로그인จื่อหานสะกดรอยตามมาจนเจอ เขาแอบซุ่มดูอยู่บนต้นไม้ว่านายหญิงของตนเองจะได้รับอันตรายหรือไม่ แต่เมื่อเห็นจำนวนของฝ่ายตรงข้ามก็คลายกังวล เนื่องจากรู้ดีว่านายหญิงซูนั้นเก่งกาจเรื่องการต่อสู้ทุกแขนงมากแค่ไหน
ทว่าสิ่งที่เขากังวลใจกลับเป็นท่านผู้พันหยางเสียมากกว่า คราวนี้ท่านผู้พันคงรู้แล้วว่าเจ้าสาวของตนเองไม่ใช่คนอ่อนแอหรือขี้ขลาดอย่างที่เห็นและได้ข่าวมา
“รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ช่าง แต่วันนี้เธอไม่มีทางหลุดรอดไปจากมือของพวกเราแน่” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาอย่างย่ามใจ
“มันต้องดูต่อว่าพวกพี่ชายสามารถรักษาลมหายใจของตนเองได้หรือไม่ เพราะฉันไม่เคยใจดีกับคนที่คิดร้ายหรือจ้องทำลายฉัน จำไว้ !!” ประโยคสุดท้ายช่างเย็นชายิ่งนัก
หว่านซูฉีไม่คิดจะรีรออะไรอีก เพราะมันจะเสียเวลา และไม่มีใครรู้ว่าหว่านซูฉีเอามีดมาจากไหน กว่าที่กลุ่มชายจะฉกรรจ์รู้ตัวอีกที ก็เมื่อมีดที่แหลมคมปาดเข้าที่คอพวกเขาแล้ว
การกระทำของหว่านซูฉีเป็นไปอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว ไม่นานชายทั้งห้าก็ล้มลง เอามือกุมลำคอตนเองพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หายไป
“ถ้าอยากรอด ช่วยบอกฉันได้ไหมว่าใครสั่งมา” หว่านซูฉีเวลานี้ไม่ต่างจากยมทูตที่มาปลิดชีวิตของคนเลว
“กะ…แกมันนางปีศาจ” ชายที่ดูคล้ายกับจะเป็นหัวหน้าเริ่มหวาดกลัว ไม่คิดว่างานในครั้งนี้จะคร่าชีวิตลูกน้องทั้งหมดที่พามาด้วย เงินหนึ่งพันหยวนมันไม่คุ้มค่ากับชีวิตของเขาเลยจริง ๆ
“โอ๊ะ ! พี่ชายเป็นคนแรกเลยนะที่เรียกฉันว่าปีศาจ แต่รู้อะไรไหมคำว่าปีศาจ มันยังน้อยไปที่จะเรียกฉัน”
สิ้นคำเธอก็ประชิดร่างของเขาด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะพรากลมหายใจของชายคนนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ
หว่านซูฉีหันซ้ายหันขวา จนรู้ว่านอกจากจื่อหานแล้วยังมีคนของว่าที่สามีอยู่ด้วย ‘ฝากเก็บกวาดด้วยนะ’
จากนั้นเธอจึงเดินออกมาจากตรงนั้นทันที
จื่อหานเมื่อเห็นว่าเจ้านายปลอดภัยแล้วก็รีบออกมาจากจุดนั้นเช่นกัน เพราะกลัวว่าฝั่งของท่านผู้พันหยางจะรู้ถึงการมีตัวตนของเขา
“หึ ๆ ไม่ใช่กระต่ายน้อยจริง ๆ ด้วย เก็บกวาดให้เรียบ อย่าให้เรื่องนี้สาวมาถึงว่าที่ภรรยาฉันได้” หยางซีห่าวยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะสั่งการให้ลูกน้องและคนสนิทจัดการเก็บกวาดรวมถึงทำลายหลักฐานที่จะสาวไปถึงภรรยาในอนาคตของตนเอง
