรื่องห้างสรรพสินค้าระบบนี้เธอเองเป็นคนขอไว้ และบอกแผนทุกอย่างให้กับผู้บัญชาการสูงสุดแต่เพียงแค่คนที่เคยขายในตลาดมืดของเธอเท่านั้น และทุกอย่างก็อยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของกลุ่มการค้าซูเม่ย เนื่องจากร้านค้าที่เช่าที่ในตลาดมืดของเธอนั้น เธอไม่อยากลอยแพพวกเขา แม้ว่าเวลานี้รัฐยังมีข้อจำกัดเรื่องการค้า แต่ทุกอย่างมักจะมีช่องโหว่เสมอ
จบปัญหาเสียทีจากนั้นนั้นเสียงของเลขาหนานก็ดังขึ้น เขาอ่านรายงานสิ่งที่ได้รับการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นจริง แตกต่างจากการฟ้องร้องก่อนหน้านี้ที่มีเพียงพยานบุคคลทั้งสองฝ่าย“รายงานฉบับนี้ได้กล่าวไว้ว่า ตอนนี้เกิดการขาดแคลนเสบียงอาหารจากทางใต้ ไล่มาจนถึงภาคกลางแล้ว และอีกไม่นานก็คงลามไปจนถึงภาคเหนือ เมื่
จากดำเป็นขาวหว่านซูฉีรู้ดีว่าสามีรักประเทศนี้ ส่วนเธอยังมีพี่ชายและพี่สะใภ้อยู่ที่นี่ พวกเขาเพียงต้องไปกบดานชั่วคราวเพื่อรอวันที่เธอจะสวมรอยพร้อมสร้างตัวตนใหม่เพื่อเข้ามาในประเทศได้อีกครั้งเท่านั้นเอง“แล้วพ่อ…”“คุณพ่อจะไม่โดนอะไร” หว่านซูฉีหลบตาสามี เธอคิดจะทิ้งสิ่งที่พ่อสามีสามารถใช้ต่อรองกับกอ
บทที่ 37 บอกความจริงพี่ชายหว่านเหวินเปียวที่โดนไล่ให้กลับบ้านไปก่อน ตู้หมิงบอกเพียงว่า ‘วันนี้ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว’ ทั้งที่เขายังทำงานไม่เสร็จ ก็รู้สึกแปลกประหลาดใจจนพูดไม่ออก แต่ก็ยอมกลับบ้านด้วยความยินดีเพราะห่วงภรรยาที่อยู่บ้านคนเดียวเขาเดินกลับมาบ้าน ระหว่างทางเห็นทหารแดงกลุ่มหนึ่งที่กำลังบุกเ
บทที่ 34 แผนนายท่านเป๋อข้อมูลของอีกฝ่ายได้มาน้อยนิดนั้นเป็นเรื่องปกติมาก เพราะการสืบข่าวของคนในองค์กรยุคนี้ ก็ไม่ต่างกับการสอดแนมและกลายเป็นสายลับได้โดยง่ายเมื่อโดนอีกฝ่ายจับได้ เวลานี้ลูกน้องของนายท่านเป๋อโดนจับตัวไปพร้อมกับถูกยัดเยียดข้อหาสายลับร่วมสองคนแล้วปัง!! เสี่ยงทุบโต๊ะด้วยความไม่พอใจของ







