LOGINหรงหมัวหมัวพยายามตั้งสติ นางคิดจะด่าทอเฟิ่งจูหลานและข่มขู่อีกฝ่าย เพราะที่ผ่านมาเพียงแค่นางเอ่ยชื่อคุณหนูใหญ่ เฟิ่งจูหลานก็หวาดกลัวจนร้องไห้โฮแล้ว
แต่เพราะยามนี้เฟิ่งจูหลานไม่ใช่คุณหนูรองผู้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว และนางก็เบื่อที่จะต้องทะเลาะกับหรงหมัวหมัวเช่นกันอยู่ๆ หญิงสาวก็คิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ ไวกว่าความคิด นางจึงซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าของหรงหมัวหมัว จนฝ่ายตรงข้ามสลบเหมือดไปทันที เหล่าบ่าวไพร่ที่เห็นว่าแม้แต่หรงหมัวหมัวยามนี้ก็ยังไม่อาจสู้คุณหนูรองได้ นับประสาอันใดกับพวกตนที่เป็นเพียงลิ่วล้อจึงไม่กล้ามีปากมีเสียงอีก และเฟิ่งจูหลานก็ขอให้คนของเซี่ยเสวียนเย่ช่วยจับตาดูว่ามีบ่าวไพร่คนไหนลอบไปส่งจดหมายให้กับเฟิ่งหลิงหลงหรือไม่ หากมีก็ให้ทุบตีจนสลบแล้วลากตัวมาให้นางได้เลย
หลังจากจัดการยัยแก่หรงหมัวหมัวจนสลบเหมือดไปเรียบร้อยแล้ว พอมันได้สติกลับคืนมา เฟิ่งจูหลานก็บังคับให้หรงหมัวหมัวเขียนจดหมายไปแจ้งกับเฟิ่งหลิงหลงว่านางตายไปแล้ว พร้อมกับขอเงินมาทำศพและค่าเดินทางกลับเมืองหลวงสักหน่อย หรงหมัวหมัวหวาดกลัวเฟิ่งจูหลานมากจึงยอมทำตามทั้งน้ำตา เฟิ่งจูหลานพอใจมาก นางสั่งให้คนที่ไว้ใจได้นำจดหมายไปส่งให้กับเฟิ่งหลิงหลง คาดว่าครานี้เฟิ่งหลิงหลงคงจะตกรางวัลให้กับหรงหมัวหมัวอย่างงามเลยทีเดียว
นางไม่ได้ฆ่าหรงหมัวหมัว แต่ขังยัยแก่นั่นเอาไว้ในบ้าน ให้กินข้าววันละมื้อ ยามมันล้มป่วยก็ไม่ได้ให้คนพาท่านหมอมารักษา มันจะได้รู้บ้างว่าตอนที่เจ้าของร่างเดิมทรมานนั้นรู้สึกเช่นไร!