“นายครับ แบบนี้ไม่ใช่กระต่ายน้อยหรือกระต่ายป่าอย่างที่นายบอกแล้วนะครับ แต่เป็นแม่เสือเสียมากกว่า” หากให้พูดจริง ๆ แม่เสือก็คงไม่ใช่ นอกจากคำว่ายมทูตแล้ว ดูแล้วไม่มีคำไหนมาเทียบกับการกระทำของว่าที่คุณนายได้เลย
‘ผมขอไว้อาลัยให้กับท่านผู้พันล่วงหน้า อย่าออกนอกลู่นอกทางเชียวนะครับ แล้วจะหาว่าผมไม่เตือน’ อานเผิงเอ่ยในใจ เนื่องจากไม่อยากส่งเสียงตอบกลับมานั่นเอง
ผู้พันหยางเลือกที่จะไม่ตอบอะไร เพียงส่งสายตาคมเข้มมาให้คนสนิทเท่านั้น ทว่ามุมปากกลับมีรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ เมื่อรู้ว่าภรรยาตนเองนั้นไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่เธอกลับมีอะไรให้น่าค้นหาอีกมากมาย
จากนั้นชายหนุ่มจึงเดินจากมา ปล่อยให้ลูกน้องและคนสนิทจัดการหลักฐานตรงหน้าให้เรียบร้อย
หว่านซูฉีเมื่อเดินออกมาและเห็นว่าไม่มีใครตาม จึงเอาน้ำออกมาจากมิติเพื่อล้างคราบเลือดที่เปื้อนมือ ดีหน่อยที่เธอเข้าประชิดตัวด้านหลัง ทำให้เลือดไม่กระเซ็นเปื้อนเสื้อผ้า
พอจัดการทุกอย่างแล้วก็คิดว่าควรจะไปไหนดี หากกลับบ้านเวลานี้มันออกจะแปลกไปสักหน่อย และถ้าเข้าไปที่สำนักงานก็กลัวว่าคนของผู้พันหยางจะสะกดรอยตามจนเจอ
การกระทำของเธอในวันนี้ คงทำให้อีกฝ่ายล่าถอยและไม่ต้องคอยสอดส่องดูเธออีก
ไม่นานจื่อหานก็เดินตามมาทัน และกล่าวบางอย่างขึ้นมา
“เมื่อครู่นี้ ท่านผู้พันเห็นด้วยตาตนเองทุกอย่างครับ นายหญิง” พูดจบจึงรีบเดินจากมา เพราะกลัวว่าผู้พันหยางจะตามมาทันนั่นเอง
หว่านซูฉีทำเพียงพยักหน้ารับและกระซิบบางอย่างเพื่อให้ได้ยินกันสองคน ก่อนจะปรับท่าทางให้ตนเองกลับสู่การเป็นหว่านซูฉีหญิงสาวผู้อ่อนแอเช่นเดิม เธออยากรู้เหมือนกัน ชายที่กำลังเป็นว่าที่สามีในอนาคตจะทำอย่างไร เมื่อเธอมีถึงสองบุคลิกเช่นนี้
หญิงสาวเดินกลับได้ไม่นาน ก็มีเสียงทุ้มเอ่ยเรียกจากด้านหลัง
“ซูฉี หยุดก่อน”
“เรารู้จักกันด้วยหรือคะ” แม้จะไม่มีทีท่าหวาดกลัวเหมือนตอนอยู่บ้าน แต่หว่านซูฉีกลับไม่เผยใบหน้าที่แท้จริงของตนเองให้อีกฝ่ายรับรู้
“ผมลืมแนะนำตัว ผมชื่อหยางซีห่าว เจ้าบ่าวของคุณในอีกไม่กี่วันนี้ และต้องขอโทษด้วยที่มาแนะนำตัวช้าไป”
หยางซีห่าวอมยิ้มในใจ เขาเห็นทุกอย่างหมดแล้ว แม่กระต่ายป่ายังแกล้งทำเป็นคนอ่อนแออีกหรือ หากหญิงสาวตรงหน้าเป็นคนอ่อนแอ แล้วคนทั่วไปล่ะจะเรียกอะไรดี
แต่ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่ฉีกหน้ากากของว่าที่ภรรยา และยอมเดินตามเกมของเธอ
“คุณนั่นเอง ว่าแต่เรียกฉันไว้ทำไมคะ ฉันนึกว่าเราต้องพบกันตอนทำพิธีและตอนเข้าหอเสียอีก”
“ไม่คิดว่าคุณอยากจะเข้าหอกับผมขนาดนั้น แต่รอก่อนนะมันยังไม่ถึงเวลา”
