เข้าสู่ระบบในค่ำคืนของวันเดียวกันนั้น วังศิขรินดูเงียบเหงากว่าทุกวัน ท่านหญิงพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเพราะไม่สามารถข่มตาหลับได้เช่นทุกคืน
สาเหตุก็เพราะใบหน้าของลลินยังคงวนเวียนในหัว รอยยิ้มใสซื่อ ดวงตาสุจริต และน้ำเสียงที่ห่วงใยอย่างผิดคาด
ภาพเหล่านั้นลอยกลับมาจนหัวใจที่สงบนิ่งมานานกลับกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง
เธออยู่คนเดียวมาทั้งชีวิต มีเพียงคนในวัง และพลังของการปกป้องที่อยู่กับเธอตั้งแต่เกิด ทว่าวันนี้กลับมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในโลกเงียบเหงาใบนี้
ท่านหญิงถอนหายใจเบา ๆ เธอไม่ใช่คนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่การปล่อยให้ลลินเข้าใกล้มากเกินไป ทำให้พลังของการคุ้มครองที่มีมาตั้งแต่ต้นตระกูล ตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น ท่านหญิงรู้ดีว่าลมแผ่ว ๆ นั่น ไม่ใช่ลมธรรมดา แต่ผู้พิทักษ์กำลังจับจ้องและทดสอบหญิงสาวอยู่ต่างหาก เหมือนต้องการรู้ให้แน่ชัดว่า
หญิงสาวคนนี้…มาด้วยใจจริงหรือไม่
หัวใจของท่านหญิงวูบไหวขึ้นมาเบา ๆ เมื่อนึกไปถึงว่าลลินจะเห็นสิ่งใดบ้างเมื่อเย็นนี้ จะเห็นภาพเสือข้างฝาผนังหรือไม่ และได้แต่หวังว่า เสือคงไม่ทำให้เธอตกใจนะลลิน
ท่านหญิงรู้ดีว่าผู้พิทักษ์ของตระกูลไม่เคยทำร้ายใคร เพียงแต่เข้มงวดกับทุกคนที่เข้าใกล้ศิขริน และเมื่อเย็นนี้ พลังของรูปที่แขวนอยู่ข้างฝาผนังกำลังส่งสัญญาณบอกเธอว่า อย่าเพิ่งปล่อยหัวใจให้อ่อนแอไปมากกว่านี้
ท่านหญิงรู้ดี เรื่องราวทุกอย่างไม่ใช่เพราะคำสาป ไม่ใช่เพราะอสูรร้าย แต่เป็นเพราะหน้าที่ผู้พิทักษ์ของตระกูลต่างหาก
และเพื่อทดสอบบางอย่างให้แน่ใจ และเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด การเว้นระยะ คือสิ่งที่เธอต้องทำ และแสดงบางมุมให้ลลินได้เห็นก็เท่านั้น
เช้าวันต่อมา
วันนี้วังศิขรินอบอวลด้วยอากาศหนักอึ้งในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้แสงเช้าจะสาดเข้ามาผ่านหน้าต่างบานใหญ่ แต่กลับรู้สึกไม่อบอุ่นเหมือนทุกวัน ลลินตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อช่วยเตรียมอาหารเช้าให้วังตามหน้าที่
แต่ป้าพิไลสังเกตเห็นความลังเลในดวงตาของเด็กสาว ลลินพยายามตั้งใจทำงาน แต่ใจกลับจดจ่ออยู่ที่ประตูห้องอาหาร
เธอแค่หวังว่าเหตุการณ์เมื่อวานที่ท่านหญิงรีบไล่ให้เธอออกมาจากห้อง คงเพราะหมดธุระแล้ว ไม่ใช่เพราะความโกรธเคืองใด ๆ
