LOGINเขาคือเพื่อนสนิทของพ่อที่เธอไม่ควรรัก... แต่กลับกลายเป็นคนเดียวที่ทำให้เธอรู้จักคำว่า 'รัก' 'เซ็กซ์' และ 'เสพติด'
View Moreเสียงประกาศเรียกผู้โดยสารเที่ยวบินชั้นเฟิร์สคลาสที่กำลังจะเดินทางไปสู่มหานครลอนดอน ดังก้องกังวานไปทั่วห้องรับรองพิเศษ VIP Lounge ของสนามบินสุวรรณภูมิ บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมหรูหรานั้นเงียบสงบ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
"ฝากแก้วตาดวงใจของฉันด้วยนะวิกเตอร์"
ธนา ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด หันไปตบไหล่เพื่อนรักที่ยืนอยู่เคียงข้างด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปนเว้าวอน แววตาของคนเป็นพ่อเต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อทอดมองไปยังร่างบางที่นั่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม
"นายไม่ต้องห่วง ธนา ไปรับตำแหน่งที่นั่นให้สบายใจเถอะ ฉันรับปากว่าจะดูแล ‘หลาน’ ให้ดีที่สุด... เหมือนเป็นลูกสาวของฉันเอง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของ วิกเตอร์ เอ่ยตอบรับเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นที่ทำให้คนฟังวางใจ
ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษในวัยสี่สิบห้าปี ยืนตระหง่านด้วยความสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรในชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลีสีเทาเข้ม ไหล่กว้าง หลังตรง และใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ถูกกาลเวลาสลักเสลาให้ดูดุดันและน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น
เสน่ห์ของเขาไม่ใช่ความหนุ่มแน่นแบบวัยรุ่น แต่เป็นความสุกงอมของผู้ชายที่ผ่านโลกมามาก ทรงอิทธิพล และอันตราย
เวเรนิกา นั่งประสานมือไว้บนตักนิ่งๆ ใต้กระโปรงพลีทสีขาวตัวสวย หญิงสาวในวัยสิบเก้าปีกำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฐานะเฟรชชี่ปีหนึ่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ใบหน้าจิ้มลิ้มสไตล์ลูกคุณหนูถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา ริมฝีปากอวบอิ่มสีพีชเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงสายตาคมกริบของ ‘คุณอาวิกเตอร์’ ที่ปรายมองมา
เธอจำเขาได้ดี วิกเตอร์คือเพื่อนสนิทที่สุดของพ่อ เป็นคุณอาใจดีที่มักจะซื้อของเล่นและขนมมาฝากเธอเสมอในวัยเด็ก แต่ช่วงสามสี่ปีหลังมานี้ วิกเตอร์ย้ายไปคุมโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ที่ต่างประเทศ ทำให้เธอแทบไม่ได้เจอเขาเลย จนกระทั่งวันนี้... วันที่พ่อต้องไปรับตำแหน่งประธานบริหารสาขายุโรปเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม และตัดสินใจฝากฝังเธอไว้ใต้ชายคาของผู้ชายคนนี้
เขาเปลี่ยนไปมาก... หรืออาจจะเป็นเธอเองที่โตพอจะมองเขาเปลี่ยนไป เวเรนิกาคิดในใจ แอบลอบมองเส้นเลือดที่ปูดนูนบนหลังมือแกร่ง และสันกรามคมกริบที่ขบเข้าหากันของเขา
"เวนิส มาหาพ่อสิลูก" ธนาอ้าแขนรับร่างบางของลูกสาวที่โผเข้ามากอดกอด รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าหวาน แม้ในใจจะแอบใจหายที่ต้องห่างพ่อเป็นเวลานาน
"หนูจะดูแลตัวเองดีๆ ค่ะ คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ" เสียงหวานใสเอ่ยอู้อี้อยู่กับอกพ่อ
