FAZER LOGIN‘หากมิใช่เพราะได้รับคำสั่งจากท่านอ๋อง ข้าคงกระโดดลงไปถามแล้วว่าเหลือให้ชิมสักชามหรือไม่’
เขาจับตามองอยู่ครู่ใหญ่ จนเห็นพระชายากับสาวใช้ซดน้ำแกงจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปก้นชาม จึงถอนสายตาอย่างแสนเสียดาย ก่อนใช้วิชาตัวเบาทะยานกลับไปยังตำหนักหย่งอันทันที
เมื่อโม่เฉินกลับถึงห้องหนังสือ ภาพแรกที่เห็นคือเซียวจิ้งเหยากำลังเดินวนไปมาอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะ
เสียงเคาะขอบหน้าต่างเบาๆ ดังขึ้น ก่อนองครักษ์หนุ่มจะก้าวเข้ามา
ท่านอ๋องหยุดฝีเท้าทันที
“ได้ความว่าอย่างไร ผู้ใดเป็นคนทำอาหารส่งกลิ่นรบกวนเปิ่นหวาง” น้ำเสียงยังคงเข้มขรึมดังเดิม แต่แววตากลับมีความอยากรู้อยากเห็นซ่อนอยู่จนโม่เฉินสังเกตได้
“ทูลท่านอ๋อง กลิ่นนั้นมาจากเรือนไผ่เขียวท้ายจวนพ่ะย่ะค่ะ”
คิ้วกระบี่ของเซียวจิ้งเหยาขมวดเข้าหากัน
“เรือนไผ่เขียว นั่นมิใช่ที่พักของพระชายาเอกหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ้งเหยานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนถามต่อ
“สตรีอ่อนแอผู้นั้นทำอาหารเป็นด้วยหรือ”
“พระชายาเป็นผู้ลงมือทำด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ” โม่เฉินตอบ ก่อนเผลอเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“พระชายานำกระดูกหมูที่โรงครัวคัดทิ้งมาต้มกับสมุนไพรและพริกเม็ดเล็ก หน้าตาอาหารแปลกกว่าที่เคยเห็น แต่น้ำแกงส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ กระหม่อมเห็นพระชายากับสาวใช้นั่งซดจนเกลี้ยงชาม ท่าทางเอร็ดอร่อยยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ้งเหยาชะงัก
“กระดูกหมูที่โรงครัวคัดทิ้งหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมเห็นพระชายาเลือกเฉพาะส่วนที่ยังสด นำมาล้างและลวกจนสะอาดก่อนปรุงพ่ะย่ะค่ะ” คำอธิบายนั้นทำให้สีหน้าของเซียวจิ้งเหยาผ่อนลงเล็กน้อย
เขาไม่ได้รังเกียจความยากจน หากแต่เรื่องอาหารเป็นสิ่งที่เขาระมัดระวังมากที่สุดมาตลอด หากนางนำของเสียหรือของบูดมาปรุงกินจริง คงไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยผ่านได้
ทว่าเมื่อรู้ว่านางเลือกวัตถุดิบอย่างรอบคอบ ความคิดอีกด้านกลับผุดขึ้นมาแทน
พระชายาเอกของจวนอ๋องถึงขั้นต้องเก็บของที่โรงครัวคัดทิ้งมาทำอาหารเอง
บ่าวในจวนของเขากล้ารังแกนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ
กระนั้นนิสัยระแวดระวังที่ติดตัวมายาวนานก็ยังทำให้เขาอดคิดไม่ได้ หรือว่านางจงใจทำเรื่องเช่นนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา แต่ยังไม่ทันหาคำตอบ กระเพาะอาหารกลับส่งความรู้สึกหิวขึ้นมาอีกระลอก
