LOGINอีกทางด้านหนึ่ง ดรุณีกำลังเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้าในมือมีลิสของต้องซื้อ ต้องการหลีกเลี่ยงการเจอหน้าน้องสาวชั่วคราว น้องดรีมเป็นเด็กฉลาดมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามีเรื่อง ดรุณีไม่ต้องการให้น้องสาวเกลียดชังภูดิศรวมถึงคนตระกูลนั้นไปมากกว่านี้ มือเล็กออกแรงดึงรถเข็น เลือกซื้อของทุกอย่างอย่างพิถีพิถัน ดูความสดใหม่ วันหมดอายุ และราคาจากหลายๆ ยี่ห้อเปรียบเทียบกัน เลือกของจนกระทั่งมาถึงโซนผัก ผลไม้ และอาหารสด
หล่อนเลื่อนรถเข็นผ่านเจ้าแครอทสีส้มแสนน่ากิน หวนนึกถึงอดีต ภูดิศอยู่ในชุดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติชื่อดังมาติวหนังสือในร้านกับเพื่อน เขาสั่งของกินมาหลายอย่าง ทว่าเลือกเขี่ยแครอทออกหมดทุกจาน ในวันนั้นหล่อนอยู่แค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งโรงเรียนรัฐบาลธรรมดา แอบบ่นถึงผู้ชายหน้าตาดีที่ไม่ชอบแครอทหลายครั้ง มารดาได้ยินก็เอ็นดู ครั้งต่อไปเมื่อเห็นเด็กกลุ่มนั้นมาติวหนังสืออีกจึงเลี่ยงไม่ใส่แครอท
‘วันหลังผมขอไม่ใส่แครอทแบบนี้อีกนะครับคุณน้า’
เด็กชายบอกขณะจ่ายเงิน เขาจัดฟันและมีรอยยิ้มที่สวยมาก ดรุณีนั่งทำการบ้านอยู่ไม่ไกลใจเริ่มเต้นแรง และนับจากวันนั้นเป็นต้นมาดรุณีก็คอยแอบมองเขาตลอด จนกระทั่งพี่หมอกสุดหล่อจบชั้นมัธยมปลาย เขาหายไปไม่กลับมาที่ร้านอีกเลยหลายเดือน คิดถึงเขา จึงแอบสืบทางเฟซบุ๊กและพบว่าเขาไปเรียนปริญญาตรีที่เมืองนอกพร้อมกับแฟนสาว ลงรูปคู่สวีตหวานเชียว และเหมือนว่าจะพักห้องเดียวกันด้วย
ในช่วงนั้นดรุณีเองก็เริ่มเติบโต โดยมีความฝันอยากเข้าทำงานในบริษัทคอนสตรัคชั่นของครอบครัวเขา หล่อนคอยมองภูดิศเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีพร้อมในทุกๆ อย่าง จากนักเรียนมัธยมปลายจัดฟัน หัวเกรียนไม่ชอบแครอท กลายเป็นหนุ่มนักเรียนนอก กล้ามใหญ่ และกลับมานั่งตำแหน่งรองผู้บริหารสุดเท่ ช่วงสิบปีที่ผ่านมา ดรุณีเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาทั้งหมด แม้จะรู้ดีแก่ใจว่ามันเป็นแค่การแอบรักข้างเดียวเท่านั้น ไม่มีวันเลยที่ความรักนี้จะกลายเป็นจริง เขาทั้งหล่อ รวย จบสูง ชาติตระกูลก็ดี
ตัดภาพมาที่หล่อนสิ ไม่มีอะไรเลย มีร้านขายขนมเล็กๆ ที่ใกล้จะเจ๊ง เรียนจบปริญญาโทมหา’ลัยรัฐบาลทั่วไป การที่ฟลุกได้จดทะเบียนสมรสกับเขา… เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากๆ แต่เฮ้อ! ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลก ที่อยากฟลุกแบบนี้หรอก ทรมานหัวใจจะตาย
