LOGIN"เมื่อพันธะที่เขาหยิบยื่นให้มีเพียงความเกลียดชังและการตีตรา... เธอจะหนีพ้นเงื้อมมือวิศวกรไร้หัวใจคนนี้ได้อย่างไร ในเมื่อยิ่งหนี เขายิ่งรัดรั้งด้วยพันธะร้ายที่ยากจะตัดขาด"
View Moreเสียงเครื่องจักรในโรงช็อปวิศวกรรมเครื่องกลดังกระหึ่ม ทว่ากลับกลบเสียงหัวใจของ ‘เมลดา’ ที่เต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกไม่ได้ หญิงสาวในชุดนักศึกษาเรียบร้อยผิดบริบท ยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางกลิ่นน้ำมันเครื่องและไอร้อนของเหล็ก รอบตัวเธอคือกลุ่มชายหนุ่มในเสื้อช็อปสีเทาเข้มที่ยืนคุมเชิงเงียบงัน ราวกับฝูงนักล่าที่ล้อมเหยื่อโดยไม่ต้องส่งเสียง
แต่คนที่น่ากลัวที่สุด... คือชายหนุ่มที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวตรงหน้าเธอ
‘อัคคี’ ในชุดเสื้อช็อปสีเทาเข้มพับแขนขึ้นจนเห็นรอยสักรูปเกียร์ทอดยาวตามแนวแขนแกร่ง เขากำลังเช็ดคราบน้ำมันออกจากปลายนิ้วอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ สายตาคมปลาบคู่นั้นไร้ซึ่งความปราณี มีเพียงไฟแค้นที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้เป็นจุล
“ห้าล้าน...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบาแต่ทรงพลัง “นั่นคือตัวเลขที่พ่อเธอเซ็นเช็คเด้งใส่หน้าพ่อฉัน ก่อนจะหนีหัวซุกหัวซุน ทิ้งลูกสาวไว้ให้รับกรรมแทน”
“เมล... เมลจะหามาคืนให้ค่ะ” เมลดาพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “ขอเวลาให้เมลหน่อย พี่อัคคี... เมลขอเวลา”
กึก!
อัคคีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดจนเมลดาต้องถอยร่นไปติดโต๊ะเหล็กวางอุปกรณ์ มือหนาคว้าหมับเข้าที่ปลายคางมน บังคับให้เธอเชิดหน้าสบตากับความว่างเปล่าในดวงตาของเขา
“อย่าเรียกชื่อฉันด้วยปากเน่าๆ ของเธอ!” เขานะคอกใส่จนเธอสะดุ้ง “เวลาเหรอ? คนอย่างพวกเธอมันไม่มีสิทธิ์ร้องขออะไรทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีเงินจ่าย... ก็เอาตัวเธอมาขัดดอก!”
“ไม่นะ! พี่จะบ้าไปแล้วเหรอ เมลเป็นคนนะไม่ใช่สิ่งของ!”
“คนอย่างเธอมันยิ่งกว่าสิ่งของซะอีก เมลดา...” อัคคีแค่นยิ้มร้ายกาจ มือที่เคยบีบคางเปลี่ยนเป็นลูบไล้พวงแก้มใสอย่างจาบจ้วง “เธอรู้ไหมว่าเกียร์วิศวะน่ะ เขาจะมอบให้คนที่รัก... แต่สำหรับเธอ ฉันจะมอบ ‘พันธะ’ ที่จะทำให้เธอตายทั้งเป็นไปตลอดสี่ปีที่อยู่ที่นี่”
เมลดาพยายามสะบัดหน้าหนี แต่วงแขนแกร่งกลับรวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศจากตัวเขาจู่โจมประสาทสัมผัสจนเธอเคลิ้มไปวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกระชากกลับสู่ความจริงด้วยแรงบีบมหาศาลที่ข้อมือ
“ปล่อยนะ! คนเถื่อน! ฮึก...”
“เก็บเสียงไว้ร้องตอนอยู่บนเตียงดีกว่า” อัคคีก้มลงกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนเธอขนลุกชัน “ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เธอคือสมบัติของฉัน ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะ... แม้แต่ลมหายใจของเธอ ก็ต้องเป็นของฉันคนเดียว!”
