Masukยามบ่ายในวังศิขรินอากาศสดชื่นเป็นพิเศษ หลังจากช่วยป้าพิไลเก็บอุปกรณ์จากห้องตัดชุดเสร็จเรียบร้อย ลลินก็ยกตะกร้าหวายใส่ผ้าเช็ดปากจำนวนหนึ่ง เดินมุ่งไปยังสวนด้านหลังวังเพราะอยากหาแสงแดดอ่อนๆ และลมเย็น ๆ เพื่อพักสมองจากความตึงเครียดเมื่อเช้า
เสียงคลื่นน้ำเบา ๆ ในสระบัวนำพาเธอมาหยุดยืนหน้าศาลาริมน้ำสีขาวสะอาด สร้างด้วยไม้เก่าแก่นำเข้า สลักลายเส้นอ่อนช้อยรูปเสือขาวอยู่ตามเสาแต่ละต้น
ลลินเคยเห็นศาลานี้ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้ามาในเขตวัง มันสวยจนอดไม่ได้ที่จะจับจ้องเนิ่นนาน และวันนี้สายลมเย็นที่พัดมากระทบผิวกาย ก็ดูจะนุ่มนวลเป็นพิเศษ เหมือนกำลังเชิญชวนให้เธอเข้าไปที่นั่น
“นั่งตรงนี้น่าจะดีนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองแล้วเดินเข้าไปในศาลา วางตะกร้าลงบนแผ่นไม้ที่นั่งในศาลา ลลินนั่งพับผ้าเช็ดปากทีละผืนด้วยความตั้งใจ
โดยที่ไม่รู้เลยว่า นับตั้งแต่ที่ลลินเหยียบเข้าไปในศาลา มีสายตาหลายคู่จับจ้องเธออยู่ และมองการกระทำของเธออย่างประหลาดใจ สาวใช้สองคนที่เดินผ่านมาถึงกับชะงักฝีเท้าแล้วหันไปกระซิบกันเบา ๆ
“นั่น…ลลินใช่ไหม ทำไมเข้าไปในศาลาเงาเสือล่ะ”
“จริงด้วย ทำไมหลานป้าพิไลถึงกล้าเข้าไปที่นั่น ไม่รู้รึไงท่านหญิงไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป”
“ตายแล้ว แบบนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นมั้ยนะ ท่านหญิงเคยบอกว่าที่ตรงนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หนิ”
สาวใช้สองคนคุยกันเบา ๆ แล้วรีบเดินผ่านไปจากตรงนั้น เพราะเริ่มรู้สึกถึงสายลมเย็นที่พัดรุนแรงมากขึ้น
ทว่าลลินกลับไม่มีความกลัวหรือความกังวลแม้แต่น้อย มีแต่ความเกรงใจ ความเคารพต่อสถานที่และลวดลายของเสือขาวที่แกะสลักอยู่บนเสาไม้ทุกต้น
บนระเบียงห้องนอนของท่านหญิง เจ้าของห้องกำลังอ่านหนังสืออยู่ตรงโต๊ะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง เมื่อเงาสีขาวของศาลาริมน้ำด้านล่างสะท้อนเข้ามาในมุมสายตา เธอหันไปมองแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง
ภาพของลลินที่นั่งอยู่ตรงศาลาทำเอาหัวใจของท่านหญิงสั่นระรัว หญิงสาวยังคงก้มหน้าพับผ้าอย่างตั้งใจราวกับไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในเขตที่คนทั้งวังให้ความเคารพอันสูงสุด
ใบหน้าคมสวยของท่านหญิงนิ่งไปพักหนึ่ง สายตายังคงจับจ้องอยู่กับสถานที่แห่งนั้น มันแปลกตรงที่ ไม่มีความผิดปกติใดเกิดขึ้น ลลินยังคงพับผ้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ไม่มีลมแรง
ไม่มีแสงสะท้อนเตือน
ไม่มีสัญญาณห้ามจากบางอย่าง
ท่านหญิงใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ เธอคว้าเสื้อคลุมกำมะหยี่ขึ้นมาสวม แล้วหยิบหนังสือนิยายเล่มหนึ่งติดมือมา รีบลงไปที่ศาลาด้วยก้าวเดินที่เร็วผิดปกติ
