LOGINดรุณีร้องไห้จนพอใจก่อนจะลงจากชั้นสิบห้ามายังชั้นหนึ่ง ตาคู่ใสยังมีความแดงช้ำ โชคดีที่พนักงานเข้างานช่วงบ่ายหมดแล้วจึงไม่ต้องคอยหลบสายตาใคร หล่อนเดินตรงมายังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อติดต่อขอแลกบัตร
“ดิฉันมาแลกบัตรคืนค่ะ”
“ไม่ทราบว่าชื่ออะไรเหรอคะ”
“ดรุณีค่ะ”
พนักงานสาวหมุนเก้าอี้กลับไปค้นหาบัตรมาคืนจนเจอชื่อดรุณี ก่อนส่งคืนไม่ลืมที่จะเช็กโดยอ่านชื่อและนามสกุล “คุณดรุณี ศรัณย์เวชกุลนะคะ”
“ค่ะ” วางบัตรผู้เยี่ยมชมลงหน้าเคาน์เตอร์และรับบัตรกลับคืนมาเก็บไว้ รีบเร่งฝีเท้าออกไปโดยไม่ทันเห็นหน้าสาวประชมสัมพันธ์ว่าเหวอมากแค่ไหน
“เฮ้ย! นั่นมันนามสกุลเจ้าของบริษัท!”
“แกเป็นอะไรร้องเสียงดังเชียว ดีนะไม่มีลูกค้า”
สาวประชาสัมพันธ์หันไปมองหน้าเพื่อน ดวงตายังคงเบิกกว้างเช่นเดิม “แกจำผู้ช่วยเลขาคุณแก้วที่ชื่อดาได้ไหม”
“ใคร” ลินินมองหน้าเพื่อนงงๆ พยายามนึกตามก็คิดไม่ออก คุณแก้วเปลี่ยนเลขาผู้ช่วยบ่อยเกิ๊นนน
“ก็คนที่มาส่งขนมเมื่อกี้ไง ที่ฉันเชิดใส่เจ้าหล่อน”
“แล้วยังไง คิดจะเม้าท์อะไรก็เม้าท์มาย่ะ อย่าลีลา ยัยเลขาผู้ช่วยคนนั้นถูกไล่ออกไปตั้งหลายปี ถ้าเมื่อกี้หล่อนไม่สะกิดให้มอง ฉันก็จำแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ” พูดเปล่าๆ ไม่สนุก ลินินใช้ช่วงเวลาที่บริษัทเงียบสงบลากเก้าอี้มานั่ง “เขาเม้าท์กันทั้งบริษัทว่าโดนคุณแก้วด่าเตลิดเปิดเปิงกลางห้องพยาบาล เพราะไปทำการพรีเซนต์งานเสียหาย”
“ฮึ! ทำงานไม่เอาไหน มิน่าล่ะ คุณแก้วถึงไม่เลี้ยงไว้”
“อืมใช่ แล้วเมื่อกี้แกจะเล่าอะไร”
“โอ๊ย! เกือบลืม จะพูดขัดทำไมเนี่ย!” วีนเพื่อน เนื้อตัวสั่นระริกทั้งตกใจทั้งคันปากอยากเล่า หล่อนแฉลบสายตามองรอบๆ เห็นยังมีคนเดินไปมา แต่ไม่ได้จะเข้ามาสอบถามข้อมูล “เมื่อกี้นางมาแลกบัตรจ้า แล้วรู้อะไรไหมว่านางใช้นามสกุลเดียวกับคุณแก้ว! ฉันแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย เป็นไปได้ยังไง”
“ชู่ว์! นังมด! แกอยากถูกคุณแก้วฉีกอกเหรอ ได้ใส่คอนแท็กเลนส์ไหม”
“ใส่สิ บิ๊กอายใหญ่ขนาดนี้ยังกล้าถาม แต่ฉันเห็นเต็มตาจริงๆ นะยัยนิน ก่อนคืนบัตรฉันก็อ่านทวนถึงติดสตั้นไง”
“เป็นไปไม่ได้หรอก นางจะมาใช้นามสกุลคุณแก้วได้ยังไง”
“เอ๊ะ แก! หรือว่าลูกของนางจะเป็นลูกของ…”
“คุณหมอก หรือคุณมีนอะแก”
“ถ้าไม่ผิดนะแก ฉันว่าต้องเป็นคุณหมอกแน่เลย เพราะคุณมีนแทบไม่กลับเมืองไทยเลยนะ จะเจอกันแวบเดียวแล้วติดลูกขนาดนั้นเลยเหรอ” ไม่อยากจะคิด ดังนั้นสองสาวแปลงร่างเป็นนักสืบจำเป็นโดยสืบจากเฟซบุ๊ก ชื่อนามสกุลยังเหมือนเดิม ไม่ใช่ศรันย์เวชกุลแบบในบัตรประชาชน
“ดูสิแก ในนี้นามสกุลยังไม่เปลี่ยน” เอียงจอไอโฟนเอ็กซ์ไปให้เพื่อนดู
“หรือเราจะไปค้นรูปสมัยเด็กของคุณหมอก ไปลองเทียบกับหน้าลูกสาวของชีดู เอาไหม!”