ยิ่งได้ยินโม่เฉินบรรยายว่าอีกฝ่ายซดน้ำแกงจนเกลี้ยงชาม ปากของท่านอ๋องก็ยิ่งแห้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“กระดูกหมูที่โรงครัวคัดทิ้ง มีสิ่งใดน่ากินกัน”
เซียวจิ้งเหยาเค่นเสียงเย็นชา พยายามทำท่าราวกับไม่สนใจแม้แต่น้อย
“นางอยากทำอะไรก็ช่างนาง อย่าให้มารบกวนเปิ่นหวางอีกก็พอ”
โม่เฉินประสานมือ
“พ่ะย่ะค่ะ” แม้ปากจะรับคำ แต่ในใจกลับอดเสียดายไม่ได้
เขานึกว่าท่านอ๋องจะสั่งให้ตนกลับไปขออาหารมาสักชามเสียอีก
เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามจื่อ ความมืดปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋อง สายลมกลางคืนพัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ
ทว่าภายในห้องบรรทมของตำหนักหย่งอัน เซียวจิ้งเหยากลับยังคงพลิกตัวไปมาบนเตียงกว้าง
เขานอนไม่หลับ ภาพอาหารที่ไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองกลับวนเวียนอยู่ในหัวอย่างน่ารำคาญ
ทั้งกระดูกหมูต้มสมุนไพร ทั้งคำบรรยายของโม่เฉิน และโดยเฉพาะกลิ่นหอมเปรี้ยวเผ็ดที่ลอยเข้ามาในห้องหนังสือเมื่อช่วงบ่าย
ยิ่งดึก ความหิวที่สะสมมาหลายวันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น กระเพาะว่างเปล่าจนเกิดอาการแสบเป็นระยะ
เซียวจิ้งเหยาลืมตาขึ้นในความมืด
‘เปิ่นหวางเพียงจะไปตรวจดูความปลอดภัยบริเวณท้ายจวนเท่านั้น’
เหตุผลนี้ฟังดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ในความคิดของเขาเอง
แม่ทัพหนุ่มดีดตัวลุกจากเตียง หยิบชุดคลุมสีดำสนิทไร้ลวดลายมาสวม ก่อนเปิดหน้าต่างและใช้วิชาตัวเบาทะยานผ่านแนวหลังคา มุ่งตรงไปยังเรือนไผ่เขียวท้ายจวนโดยไม่เรียกองครักษ์ติดตามแม้แต่คนเดียว
ไม่นาน ปลายรองเท้าสีดำก็แตะลงบนพื้นดินหลังเรือนอย่างไร้เสียง แต่ยังไม่ทันที่เซียวจิ้งเหยาจะก้าวต่อ กลิ่นหอมระลอกใหม่ก็พุ่งเข้าปะทะจมูกอย่างจัง
ท่านอ๋องหยุดนิ่ง กลิ่นนี้ไม่เหมือนน้ำแกงเมื่อช่วงบ่าย เป็นกลิ่นเนื้อย่างบนเตาถ่านที่หอมเข้มกว่าเดิม ผสมกับเครื่องเทศเผ็ดร้อนแปลกประหลาด ไขมันจากเนื้อไก่หยดลงบนถ่านเกิดเสียง ฉ่า เบาๆ พร้อมควันหอมที่ลอยกระจายไปทั่วลาน
เซียวจิ้งเหยากลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว ตรงลานดินหลังเรือน เสี่ยวเยว่กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ข้างเตาถ่าน มือหนึ่งถือพัด อีกมือพลิกไม้เสียบเนื้อไก่ที่กำลังย่างจนผิวเหลืองสวย
นางโรยเครื่องปรุงลงบนเนื้อไก่อีกเล็กน้อย กลิ่นหอมเผ็ดชาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
“หอมใช้ได้”
เสี่ยวเยว่พึมพำกับตัวเองอย่างพอใจ ก่อนหยิบไม้หนึ่งขึ้นมาดูใกล้ๆ
ไก่ย่างหม่าล่าที่นางดัดแปลงจากวัตถุดิบที่หาได้ในยุคนี้ส่งควันหอมฉุยจนคนทำเองยังแทบอดใจไม่ไหว