ผ้าเช็ดปากผืนแล้วผืนเล่าถูกพับด้วยความตั้งใจ ลลินพัฒนาฝีมืออย่างรวดเร็ว วิชาความรู้ที่ป้าพิไลสอนเธอตั้งใจเรียนรู้มันอย่างดี งานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับวังศิขรินลลินไม่เคยปล่อยผ่าน เพราะเธออยากดูแลท่านหญิง อยากทำทุกอย่างให้ท่านหญิงมีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
สายลมเย็นยังคงโอบล้อมรอบตัว เหมือนมีมืออุ่นๆ กำลังลูบศีรษะ แต่เมื่อเงยมองรอบข้างเธอก็ไม่เห็นใคร
“เราคงคิดมากไปเอง”
ลลินบ่นพึมพำแล้วทำงานต่อ จนกระทั่ง มีร่างสูงในเสื้อคลุมสีเข้มปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดิน เมื่อลลินเห็นว่าเป็นใครเธอก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
“ท่านหญิง”
หญิงสาวรีบคุกเข่าลงตรงหน้าท่านหญิงด้วยความตกใจ น้ำเสียงแผ่วเบาของเธอทำให้หัวใจของท่านหญิงสั่นไหว แต่ใบหน้ายังคงวางนิ่งดุจหิน
“ใครอนุญาตให้เข้ามานั่งในศาลาแห่งนี้ รู้รึเปล่าว่าตรงนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลเรา”
ท่านหญิงกล่าวด้วยเสียงเรียบ ดูเหมือนตำหนิ แต่ไม่ได้แข็งกร้าว
ลลินก้มหน้า “หนูไม่รู้จริง ๆ ค่ะ เห็นว่าที่ตรงนี้ดูเงียบสงบและลมพัดเย็นดี เลยมานั่งฝึกพับผ้าค่ะ”
ท่านหญิงมองเธอเงียบ ๆ วูบหนึ่งมีลมเย็นพัดผ่านด้านหลังของเธอ แต่เป็นสายลมอ่อนราวกับแค่ต้องการให้รับรู้ว่า มีอีกหนึ่งสิ่งอยู่ด้วยกันในศาลาแห่งนี้ และกำลังรอว่าศิขรินจะตัดสินเรื่องนี้อย่างไร
“ลุกขึ้น ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าแบบนั้น”
ลลินรีบทำตามอย่างลนลาน ท่าทางจริงใจแบบนั้น ทำให้ดวงตาท่านหญิงนุ่มลงโดยไม่รู้ตัว แต่เธอต้องพยายามคุมตัวเอง เพราะรู้ว่าเสือกำลังจับตาดูอยู่ทุกฝีเท้า
“ป้าพิไลได้เล่าเรื่องราวของศาลาแห่งนี้ให้ฟังรึยัง”
ท่านหญิงเอ่ยถาม ใช้น้ำเสียงช้าลงกว่าตอนแรก คนเด็กกว่าส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ค่ะ คุณป้าไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับที่แห่งนี้เลย”
ศิขรินพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ย “ตรงนี้เรียกว่าศาลาเงาเสือ เป็นสถานที่ที่มักจะปรากฏเงาของเสือขาวตัวใหญ่ประจำตระกูล ที่ตรงนี้เหมือนเป็นพื้นที่เฉพาะของเขา ห้ามใครเข้ามาโดยเด็ดขาดยกเว้นเรา”
ลลินได้รู้เรื่องราวก็ใจเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมา หากเธอรู้เรื่องนี้สักนิด คงไม่เหยียบเข้ามาในที่แห่งนี้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ทำไป ก็เพราะความไม่รู้ ไม่มีเจตนาอื่น
ระหว่างที่ก้มหน้าสำนึกผิด สายลมเย็นก็พัดผ่านด้านหลังของลลินไปเบา ๆ ราวกับบางอย่างต้องการมาทักทาย และพยายามจะบอกเธอถึงการ อนุญาต ในสถานที่แห่งนี้
ลลินไม่มีความรู้สึกกลัวสัมผัสนั้นอีกแล้ว มีเพียงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ แม้แต่ลมเย็นบนดอยก็ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกได้แบบนี้เลย
ท่านหญิงกำลังพิจารณาภาพตรงหน้า แน่นอนว่าเธอเองก็รับรู้ถึงสายลมเย็นนั้นได้ดี และเมื่อเห็นว่าลลินไม่มีท่าทีหวาดกลัวใด ๆ จึงเอ่ยขึ้น