จนกระทั่งเจ้าของวังเดินเข้ามาในห้องอาหาร บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที
วันนี้ท่านหญิงสวมใส่ชุดผ้าไหมสีแดงเข้ม ก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม แต่กลับดูเย็นชากว่าทุกครั้ง ดวงตาดุดันคู่นั้นคล้ายปิดประตูไว้หลายชั้น ไม่มีแววอ่อนโยนเหมือนวันก่อนเลยแม้แต่น้อย
ลลินรู้สึกถึงลมเย็นวูบหนึ่งแผ่วผ่านไหล่ ราวกับมีใครมายืนข้างเธอ ชิดจนสัมผัสได้
สัมผัสนั้นทำให้ลลินเริ่มเห็นด้วยในคำพูดของป้าพิไล เรื่องของเสือขาวผู้พิทักษ์ เพราะทุกครั้งที่เจอท่านหญิง ลมเย็นที่ลลินสัมผัสได้ก็มักจะพัดพามาพร้อมกัน
เรื่องราวของเสือขาวผู้พิทักษ์เป็นเรื่องจริงสินะ
“ดอกไม้นี่ฝีมือใคร”
เสียงของท่านหญิงราบเรียบ แต่ความเฉียบคมทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องอาหารสะดุ้ง หัวหน้าคนใช้ก้าวออกมายืนด้านหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“หม่อมฉันเพคะท่านหญิง”
“สีไม่เข้ากับผ้าปูโต๊ะเลย เอาไปเปลี่ยนเป็นสีเข้มทั้งหมด”
การตำหนิเรื่องสีดอกไม้ เป็นสิ่งที่คนในวังไม่คุ้นชินเอาซะเลย เพราะปกติแล้วท่านหญิงแทบไม่ใส่ใจเรื่องดอกไม้เท่าไหร่นัก แต่เมื่อเจ้าของวังเอ่ยแบบนั้นก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง ทำได้เพียงก้มหน้ารับคำสั่ง ไม่มีใครกล้าสบสายตา
ยกเว้นก็แต่...ลลิน
หญิงสาวยืนอยู่ปลายแถว ความสงสัยในใจมีมากล้น เช้าวันนี้ท่านหญิงดูเป็นคนละคนกับท่านหญิงคนที่เรียกเธอเข้าไปพบที่ห้อง และความสงสัยนั้นก็ทำให้ลลินเผลอมองอีกฝ่ายนานเกินไป
“ลลิน” เสียงเรียกชื่อเย็นยะเยือกจนคนเด็กกว่าสะดุ้ง
“เพคะท่านหญิง”
“วันนี้เธอมีหน้าที่ทำอะไร” สายตาเจ้าของวังจับจ้องใบหน้าหญิงสาวไม่ลดละ “ผ้าเช็ดปากบนโต๊ะนี่ใช่ฝีมือเธอรึเปล่า”
“เพคะท่านหญิง เป็นฝีมือของหนูเองค่ะ”
ท่านหญิงหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมา ปลายนิ้วขยับน้อยที่สุด แต่สายตาคมกริบเหมือนมองหาจุดผิดแม้เพียงเส้นด้ายเดียว
“พับไม่คม”
ลลินก้มศีรษะน้อมรับคำติเตียนนั้นอย่างไม่กล้าสบตา แต่เสียงท่านหญิงกลับดังขึ้นกว่าเดิมจนเธอใจสั่น
“วันนี้ไปฝึกมา ถ้ายังพับไม่สวยก็พับจนกว่าจะสวย ถ้างานแค่นี้ทำไม่ได้ก็ย้ายไปช่วยงานซักล้าง เข้าใจไหม”
ลลินพยักหน้าเบา ๆ “เพคะท่านหญิง”
บรรยากาศในห้องอาหารเช้าวันนี้มืดครึ้มราวกับกำลังจะเกิดพายุโหมกระหน่ำ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าหรือปริปากถามสิ่งใด แม้แต่ลลินเองตอนนี้ก็ทำได้เพียงก้มหน้าพร้อมกับความสับสนมากมายในใจ