ด้านเซี่ยเสวียนเย่นั้นเขาก็ส่งคนมาแจ้งกับนางว่า ตนเองมีเรื่องต้องจัดการ ที่นัดหมายกันเอาไว้ให้เลื่อนไปก่อนสักสองวัน
สองวันนี้เฟิ่งจูหลานจึงเดินสำรวจรอบๆ บ้านสวนเกษตร พบว่าที่นี่ไม่เพียงปลูกผักเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่ยังมีที่ดินอีกไม่น้อยเลย และรอบๆ ที่ดินนั้นยังมีต้นดอกท้อ ดอกเบญจมาศ และดอกกุหลาบจีนปลูกอยู่เต็มไปหมด
เมื่อสอบถามกับบ่าวไพร่ก็ทราบว่าคนงานที่นี่มักจะปลูกดอกไม้ตามฤดูกาลส่งไปขายที่เมืองหลวง อยู่ๆ เฟิ่งจูหลานก็คิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ในเมื่อตอนนี้นางยังหาทางกลับไปยังโลกอนาคตไม่ได้ เช่นนั้นก็หาลู่ทางทำมาหากินให้ตนเองก่อนเถอะ จะเอาแต่ร้องไห้โฮเหมือนคุณหนูตกอับก็คงไม่ไหว สองวันนี้ระหว่างที่รอข่าวจากเซี่ยเสวียนเย่ นางก็เริ่มทดลองทำแผ่นมาร์กหน้าผสมผงไข่มุกและดอกท้อขึ้นมา
เพราะการทะลุมิติมาคราวนี้ไม่ได้มีมิติวิเศษคอยช่วย นางจึงใช้ความรู้ที่ตนเองพอมีอยู่บ้างมาลองทำสิ่งเหล่านี้ เฟิ่งจูหลานนำเปลือกส้มมาต้มกับน้ำที่คั้นได้จากกลีบดอกท้อ จากนั้นนางก็ผสมน้ำผึ้งและผงไข่มุกบดละเอียดลงไป โชคดีที่ได้เงินมาจากเซี่ยเสวียนเย่ นางจึงนำไปซื้อไข่มุกมาบางส่วน ไข่มุกที่นี่ราคาค่อนข้างแพงนิดหน่อย นางจึงซื้อมาพอทดลองใช้เท่านั้น จากนั้นนางก็นำส่วนผสมที่เคี่ยวจนได้ที่มาบรรจุใส่ขวดแก้วและใช้ผ้าขาวบางๆ คลุมเอาไว้เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก เนื้อสัมผัสที่ได้จะเป็นเนื้อเจลลี่นุ่มยืดหยุ่น เมื่อทาลงไปบนใบหน้า เนื้อเจลจะเซ็ตตัวเป็นแผ่นบางๆ และสามารถลอกออกได้เป็นแผ่นเดียว ไม่เปรอะเปื้อน ไม่เยิ้มติดผิวจนเหนียวเหนอะหนะ หลังใช้ใบหน้าจะเย็นสบายอย่างยิ่ง
นางทดลองใช้กับตนเองและเหล่าสาวใช้ก่อน ถงเสี่ยวและเหล่าสาวใช้ถึงกับตื่นเต้นและชอบเจ้ามาร์กหน้าตัวนี้เป็นอย่างมาก เฟิ่งจูหลานยิ้มแย้มอารมณ์ดีอย่างยิ่ง หนทางทำมาหากินของนางเริ่มต้นขึ้นแล้ว และนางจะหาทางต่อยอดมันไปอีกเรื่อยๆ
สองวันต่อมาเซี่ยเสวียนเย่ก็ส่งคนมารับนางที่บ้านสวนเกษตร เฟิ่งจูหลานนำกระปุกมาร์กหน้าติดมือไปด้วย รถม้าเคลื่อนไปตามทางเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านหลังเล็กที่อยู่ติดเชิงเขาในป่า ทันทีที่นางก้าวเดินลงมาจากรถม้าก็พบเข้ากับเซี่ยเสวียนเย่ที่กำลังยืนรออยู่ เมื่อเขาเห็นนางก็รีบเดินเข้ามาหาทันที ก่อนจะมองขวดแก้วที่นางถือเอาไว้
“นี่เจ้านำสิ่งใดมาด้วย?”
“อ๋อ ของที่จะทำเงินให้หม่อมฉันได้น่ะเพคะ แต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะ พระองค์ทรงเรียกหม่อมฉันมามีเรื่องใดหรือเพคะ?”