“เธอสองคนคุยอะไรกัน!” ทั้งสองรีบเงยหน้าขึ้นก็เห็นคุณแก้วกัลยาและข้างหลังของท่านเป็นคุณภูมินทร์ ลูกชายคนเล็กที่เพิ่งนินทาไปสดๆ ร้อนๆ เหงื่อสองสาวไหลซึมไปทั้งใบหน้า แม้เครื่องปรับอากาศจะเย็นไปถึงขั้วหัวใจก็ตาม ทั้งสองจึงกระวนกระวาย หายใจติดๆ ขัดๆ ลนลานไปหมด หันมามองหน้าหลายครั้งและเกือบร้องไห้ใส่กัน
“นี่เป็นเวลาทำงาน ไม่ใช่เวลาเม้าท์เจ้านาย แล้วก็ไม่ต้องแก้ตัวอะไรทั้งนั้นเพราะฉันมีหู และฉันได้ยินสิ่งที่พวกเธอคุยกันทุกคำ!”
“ขอ… ขอโทษค่ะคุณแก้ว เราแค่บังเอิญเจอเลขาผู้ช่วยเก่าของคุณแก้ว ก็เลยพูดถึงเรื่องเก่าๆ นิดหน่อยเองนะคะ”
“ชะ… ใช่ค่ะ เราไม่ได้เม้าท์อะไรกระทบคุณแก้วเลยนะคะ” สองสาวกลัวถูกเด้งคู่ ช่วยกันแก้ตัวสุดฤทธิ์ แต่เหมือนจะไม่สำเร็จ
“ฉันก็บอกแล้วไง ว่าฉันได้ยินสิ่งที่พวกเธอพูดกันทุกคำ” ท่านย้ำพลางปรายสายตามองจอโทรศัพท์หนึ่งในสอง ที่ยังคงเปิดหน้าจอค้างไว้เป็นเฟซบุ๊กส่วนตัวของดรุณี อยากดุที่ลูกสะใภ้เข้ามาแลกบัตรในนี้ แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้นก็ต้องถามเหตุผลก่อนว่ามีใครเรียกให้เข้ามาหาหรือเปล่า ท่านไม่ใช่คนไร้เหตุผลมากขนาดนั้น
“คุณแก้วขา พวกเราขอโทษนะคะ เราไม่ได้ตั้งใจจะนินทาจริงๆ” สาวประชาสัมพันธ์ทั้งสองยกมือสั่นๆ มาไหว้ ทว่าท่านไม่อยากฟังอะไรแล้ว
“วันนี้ก่อนเลิกงานให้ขึ้นไปพบฉันข้างบน หวังว่าเธอสองคนจะเข้าใจที่ฉันพูดนะ” แคร์ซะที่ไหนล่ะ คุณแก้วกัลยาเชิดใบหน้าใส่จะหันกลับไปเรียกลูกชายคนเล็ก ทว่าภูมินทร์หายไปไหนไม่รู้ ท่านไม่ได้ยืนรอ แต่กดโทรหาขณะไปยังหน้าลิฟต์