และในจังหวะที่ท่านหญิงกำลังเดินผ่านลลินออกไป ลมเย็นอีกวูบก็พัดผ่านหลังเธอช้า ๆ เป็นความเย็นในแบบเดิมที่ลลินรับรู้ได้มาตลอด
ตอนนี้ลลินเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ท่านหญิง และสิ่งที่ป้าพิไลเรียกว่า ผู้พิทักษ์ กำลังต้องการอะไรจากเธอกันแน่
ก่อนที่ท่านหญิงจะเดินพ้นประตูห้องอาหาร สองเท้าหยุดอยู่ตรงหน้าลลิน และถึงแม้อีกฝ่ายจะยังก้มหน้าอยู่ แต่แค่มองเห็นชุดผ้าไหมสีแดงเข้มมาอยู่ตรงหน้า หัวใจของลลินก็สั่นระรัว
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ท่านหญิงเอ่ยขึ้นเสียงนิ่งเย็นสายตาของเธอหันไปทางป้าพิไลที่ยืนอยู่ข้างลลิน “เรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้พิทักษ์ หรือความเชื่อเก่าแก่ของตระกูล ห้ามใครพูดถึงอีกโดยเด็ดขาด”
สายตาของท่านหญิงที่มองป้าพิไลทำให้คนอาวุโสที่เผลอเงยหน้าสบสายตารู้ในทันทีว่า คนตรงหน้ากำลังหมายถึงเธอ
ป้าพิไลรีบก้มหน้ารับในคำสั่งนั้น และท่านหญิงก็เดินออกไปจากห้องอาหาร โดยไม่คิดจะแตะอาหารมากมายบนโต๊ะที่คนในวังเตรียมไว้
สาวใช้ต่างพากันมาเก็บจานอาหารบนโต๊ะ ลลินก็ไปช่วยงานตามที่ป้าพิไลบอกให้ทำ แต่ในหัวของเธอกลับมีเรื่องให้คิดวกวนไม่จบสิ้น
ท่านหญิงที่ใจดีเมื่อวาน หายไปไหน ทำไมเช้านี้ทั้งใบหน้าและน้ำเสียง รวมถึงดวงตาคู่นั้น ถึงมีแต่ความเย็นชาแผ่ออกมา
เสี้ยววินาทีที่ลลินได้มอง เธอกลับรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ดวงตาของความโกรธ แต่มันเหมือนเป็นกำแพงที่พยายามกันเธอออกห่างจากบางสิ่ง และบางห้วงของความรู้สึก ลลินก็รับรู้ว่า ท่านหญิงกำลังปกป้องเธออยู่
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร หรือสิ่งใด หญิงสาวที่มาจากดอยอย่างลลินไม่คิดหวังสิ่งใดจากท่านหญิงแม้แต่น้อย เธอเพียงแค่อยากเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย อยากทำให้โลกหม่นหมองของท่านหญิงสดใสขึ้น แม้อาจจะเพียงเล็กน้อย ลลินก็ยินดี เพราะคนอย่างท่านหญิง ลลินมองว่ามีเพียงรอยยิ้มและความสุขเท่านั้นที่คู่ควร
ส่วนเรื่องเสือขาวหรือสายลมเย็นที่ลลินรับรู้ได้บ่อยขึ้น เธอไม่เคยคิดหวาดกลัวสิ่งนั้นแม้แต่น้อย มีแต่จะยิ่งตั้งใจมากกว่าเดิม เพื่อจะพิสูจน์ตัวเองว่า
ลลินไม่ได้มาทำร้ายท่านหญิง หรือหวังในทรัพย์สินเงินทอง ไม่ได้มาที่วังนี้ด้วยเหตุผลอื่นใด นอกจากความจริงใจ
และอยากที่จะอยู่เคียงข้างท่านหญิง…ในสักวันหนึ่ง