“ข้าหาวิธีพาจูจูกลับเข้าร่างได้แล้ว และยังหาทางส่งเจ้ากลับไปยังโลกของเจ้าได้อีกด้วย”
“จริงหรือเพคะ!?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
เรื่องราวที่ผูกร้อยเรียงกันเช่นนี้ ค่อนข้างทำให้เฟิ่งจูหลานรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ที่ไปติดต่อร้านค้านางไม่เคยรู้เลยว่าร้านแห่งนี้มีความเกี่ยวพันกับเสิ่นสวินมากถึงเพียงนี้ ทำให้นางค่อนข้างเหนือความคาดหมายอย่างมากเสิ่นสวินรีบสั่งให้คนนำของเหล่านั้นเข้าไปเก็บเอาไว้ในร้านให้เฟิ่งจูหลาน ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าจะซื้อร้านของข้าเอาไว้กบดานหนีจากคำนินทาของผู้คนเสียอีก แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีหัวการค้าเช่นนี้”“เหตุใดข้าจะต้องคอยหลบหน้าผู้คนด้วย พวกเขาไม่ได้หาให้ข้ากินเหตุใดข้าต้องสนใจ เสิ่นสวินปากท่านนี่มันไม่เป็นมงคลเลยจริงๆ นะ”“บุรุษรูปงามก็ปากเสียแบบนี้แหละ”เฟิ่งจูหลานได้ฟังก็กลอกตาไปมาอย่างอดรนทนไม่ได้ นอกจากจะปากเสียและเจ้าชู้แล้ว เขายังหลงตัวเองอย่างหน้ามืดตามัวอีกด้วยเสิ่นสวินเดินเข้ามาในร้านของเฟิ่งจูหลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำการตกแต่งร้านค้าของเขาใหม่ นางไม่ได้ทำอันใดมากนัก เพียงเพิ่มของตกแต่งเล็กน้อย และบรรยากาศทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน มันทำให้เขาเริ่มคิดถึงท่านแม่ขึ้นมา เดิมทีร้านนี้แต่ก่อนเป็นร้านขายผ้าทั่วไป แต่พ
เฟิ่งจูหลานเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของเสิ่นสวิน นางรีบจัดการเก็บบัญชีเอาไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะปิดร้านและเดินตามเสิ่นสวินไปยังศาลาว่าการทันที เรื่องราวจบลงที่คนผู้นั้นถูกจับ และมันยังซัดทอดไปถึงเถ้าแก่ฉิน เถ้าแก่ร้านเครื่องประทินโฉมอีกร้านที่เปิดมาก่อนนางหลายสิบปี เถ้าแก่ฉินขัดขืนและยังวางท่าข่มขู่เจ้าหน้าที่ แต่เสิ่นสวินที่เป็นบุตรชายท่านเจ้าเมืองย่อมมีอำนาจมากกว่าเถ้าแก่ร้านค้าเช่นเขา เสิ่นสวินจึงขอร้องให้คนของทางการรีบตรวจสอบร้านค้าของเถ้าแก่ฉินเสีย เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าเครื่องประทินโฉมของเถ้าแก่ฉินมีสารปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมากและยังขายเกินราคาอีกด้วย เถ้าแก่ฉินถึงกับหน้าซีดเผือด และจ้องมองเสิ่นสวินเขม็งก่อนจะถูกคนของทางการลากตัวไปเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานก็หันมาเอ่ยขอบคุณเสิ่นสวิน“ขอบคุณท่านมาก”เสิ่นสวินพยักหน้าให้เฟิ่งจูหลานเล็กน้อย เขาทอดสายตามองบาดแผลตรงลำคอของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม“ไปหาหมอสักหน่อยดีหรือไม่?”เฟิ่งจูหลานเกือบลืมไปเสียสนิทแล้วว่าตนเองได้รับบาดเจ็บหากเสิ่นสวินไม่เอ่ยทักขึ้นมา นางส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มให้เขา“ไม่ต้องหรอก เ