ย้อนกลับไปเพียงสามชั่วโมงก่อนหน้า เมลดายังคงนั่งอยู่ในห้องสมุดกลางมหาวิทยาลัย แสงแดดอ่อนยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างดูเงียบสงบขัดกับพายุที่กำลังจะโถมเข้าใส่ชีวิต เพื่อนสนิทของเธอวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่ามี “กลุ่มวิศวะ” มาดักรอที่หน้าคณะ พร้อมจดหมายทวงหนี้ที่มีลายเซ็นพ่อของเธอเด่นชัด
เธอถูก “เชิญ” ตัวมาที่โรงช็อปหลังมอ สถานที่ที่เป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนนอก โดยเฉพาะผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอ
“คิดถึงพี่ไหม... เมลดา?” คำถามแรกที่หลุดจากปากอัคคีหลังจากไม่ได้เจอกันกว่าห้าปีทำให้น้ำตาเธอร่วงพราว ภาพพี่ชายใจดีที่เคยสอนเธอขี่จักรยาน เคยปลอบประโลมยามร้องไห้ และสัญญาว่าจะปกป้องเธอตลอดไป... บัดนี้แหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
“พี่อัคคี... ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้ เรื่องของผู้ใหญ่ ทำไมต้องดึงเมลเข้ามาเกี่ยวด้วย” เมลดาพยายามใช้ความหลังเข้าสู้ ทั้งที่รู้ว่ามันอาจไร้ความหมาย
“หึ! ผู้ใหญ่เหรอ?” อัคคีแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยรอยร้าว “วันที่พ่อเธอหอบเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัวฉันหนีไป วันที่แม่ฉันต้องตรอมใจตายเพราะไม่มีเงินรักษา พ่อเธอเคยคิดไหมว่านั่นคือเรื่องของผู้ใหญ่? เขาปล่อยให้ฉันกับพ่อดิ้นรนอยู่ในนรก! ในขณะที่เธอ... ยังเสวยสุขอยู่ในคฤหาสน์ที่สร้างขึ้นบนซากศพของแม่ฉัน!”
“เมลไม่เคยรู้... เมลไม่รู้จริงๆ ค่ะว่าคุณป้าเสีย...”
“หยุดตอแหล!” อัคคีตวาดลั่นจนฝุ่นบนโต๊ะไม้ฟุ้งกระจาย “เธอรู้แต่แกล้งโง่ เพราะมันสบายกว่าใช่ไหมล่ะ? ความเจ็บปวดที่ฉันได้รับตลอดห้าปี ฉันจะคืนให้เธอเป็นร้อยเท่าพันเท่า พ่อเธอรักเธอนักใช่ไหม... งั้นก็ลองดูว่าถ้าเขารู้ว่าลูกสาวสุดที่รักต้องมาเป็น ‘นางบำเรอ’ ขัดดอกให้ลูกชายศัตรู เขาจะกระอักเลือดตายตามแม่ฉันไปไหม!”
“พี่มันปิศาจ... พี่อัคคีคนเดิมตายไปแล้ว”
“ใช่! เขาตายไปพร้อมกับความซื่อสัตย์ที่เคยมีให้ครอบครัวเธอนั่นแหละ” อัคคีก้าวเข้ามาประชิดอีกครั้ง คราวนี้เขาคว้าจี้คอรูปเกียร์ที่เคยให้เธอไว้ตอนเด็กๆ แล้วกระชากจนสายสร้อยขาดสะบั้น “สร้อยเส้นนี้เธอไม่มีสิทธิ์ใส่... เพราะเกียร์คือหัวใจ แต่วันนี้ฉันไม่มีหัวใจเหลือให้เธอแล้ว เมลดา!”
เขายัดเศษสร้อยใส่มือเธอ ก่อนจะกระชากคอเสื้อนักศึกษาให้ร่างบางถลาเข้ามาใกล้จนปลายจมูกชนกัน “จำไว้... ต่อจากนี้ไม่มี ‘พี่อัคคี’ อีกต่อไป มีแต่ ‘นายอัคคี’ เจ้าชีวิตที่เธอต้องหมอบกราบขอความเมตตาทุกครั้งที่ฉันต้องการ!”