"ห้ามดื้อกับคุณอาเขานะรู้ไหม กฎของวิกเตอร์คือกฎของพ่อ เขาคือผู้ปกครองของลูกนับตั้งแต่วินาทีนี้" ธนาลูบผมลูกสาวอย่างแสนรัก ก่อนจะผละออกและหันไปพยักหน้าให้เพื่อนสนิทเป็นครั้งสุดท้าย "ฉันไปก่อนนะวิกเตอร์ ขอบใจนายมากจริงๆ"
"เดินทางปลอดภัยไอ้เพื่อนรัก"
เมื่อแผ่นหลังของธนากลืนหายไปกับฝูงชนหลังประตูกระจกของจุดตรวจพาสปอร์ต บรรยากาศรอบตัวระหว่างเวเรนิกาและวิกเตอร์ก็เปลี่ยนไปทันที ความคุ้นเคยแบบพ่อลูกที่เคยมีในอดีตจางหายไป เหลือเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความประหม่า
"รถจอดรออยู่ด้านนอกแล้ว ไปกันเถอะ"
วิกเตอร์เอ่ยทำลายความเงียบ เขาไม่ได้ใช้สรรพนามเรียกตัวเองว่า ‘อา’ เหมือนเมื่อก่อน ร่างสูงหมุนตัวเดินนำออกไปโดยไม่รอคำตอบ ทิ้งให้เวเรนิการีบคว้ากระเป๋าสะพายใบเล็กและก้าวเท้ายาวๆ ตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป
@ภายในห้องโดยสารของ Rolls-Royce Phantom สีดำสนิท
แอร์คอนดิชันเนอร์เย็นฉ่ำปะทะผิวกาย แต่กลับไม่สามารถดับความร้อนรุ่มแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในช่องท้องของเวเรนิกาได้เลย เธอนั่งตัวลีบอยู่ชิดริมหน้าต่างฝั่งซ้าย ขณะที่วิกเตอร์นั่งไขว่ห้างด้วยท่วงท่าสบายๆ อยู่ทางฝั่งขวา พื้นที่กว้างขวางของเบาะหลังรถหรูระดับโลกดูแคบลงไปถนัดตาเมื่อมีผู้ชายตัวโตทรงอำนาจคนนี้นั่งร่วมอยู่ด้วย
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพง... กลิ่นของไม้ซีดาร์ผสมผสานกับใบยาสูบและอำพันจางๆ ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่บ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรีอย่างเต็มเปี่ยม ดุดัน สุขุม แต่ก็เย้ายวนจนน่าประหลาด เวเรนิกาเผลอสูดกลิ่นนั้นเข้าปอดเบาๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อเสียงทุ้มดังขึ้นฝ่าความเงียบ
"ชุดนักศึกษา... จะใส่กระโปรงสั้นแบบนี้ไปเรียนจริงๆ หรือ?"
คนถูกถามหันขวับไปมอง วิกเตอร์ไม่ได้หันมามองหน้าเธอ สายตาคมกริบของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ทว่าเวเรนิการู้ดีว่าเขากำลังพูดถึงอะไร เธอเหลือบมองกระโปรงพลีทความยาวเหนือเข่าของตัวเอง มันไม่ได้สั้นจนน่าเกลียดสำหรับเด็กวัยรุ่นยุคนี้ แต่มันคงขัดใจคนเจ้าระเบียบอย่างเขา
"นี่เป็นความยาวมาตรฐานค่ะ ค... คุณอา" เธอตอบเสียงแผ่ว พยายามดึงชายกระโปรงลงมาปิดหน้าขาขาวเนียนของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
วิกเตอร์หันกลับมามองเธอ ดวงตาสีรัตติกาลของเขาวูบไหวไปชั่วขณะเมื่อเห็นปลายนิ้วเรียวเล็กของหญิงสาวกำลังขยับผ้าบางๆ บนต้นขาอ่อน เขาจ้องมองภาพนั้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะตวัดสายตากลับขึ้นมาสบตากับดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความดื้อรั้นไว้ภายใต้แพขนตางอนยาว
"อยู่ที่นี่ เรียกฉันว่าวิกเตอร์" เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ "ตอนที่พ่อเธอไม่อยู่ ฉันไม่ใช่อาที่แสนดีของเธออีกต่อไป เวเรนิกา ฉันคือผู้ปกครอง... และกฎของฉัน ต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด"
เวเรนิกากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก คำว่า ‘วิกเตอร์’ ที่หลุดออกจากปากเขา มันทำลายเส้นกั้นความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่เธอเคยมีต่อเขาจนหมดสิ้น ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่สายเลือด เขาคือเพศตรงข้าม... เพศตรงข้ามที่อันตรายต่อจังหวะการเต้นของหัวใจเธอมากที่สุด