เจอคำกล่าวหานี้เข้าไป หว่านซูฉีแทบอยากจะข่วนหน้าชายหนุ่มยิ่งนัก เธอแค่พูดไปตามเนื้อผ้า เขากลับคิดว่าเธออยากจะเข้าหอเสียได้…มันน่านัก
หยางซีห่าวเห็นแววตาดื้อรั้นและไม่ยินยอมของว่าที่ภรรยา ก็รู้สึกพอใจอย่างบอกไม่ถูก เขาอยากจะรู้นักว่าหญิงสาวที่ชื่อหว่านซูฉีคนนี้จะเก็บตัวตนต่อหน้าเขาได้อีกนานแค่ไหน
หลังจากแต่งงานและย้ายไปอยู่คฤหาสน์ตระกูลหยาง เขาไม่กังวลแล้วว่าใครจะรังแกภรรยาหรือไม่ กลัวแต่ว่าจะมีใครทำให้เธอโกรธ และโดนเล่นงานกลับจนเอาชีวิตแทบไม่รอดน่ะสิ
หว่านซูฉีปรับอารมณ์ตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างใจเย็น “ไม่ทราบว่าท่านผู้พันมาพบฉันเวลานี้ต้องการอะไรคะ”
“พอดีผมนึกขึ้นได้ว่าใกล้จะถึงวันแต่งงานเข้าไปทุกทีแล้ว แต่เราสองคนยังไม่เข้าไปลองชุดแต่งงานเลย วันนี้ตั้งใจจะเข้าไปหาคุณในหมู่บ้าน แต่ไม่คิดว่ากลับพบคุณที่นี่เสียได้ แล้วทำไมคุณถึงมาเดินคนเดียวในสถานที่แบบนี้ล่ะ”
ชายหนุ่มเลือกที่จะลองใจว่าที่ภรรยา ซึ่งเขาเชื่อว่าเธอไม่มีทางบอกความจริง แต่ก็อยากได้ยินว่าเธอจะแก้ตัวอย่างไร
“ฉันมากับพี่หมี่ลี่ ลูกของลุงใหญ่ เธอชวนฉันมาซื้อของ แต่เมื่อครู่นี้เจอกลุ่มนักเลงเข้า พี่หมี่ลี่ตกใจเลยวิ่งหนีไปค่ะ” หว่านซูฉีเลือกที่จะบอกความจริง เพียงแค่บอกไม่หมดเท่านั้นเอง
“อ๋อ... เช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นวันนี้คุณสะดวกไปลองชุดแต่งงานหรือไม่ เสร็จเรื่องแล้วผมจะพาไปส่งบ้านหว่านด้วยตัวเอง”
หญิงสาวคิดเล็กน้อย ดีเหมือนกันหากผู้พันหยางไปส่งเธอด้วยตนเอง จะได้มีข้ออ้างด้วย ไม่รู้เวลานี้หมี่ลี่จะใส่ร้ายเธอกับบ้านหว่านไปถึงไหนแล้ว หรือไม่เวลานี้คงดีใจที่คิดว่ากำจัดเธอไปได้
“ตกลงค่ะ แต่ท่านผู้พัน...” หว่านซูฉีพูดยังไม่ทันจบ กลับโดนอีกฝ่ายพูดสวนขึ้นมา
“เรียกผมว่าพี่ซีห่าวเถอะ อีกหน่อยเราก็ไม่ใช่คนอื่นไกลกันแล้ว ฉีเอ๋อร์”
เรื่องจริงคือเขาไม่ต้องการมีช่องว่าง หรือแลดูห่างเหินกับคนที่จะมาเป็นภรรยาที่ต้องใช้ชีวิตด้วยกันจนผมขาวโพลน ส่วนเรื่องรองคือต้องการแกล้งเธอเท่านั้น ยิ่งเธอไม่ยอมเผยตัวตนเขายิ่งอยากจะแกล้ง
หว่านซูฉีเงยหน้ามองว่าที่สามีอย่างทันท่วงทีเมื่อเขาให้เธอเรียกว่าพี่ซีห่าว แต่นั่นยังไม่หงุดหงิดเท่าเขากล้าดีอย่างไรถึงเรียกเธอว่าฉีเอ๋อร์ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่ปล่อยวาง ต่อให้เขาจะเห็นเธอฆ่าคนมาแล้วก็ตาม แต่ยังไม่อยากเปิดเผยตัวเวลานี้
เราลองมาดูกันว่าใครจะประสาทเสียก่อนก็แล้วกันนะ คุณว่าที่สามี !