ด้านเฟิ่งจูหลานนั้น เพราะยามนี้กิจการที่ร้านกำลังไปได้ดี นางจึงค่อนข้างวุ่นวายไม่น้อยเลย หญิงสาวลงทุนจ้างคนงานหยิงมาหนึ่งคนเพื่อให้คอยทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ซึ่งคนงานหญิงผู้นี้ก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้นางพอจะเบาแรงลงไปได้มาก ส่วนถงเสี่ยวก็คอยช่วยนางดูแลเรื่องงานจุกจิกภายในร้าน ด้านคนรับใช้ที่บ้านสวนตระกูลเฟิ่งเมื่อเห็นว่ายามนี้ไม่อาจพึ่งพาหรงหมัวหมัวได้อีกแล้ว จึงหันมาประจบประแจงเอาใจเฟิ่งจูหลาน คอยช่วยงานนางอย่างไม่มีข้อแม้ เฟิ่งจูหลานเองก็ไม่ใช่คนใจดำ หากคนพวกนี้ยอมรับในตัวนางอย่างจริงใจ นางก็ไม่ได้ตระหนี่เลยแม้แต่น้อย“ถงเสี่ยว ร้านที่สั่งให้ทำกล่องเครื่องประทินโฉมยังไม่นำสินค้ามาส่งอีกหรือ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามถงเสี่ยว สาวใช้น้อยที่ได้ยินอย่างนั้นก็รีบเดินเข้ามาหาเจ้านายพร้อมกับเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม“เรียนคุณหนู เห็นว่าจะมาส่งเย็นวันนี้น่ะเจ้าค่ะ”“อ้อ เช่นนั้นหลังจากเสร็จงานแล้วเจ้าก็กลับไปก่อนเถอะ ข้าจะอยู่คิดบัญชีต่ออีกหน่อย เสร็จแล้วจะรีบตามกลับไป”“เจ้าค่ะคุณหนู”ถงเสี่ยวรับคำ ตลอดทั้งวันร้านค้ามีลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย และสินค้าเดิมก็ขายหมดแล้ว คืนนี้เฟิ่งจูหลานยังต้องทำสินค
เดิมทีกุหลาบพวกนี้ในยุคโบราณมักจะนำเอาไปเคี่ยวทำน้ำหอม หรือหมักน้ำส้มสายชูเพื่อล้างหน้า แต่เพราะวิธีทำยังไม่ได้ทันสมัยเท่ากับยุคปัจจุบัน ทำให้เครื่องประทินโฉมที่ทำมาจากกุหลาบและน้ำส้มสายชูมีกลิ่นฉุน และกรดแรงเกินไปจนแสบผิวเฟิ่งจูหลานนำเมล็ดชาที่ตากแห้งแล้วมาตำจนเป็นผงละเอียด จากนั้นนางก็นำผงชาที่ตำละเอียดไปต้มกับน้ำสะอาด ด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณหนึ่งเค่อ ต่อมาก็นำมากรองเศษตะกอนออกด้วยผ้าไหมกรองละเอียด 2-3 ชั้น จะได้น้ำสกัดที่มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ ที่พอเขย่าแล้วจะเกิดฟองนุ่ม น้ำสกัดตัวนี้ล่ะคือตัวเชื่อมที่ทำให้น้ำกับน้ำมันรวมตัวกันได้ ต่อมานางก็จัดการต้มน้ำดอกกุหลาบ ผสมน้ำส้มสายชูหมักเจือจาง และน้ำผึ้ง มืออีกข้างใช้ตะกร้อไม้ไผ่กวนตีน้ำมันสกัดจากเมล็ดชาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อกวนไปเรื่อยๆ น้ำใสกับน้ำมันจะค่อยๆ เปลี่ยนสีจากของเหลวใส กลายเป็นของเหลวสีขาวนวล นุ่มลื่น มีความข้นนิดๆ เหมือนน้ำนม หลังจากนั้นนางก็ตักใส่ขวดใบใสและพักเอาไว้ และนำน้ำกุหลาบที่เตรียมเอาไว้เททับลงไปด้านบน เวลาจะใช้ให้เขย่าขวด 3-4 ครั้ง เพื่อให้เนื้อเนียนผสมเข้ากันชั่วคราวแล้วรีบหยดทาผิว เพราะสารสกัดจา