"ค่ะ... คุณวิกเตอร์" เธอยอมจำนนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ลึกๆ ในใจ ความขบถเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้น
วิกเตอร์ลอบมองริมฝีปากสีพีชที่เม้มเข้าหากันอย่างขัดใจของคนตัวเล็ก ริมฝีปากของเขาเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากเพียงเสี้ยววินาทีโดยที่เธอไม่ทันสังเกตเห็น เด็กดื้อ... เขาคิดในใจ สิบเก้าปีแล้วสินะ โตขึ้นเป็นบ้า... โตจนเขาแทบจะลืมภาพเด็กผู้หญิงถักเปียสองข้างในวันวานไปจนหมดสิ้น
หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัว เวเรนิกายืนสำรวจภาพสะท้อนของตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นระทึกผสมปนเปกับความประหม่า วันนี้คือวันแรกของการก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 อย่างเต็มตัวเสื้อนักศึกษาพอดีตัวสีขาวสะอาดถูกรีดจนเรียบกริบ กระดุมโลหะสีเงินประทับตรามหาวิทยาลัยติดครบทุกเม็ดตามระเบียบเป๊ะ แม้เธอจะเลือกไซส์ที่ไม่ได้รัดรูปจนน่าเกลียด แต่มันก็พอดีเสียจนเน้นย้ำให้เห็นทรวดทรงองเอววัยสาวที่กำลังเบ่งบานอย่างชัดเจน หน้าอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อผ้าขับให้ช่วงเอวดูคอดกิ่วลงไปอีก ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงพลีทสีกรมท่าเข้มจีบใหญ่ ความยาวคลุมเข่าลงมาเล็กน้อยตาม ‘กฎ’ ที่ผู้ชายจอมเผด็จการคนนั้นตั้งเอาไว้เมื่อวานเวเรนิกาหมุนตัวซ้ายขวา ถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยชุดนี้ก็เรียบร้อยพอที่จะไม่ทำให้ ‘ผู้ปกครองชั่วคราว’ ของเธอหาเรื่องดุเอาได้ เธอหยิบลิปสติกสีชมพูอ่อนมาแตะที่ริมฝีปากบางๆ รวบผมยาวสลวยขึ้นเป็นหางม้า ปล่อยปอยผมตกลงมาระกรอบหน้าเล็กน้อย ดูสดใสสมวัยเฟรชชี่ทันทีที่มือบางผลักประตูห้องนอนสีขาวออกไป กลิ่นกาแฟคั่วบดและกลิ่นขนมปังปิ้งก็ลอยมาเตะจมูก หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความม
เขาเอ่ยถามเสียงเย็นยะเยือก ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำแผ่รังสีคุกคามออกมากดดันจนบรรยากาศในห้องนั่งเล่นหรูหราดูคับแคบลงไปถนัดตาเขาเดินอ้อมโต๊ะอาหารมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเธอ เวเรนิกาสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากเรือนกายแกร่ง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นกาแฟทำให้ประสาทสัมผัสของเธอปั่นป่วนไปหมด สองมือเล็กกำเข้าหากันแน่นบนตัก พยายามไม่แสดงความหวาดหวั่นออกมา"ถ้าพ่อเธออยู่ เขาอาจจะปล่อยปละละเลยให้เธอทำตัวอิสระแค่ไหนฉันไม่สน" วิกเตอร์ก้มตัวลงมาใกล้ สองมือหนาวางค้ำลงบนพนักพิงเก้าอี้ของเธอ กักขังร่างบางไว้ในอ้อมแขนกลายๆ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บริเวณลาดไหล่บางที่โผล่พ้นคอเสื้อยืดตัวโคร่ง"แต่ในเมื่อพ่อเธอฝากชีวิตเธอไว้ในกำมือฉันแล้ว... เธอก็ต้องทำตามกฎของฉัน ทุก-ข้อ""แต่เรื่องการแต่งตัว หรือเรื่องเพื่อน..." หญิงสาวพยายามเถียง แม้เสียงจะเริ่มสั่น"สังคมมหาลัยมันไม่ได้สวยงามเหมือนทุ่งลาเวนเดอร์ เวเรนิกา" เขาขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน "เด็กผู้หญิงหน้าตาสะสวยที่เพิ่งหลุดจากอ้อมอกพ่อแม่แบบเธอ คือเหยื่อชั้นดีของพวกผู้ชายมักมาก ฉันไม่ได้ว่างพอจะไปตามเช็ดต