“คราวหลัง ถ้าอยากมานั่งเล่นตรงนี้ต้องบอกเราก่อน”
ลลินเบิกตากว้าง “ได้เหรอคะ มันคือสถานที่ต้องห้ามไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ มันคือสถานที่ต้องห้าม แต่กับบางคน...เราก็อาจจะให้เป็นข้อยกเว้นได้”
“ขอบคุณท่านหญิงมากนะคะ” ลลินเอ่ยเสียงเบา “งั้น หนูขอนั่งพับผ้าตรงนี้นะคะ”
ท่านหญิงก้มลงมองตะกร้าหวายที่วางอยู่บนไม้กระดานก็เห็นว่ายังมีผืนผ้าอีกเยอะ และในส่วนของผ้าที่พับไปแล้ว ทั้งมุมและการจับจีบก็สวยกว่าเมื่อเช้าอย่างสิ้นเชิง
“ไม่ต้องแล้ว”
“หืม?” ลลินขมวดคิ้วเบา ๆ ดวงตาคู่สวยเบิกโตจนเห็นความเปล่งประกาย ภาพตรงหน้าทำเอาศิขรินใจเต้นอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ใบหน้าก็ไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกใด ๆ ออกมา
“ศาลาแห่งนี้ถ้าจะนั่งก็ต้องมีเราอยู่ด้วย เดี๋ยวคนอื่นเห็นเข้าจะคิดว่าเราให้อภิสิทธิ์กับเธอ เราไม่อยากให้ใครมองเธอไม่ดี”
ลลินพยักหน้าเบา ๆ และเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“งั้น...ท่านหญิงก็นั่งด้วยกันสิคะ” ลลินหลุบสายตาลงต่ำมองเล่มหนังสือในมืออีกฝ่าย “ไหน ๆ ก็ตั้งใจมาที่นี่ไม่ใช่เหรอคะ”
คำพูดของคนตรงหน้าทำเอาแก้มทั้งสองข้างของท่านหญิงร้อนผ่าวขึ้นมา เธอรีบแก้ต่างในคำพูดของลลิน
“เราไม่ได้ตั้งใจมาตรงนี้”
“เหรอคะ...แล้ว ท่านหญิงจะเอาหนังสือไปอ่านตรงไหนคะ” ลลินหันมองรอบวังแล้วหันกลับมาจ้องหน้าเจ้าของวังอีกครั้ง “ตรงศาลาแห่งนี้น่าจะเหมาะกับการอ่านหนังสือมากที่สุดแล้วค่ะ”
รอยยิ้มและแววตาใสซื่อคู่นั้นกำลังทำให้กำแพงหนาแน่นในหัวใจของศิขรินสั่นไหว และเมื่อเห็นว่าท่านหญิงไม่ตอบ คนเด็กกว่าจึงเอ่ยอย่างเป็นทางการ
“ขอท่านหญิงได้โปรดประทับนั่ง ณ ศาลาแห่งนี้ด้วยเพคะ” พูดจบก็ตามด้วยการถอนสายบัว แล้ว...เงยหน้ามองด้วยแววตากลมโต “นั่งด้วยกันนะคะท่านหญิง”
คำขอนั้นเรียบง่ายแต่แฝงความเต็มใจไว้เต็มเปี่ยม สายตาของลลินไม่ปิดบังเลยสักนิดว่าเธอต้องการให้ท่านหญิงนั่งอยู่ด้วยกันตรงนี้จริง ๆ
และลึก ๆ เธอก็แอบหวังว่า การที่ท่านหญิงถือหนังสือติดมือมา นั่นก็เพราะ...อีกฝ่ายก็อยากจะอยู่ตรงนี้กับเธอเช่นกัน
“นั่งด้วยกันนะคะท่านหญิง” ลลินถามย้ำอีกครั้ง
และคนตรงหน้าก็ตอบกลับว่า “แค่ครั้งนี้เท่านั้น”
ยามบ่ายในวังศิขรินอากาศสดชื่นเป็นพิเศษ หลังจากช่วยป้าพิไลเก็บอุปกรณ์จากห้องตัดชุดเสร็จเรียบร้อย ลลินก็ยกตะกร้าหวายใส่ผ้าเช็ดปากจำนวนหนึ่ง เดินมุ่งไปยังสวนด้านหลังวังเพราะอยากหาแสงแดดอ่อนๆ และลมเย็น ๆ เพื่อพักสมองจากความตึงเครียดเมื่อเช้าเสียงคลื่นน้ำเบา ๆ ในสระบัวนำพาเธอมาหยุดยืนหน้าศาลาริมน้ำสีขาวสะอาด สร้างด้วยไม้เก่าแก่นำเข้า สลักลายเส้นอ่อนช้อยรูปเสือขาวอยู่ตามเสาแต่ละต้นลลินเคยเห็นศาลานี้ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้ามาในเขตวัง มันสวยจนอดไม่ได้ที่จะจับจ้องเนิ่นนาน และวันนี้สายลมเย็นที่พัดมากระทบผิวกาย ก็ดูจะนุ่มนวลเป็นพิเศษ เหมือนกำลังเชิญชวนให้เธอเข้าไปที่นั่น“นั่งตรงนี้น่าจะดีนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองแล้วเดินเข้าไปในศาลา วางตะกร้าลงบนแผ่นไม้ที่นั่งในศาลา ลลินนั่งพับผ้าเช็ดปากทีละผืนด้วยความตั้งใจโดยที่ไม่รู้เลยว่า นับตั้งแต่ที่ลลินเหยียบเข้าไปในศาลา มีสายตาหลายคู่จับจ้องเธออยู่ และมองการกระทำของเธออย่างประหลาดใจ สาวใช้สองคนที่เดินผ่านมาถึงกับชะงักฝีเท้าแล้วหันไปกระซิบกันเบา ๆ“นั่น…ลลินใช่ไหม ทำไมเข้าไปในศาลาเงาเสือล่ะ”“จริงด้วย ทำไมหลานป้าพิไลถึงกล้าเข้าไปที่นั่น ไม่รู้รึไงท่
ในค่ำคืนของวันเดียวกันนั้น วังศิขรินดูเงียบเหงากว่าทุกวัน ท่านหญิงพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเพราะไม่สามารถข่มตาหลับได้เช่นทุกคืนสาเหตุก็เพราะใบหน้าของลลินยังคงวนเวียนในหัว รอยยิ้มใสซื่อ ดวงตาสุจริต และน้ำเสียงที่ห่วงใยอย่างผิดคาดภาพเหล่านั้นลอยกลับมาจนหัวใจที่สงบนิ่งมานานกลับกระเพื่อมขึ้นอีกครั้งเธออยู่คนเดียวมาทั้งชีวิต มีเพียงคนในวัง และพลังของการปกป้องที่อยู่กับเธอตั้งแต่เกิด ทว่าวันนี้กลับมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในโลกเงียบเหงาใบนี้ท่านหญิงถอนหายใจเบา ๆ เธอไม่ใช่คนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่การปล่อยให้ลลินเข้าใกล้มากเกินไป ทำให้พลังของการคุ้มครองที่มีมาตั้งแต่ต้นตระกูล ตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น ท่านหญิงรู้ดีว่าลมแผ่ว ๆ นั่น ไม่ใช่ลมธรรมดา แต่ผู้พิทักษ์กำลังจับจ้องและทดสอบหญิงสาวอยู่ต่างหาก เหมือนต้องการรู้ให้แน่ชัดว่าหญิงสาวคนนี้…มาด้วยใจจริงหรือไม่หัวใจของท่านหญิงวูบไหวขึ้นมาเบา ๆ เมื่อนึกไปถึงว่าลลินจะเห็นสิ่งใดบ้างเมื่อเย็นนี้ จะเห็นภาพเสือข้างฝาผนังหรือไม่ และได้แต่หวังว่า เสือคงไม่ทำให้เธอตกใจนะลลินท่านหญิงรู้ดีว่าผู้พิทักษ์ของตระกูลไม่เคยทำร้ายใค
ลลินเดินกลับมาถึงห้องพักด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรงไม่หายไม่ใช่เพราะความกลัว…แต่เป็นความสับสนจากการได้เข้าไปพบท่านหญิงที่ห้องนอน ลลินจึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนใจร้ายเลย แม้จะวางตัวเย็นชา และบางครั้งมีท่าทีเย็นชา แต่เธอไม่ได้เรียกลลินไปติเตียนเลยแม้แต่น้อยหนำซ้ำยังอนุญาตให้พูดคุยด้วยภาษาปกติ และยังเอ่ยชมเรื่องฝีมือเย็บถุงกลีบกุหลาบอีกต่างหากแค่คำว่า เห็นถึงความตั้งใจ ที่ท่านหญิงเอ่ยออกมา เพียงเท่านี้ก็ทำให้ลลินดีใจจนอยากเย็บถุงกุหลาบให้ท่านหญิงอีกหลาย ๆ ถุงลลินกลับมายังห้องพัก ถอนหายใจยาวก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ใกล้หน้าต่าง สูดลมหายใจเพื่อเรียกสติกลับคืนมาขณะเดียวกันก็มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ“ลิน ป้าเข้าไปได้ไหม”ลลินลุกไปเปิดประตูในทันที ป้าพิไลถือถาดน้ำชาอุ่น ๆ เข้ามา วางลงบนโต๊ะข้างเตียงพร้อมถอนหายใจอย่างระอาใจ“ไปหาท่านหญิงมาเป็นยังไงบ้าง ทำไมจู่ ๆ ท่านหญิงถึงเรียกหา”ป้าพิไลเอ่ยถามระหว่างเดินไปนั่งบนเตียงของลลิน คนเด็กกว่าก้มหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ“ไม่ได้ว่าอะไรรุนแรงค่ะ เพียงแต่ ก่อนออกมาจากห้องท่านหญิง มีเรื่องที่ทำให้หนูตกใจนิดหน่อย”สิ่งที่ติดอยู่ในใจลลิน ไม่ใช่คำพูดของท่านหญิง