และในจังหวะที่กำลังจะชิมคำแรกนั้นเอง เสี่ยวเยว่กลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
นางเงยหน้าขึ้น สายตาพลันเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนของชายร่างสูงที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกล
เสี่ยวเยว่หรี่ตามอง อีกฝ่ายแต่งกายดำสนิท ยืนหลบอยู่ในเงามืด ทั้งยังมาโผล่หลังเรือนในยามวิกาลโดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย
ไม่ใช่โจรแล้วจะเป็นอะไรได้ มือที่ถือไม้ไก่ย่างชะงักอยู่กลางอากาศ ก่อนดวงตาของนางจะจับจ้องเงาร่างนั้นอย่างระแวดระวัง
แสงจันทร์กระจ่างสาดลงบนลานดินหลังเรือนไผ่เขียว ทว่าบรรยากาศกลับไม่ได้เงียบสงบอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อสายตาของหลินเสี่ยวเยว่ปรับเข้ากับความมืด นางก็มองเห็นเงาดำทะมึนของชายร่างสูงยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก
แทนที่หัวใจของอดีตฟู้ดบล็อกเกอร์สาวจะเต้นแรงด้วยความหวาดกลัวต่อภูตผีหรือโจรผู้ร้าย ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวกลับเป็นเรื่องของกิน
‘คงไม่ได้คิดจะมาขโมยไก่ย่างของข้าหรอกนะ’
“เฮ้ เจ้าตรงนั้นน่ะ ย่องมาทำลับๆ ล่อๆ แถวครัวหลังเรือนข้ามีจุดประสงค์อันใด”
เสี่ยวเยว่ไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว มือหนึ่งถือพัดตาลสำหรับเร่งไฟ อีกมือกำไม้เสียบไก่ย่างหม่าล่าที่เพิ่งทาซอสจนชุ่ม เดินอาดๆ เข้าไปหาผู้บุกรุกด้วยท่าทางเอาเรื่องเต็มที่
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทชะงักไปเล็กน้อย
เซียวจิ้งเหยาไม่คิดเลยว่าสตรีที่ขึ้นชื่อว่าอ่อนแอ ขี้ขลาด และเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนท้ายจวน จะกล้าเดินถือไม้เสียบเนื้อพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยแววตาดุดันราวกับเจ้าถิ่นจับโจรเช่นนี้
เมื่อร่างสูงก้าวพ้นเงาไม้ แสงจันทร์ก็อาบไล้ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวรูปสลัก ดวงตาคมกริบมองนางด้วยความประหลาดใจปนระแวง ขณะที่สีหน้ายังคงเย็นชาไม่เปลี่ยน
เสี่ยวเยว่กะพริบตาปริบๆ ก่อนชะงักฝีเท้าลงทันที
บุรุษตรงหน้าสูงสง่า ท่าทางองอาจ กลิ่นอายกดดันรอบกายเด่นชัด แม้จะสวมเพียงชุดสีดำเรียบง่ายก็ยังดูไม่เหมือนคนธรรมดา ที่สำคัญใบหน้าหล่อเหลาระดับพระเอกซีรีส์จีนโบราณเช่นนี้ ทำให้ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
‘หรือว่านี่คือเจิ้งอ๋อง สามีหน้าตายของข้า’
เสี่ยวเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเจื่อน
“เอ่อ... ท่านอ๋องใช่ไหมเพคะ ดึกดื่นป่านนี้ ไฉนถึงมาเดินเล่นชมจันทร์พิสดารอะไรแถวเรือนร้างท้ายจวนเช่นนี้ หรือว่างานราษฎร์งานหลวงไม่มีทำแล้ว”