ริมฝีปากหนากระแทกลงปิดปากอิ่มอย่างรุนแรง มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน แต่คือการตีตราจอง คละคลุ้งไปด้วยรสชาติของความแค้นและหยาดน้ำตา เมลดาทั้งทุบทั้งถีบ แต่กลับถูกพันธนาการด้วยอ้อมกอดเหล็กที่ไม่มีวันสลัดหลุด นี่คือจุดเริ่มต้นของ... พันธะร้ายที่เธอไม่ได้เลือก และเขา... คือเจ้าของกรงขังสีเทาที่จะไม่มีวันปล่อยให้เธอเป็นอิสระ
รสจูบป่าเถื่อนเนิ่นนานจนเมลดาแทบหมดลม อัคคีถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า แต่วงแขนยังคงรัดร่างบางไว้แน่นจนกระดุมเสื้อนักศึกษาแทบปริแยก เขาจ้องมองใบหน้าที่เห่อแดงและดวงตาที่คลอน้ำตาด้วยสายตาที่ก้ำกึ้งระหว่างความสะใจและความโหยหาที่ถูกซ่อนไว้ลึกที่สุด
“ฮึก... ปล่อย... เมลเจ็บ” หญิงสาวครางประท้วงด้วยเสียงสั่นเครือ
“เจ็บเหรอ? นี่มันแค่เริ่มต้น เมลดา” อัคคีแค่นยิ้มเย็น “ความเจ็บปวดของเธอมันยังไม่ได้ครึ่งของความทรมานที่ฉันเจอ ตอนเห็นพ่อเธอกวาดเงินหนีไป ทิ้งให้พวกฉันโดนพวกทวงหนี้รุมสกรัมจนปางตาย!”
เขากระชากข้อมือเธอให้เดินตามไปยังรถกระบะยกสูงสีดำสนิทที่จอดเด่นอยู่กลางโรงช็อป เมลดาพยายามขัดขืนสุดกำลัง แต่แรงของคนตัวเล็กหรือจะสู้ผู้ชายที่คลุกคลีอยู่กับเหล็กและเครื่องยนต์มาทั้งชีวิต
“จะพาเมลไปไหน! ปล่อยนะ! ใครก็ได้ช่วยด้วย!”
“ตะโกนไปเถอะ ที่นี่คือถิ่นวิศวะ... และฉันคือนายใหญ่ของที่นี่ ไม่มีใครกล้าแส่เรื่องของฉันหรอก!”
อัคคีเหวี่ยงร่างของเธอเข้าไปในรถอย่างแรงจนศีรษะกระแทกเบาะหนัง เขาตามขึ้นมาฝั่งคนขับและล็อกประตูทันที เสียงเซ็นทรัลล็อกดัง ‘แก๊ก’ เปรียบเสมือนเสียงปิดประตูกรงขังที่ขังเธอไว้กับปิศาจในคราบรุ่นพี่ที่เคยหลงรัก
ภายในรถคละคลุ้งด้วยกลิ่นบุหรี่จางๆ และน้ำหอมกลิ่นไม้ป่าที่ดุดัน เมลดานั่งคุดคู้ชิดประตู น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย เธอมองผ่านหน้าต่างเห็นกลุ่มนักศึกษาที่ยืนมองมา บางคนหัวเราะเยาะ บางคนสมเพช แต่นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกไร้ค่า
“หยุดร้อง! มันน่ารำคาญ” อัคคีตวาดพร้อมกระชากเกียร์ออกตัวอย่างแรง
“พี่อัคคีคนเดิมไปไหน... พี่ชายที่เคยบอกว่าจะปกป้องเมลไปไหนแล้ว” เธอสะอื้นถามทั้งที่รู้คำตอบ
“ตายไปแล้วไง! ฉันบอกแล้วว่าคนโง่คนนั้นมันตายไปพร้อมกับความจน!” เขาเหยียบคันเร่งจนเข็มไมล์กวาดขึ้นสูง “และต่อจากนี้ จำใส่หัวไว้... เธอไม่มีสิทธิ์เรียกชื่อนั้นอีก หน้าที่ของเธอคือรับใช้ฉัน และอย่าคิดจะหนี เพราะถ้าเธอหนี... ฉันจะตามไปลากคอพ่อเธอมาเข้าคุกให้ได้ภายในวันเดียว!”