นับตั้งแต่วันที่ป้าพิไลพาลลินเข้ามาอยู่ใน วังศิขริน หญิงสาวชาวดอยก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเธอไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นคนใช้ แต่ถูกวางตัวในฐานะ ‘ผู้ช่วยช่างตัดเสื้อ’ ที่ท่านหญิงศิขรินรับอุปการะโดยตรงลลินมีห้องพักเล็ก ๆ ของตัวเอง มีอาหารครบสามมื้อ มีชุดสวย ๆ ที่ป้าพิไลเย็บให้และมีโอกาสได้เห็นท่านหญิงศิขรินทุกวัน สำหรับลลิน นั่นคือของขวัญล้ำค่าที่สุดทุกเช้าลลินจะช่วยป้าพิไลจัดด้าย จัดผ้า เก็บเศษไหมที่หรูหราอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นทองคำ และทุกครั้งที่ท่านหญิงศิขรินเข้ามาลองชุด ลลินก็จะแอบหลบไปอยู่มุมห้องอย่างเกรงใจสายตาของเธอมักจะเผลอมองผู้เป็นนายอย่างลืมตัวท่านหญิงศิขรินในชุดราตรีสีแดงเข้ม ท่านหญิงศิขรินในชุดสีน้ำเงินไหมทอง ท่านหญิงศิขรินในชุดเรียบหรูสีงาช้างไม่ว่าจะสวมใส่ชุดไหน...ช่างงดงามเหมือนภาพวาดจนกระทั่งวันหนึ่งที่ท่านหญิงเข้าไปลองชุดในห้องตัดเย็บ ลลินสังเกตเห็นเงาใหญ่ของสัตว์ชนิดหนึ่ง ทาบทับอยู่ด้านหลังท่านหญิงเงานั้น เพียงลลินเห็นแว็บแรกก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นเงาของสัตว์ชนิดใดเงาเสือใหญ่ที่มีท่าทางเหมือนกำลังคำราม แม้ไม่ได้ยินเสียงแต่ก็น่ากลัวจนลลินใจหล่นวู
ตระกูล ราชวรลักษณ์ เป็นตระกูลเก่าแก่แห่งดินแดนเหนือที่ผู้คนเคารพมานานนับร้อยปี ผู้คนเล่าขานกันว่า ตระกูลนี้ได้รับพรจาก ‘เสือขาวศักดิ์สิทธิ์’ ผู้พิทักษ์ผืนป่ามาโดยตลอดพรนั้นมอบความคุ้มครองสูงสุดให้ผู้สืบสายเลือด แต่ทุกพรย่อมแลกมาด้วยบางสิ่งเสมอ สำหรับราชวรลักษณ์ สิ่งที่ต้องแลกคือ ความโดดเดี่ยวเพราะเมื่อเด็กทารกในตระกูลถือกำเนิด เงาเสือขาว จะปรากฏขึ้นเป็นผู้คุ้มครอง เป็นเงาที่ไม่ได้แสดงออกถึงความดุร้าย หากแต่แสดงออกถึงเจตนาที่จะเฝ้าดูทว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเสือ บวกกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนก็หวาดเกรงเกินกว่าจะเข้าใกล้แม้แต่ ท่านหญิง ศิขริน ราชวรลักษณ์ ทายาทรุ่นล่าสุด ก็ไม่อาจหนีความจริงข้อนี้ตั้งแต่จำความได้ เธอเติบโตมากับเงาเสือที่ไม่เคยห่างกาย ในบางคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวง เธอเห็นเงานั้นทอดทาบลงบนผนังห้อง และบางครั้งมันก็สะท้อนอยู่บนกระจกหรือบางคราก็เพียงวาบผ่านปลายหางตาแต่ไม่ว่ารูปแบบใด…มันอยู่กับเธอเสมอ และการมีเงาเสือคอยขนาบข้างกายตลอด ทำให้การเติบโตของท่านหญิงมีเพียงความโดดเดี่ยวตั้งแต่จำความได้ไม่มีผู้ติดตามไม่มีเพื่อนไม่มีคนรักมีเพียงวังใหญ่และความเงียบที่ล้อมรอบ แต่ท่า