“ขอบคุณค่ะ” รับเงินทอนจากพนักงาน ถือของพะรุงพะรังเต็มสองมือเดินข้ามสกายวอคลงบันไดมาถนนอีกฝั่ง ตัดถนนเส้นเล็กไม่ไกลเดินเข้าซอยแคบๆ กัดฟันเดินท่ามกลางสภาพอากาศร้อนมาเรื่อยๆ ทว่าในจังหวะนั้นเองกลับมีรถยนต์คันหนึ่งเลี้ยวเข้าซอยมาพอดี ขับเข้ามาใกล้เกินจนหล่อนตกใจล้มลงบนฟุตบาท ล้มลงกระแทกพื้นถนนร้อนจัด ข้าวของในมือตกลงกระจาย บางอย่างก็กลิงก์ออกจากถุง คนแถวนั้นต่างหันมามองด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับเจ้าของรถยนต์หรูที่ตกใจไม่ต่างกัน เขารีบเปิดประตูออกมาแสดงความรับผิดชอบ เข้ามานั่งลงข้างสาวโชคร้าย
“เจ็บมากไหมครับ ขอโทษนะผมไม่ได้ตั้งใจ ไม่ทันมองว่าคุณเดินข้างหน้า”
“…”
ดรุณีช้อนสายตาขึ้นมองแวบเดียวเท่านั้น ตำหนิเขาทางนั้น ก่อนยกแขนศอกขึ้นดูแผลเห็นว่ามีเลือดออกเล็กน้อยบนรอยถลอก แล้วก็มีเลือดออกมาบริเวณหัวเข่า ขยับก็ไม่ได้ ถึงจะเป็นแผลเล็กแต่ดรุณีก็รู้สึกเจ็บ เพราะไม่ได้ตอบคำถาม ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จึงไม่ทันเห็นปฏิกิริยาผู้ชายคนนั้นว่ากำลังถูกใจตน
ให้ตายเถอะ เหมือนมีใครมาเปิดเพลง 'ใช่เลย' ของไท ธนาวุธอยู่ในหัวเขา
“เจ็บมากไหมครับ” ย้ำถามอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณที่ถาม ฉันไม่เจ็บมากเท่าไหร่”
“แต่เลือดคุณออก ให้ผมพาไปโรงพยาบาลนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจ” หญิงสาวฝืนกายลุกเดินขากะเผลกๆ ไปเก็บของตัวเอง มีผักบางชนิดหล่นออกมาคลุกฝุ่นชวนให้อารมณ์ไม่ดี เสียดายที่ต้องทิ้งบางส่วนทั้งที่เพิ่งจะซื้อมา หล่อนรีบเร่งมือเก็บก่อนวินมอเตอร์ไซค์กับรถยนต์เอยจะเหยียบ ส่วนหนุ่มหล่อนั้นไม่ละความพยายามอยากรับผิดชอบ ภูมินทร์ตามมาช่วยเก็บมือเป็นระวิง แย่งหญิงสาวเก็บของเก็บผักจนหมด อีกทั้งยังถือวิสาสะถือถุงไว้ไม่ยอมส่งคืนแม้หล่อนจะส่งมือมารอรับ
ดรุณีสบตาเขาแวบเดียวเท่านั้นก็รีบส่งมือไปแย่งทุกอย่างกลับคืน ใจหล่อนเหมือนจะเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่เพราะตกหลุมรักหรือตื่นเต้นหรืออะไร แต่เพราะตนรู้จักผู้ชายคนนี้
“ผมอยากรับผิดชอบ อย่างน้อยก็อยากซื้อของทดแทนส่วนที่เสียหาย”
“ผักช้ำไม่กี่อย่างเองค่ะ ฉันไม่ถือโทษโกรธคุณหรอก”
“แต่ผมอยากรับผิดชอบนี่นา ให้พาส่งบ้านก็ได้ นะครับ”