“ค่ะพี่ซีห่าว” หว่านซูฉีเงยหน้าขึ้นมาสบตาและยิ้มให้ชายหนุ่มอย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน
ใบหน้าสวยหวานและรอยยิ้มที่ดูสดใส ทำเอาชายหนุ่มที่แสนเย็นชาและเหี้ยมโหดในกลุ่มของนายทหารด้วยกัน ตาพร่าไปเลยทีเดียว
‘สวยเหมือนกันนะเนี่ย’
“เราไปกันเถอะฉีเอ๋อร์ ลองชุดเสร็จแล้วพี่จะพาไปกินอาหารอร่อย ๆ และอาจจะแวะไปหาคุณพ่อที่บ้าน น้องสะดวกหรือไม่”
‘นั่นไง ตัวตนของชายคนนี้ใช่คนเย็นชาจริงหรือ ก่อนหน้านี้ก็เรียกฉีเอ๋อร์ ตอนนี้คำว่าน้องก็มา’ หว่านซูฉีแทบจะระงับอารมณ์ตัวเองไม่ไหวแล้วกับความหน้ามึนของชายตรงหน้า
“ค่ะ” หญิงสาวจึงตอบรับเพียงสั้น ๆ เท่านั้น
จากนั้นผู้พันหยางจึงพาว่าที่เจ้าสาวของตนเองไปขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่ไม่ไกล เพื่อไปลองชุดแต่งงาน
ความสุขที่ต้องการเมื่อเข้าเดือนที่สี่หว่านซูฉีพบว่าแม้เห็นหน้าหยางซีห่าวเล็กน้อย รู้สึกว่าเขามองอยู่ก็คลื่นไส้แล้ว หญิงสาวจึงอดกลั้นแล้วบอกให้สาวใช้ออกไปเรียกชายหนุ่มมานั่งคุยกันเสียหน่อย“ภรรยาเอ่อ…พี่นั่งได้หรือครับ” หยางซีห่าวเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เห็นเพียงหญิงสาวเมินหน้าหนีก็เข้าใจในทันทีว่าเธอยังไม่หายอาการนั้น“อุ่ก คือฉันคิดว่า อึ่ก…” หว่านซูฉีใช้มือลูบหน้าท้องเบาๆ คิดในใจว่า ‘ลูกรักแม่ขอคุยกับพ่อสักหน่อยได้ไหมคะ’ ทันใดนั้นอาการอยากอาเจียนก็เหมือนค่อย ๆ บรรเทาลง แต่พอจะหันไปมองหน้าเขาก็เป็นเหมือนเดิม เธอจึงต้องจำใจหันหน้าไปอีกด้านเพื่อคุยกันให้จบ“พี่ซีห่าว เชื่อเรื่องของชาติภพไหมคะ” หว่านซูฉีเอ่ยถาม“พี่ไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้เริ่มเชื่อแล้ว หรือชาติก่อนพี่เป็นศัตรูกับลูก เขาถึงได้รังเกียจพี่นัก” หยางซีห่าวเอ่ยถามอย่างกังวล“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่พี่ช่วยแตะลูกและพูดกับลูกดีดีสักครั้ง พูดอะไรก็ได้จากใจพี่ได้ไหม” หว่านซูฉีอยากลองดู หากมันจะช่วยได้สักทางเธอรู้สึกเหมือนลูกเข้าใจทั้งเธอและหยางซีห่าวมันเป็นสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดมาก หรืออาจเป็นเพราะทั้งคู่รักกันมากจนกลายเ
เหม็นหน้าสามีนี่เป็นครั้งแรกที่จิงหลันได้พบกับจิตสังหาร เธอคิดว่าตนเองแข็งแกร่งพอแล้วเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่านายพล และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งกรำศึกมานักต่อนัก แต่เมื่อเห็นหว่านซูฉีก็พบว่าตนเองนั้นเป็นเพียงมดเท่านั้น จิตสังหารของหว่านซูฉีบดขยี้จิตใจของจิงหลัน จนเธอได้แต่พึมพำ ขดตัวลงด้วยความหวาดกลัวในทันใดแตกต่างจากเพ่ยจีที่ยังมีความนึกคิดแม้จะโดนข่มขู่ หว่านซูฉีจัดการกับจิงหลันอย่างเลือดเย็น เหมือนที่เธอกล้าลงมือกับพ่อลูกหยางอย่างเลือดเย็น ทั้งที่อยู่ด้วยกันมายี่สิบปีอย่างน้อยก็ควรรู้สึกเหมือนเป็นคนในครอบครัวบ้าง ไม่ว่าจะโดนกีดกันอย่างไร อาศัยบ้านเขามียี่สิบปีกลับไม่มีสำนึกใดใดเลยหรือ?เธอเกลียดคนที่กล้าหักหลังเจ้าบ้าน เพราะเธอเองก็เคยโดนหักหลังเช่นกัน เพียงแต่ความผูกพันน้อยนิดหว่านซูฉีไม่คิดเก็บมาใส่ใจ“ฉีเอ๋อร์ อย่าใส่ใจเลย จิงหลันกับเพ่ยจีพ่ายแพ้แล้ว พวกเขาจะโดนจับขังลืมหรืออะไรก็ตามที่น้องต้องการ” หยางซีห่าวเอ่ยบอกกับภรรยาที่นักของเขาเพื่อให้เธอผ่อนคลายลงบ้างสักนิด“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันเตรียมคุกพิเศษไว้ให้เพ่ยจีแล้ว” ว่าแล้วหว่านซูฉีก็ก้มลงมองบาดแผลบนแขนของสามีแล้วยังลูบไปตามตะเข็บที่
ภรรยาท้องแล้ว“พี่โทรศัพท์ไปแล้วไม่มีคนรับ ประเดี๋ยวพี่จะไปรับพวกเขาด้วยตัวเอง ภรรยาเข้าไปกินข้าวกับคุณพ่อก่อน…จิงหลันเองก็มาด้วยในวันนี้ ระมัดระวังตัวด้วย” ชายหนุ่มมองเข้าไปในห้องอาหารก็กระซิบบอกภรรยาด้วยความห่วงใย“ไปเถอะค่ะ ฉันจะเก็บอาหารเช้าไว้ให้” หว่านซูฉีส่งสามีออกไปแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องอาหาร“แล้วซีห่าวล่ะจ๊ะ หนูซูฉี” จิงหลันเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นหน้าหว่านซูฉี“พี่ซีห่าวรีบไปตามพี่ชายและพี่สะใภ้ฉันให้มาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ เพราะเห็นว่าฉันยังเศร้าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา คุณป้ามีอะไรหรือเปล่า” หว่านซูฉีเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่เกรงกลัว ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำตัวอ่อนแอต่อหน้าใครแล้ว“ไม่…ไม่มีจ๊ะ” จิงหลันยิ้มแหย นึกในใจว่าหว่านซูฉีเลิกทำตัวเป็นดอกบัวขาวเมื่อไหร่กัน? หรือพอโดนเปิดโปงแล้วก็คิดจะวางมาดเป็นนายหญิงซูทันที เมื่อคิดดังนั้นก็อดรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นไม่ได้“ซูฉีอย่าคิดมากเลยนะ ช่วงที่ผ่านมาพ่อกังวลกับลูกแทบแย่ ไม่รู้ว่าลูกไปอยู่ไหนมา ดูสิผอมลงเยอะเลย กินเยอะๆนะ เอาส่วนของพ่อไปทั้งหมดเลยก็ได้” นายพลหยางกล่าวจบก็ยื่นชามของตัวเองให้ลูกสะใภ้หว่านซูฉีที่คิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรเพื่อกำจ