ดวงตากลมเริ่มมีน้ำเอ่อคลอ เห็นได้ชัดว่าหากถูกบังคับอีกเพียงคำเดียว เสียงร้องไห้คงดังไปถึงเรือนหน้าแน่นอนเซียวจิ้งเหยาชะงัก เขาเคยนำทหารนับหมื่นออกศึก เคยรับมือศัตรูที่มีอาวุธครบมือโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแต่เด็กขวบครึ่งที่กำลังจะร้องไห้ตรงหน้ากลับทำให้ฝ่ามือของแม่ทัพไร้พ่ายเริ่มมีเหงื่อ“โม่เฉิน ทำอย่างไรดี”โม่เฉินนิ่งไปทันที“กระหม่อม ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”เซียวจิ้งเหยาตวัดตามอง“เจ้ามีประโยชน์ตรงไหน”โม่เฉินได้แต่ก้มหน้า“กระหม่อมยังไม่มีบุตรพ่ะย่ะค่ะ”ในจังหวะที่เสี่ยวเป่ากำลังสูดลมหายใจเตรียมจะแผดเสียง ประตูห้องหนังสือก็เปิดออกพอดีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น“ท่านอ๋องเพคะ เด็กวัยนี้รับกลิ่นได้ไว จะให้กินอาหารที่มีกลิ่นสมุนไพรแรงๆ ได้อย่างไรกันเล่าเพคะ”ทุกคนหันไปตามเสียง เสี่ยวเยว่ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมถาดไม้ใบเล็กที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนให้เจริญอาหารเสี่ยวเป่าที่กำลังจะร้องไห้พลันหยุดกึก จมูกเล็กสูดฟุดฟิดสองครั้ง ก่อนดวงตากลมโตจะเป็นประกาย“ม่าม้า” เจ้าก้อนแป้งคลานดุ๊กดิ๊กเข้าไปกอดขามารดาทันทีเสี่ยวเยว่หัวเราะ ก่อนก้มลงอุ้มลูกชายขึ้นมา“คิดถึงแม่หรือหิวของกินกันแน่เจ้าตัวแสบ”“อาวหม่ำ”
“ขอบใจเจ้า”หญิงสาวกะพริบตา“อยู่ดีๆ เหตุใดถึงขอบคุณหม่อมฉันเล่าเพคะ”เซียวจิ้งเหยามองนางตรง ๆ“ขอบใจที่เข้ามาในชีวิตข้า” น้ำเสียงทุ้มต่ำไม่มีท่าทีล้อเล่นเหมือนเมื่อครู่“เมื่อก่อนข้าคิดว่าอาหารเป็นเพียงสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิต ทุกครั้งที่มองสำรับ ข้าจะคิดเพียงว่าในนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่หรือไม่ ต้องตรวจอีกกี่รอบถึงจะปลอดภัย”เสี่ยวเยว่เงียบลง เซียวจิ้งเหยากล่าวต่อ“แต่หลังจากพบเจ้า ข้าถึงได้รู้ว่าอาหารหนึ่งมื้อสามารถทำให้คนรอคอยได้ สามารถทำให้คนหัวเราะ สามารถทำให้คนมากมายมานั่งล้อมโต๊ะเดียวกันได้”สายตาของเขาเลื่อนไปยังครัวที่เต็มไปด้วยผู้คน ก่อนกลับมาหานางอีกครั้ง“เจ้าทำให้โลกที่เคยมืดมน หวาดระแวงและหนาวเหน็บของข้า มีทั้งกลิ่น มีรส และมีความอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง”หัวใจของเสี่ยวเยว่ค่อย ๆ อ่อนยวบลง นางยกมือแตะแก้มคมคายของเขาเบา ๆ“หม่อมฉันก็ต้องขอบคุณท่านอ๋องเหมือนกันเพคะ”“ขอบคุณเปิ่นหวางเรื่องใด”“ขอบคุณที่ยอมเปิดใจให้หม่อมฉัน” นางยิ้ม“ตอนแรกหม่อมฉันคิดเพียงว่าจะต้องหาอะไรกินให้อิ่ม จะได้ไม่อดตายอยู่ท้ายจวน ใครจะคิดว่าสุดท้ายจะได้ทั้งครัวใหม่ ร้านอาหารใหญ่โต แล้วก็สามีจอมฟอร์มที่คอยส่