ท่านหญิงเดินกลับไปที่ห้อง โดยมีผ้าเช็ดปากที่พับโดยฝีมือของลลินติดมือมาด้วย เธอนั่งลงบนเตียงแล้วมองผืนผ้าสีชมพูอ่อนพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
เราดุเธอแรงไปรึเปล่านะลลิน
แต่พอหันไปมองภาพเสือขาวที่ติดบนผนัง ดวงตาในภาพนั้นสว่างวาบเหมือนแสงดวงดาว คล้ายกำลังจะบอกเธอว่า
ระวังหัวใจตัวเองไว้ให้ดี อย่าไว้ใจใครเร็วเกินไป
ท่านหญิงแตะแผ่นอกตัวเองเบา ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย แล้วเอ่ยในใจว่า
หากเป็นคนอื่น เราคงไม่ไว้ใจ แต่กับเด็กคนนี้ เห็นทีจะไม่ทันเสียแล้ว
ยามบ่ายในวังศิขรินอากาศสดชื่นเป็นพิเศษ หลังจากช่วยป้าพิไลเก็บอุปกรณ์จากห้องตัดชุดเสร็จเรียบร้อย ลลินก็ยกตะกร้าหวายใส่ผ้าเช็ดปากจำนวนหนึ่ง เดินมุ่งไปยังสวนด้านหลังวังเพราะอยากหาแสงแดดอ่อนๆ และลมเย็น ๆ เพื่อพักสมองจากความตึงเครียดเมื่อเช้าเสียงคลื่นน้ำเบา ๆ ในสระบัวนำพาเธอมาหยุดยืนหน้าศาลาริมน้ำสีขาวสะอาด สร้างด้วยไม้เก่าแก่นำเข้า สลักลายเส้นอ่อนช้อยรูปเสือขาวอยู่ตามเสาแต่ละต้นลลินเคยเห็นศาลานี้ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้ามาในเขตวัง มันสวยจนอดไม่ได้ที่จะจับจ้องเนิ่นนาน และวันนี้สายลมเย็นที่พัดมากระทบผิวกาย ก็ดูจะนุ่มนวลเป็นพิเศษ เหมือนกำลังเชิญชวนให้เธอเข้าไปที่นั่น“นั่งตรงนี้น่าจะดีนะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองแล้วเดินเข้าไปในศาลา วางตะกร้าลงบนแผ่นไม้ที่นั่งในศาลา ลลินนั่งพับผ้าเช็ดปากทีละผืนด้วยความตั้งใจโดยที่ไม่รู้เลยว่า นับตั้งแต่ที่ลลินเหยียบเข้าไปในศาลา มีสายตาหลายคู่จับจ้องเธออยู่ และมองการกระทำของเธออย่างประหลาดใจ สาวใช้สองคนที่เดินผ่านมาถึงกับชะงักฝีเท้าแล้วหันไปกระซิบกันเบา ๆ“นั่น…ลลินใช่ไหม ทำไมเข้าไปในศาลาเงาเสือล่ะ”“จริงด้วย ทำไมหลานป้าพิไลถึงกล้าเข้าไปที่นั่น ไม่รู้รึไงท่
ในค่ำคืนของวันเดียวกันนั้น วังศิขรินดูเงียบเหงากว่าทุกวัน ท่านหญิงพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเพราะไม่สามารถข่มตาหลับได้เช่นทุกคืนสาเหตุก็เพราะใบหน้าของลลินยังคงวนเวียนในหัว รอยยิ้มใสซื่อ ดวงตาสุจริต และน้ำเสียงที่ห่วงใยอย่างผิดคาดภาพเหล่านั้นลอยกลับมาจนหัวใจที่สงบนิ่งมานานกลับกระเพื่อมขึ้นอีกครั้งเธออยู่คนเดียวมาทั้งชีวิต มีเพียงคนในวัง และพลังของการปกป้องที่อยู่กับเธอตั้งแต่เกิด ทว่าวันนี้กลับมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในโลกเงียบเหงาใบนี้ท่านหญิงถอนหายใจเบา