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาตกกระทบเตียงนอนคิงไซส์หนานุ่ม เวเรนิกาขยับตัวซุกใบหน้าลงกับหมอนขนเป็ดอย่างเกียจคร้าน กลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่นอนแปลกไปจากที่บ้าน ทำให้สติสัมปชัญญะของหญิงสาววัยสิบเก้าปีค่อยๆ ถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเธอไม่ได้อยู่ที่บ้านของตัวเองอีกต่อไปแล้ว... แต่อยู่ในอาณาจักรของผู้ชายที่ชื่อ ‘วิกเตอร์’ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวานไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกดเล่นซ้ำ สัมผัสจากวงแขนแกร่งที่ตวัดรัดเอวคอดของเธอ แผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อภายใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อดี และที่สำคัญที่สุด... นัยน์ตาสีรัตติกาลที่จ้องลึกลงมา ราวกับเปลวไฟที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็งเวเรนิกายกมือขึ้นทาบแก้มตัวเองที่จู่ๆ ก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะเพียงแค่คิดถึงกลิ่นซีดาร์วู้ดผสมวิสกี้ที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ‘บ้าจริงเวนิส... นั่นเพื่อนพ่อนะ!’ หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน พยายามย้ำเตือนสถานะระหว่างเธอกับเขาให้ขึ้นใจ ก่อนจะผุดลุกจากเตียงเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัววันนี้เธอเลือกสวมเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีขาวกับกางเกงยี
@เพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางย่านทองหล่อลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนตัวขึ้นมาหยุดที่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้า ประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงทางเดินที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีดำขลับและแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับ เพนต์เฮาส์ของวิกเตอร์กว้างขวางราวกับคฤหาสน์ลอยฟ้า ผนังกระจกบานใหญ่เปิดรับวิวแสงสียามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครได้อย่างเต็มตา การตกแต่งภายในเน้นโทนสีดำ เทา และทอง บ่งบอกถึงรสนิยมหรูหราและดุดันของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน"แม่บ้านนำกระเป๋าสัมภาระของเธอไปจัดไว้ในห้องนอนแล้ว" วิกเตอร์เอ่ยขึ้นขณะปลดกระดุมเสื้อสูทออกแล้วโยนมันพาดไว้บนพนักพนักโซฟาอย่างลวกๆ เผยให้เห็นรูปร่างกำยำและแผงอกกว้างที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวเวเรนิกายืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางห้องนั่งเล่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกแกะตัวน้อยที่หลงเข้ามาในถ้ำของราชสีห์"ห้องของเธอคือห้องประตูสีขาวทางปีกขวา..." เขายกมือขึ้นชี้ทิศทาง ก่อนจะปลดเนคไทออกจากคอช้าๆ ท่วงท่าการขยับตัวของเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์ทางเพศที่อัดแน่นจนเวเรนิกาเผลอมองตามตาไม่กระพริบ"ส่วนห้องของฉันคือห้องริมสุดทางเดิน... หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตาย ห้ามเข้าไปรบกวนฉันในห้องนั้นเด็ดขาด""เข้าใจแล้วค