จากรางวัลที่ฮ่องเต้พระราชทาน ทั้งที่ดินทำเลทองกลางเมือง เงินทองก้อนใหญ่ และป้ายอักษรทองคำลายพระหัตถ์ ‘ภัตตาคารเสี่ยวเยว่’ จึงถือกำเนิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่นับตั้งแต่เปิดกิจการ หน้าร้านก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แถวยาวทอดไปตามถนนจนแทบไม่มีช่วงใดว่างเว้น ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน พ่อค้าวาณิช คุณชายตระกูลมั่งคั่ง หรือแม้แต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ต่างพากันมารอลิ้มลองเมนูเลื่องชื่อของพระชายาเอกทั้งหม้อไฟหม่าล่าสูตรต้นตำรับ ไก่ทอดซอสเผ็ดกรอบสองรอบ ข้าวมันไก่ตอนเนื้อนุ่ม บัวลอยลาวาน้ำกะทิอบควันเทียน และเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง ‘ชานมไข่มุกกระบอกไม้ไผ่’ ซึ่งผลิตแทบไม่ทันกับจำนวนลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามา“พระชายาเพคะ โต๊ะสามสั่งบัวลอยลาวาน้ำกะทิเพิ่มอีกสิบถ้วยเพคะ”เสี่ยวชุนในชุดผู้ดูแลร้านตัวน้อยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่รอยยิ้มกลับสดใสอย่างมีความสุขจากเด็กสาวผอมแห้งผู้เคยหวาดกลัวบ่าวไพร่ในจวน บัดนี้เสี่ยวชุนคล่องแคล่วขึ้นมาก สามารถรับมือกับลูกค้าและจัดการงานหน้าร้านได้อย่างเป็นระเบียบเสียงหนึ่งดังมาจากหน้าเตา“ข้ากำลังเคี่ยวกะทิอยู่ พอดีเลย”ซูเยว่หลินที่บัดนี้กลาย
“ภายในนี้คือไข่มุกราตรีแห่งทะเลใต้ ของล้ำค่าประจำแคว้นหนานเยี่ยน ข้าขอมอบให้เจิ้งหวางเฟยเป็นของขวัญ เพื่อแสดงความชื่นชมจากใจจริง”ฝากล่องถูกเปิดออก เผยให้เห็นไข่มุกราตรีเม็ดโตผิวมันวาวงดงาม เสี่ยวเยว่กะพริบตาปริบๆ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ของล้ำค่าขนาดนี้ หากนำไปขายคงได้เงินเปิดเหลาอาหารเพิ่มได้อีกหลายสาขาทว่ายังไม่ทันที่มือน้อยจะขยับ มือหนาของเซียวจิ้งเหยาก็ยกขึ้นขวางเสียก่อนกึก!จอกสุราทองคำถูกวางลงบนโต๊ะ เซียวจิ้งเหยาปรายตามองกล่องไข่มุกด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงของธรรมดา“ขอบพระทัยในความหวังดีขององค์ชายเยี่ยนเหวิน ทว่าในคลังสมบัติของจวนเจิ้งอ๋องมีไข่มุกราตรีอยู่ไม่น้อย พระชายาของเปิ่นหวางไม่ขาดแคลนของเหล่านี้ คงไม่จำเป็นต้องรับของกำนัลล้ำค่าจากคนนอก”คำว่า ‘คนนอก’ ถูกเน้นหนักเป็นพิเศษเสี่ยวเยว่ลอบถอนหายใจคนผู้นี้หึงจนแทบเขียนคำว่าไม่พอใจไว้กลางหน้าผากแล้วเยี่ยนเหวินเลิกคิ้ว แต่แทนที่จะไม่พอใจ เขากลับหัวเราะเบาๆ อย่างนึกสนุก“เจิ้งอ๋องช่างรักและหวงแหนพระชายายิ่งนัก” เขาหันไปรับไหสุราจากผู้ติดตาม “ในเมื่อของกำนัลไม่เป็นที่ต้องการ เช่นนั้นเรามากระชับสั