“ลูกหายไปไหน แม่กำลังจะขึ้นไปข้างบนแล้วนะ”
‘ผมนึกขึ้นได้ว่ามีธุระครับ ไว้หลังเลิกงานจะมารับไปชอปปิงนะครับ จุ๊บๆ คุณรักแม่นะ’ ภูมินทร์วางสายจากมารดา ล้วงกระเป๋ากางเกงหากุญแจมาเปิดรถ ขับออกไปทางหน้าบริษัท สิ่งที่สองสาวเม้าท์ทำให้ทราบว่าพี่สะใภ้เพิ่งจะออกจากบริษัทไปไม่นาน ถ้าตามไปตอนนี้อาจจะทันก็ได้ รถยุโรปคันหรูเคลื่อนออกมาหน้าบริษัทพยายามขับชิดเลนส์ซ้ายเพื่อมองหาตามทางเดิน รวมถึงป้ายรถเมล์ไกลออกไปราวสองร้อยเมตร แล้วก็เจอจริงๆ ผู้หญิงที่อายุอานามใกล้เคียงดรุณี
“คุณครับ รอก่อน” เขาจอดรถ วิ่งเข้าไปจับข้อมือเล็กเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหล่อนจะขึ้นรถเมล์
สาวสวยคนนั้นหันมามองหน้าแล้วบิดข้อมือหนี “อย่ามาแตะตัวฉันนะ!”
“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ คุณคือคุณดรุณีใช่ไหม”
“นังหนู เร็วๆ จะขึ้นมาไหม” ป้ากระเป๋ารถเมล์ตะโกนถาม เมื่อคนอื่นเบียดขึ้นมาจนหมดแล้ว เหลือคนเดียวที่ยังยืนคุยกับผู้ชายไม่ยอมขึ้นมา
“ไปจ้าป้า แป๊บหนึ่งนะ” สาวคนนั้นก็ตะโกนกลับไป สีหน้ายุ่งเหยิงหันมามองหนุ่มแปลกหน้า
“ผมมีนนะ น้องพี่หมอก” ตอบและยิ้มกว้างสุดชีวิต
“หมอกไหน มีนไหน ฉันไม่รู้จักพวกคุณ แล้วฉันก็ไม่ได้ชื่อดรุณี คุณจำคนผิดแล้ว”
กระเป๋ารถเมล์ด่ากราดทั้งผู้โดยสารและด่ากระทบมาถึงเขาด้วย “ชักช้าอยู่ได้ จะง้อเมียก็ให้มันมีน้ำยาหน่อยสิไอ้หนุ่ม!”
“ผมยัง… ไม่มีเมีย” ได้แค่พูดเบาๆ เท่านั้น ประตูก็ปิดใส่หน้าปัง!