ไม่เคยโทษตัวเองบ้านสกุลหว่านนั้นวุ่นวายอย่างมากจนเป็นที่โจษจันไปทั่วหมู่บ้าน ชื่อเสียงดีงามที่สั่งสมมาสามรุ่นพังทลายลงก็ตรงนี้แต่บ้านสกุลหว่านมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรนั้น ต้องกล่าวถึงเรื่องราวหลังจากหว่านซูฉีแต่งงานไปเมื่อปู่หว่านเดินทางเข้าเมืองไปเป็นญาติผู้ใหญ่ให้หว่านซูฉี ย่าหว่านก็แสร้งแกล้งป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น จนเมื่อปู่หว่านกลับมาและคิดจะหย่าขาดจากภรรยาดีหรือไม่เห็นดังนั้น ก็ตัดสินใจฟังคำแนะนำของหลานสาวหลานชาย มุ่งหน้าไปเฝ้าสุสานประจำตระกูล อาศัยอยู่ที่ทางขึ้นสุสานตลอดทั้งปีไม่ได้กลับลงมาอีกเมื่อย่าหว่านได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจในทีแรก เพราะคนที่เฝ้าสุสานตระกูลยังได้รับเบี้ยหวัด และแต้มคะแนนงานส่วนแบ่งจากตระกูลประจำทุกวันไม่ขาด คนชราที่ไม่ได้มีลูกหลานดูแลหลายคน อยากช่วยเหลือลูกหลานบ้างบางคนก็สละตนขึ้นไปประจำอยู่บนนั้นแม้โดนนินทาว่าร้ายจากเพื่อนบ้าน ย่าหว่านก็ไม่หวั่นทั้งยังรู้สึกเหมือนได้รับอิสระในการตัดสินใจ จากที่เคยต้องถามปู่ผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านก่อน ตอนนี้นางก็ตัดสินใจทุกอย่างได้ด้วยตนเองหมดแล้วดังนั้นนางจึงชี้นิ้วบอกให้ลูกชายคนโตแต่งงานใหม่ทันที โดยไม่สนใจคำทัดทานของเ
จุดจบของหว่านหลี่มี่หยางซีห่าวเพิ่งเดินลงมาโดยมีทหารคนสนิทคอยรับใช้อยู่ไม่ไกล เห็นภรรยาคุยกับลูกน้องคนสนิทจบพอดีก็รีบเดินเข้าไปกอด“ภรรยา พี่คิดถึงน้องมากเลย” หยางซีห่าวป้อนคำหวานใส่ภรรยาโดยไม่สนใจสายตาใครแม้แต่น้อย“พี่ซีห่าว อายแม่บ้านสักหน่อยเถอะค่ะ” หว่านซูฉีหน้าแดง สามีของเธอหน้าหนาเหลือเกิน ไม่รู้จักอายบ้างเลย แสดงความรักในที่สาธารณะแบบนี้ หากอยู่ด้านนอกในช่วงห้าปีก่อนหน้านี้ คงได้โดนทหารแดงจับแห่ประจานทั่วเมืองไปแล้ว“พี่จะอายทำไมกันนี่บ้านของเรา อีกทั้งเราก็เป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้อง ว่าแต่เป็นอย่างไรบ้าง การค้ากับทางการเป็นไปด้วยดีไหม” หยางซีห่าวพูดออกมาอย่างคนหน้ามึนและไม่ลืมถามถึงกิจการของภรรยา“เป็นไปด้วยดีค่ะ” หว่านซูฉีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยดี“แล้วเงินพอไหม สามีของน้องรวยมากนะ ถ้าหากเงินสำหรับซื้อสินค้าไม่เพียงพอก็เบิกเพิ่มได้ สกุลหยางของเราต้องพึ่งพากิจการของนายหญิงซูแล้ว”หว่านซูฉีได้ยินแบบนั้นก็หันไปกอดสามีตอบกลับ แล้วยังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความกังวล“พี่จะไม่ยอมรับตำแหน่งกลับคืนจริง ๆ หรือคะ”“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว” หยางซีห่าวตอบพร้อมกั
เริ่มสร้างกิจการบนดินหว่านซูฉีดูแลสามีด้วยตัวเองมาตลอดจนวันเวลาผ่านไปเป็นเดือน ก่อนที่ตู้หมิงจะมาขอเข้าพบเพื่อรายงานข่าวกิจการใหม่ และเรื่องราวที่เธอได้ให้เขาไปสืบมา“ตอนนี้ร้านค้าในตลาดมืดของเรายุติทั้งหมดและปิดตลาดมืดเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนเจ้าของร้านที่มาเช่า ผมและจื่อหานส่งหนังสือให้แล้วว่า นายหญิงกำลังสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้น และเปิดพื้นที่ให้จับจองเช่า ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกินหกเดือนครับ ส่วนกิจการการในกลุ่มการค้าซูเม่ยทั้งหมด เวลานี้รัฐได้จัดทำใบอนุญาตและมอบสัมปทานให้เรียบร้อยแล้ว ร้านค้าต่าง ๆ ก็เริ่มตกแต่งแล้วครับ”หว่านซูฉีนั่งฟังพร้อมกับพยักหน้าตาม เรื่องกิจการร้านค้าเธอเองก็มีการซื้อที่ดินและร้านค้าไว้จำนวนไม่น้อย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเปิดใหม่ ส่วนเรื่องห้างสรรพสินค้าระบบนี้เธอเองเป็นคนขอไว้ และบอกแผนทุกอย่างให้กับผู้บัญชาการสูงสุดแต่เพียงแค่คนที่เคยขายในตลาดมืดของเธอเท่านั้น และทุกอย่างก็อยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของกลุ่มการค้าซูเม่ย เนื่องจากร้านค้าที่เช่าที่ในตลาดมืดของเธอนั้น เธอไม่อยากลอยแพพวกเขา แม้ว่าเวลานี้รัฐยังมีข้อจำกัดเรื่องการค้า แต่ทุกอย่างมักจะมีช่องโหว่เสมอ
จบปัญหาเสียทีจากนั้นนั้นเสียงของเลขาหนานก็ดังขึ้น เขาอ่านรายงานสิ่งที่ได้รับการตรวจสอบมาแล้วว่าเป็นจริง แตกต่างจากการฟ้องร้องก่อนหน้านี้ที่มีเพียงพยานบุคคลทั้งสองฝ่าย“รายงานฉบับนี้ได้กล่าวไว้ว่า ตอนนี้เกิดการขาดแคลนเสบียงอาหารจากทางใต้ ไล่มาจนถึงภาคกลางแล้ว และอีกไม่นานก็คงลามไปจนถึงภาคเหนือ เมื่
จากดำเป็นขาวหว่านซูฉีรู้ดีว่าสามีรักประเทศนี้ ส่วนเธอยังมีพี่ชายและพี่สะใภ้อยู่ที่นี่ พวกเขาเพียงต้องไปกบดานชั่วคราวเพื่อรอวันที่เธอจะสวมรอยพร้อมสร้างตัวตนใหม่เพื่อเข้ามาในประเทศได้อีกครั้งเท่านั้นเอง“แล้วพ่อ…”“คุณพ่อจะไม่โดนอะไร” หว่านซูฉีหลบตาสามี เธอคิดจะทิ้งสิ่งที่พ่อสามีสามารถใช้ต่อรองกับกอ
ผลประโยชน์นายพลหยางตอนนี้อยู่บ้านสกุลโจว เขาพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนรับรองแขกเป็นส่วนใหญ่ เพราะบ้านโจวเองก็ค่อนข้างวุ่นวายเรื่องหลังบ้านเป็นเวลากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ทางคนใหญ่โตยังไม่คิดจะลงมือทำอะไรสักอย่าง นั่นทำให้นายพลหยางจิตใจเริ่มไม่สงบ ใจนั้นกลัวว่าเรื่องราวจะถูกละเลยกลายเป็นคดีและยืดเยื้อไ
บทที่ 34 แผนนายท่านเป๋อข้อมูลของอีกฝ่ายได้มาน้อยนิดนั้นเป็นเรื่องปกติมาก เพราะการสืบข่าวของคนในองค์กรยุคนี้ ก็ไม่ต่างกับการสอดแนมและกลายเป็นสายลับได้โดยง่ายเมื่อโดนอีกฝ่ายจับได้ เวลานี้ลูกน้องของนายท่านเป๋อโดนจับตัวไปพร้อมกับถูกยัดเยียดข้อหาสายลับร่วมสองคนแล้วปัง!! เสี่ยงทุบโต๊ะด้วยความไม่พอใจของ