ๆ เธอไม่ใช่คนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่การปล่อยให้ลลินเข้าใกล้มากเกินไป ทำให้พลังของการคุ้มครองที่มีมาตั้งแต่ต้นตระกูล ตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็น ท่านหญิงรู้ดีว่าลมแผ่ว ๆ นั่น ไม่ใช่ลมธรรมดา แต่ผู้พิทักษ์กำลังจับจ้องและทดสอบหญิงสาวอยู่ต่างหาก เหมือนต้องการรู้ให้แน่ชัดว่าหญิงสาวคนนี้…มาด้วยใจจริงหรือไม่หัวใจของท่านหญิงวูบไหวขึ้นมาเบา ๆ เมื่อนึกไปถึงว่าลลินจะเห็นสิ่งใดบ้างเมื่อเย็นนี้ จะเห็นภาพเสือข้างฝาผนังหรือไม่ และได้แต่หวังว่า เสือคงไม่ทำให้เธอตกใจนะลลินท่านหญิงรู้ดีว่าผู้พิทักษ์ของตระกูลไม่เคยทำร้ายใค
ลลินเดินกลับมาถึงห้องพักด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรงไม่หายไม่ใช่เพราะความกลัว…แต่เป็นความสับสนจากการได้เข้าไปพบท่านหญิงที่ห้องนอน ลลินจึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนใจร้ายเลย แม้จะวางตัวเย็นชา และบางครั้งมีท่าทีเย็นชา แต่เธอไม่ได้เรียกลลินไปติเตียนเลยแม้แต่น้อยหนำซ้ำยังอนุญาตให้พูดคุยด้วยภาษาปกติ และยังเอ่ยชมเรื่องฝีมือเย็บถุงกลีบกุหลาบอีกต่างหากแค่คำว่า เห็นถึงความตั้งใจ ที่ท่านหญิงเอ่ยออกมา เพียงเท่านี้ก็ทำให้ลลินดีใจจนอยากเย็บถุงกุหลาบให้ท่านหญิงอีกหลาย ๆ ถุงลลินกลับมายังห้องพัก ถอนหายใจยาวก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ใกล้หน้าต่าง สูดลมหายใจเพื่อเรียกสติกลับคืนมาขณะเดียวกันก็มีเสียงเคาะประตูเบา ๆ“ลิน ป้าเข้าไปได้ไหม”ลลินลุกไปเปิดประตูในทันที ป้าพิไลถือถาดน้ำชาอุ่น ๆ เข้ามา วางลงบนโต๊ะข้างเตียงพร้อมถอนหายใจอย่างระอาใจ“ไปหาท่านหญิงมาเป็นยังไงบ้าง ทำไมจู่ ๆ ท่านหญิงถึงเรียกหา”ป้าพิไลเอ่ยถามระหว่างเดินไปนั่งบนเตียงของลลิน คนเด็กกว่าก้มหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ“ไม่ได้ว่าอะไรรุนแรงค่ะ เพียงแต่ ก่อนออกมาจากห้องท่านหญิง มีเรื่องที่ทำให้หนูตกใจนิดหน่อย”สิ่งที่ติดอยู่ในใจลลิน ไม่ใช่คำพูดของท่านหญิง
นับตั้งแต่วันที่ป้าพิไลพาลลินเข้ามาอยู่ใน วังศิขริน หญิงสาวชาวดอยก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเธอไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นคนใช้ แต่ถูกวางตัวในฐานะ ‘ผู้ช่วยช่างตัดเสื้อ’ ที่ท่านหญิงศิขรินรับอุปการะโดยตรงลลินมีห้องพักเล็ก ๆ ของตัวเอง มีอาหารครบสามมื้อ มีชุดสวย ๆ ที่ป้าพิไลเย็บให้และมีโอกาสได้เห็นท่านหญิงศิขรินทุกวัน สำหรับลลิน นั่นคือของขวัญล้ำค่าที่สุดทุกเช้าลลินจะช่วยป้าพิไลจัดด้าย จัดผ้า เก็บเศษไหมที่หรูหราอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นทองคำ และทุกครั้งที่ท่านหญิงศิขรินเข้ามาลองชุด ลลินก็จะแอบหลบไปอยู่มุมห้องอย่างเกรงใจสายตาของเธอมักจะเผลอมองผู้เป็นนายอย่างลืมตัวท่านหญิงศิขรินในชุดราตรีสีแดงเข้ม ท่านหญิงศิขรินในชุดสีน้ำเงินไหมทอง ท่านหญิงศิขรินในชุดเรียบหรูสีงาช้างไม่ว่าจะสวมใส่ชุดไหน...ช่างงดงามเหมือนภาพวาดจนกระทั่งวันหนึ่งที่ท่านหญิงเข้าไปลองชุดในห้องตัดเย็บ ลลินสังเกตเห็นเงาใหญ่ของสัตว์ชนิดหนึ่ง ทาบทับอยู่ด้านหลังท่านหญิงเงานั้น เพียงลลินเห็นแว็บแรกก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็นเงาของสัตว์ชนิดใดเงาเสือใหญ่ที่มีท่าทางเหมือนกำลังคำราม แม้ไม่ได้ยินเสียงแต่ก็น่ากลัวจนลลินใจหล่นวู
ตระกูล ราชวรลักษณ์ เป็นตระกูลเก่าแก่แห่งดินแดนเหนือที่ผู้คนเคารพมานานนับร้อยปี ผู้คนเล่าขานกันว่า ตระกูลนี้ได้รับพรจาก ‘เสือขาวศักดิ์สิทธิ์’ ผู้พิทักษ์ผืนป่ามาโดยตลอดพรนั้นมอบความคุ้มครองสูงสุดให้ผู้สืบสายเลือด แต่ทุกพรย่อมแลกมาด้วยบางสิ่งเสมอ สำหรับราชวรลักษณ์ สิ่งที่ต้องแลกคือ ความโดดเดี่ยวเพราะเมื่อเด็กทารกในตระกูลถือกำเนิด เงาเสือขาว จะปรากฏขึ้นเป็นผู้คุ้มครอง เป็นเงาที่ไม่ได้แสดงออกถึงความดุร้าย หากแต่แสดงออกถึงเจตนาที่จะเฝ้าดูทว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเสือ บวกกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนก็หวาดเกรงเกินกว่าจะเข้าใกล้แม้แต่ ท่านหญิง ศิขริน ราชวรลักษณ์ ทายาทรุ่นล่าสุด ก็ไม่อาจหนีความจริงข้อนี้ตั้งแต่จำความได้ เธอเติบโตมากับเงาเสือที่ไม่เคยห่างกาย ในบางคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวง เธอเห็นเงานั้นทอดทาบลงบนผนังห้อง และบางครั้งมันก็สะท้อนอยู่บนกระจกหรือบางคราก็เพียงวาบผ่านปลายหางตาแต่ไม่ว่ารูปแบบใด…มันอยู่กับเธอเสมอ และการมีเงาเสือคอยขนาบข้างกายตลอด ทำให้การเติบโตของท่านหญิงมีเพียงความโดดเดี่ยวตั้งแต่จำความได้ไม่มีผู้ติดตามไม่มีเพื่อนไม่มีคนรักมีเพียงวังใหญ่และความเงียบที่ล้อมรอบ แต่ท่า

![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




![แกรนด์ดยุกของข้าคลั่งรักไม่ไหว [YAOI] + [BDSM] + [PWP] + [NC](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