เพียงไม่นาน ของเหลวด้านข้างภาชนะก็เริ่มจับตัวเป็นเกล็ดละเอียดเสี่ยวเยว่ขูดส่วนที่แข็งตัวออกแล้วคนรวมตรงกลาง ทำซ้ำไปเรื่อย ๆจากเนื้อนมเหลว กลายเป็นเกล็ดขาวเนียนละเอียดคล้ายหิมะพ่อครัวหลายคนถึงกับเข้ามามุง“กลายเป็นเกล็ดจริงๆ”“ทั้งที่ไม่ได้แช่ในห้องน้ำแข็ง”เสี่ยวเยว่หันมา“หากมีเวลาตื่นเต้น ก็มีเวลาหั่นผลไม้ ช่วยกันเร็วเข้า” ทุกคนสะดุ้ง ก่อนรีบกลับไปทำงาน“เสี่ยวชุน หั่นแตงโม ผลท้อ สาลี่ แล้วก็ส้มเป็นชิ้นเล็ก อย่าใหญ่เกินไป”“เพคะ”“โม่เฉิน ไปเอาน้ำผึ้งกับน้ำเชื่อมดอกกุ้ยฮวามา”“พ่ะย่ะค่ะ”“หัวหน้าพ่อครัว ช่วยคั่วถั่วแล้วบดหยาบ ข้าไม่ต้องการละเอียดจนเป็นผง”“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”ในเวลาอันสั้น ห้องเครื่องที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกก็กลับมาทำงานอย่างเป็นระบบเสี่ยวเยว่ตักเกล็ดนมแช่แข็งใส่ชามทีละใบ จัดเป็นกองพูนคล้ายยอดเขา แล้วตกแต่งด้วยผลไม้สีสด ราดน้ำผึ้งผสมกุ้ยฮวาเล็กน้อย ก่อนโรยถั่วคั่วบดด้านบนเพื่อเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบเมื่อชามแรกเสร็จ หัวหน้าพ่อครัวหลวงก็ยืนมองตาค้าง“งดงามจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”เสี่ยวเยว่ยิ้ม“งามอย่างเดียวยังไม่ได้ ต้องอร่อยด้วย”นางตักชิมหนึ่งคำ เนื้อเกล็ดนม
เสี่ยวเยว่กระซิบตอบ“เรื่องเถียงคน หม่อมฉันไม่แพ้เรื่องกินหรอกเพคะ”มุมปากของท่านอ๋องกระตุกยิ้ม ทว่าบรรยากาศผ่อนคลายอยู่ได้ไม่นาน เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นขันทีจากฝ่ายห้องเครื่องหลวงคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ก่อนโน้มตัวกระซิบรายงานหัวหน้าขันที สีหน้าของหัวหน้าขันทีเปลี่ยนทันทีเขารีบก้าวออกมาคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์“ทูลฝ่าบาท เกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ขมวดพระขนง“มีเรื่องอันใด เหตุใดจึงแตกตื่นกลางงาน”หัวหน้าขันทีสูดหายใจเข้าลึก ก่อนกราบทูล“ขนมหวานพระราชทานที่เตรียมไว้สำหรับฝ่าบาท ไทเฮา และแขกบ้านแขกเมืองเกิดเสียหายจนไม่สามารถนำขึ้นถวายได้พ่ะย่ะค่ะ”เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วท้องพระโรง ฮ่องเต้ตรัสถามทันที“เกิดอะไรขึ้น”“วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวกว่าที่คาด ห้องเก็บน้ำแข็งเกิดปัญหาจนความเย็นไม่เพียงพอ ขนมวุ้นกุ้ยฮวานมแพะที่ต้องอาศัยความเย็นจึงเสียรูปและบางส่วนเริ่มเปลี่ยนสภาพ ไม่อาจนำขึ้นถวายได้พ่ะย่ะค่ะ”สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เคร่งลงทันที งานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงขุนนางภายในราชสำนัก แต่ยังมีคณะทูตและเชื้อพระวงศ์จากต่างแคว้นเข้าร่วมหากของหวานที่เตรียมไว้ไม่สามารถนำขึ้นโต