เมลดาเม้มปากแน่นจนห่อเลือด ความแค้นของเขามันฝังรากลึกจนไม่เหลือพื้นที่ให้ความเมตตา เธอรู้ดีว่านับจากวินาทีนี้ ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่แสนสดใสได้จบสิ้นลงแล้ว
รถคันใหญ่เลี้ยวเข้าสู่คอนโดหรูใจกลางเมือง อัคคีลากเธอลงจากรถอย่างไม่ใยดี พาขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสูงสุดที่เป็นโซน Penthouse ส่วนตัว เมื่อประตูเปิดออก เมลดาพบกับห้องพักโทนสีเทา-ดำ เรียบหรูแต่น่าขนลุก ของตกแต่งส่วนใหญ่เป็นโลหะและฟันเฟือง ราวกับที่นี่คืออาณาจักรเหล็กของเขา
“ที่นี่จะเป็นที่อยู่ของเธอ... ในฐานะ ‘สัตว์เลี้ยง’ ขัดดอกของฉัน” อัคคีโยนกุญแจลงบนโต๊ะกระจก “ห้ามออกไปไหนโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามติดต่อใคร และที่สำคัญ... อย่าริอ่านเอาตัวเน่าๆ ของเธอไปให้ผู้ชายคนไหนแตะต้องเด็ดขาด”
เขาก้าวประชิดตัวเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงสวาทและความเกลียดชังจ้องลึกลงไป “คืนนี้... เตรียมตัวรับผิดชอบหนี้ห้าล้านด้วย ‘งวดแรก’ ได้เลย เมลดา”
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนเดินเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้เมลดายืนตัวสั่นกลางห้องกว้างเพียงลำพัง ความเย็นของเครื่องปรับอากาศยังเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บที่กัดกินหัวใจ
เสียงน้ำจากฝักบัวหยุดลงแล้ว ความเงียบที่คืบคลานเข้ามาทำให้เมลดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไป เธอพยายามจะวิ่งไปที่ประตูห้องพัก แต่ทว่า...
แกร๊ก!
ร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากห้องน้ำ มีเพียงผ้าขนหนูสีเข้มพันกายหมิ่นเหม่ โชว์แผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจางๆ หยดน้ำที่เกาะตามผิวกายเข้มทำให้เขามีเสน่ห์ที่อันตราย
“จะไปไหน?” เสียงทุ้มเข้มถามพร้อมก้าวมารั้งหน้าเธอไว้
“เมล... เมลจะกลับบ้าน เมลจะหาเงินมาคืนพี่ด้วยวิธีอื่น ปล่อยเมลไปเถอะนะคะ” เธอนรุดตัวลงคุกเข่าอ้อนวอน “ให้เมลทำความสะอาดห้อง เป็นคนใช้ หรือทำงานหนักแค่ไหนก็ได้ แต่อย่าทำแบบนี้เลย...”
อัคคีเชยคางเธอขึ้นด้วยปลายนิ้วเย็นเยียบ “คนใช้เหรอ? หึ... คนใช้ฉันหาซื้อที่ไหนก็ได้เมลดา แต่ ‘ลูกสาวศัตรู’ ที่มานอนทอดร่างให้ฉันเหยียบย่ำแก้แค้นน่ะ มันหาไม่ได้ง่ายๆ”
“พี่มันใจร้าย! พี่ทำลายชีวิตเมล ทำลายศักดิ์ศรีของเมล!” เธอตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความเหลืออด พร้อมฟาดมือลงบนอกแกร่งสุดแรง
เพียะ!
ใบหน้าคมสะบัดตามแรงตบ ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องชั่วขณะ อัคคีค่อยๆ หันกลับมา สายตาของเขาไม่ใช่แค่โกรธ แต่มันคือพายุที่พร้อมจะทำลายทุกอย่าง
“ศักดิ์ศรีเหรอ? ในวันที่ครอบครัวฉันล้มละลาย ฉันไม่รู้จักแม้แต่คำว่าศักดิ์ศรีด้วยซ้ำ!” เขาคำรามพร้อมรวบตัวเธอขึ้นพาดบ่า “ในเมื่อพูดดีๆ ไม่รู้เรื่อง งั้นก็มาดูซิว่าศักดิ์ศรีที่เธอหวงนักหวงหนา มันจะทนทานแรงแค้นของฉันได้สักกี่น้ำ!”