เมื่อตกลงทำสัญญากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งจูหลานและเสิ่นสวินก็ทำการจมอบเงินและทำสัญญาซื้อขายกันอย่างรวดเร็ว โดยที่เขาให้ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เป็นผู้ช่วยในที่ว่าการอำเภอมาเป็นพยานในการซื้อขายครั้งนี้ด้วย เมื่อได้ร้านค้ามาอยู่ในมือแล้ว เฟิ่งจูหลานก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก และเมื่อได้เดินดูภายในร้านนางก็ยิ่งรู้สึกชอบเข้าไปใหญ่ ภายในร้านตกแต่งได้อย่างงดงามอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นด้านหลังร้านยังมีสระบัวสวยงามตั้งอยู่ด้วย นับว่างดงามมากจริงๆ“ท่านไม่เสียดายแน่หรือที่ขายร้านนี้ ท่านเป็นถึงบุตรชายคนรองของท่านเจ้าเมือง ดูแล้วไม่น่าขาดแคลนเงิน เหตุใดต้องขายร้านนี้ด้วยเล่า?”นางหันมาเอ่ยถามเสิ่นสวินอีกคราเพราะเกรงว่าเขาจะเปลี่ยนใจ ก่อนจะมองเห็นแววความเศร้าใจสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของชายหนุ่มไป ก่อนที่เขาจะรีบเก็บสายตานั้นกลับคืนและเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดังเดิม“ข้าเบื่อแล้ว ไม่อยากจะดูแลร้านนี้ ข้าไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น มีสตรีมากมายรอให้ข้าไปเกี้ยวพาอยู่ เจ้าไม่ต้องถามให้มากความหรอกน่า ซื้อแล้วก็แล้วไปเถอะ ทำไม หรือติดใจในตัวข้า ได้ร้านไปแล้ว ยังอยากจะได้เจ้าของร้านเดิมอีกหรือ?”“หุบปากไปเถอะ
เฟิ่งจูหลานหันกลับไปมอง ก่อนจะพบเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง หน้าตาของเขาหล่อเหลา ยามยิ้มจะเห็นลักยิ้มปรากฏเด่นชัดบนข้างแก้มทั้งสองข้าง ดวงตาทั้งสองฉายแววขี้เล่นหยอกเย้า ท่าทางดูเจ้าเล่ห์อย่างมาก นางไม่เคยพบเห็นเขามาก่อน และจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่มีคนผู้นี้อยู่เลยแม้แต่น้อย“คุณชายเป็นเจ้าของร้านนี้หรือเจ้าคะ?”เฟิ่งจูหลานเอ่ยถามอย่างนอบน้อม นางสังเกตดูจากการแต่งกายของเขาแล้ว คาดว่าคงจะเป็นลูกผู้ดีมีเงินอย่างแน่นอน ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองนางพร้อมกับยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยตอบ“ใช่แล้ว นี่คือสินเดิมที่มารดาข้าทิ้งเอาไว้ให้น่ะ หากเจ้าชอบ ข้าลดราคาให้อีกก็ได้นะ”เขาเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงสวย เฟิ่งจูหลานได้ฟังเช่นนั้นก็ย่นหว่างคิ้ว เกิดมานางเพิ่งเคยเห็นคนที่เอาสินเดิมของมารดาตนเองมาขายกินเช่นนี้“ของของมารดาท่าน ไม่เก็บเอาไว้ดูต่างหน้าหน่อยหรือ เหตุใดต้องขายด้วยเล่า หากเป็นเช่นนี้ข้าไม่ซื้อดีกว่า ไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก”เมื่อเห็นว่าเฟิ่งจูหลานทำท่าจะเดินจากไป ชายหนุ่มผู้นั้นก็รีบตรงเข้ามาขวางหน้านาง พลางโบกพัดในมือและเอ่ย“จะรีบไปไหนเล่าแม่นางคนงาม เอาอย่างนี้ หาก