ภูมินทร์เสียหน้า ยืนงงในดงคนเพื่อมองรถเมล์เคลื่อนออกจากป้าย คนแถวนั้นหันมามองกันเต็มเลย เขาอาย รีบวิ่งกลับรถ ตัดสินใจไม่ตามหาแล้วเลือกใช้วิธีถามเลขานุการของพี่ชาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นวันนี้เขาต้องเจอหน้าลูกเมียพี่ชายให้ได้ ดีเลย์หน่อย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยสองคนนั้นทิ้งไว้เรื่อยๆ ไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง
“อ้าวเฮ้ย ไปจริงเหรอวะหมอก” แก๊งเพื่อนเรียกตามหลังแต่ไม่ทัน มันถือจานข้าวเปล่าลุกออกจากโต๊ะไปแล้ว กินไวเป็นบ้าเลย ข้าวพวกเขายังเต็มจานกันเกือบทุกคน มันสวาปามอยู่คนเดียวหนุ่มๆ เซ็งเป็ดเป็นแถบ ละสายตาจากภูดิศ กลับมามองดรุณีที่ทำตาใสมองพวกเขาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี อึดอัด อยากลุกออกไปจะแย่แล้ว เต้ ท็อป วี เลิกถามรัว ส่งยิ้มบางๆ มาให้ จากกระโดกกระเดกแย่งกันพูดเมื่อครู่ก็กลับมามีมารยาทมากขึ้น“พวกพี่แกล้งเล่นครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริษัทของเรานะ มีปัญหาอะไรถามพวกพี่ได้ตลอดเลย ไม่ต้องไปถามไอ้หมอกหรอก”“ใช่ครับ พวกพี่มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ไอ้วียังโสดน๊า” คนที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาไม่วายสปอลย์เพื่อน ดรุณีผ่อนคลายลงมากถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา และพยักหน้าเบาๆ เพื่อรับทราบพี่ท็อปพูดเสริม “กินข้าวกันเถอะครับ ไอ้วี! มึงไม่ต้องยิ้ม ไปซื้อน้ำมาให้น้องดาเลย กับขนมด้วยนะ เลี้ยงรับน้องหน่อย”สามหนุ่มสามมุมวาไรตี้ฉีกยิ้มกว้าง ไล่ปฐวีให้ไปซื้อน้ำมาบริการแบบฟรีๆ ดรุณีมองพี่ๆ ในแง่ดีมากขึ้น ร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร โดยไม่รู้ตัวเลย ว่าถูกถ่ายรูปไปนินทาในกลุ่มไลน์อีกแล้ว สาวๆ พนักงานที่แอบชอบสถาปนิกในกลุ่มนั้
ภูดิศ รักษาการประธานกรรมการบริษัทแอบอู้งาน นั่งสบายเหยียดแข้งเหยียดขาพาดบนโต๊ะ ดูกล้องวงจรปิดโถงทางเดินชั้นผู้บริหารมาจนถึงโต๊ะเลขาหน้าห้อง แอบสังเกตการณ์เลขาผู้ช่วยคนใหม่ อยากรู้ว่าหล่อนตั้งใจทำงานมากแค่ไหน หรือไม่ยอมหยิบจับอะไรจะนั่งเฝ้าเขาอย่างเดียวภาพจากกล้องยี่ห้อนี้ชัดชะมัดเลย คุณแม่หนูขวัญกำลังนั่งหน้าจอคอมพ์พิมพ์ก๊อกๆ แก๊กๆ ลงบนแป้นพิมพ์ แฉลบสายตามาอ่านและพิมพ์สดๆ โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยแปลแต่อย่างใดดูจากท่าทางก็เข้าทีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาน่าโยนลงถังขยะหรือเปล่า ผิดแกรมม่า พิมพ์ตกหล่นอะไรทำนองนั้นเขาก็ไม่เอากล่องอีเมลเด้งขึ้นมามุมล่างขวาของจอแมคบุ๊ก ภูดิศละสายตาจากหน้าจอใหญ่ กลับมามองจอเล็กและคลิกเม้าท์เข้าไปอ่าน พบว่าเป็นอีเมลคอนเฟิร์มวันเวลาคุยงานกับนักธุรกิจชาวฮ่องกง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ผ่านมาที่เขาบินไปฮ่องกงครั้งหนึ่ง เขากดเปลี่ยนภาษาและตอบกลับไป ลงชื่อกำกับเสร็จสรรพ และก๊อบปี้ส่งต่อข้อมูลไปให้คุณสุวิทย์ เพื่อให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อมตาเขาเริ่มปรือๆ อีกแล้ว กาแฟสองแก้วที่ดรุณีชงมาให้ท่าจะเอาไม่อยู่ จึงต่อสายไปข้างนอกใช้หล่อนให้ลงไปซื้อจากร้านกาแฟข้างล่าง