เขากระแทกเธอลงบนเตียงกว้าง กลิ่นอายความโกรธแค้นอบอวลไปทั่วทุกอณู เมลดาพยายามดิ้นรนแต่ถูกพันธนาการไว้ด้วยร่างกายแกร่งราวกับคีมเหล็ก... และคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเธอก็เริ่มต้นขึ้น
แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านม่านสีมืดเข้ามา ไม่ได้ทำให้ความหนาวเหน็บในใจลดน้อยลงเลย เมลดาลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง รอยช้ำสีกุหลาบบนผิวเนียนคือหลักฐานของ “พายุ” ที่เพิ่งพัดผ่านไป เธอวาดสายตาไปรอบห้องที่ว่างเปล่า... เขาไม่อยู่แล้ว
เมลดาลุกขึ้นนั่งขดตัว กอดเข่าร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียง ความเจ็บปวดทางกายยังไม่เท่าความแตกสลายในใจ เธอต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อชดใช้ในสิ่งที่ไม่ได้ก่อ
แกร๊ก...
ประตูเปิดออก อัคคีเดินเข้ามาในชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบ เสื้อช็อปวิศวะสีเทาที่สวมทับทำให้เขายังคงเป็นรุ่นพี่ผู้ทรงอิทธิพลคนเดิม ต่างเพียงสายตาที่มองมา... มันยังคงเย็นชาไร้ที่ติ
“ตื่นแล้วก็ลุกไปอาบน้ำ อย่ามาชักช้าชวนคลื่นไส้อยู่บนเตียงฉัน” เขายันถุงเสื้อผ้าใหม่ลงบนเตียง “ฉันให้คนไปขนเสื้อผ้าเธอมาจากหอพักแล้ว ต่อไปนี้เธอต้องอยู่ที่นี่ และต้องไปเรียนพร้อมฉัน”
“เมลอยากกลับไปอยู่ที่หอ...”
“ไม่มีสิทธิ์เลือก!” เขาตอกกลับทันควัน “จำไว้ว่าสถานะของเธอตอนนี้คืออะไร เมลดา... ถ้าไม่อยากให้เรื่องที่เธอ ‘นอน’ กับฉันกระฉ่อนไปทั้งมหาวิทยาลัย ก็ทำตัวว่าง่ายๆ”
เขาโน้มตัวลงมาจนเกือบชิดใบหน้า “แล้วอย่าคิดจะหนี เพราะเกียร์ที่วางอยู่บนหัวเตียงนั่น... คือสิ่งที่เตือนใจว่าเธอคือ ‘ของ’ ของใคร ถ้าฉันไม่สั่งให้ปล่อย เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว”
อัคคีเดินจากไปพร้อมเสียงปิดประตูดังปัง ทิ้งให้เมลดานั่งมองเกียร์โลหะสีเงินบนโต๊ะหัวเตียง มันไม่ใช่เกียร์แห่งความรัก แต่มันคือตราประทับแห่งโซ่ตรวนที่ผูกมัดเธอไว้กับเขา... นายวิศวะใจร้ายที่ชื่อ อัครินทร์
บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยช่วงค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงัด กลับเต็มไปด้วยรังสีของความกดดัน ลานเกียร์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรี บัดนี้ถูกใช้เป็นกระดานหมากสุดท้ายในการกวาดล้าง ‘มาเฟียวิศวะ’ ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้คราบวิชาการมานานนับทศวรรษอัคคีรู้ดีว่า ‘ศาสตราจารย์เกรียงไกร’ ไม่ใช่เหยื่อที่จะจัดการได้ง่ายๆ เขาจึงใช้ตัวเองและเมลดาเป็นเหยื่อล่อ โดยนัดหมายส่งมอบ ‘หลักฐานต้นฉบับ’ ที่บ้านพักรับรองในเขตพื้นที่วิจัยหลังมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นจุดอับสายตาและอยู่นอกเหนือการดูแลของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั่วไป"นิก ภีม... ประจำจุดหรือยัง?" อัคคีกระซิบผ่านไมค์จิ๋วที่ติดอยู่ใต้ปกเสื้อช็อป"เรียบร้อย... กล้องวงจรปิดทุกตัวในรัศมี 500 เมตรอยู่ในมือพวกกูแล้ว" นิกตอบกลับมาจากศูนย์บัญชาการเคลื่อนที่ "แต่อัคคี... พวกมันขนคนมาเยอะกว่าที่คิดนะเว้ย มีพวกเด็กช็อปสายมืดจากสถาบันอื่นมาสมทบด้วย มึงต้องระวังตัว!"อัคคีหันไปมองเมลดาที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาจับมือเธอแน่น "เมล... ไม่ต้องกลัวนะ ครั้งนี้พี่จะไม่ยอมให้ใครพรากเมลไปได้อีก"เมื่อก้าวเข้าสู่บ้านพักรับรอง ศาสตราจารย์เกรียงไกรนั่งรออยู่พร้อมชายชุดดำนับสิบ แววตาที่เคยดู
ความสงบสุขมักเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่พายุลูกใหม่จะมาถึง หลังจากเหตุการณ์ที่ลานเกียร์ อัคคีและเมลดาเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตคู่แบบคนรักปกติ ทว่าในบ่ายวันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ในห้องสมุดกลาง เสียงโทรศัพท์ของเมลดาก็สั่นครืดคราดด้วยเบอร์แปลกจากต่างประเทศ ทันทีที่เธอกดรับ เสียงปลายสายที่สั่นเครือแต่คุ้นเคยก็ทำให้หัวใจของเธอเกือบหยุดเต้น"เมลดา... พ่อเองนะลูก พ่อกลับมาแล้ว"รถยนต์ของอัคคีเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านพักตากอากาศไม้เก่าแก่แถบชานเมือง สภาพของมันทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้ว่าเป็นที่ดินราคาแพงของตระกูลเกียรติวรโชติ สีไม้ที่เคยนวลตาบัดนี้หลุดลอกจนเห็นเนื้อไม้สีเทา กลิ่นดินที่ชื้นแฉะผสมกับกลิ่นสาบของใบไม้แห้งโชยมาเตะจมูกทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถเมื่อเดินเข้าไปข้างใน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเอกสารเก่าที่สะสมมานานหลายปีพุ่งเข้าใส่ประสาทสัมผัส มันคือกลิ่นของความล้มละลายและความโดดเดี่ยว บนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นมีกองเอกสารเหลืองกรอบวางระเกะระกะ เมลดามองภาพเหล่านั้นด้วยหัวใจที่บีบคั้น จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างชายชราซูบผอมซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางเงามืด"เมล... เมลลูกพ่อ"เสียงเรียกแห
หลังจากมรสุมคดีความของอาทิตย์เริ่มเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ความเงียบสงบที่หาได้ยากก็กลับคืนมาสู่คอนโดหรูอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดเหมือนเก่า ทว่าเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความ ‘ประหม่า’ ระหว่างชายหนุ่มผู้เคยร้ายกาจกับหญิงสาวที่เพิ่งเริ่มเปิดใจอัคคียืนจ้องหน้าตัวเองในกระจกห้องน้ำมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ผู้ชายที่เคยหยิบแค่เสื้อช็อปมาสวมทับเสื้อยืดแล้วออกจากบ้านได้ในห้านาที บัดนี้กลับกำลังกังวลกับทรงผมและการเลือกน้ำหอม"ไอ้คี... มึงจะตื่นเต้นทำไมวะ แค่พาเมลไปกินข้าว" เขาสบถกับเงาตัวเอง แต่เม็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผมกลับฟ้องว่าเขากำลังสติหลุดเขาตัดสินใจหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตามาสวม พับแขนขึ้นเผยให้เห็นรอยสักรูปเกียร์ที่ดูดุดันแต่สะอาดสะอ้าน เขาจงใจเลือกน้ำหอมกลิ่นที่อ่อนโยนขึ้นกว่าทุกวัน เพื่อไม่ให้มันไปรบกวนกลิ่นแป้งเด็กจางๆ ที่มักจะได้กลิ่นจากตัวเมลดาเสมอขณะเดียวกัน เมลดาก็อยู่ในอาการไม่ต่างกัน เธอเลือกชุดเดรสสีขาวนวลยาวคลุมเข่าที่ดูเรียบง่ายแต่สดใส มือเรียวเอื้อมไปกุม ‘สร้อยเกียร์’ ที่ยังห้อยอยู่ที่คอ เธอตั้งใจจะคืนมันให้เขาในวันนี้ เพราะรู้สึกว่าตอนนี้เธอมั่นคงพอที่จะ