“แล้วนี่อะไร นั่งอยู่กับใครนานสองนาน”แค่ปรายสายตามองเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจจะหันไปมองให้เต็มสองตา ร้อยวันพันปีดรุณีไม่เคยมายุ่งกับครอบครัวหรือบริษัทเขา แต่หลังจากมีข่าวดังก็โผล่หน้ามาให้เห็นแบบนี้ คงไม่พ้นฝีมือมารดาเขาแน่นอน นี่ขนาดตัวอยู่อังกฤษ แต่ยังไม่วายส่งคนมาจับผิด กลางวันมีดรุณีคอยจับผิด กลางคืนก็มีอีกคนส่งมาประกบเขา ตั้งใจให้กระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยหรือไง นึกถึงเรื่องนี้ทีไรภูดิศชักจะอารมณ์เสียทุกทีปฐวีมองหน้าทั้งสองคน “อ้าว ไม่รู้จักกันหรอกเหรอ คุณดาบอกแม่มึงให้มาช่วยงาน” “ไม่เชิงรู้จัก แค่เคยเห็นหน้า” ประชดเข้าให้ดรุณีเองก็เริ่มมีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา โกรธ เจ้าหล่อนเอียงใบหน้ามามองอย่างเร็ว ในสายตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่เขาตัดสัมพันธ์“คุณแม่ไปอังกฤษ เธอมาเสียเที่ยวแล้วแหละ กลับบ้านไปขายขนมไปเฝ้าร้านของเธอต่อเถอะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรให้เธอทำ!”“เฮ้ย! พอได้แล้วไอ้หมอก!” ปฐวีลุกขึ้นมาห้าม มันใช้มือผลักอกเขาออกไม่ให้ต่อว่าอะไรดรุณีไปมากกว่านี้ ออกตัวแรงปกป้องทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไร“ไม่พอ! ถ้างานหลักคือจับตามองฉันก็นั่งเฝ้าประตู เฝ้าลิฟต์แถวนี้แหละ บริษัทของฉันรับแต่คนมีคุณภาพ
ดรุณีเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปยังบริษัทไทยออลสตาร์คอนสตรัคชั่นที่อยู่ห่างออกไปราวห้านาที การเดินทางมาโรงเรียนน้องขวัญและมาทำงานค่อนข้างลำบาก เดินเท้า ต่อบีทีเอส ต่อวินมอเตอร์ไซค์ ค่าใช้จ่ายใช้ไปค่อนข้างเยอะแต่ก็บ่นไม่ได้เพราะขัดใจคุณแก้วกับคุณหมอกได้ที่ไหน วินมอเตอร์ไซค์ขับเร็วมากพาแว้นแซงรถหลายคันมาจนถึงที่หมายโดยร่างกายไม่มีบุบสลาย ลงจากรถขาอ่อนถึงกับสั่น จ่ายเงิน ส่งหมวกกันน็อกคืน“ขอบคุณครับ” หนุ่มอายุอานามใกล้เคียงกันเอ่ยแล้วเลี้ยวรถขับย้อนศรกลับวิน ถือว่ายังเช้ามากพนักงานยังไม่บางตา ดรุณีเดินตามทางเท้ามายังประตูกระจกจะผลักเข้าไปทว่ากลับพบว่ามีมือใหญ่ของใครไม่รู้วางทาบทับ สองหนุ่มสาวหันมามองหน้ากันต่างคนต่างตกใจ“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง ผมไม่ได้ตั้งใจจะจับมือคุณ” ยกแก้วกาแฟในมือขึ้นเป็นหลักฐาน แอบเห็นเงาตนเองสะท้อนกระจก โทรมฉิบหายเลยโว้ย ทำไมต้องมาเจอคนน่ารักในช่วงเวลาที่สภาพย่ำแย่ขนาดนี้นะไอ้วีเอ๊ย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยิ้มสู้ไว้ก่อน“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเองก็ไม่ทันมองคุณเหมือนกัน”“โอเคครับ เชิญด้านในได้เลยนะ”ปฐวียิ้มเขิน เปิดประตู ฝ่ายหญิงก้มหน้าขอบคุณ โอ๊ย ตายแล้วววว หน้านิ่งยังน่ารักเล
เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงรักสบายห่วงแค่เรื่องเงิน ถึงกระนั้นภูดิศก็ยังรักคุณน้ำหวาน ตามตื๊อ ติดต่อฝ่ายหญิงจนถูกสามีเธอส่งคนมากระทืบหลายครั้ง จนต้องหลบไปพักใจที่เมืองนอก ทิ้งหล่อนให้อุ้มท้องคนเดียว หนูขวัญเติบโตในครรภ์ด้วยการฟูมฟักจากหล่อนเพียงลำพัง ไร้เงาพ่อของลูก กระทั่งลูกคลอดภูดิศถึงกลับเมืองไทยและแวะมาหา‘ฉันให้เธอได้แค่ความเป็นเพื่อน อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ว่ามา ฉันอยากใช้แลกกับลายเซ็นเธอบนใบหย่าของเรา’เจอหน้ากันกี่ครั้ง เขาก็ถามถึงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว“ถึงดารักคุณมากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์”ดวงตาคู่หวานสวยปานตากวาง ทอดสายตามองหน้าตนเองที่สะท้อนกระจก ใบหน้ารูปไข่แม้จะสวยแต่ก็แสนจะเศร้า หึงในตัวเขามากแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการนิ่งเฉย แต่ไหนแต่ไรก็แทบไม่เคยได้อยู่ใกล้กัน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาตามกฎหมาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของลูกเขา ทว่าดรุณีรู้ตัวเองดีว่าตนไม่มีสิทธิ์ในตัวเขาเลยหกนาฬิกาสามสิบนาทีดรุณีอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จสรรพ สวมใส่ชุดทำงานเก่าเมื่อราวๆ สามปีก่อน เพราะไม่คิดว่าจะได้ทำงานประจำอีกจึงไม่ได้หาซื้อชุดใหม่ เมื่อคืนได้รับสายจากคุณแก้วกัลยา ท่านโทรสายตรงจากอังกฤษเ
โดยเฉพาะพวกที่ได้ลำดับการพรีเซ็นท์ก่อน อย่างบริษัทประเทศญี่ปุ่น!หลังจากเคลียร์งานในออฟฟิศเสร็จ คล้อยบ่ายไปดูไซต์งานที่ชลบุรี โดยปกติภูดิศชอบทำงานแบบนี้มากกว่าเข้าไปช่วยบิดาที่ฝ่ายบริหาร ไซต์งานชลบุรีเป็นงานสร้างคอนโดสูงสี่สิบชั้น เครื่องจักรทำงานทั้งวันทั้งคืนแข่งกับเวลาเสียงดังไปหมด คนงานก็เยอะเดินสวนกันไปมา ภูดิศถูกเชิญมาห้องประชุมซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในนั้น และมีคนงานระดับหัวหน้านั่งรออยู่แล้ว“อัดงบอัดคนเข้าไปอีกแล้วกัน เร่งโครงการให้มันเร็วมากขึ้น”ภูดิศเข้าดูความคืบหน้าโครงการทุกอย่าง ทั้งการก่อสร้าง ทั้งเอกสารรายงานหลายสิบฉบับ กว่าจะได้กลับกรุงเทพก็เกือบสองทุ่มและในขณะนั้นก็มีสายเรียกเข้า เขาเหลือบสายตาไปมองแวบเดียวเท่านั้นแม้จะเหนื่อยมาก แต่ก็กดรับหนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ผับแห่งหนึ่งในย่านรัชดา“หมอก น้ำหวานรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมา” เสียงหวานเอ่ยอย่างมั่นใจ ริมฝีปากสีแดงสดฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน รีบลุกจากเก้าอี้มากอดแขนกำยำทว่ากลับต้องหน้าเสีย “ทำไมล่ะคะ แค่นี้เอง” ถามเพราะเขาปัดมือตนเองออก“ผมเพิ่งมาจากไซต์งาน ยังไม่อาบน้ำ”ดาราสาวระบายรอยยิ้มอ่อนๆ ออกม