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของ ‘อาอาทิตย์’ ในค่ำคืนนี้เงียบสงัดจนน่าขนลุก ทว่าภายใต้ความเงียบนั้นกลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของสงครามที่กำลังจะปะทุ อัคคีในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเดินเข้าไปในห้องทำงานของอาตัวเองด้วยจังหวะที่มั่นคง แฝงไปด้วยความเดือดดาลที่พยายามกดทับไว้ก่อนหน้านี้ ภายในคอนโดหรูของอัคคีถูกเปลี่ยนสภาพเป็นศูนย์ปฏิบัติการขนาดย่อม ‘นิก’ และ ‘ภีม’ สองเพื่อนสนิทสายวิศวะ นั่งอยู่หน้าจอแล็ปท็อปที่กำลังรันโค้ดเจาะระบบฐานข้อมูลบัญชีบริษัทในเครือของอาทิตย์อย่างบ้าคลั่ง"ไอ้นิก... มึงเจอจุดรั่วของ Firewall หรือยัง?" ภีมถามพลางรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดจนเหงื่อซึมตามไรผม "ถ้าเราเข้าไม่ถึงบัญชีโอนเงินต่างประเทศวันนี้ ไอ้คีไม่มีทางล้มอาอาทิตย์ได้แน่""แป๊บหนึ่งดิวะ! ไอ้แก่นี่มันจ้างโปรแกรมเมอร์มือดีว่ะ แต่มันพลาดตรงที่ใช้รหัสเดิมๆ ที่เคยตั้งร่วมกับพ่อไอ้อัคคี" นิกสบถ แววตาจ้องมองแถบสถานะที่ค่อยๆ ขยับขึ้น "เรียบร้อย! กูเข้าถึง Folder ลับ 'Project A' แล้ว... ไอ้เชี่ย! นี่มันไม่ใช่แค่โกงนะเว้ย แต่มันคือการวางแผนทำให้พ่อไอ้คีกลายเป็นแพะรับบาปตั้งแต่วันแรก!"ในขณะเดียวกัน ที่เซฟเฮาส์แถบชานเมือง ทีมรุ่นน้องวิ
หลังจากเหตุการณ์ปะทะกับ ‘วินธัย’ บรรยากาศใน Penthouse หรูของอัคคีก็ตึงเครียดจนถึงขีดสุด อัคคีกลายเป็นคนบ้างานและบ้าอำนาจยิ่งกว่าเดิม เขาแทบไม่ปริปากพูดกับเมลดาเกินสามคำ ทว่าทุกสายตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความคาดคั้นและหวงแหน เมลดาถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องพักกว้างขวางที่บัดนี้กลายเป็นกรงขังทองคำอย
ความสัมพันธ์อันกระอักกระอ่วนระหว่างอัคคีและเมลดาภายในคอนโดหรูเริ่มมีรอยร้าวที่แปลกประหลาด อาการไข้ของเมลดาเริ่มทุเลาลงจากการดูแลแบบ ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ ของชายหนุ่ม ทว่าพายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นที่หน้าคณะบริหารธุรกิจ เมื่อการปรากฏตัวของใครบางคนกำลังจะเขย่าหัวใจที่ด้านชาของเฮดว้ากหนุ่มให้คลั่งยิ่งกว่
ความเงียบเชียบภายในห้อง Penthouse หรูดูจะกดดันยิ่งกว่าเดิม เมลดาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดรุมๆ ที่ศีรษะ ร่างกายของเธอประท้วงความเหนื่อยล้าจากพายุอารมณ์ที่ซัดสาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสองวันที่ผ่านมา เธอพยายามพยุงตัวลุกจากเตียงเพื่อไปเรียน แต่ความรู้สึกโลกหมุนกลับทำให้ซวนเซจนต้องคว้าขอบโต๊ะไว้แน่น"จะรีบ
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงเช้าที่ควรจะสดใสเหมือนวันทั่วไป กลับมืดหม่นจน 'เมลดา' แทบไม่อยากหายใจ รถกระบะยกสูงคันยักษ์ของอัคคีเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าคณะบริหารธุรกิจอย่างไม่เกรงใจสายตาใคร ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง แรงกดดันมหาศาลก็เข้าปกคลุมไปทั่วห้องโดยสาร"ลงไปได้แล้ว... และจำไว้ว่าหลังเลิกเรียน ฉันจะมารับ