บ้า ทำไมใช้สายตาแบบนี้มองหล่อน
ดรุณีลืมตัวเผลอเพ่งสายตาดุๆ เอ็ดภูมินทร์
“ไม่เป็นไรค่ะ บ้านฉันอยู่ตรงนี้เอง ขอตัวก่อนนะคะ”
ดรุณีไม่สนใจเสียงเรียก รีบเดินทั้งที่ยังเจ็บแขนเจ็บขาเข้าไปในซอย
“อย่าเพิ่งไปสิคุณ ใกล้แค่นี้ผมก็ไปส่งได้”
“เฮ้ย! คิดว่าขับรถหรูแล้วจะจอดตรงไหนก็ได้เหรอวะ รอนานแล้วนะ เคลียร์กันเสร็จแล้วก็รีบไปสักที คนเขาจะใช้ถนน” เสียงด่า เสียงแตรดังไปทั่วอาณาบริเวณ
“ขอโทษครับพี่ ขอโทษครับ จะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ” หันกลับมาอีกทีสาวสวยก็เดินไปไกลแล้ว
ทางด้านดรุณีนั้นไม่สนใจแผล รีบเดินกลับบ้านเพราะกลัวภูมินทร์จะตามมาแล้วเห็นว่าตนเองเป็นใคร “ดรีม มาช่วยพี่ถือของที”
“ได้ค่ะ” สาวน้อยนักศึกษาส่งเสียงเจื้อยแจ้ว รีบวิ่งออกมา “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมตามตัวพี่ดาถึงมีแผล”
“เข้าหลังร้านก่อนเถอะ” จับมือน้องไปคุยข้างใน กลัวเสียงจะรบกวนลูกค้า
“ถลอกเยอะเชียว หกล้มมาเหรอคะ ทำไมไม่นั่งวินกลับบ้าน”
“พี่โดนรถเฉี่ยวนิดหน่อยน่ะ อยู่หน้าปากซอยนี่เอง แต่ไม่เป็นอะไรมากหรอกดรีมไม่ต้องห่วง”
“น่าจะโทรเรียกดรีมให้เดินออกไปรับนะคะ แล้วเจ้าของรถเขาไม่รับผิดชอบอะไรบ้างเหรอ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน พี่ดาน่าจะด่าซะให้เข็ด จะได้ไม่ไปขับรถเฉี่ยวชนคนอื่นอีก เสียดายดรีมไม่อยู่ด้วย ไม่งั้นจะด่าให้เละเลย”
ดรุณีหัวเราะ ดาริกาก็ยังเป็นดาริกาคนเดิมที่รักความยุติธรรม และพูดอะไรตรงใจคิด
“หัวเราะทำไมคะ ดรีมจริงจังนะ เพราะพี่ดาใจดีเกินไปถึงมีแต่คนจ้องจะรังแก”
ทั้งสองวางถุงข้าวของลงบนโต๊ะ แยกของที่เลอะฝุ่นออกมาล้าง ส่วนผักที่ช้ำก็กลั้นใจเอาทิ้งถังขยะ
“เขาขอโทษและขอรับผิดชอบแล้ว จะพาไปหาหมอ จะซื้อของให้ใหม่ ทั้งจะมาส่งบ้าน แต่พี่เป็นคนปฏิเสธเอง”
ดาริกากลอกตาแรงมาก “พี่ดาก็เป็นซะอย่างนี้ ใจดีตลอด บางทีดรีมก็เบื่อพี่ดานะ รู้ตัวบ้างหรือเปล่าเนี่ย”
“เบื่อพี่ทำไม อย่าเบื่อเค้าเลยนะ” แกล้งกะพริบตาหวานใส่ให้ใจน้องละลาย
“เชอะ ไปนั่งรอเลย เดี๋ยวดรีมกลับไปเอากล่องพยาบาลที่บ้านก่อน จะได้แวะไปดูหมูอ้วนด้วยว่าตื่นหรือยัง”
“จ้ะ” ดรุณีนั่งรออยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์คอยมองบรรยากาศแสนสงบในร้าน งานหลักๆ ของดรุณีกับดาริกาคือเช็กบิล สลับกับช่วยน้องพนักงานทำเมนูต่างๆ เครื่องดื่ม ขนม อาหาร เพราะทั้งสองจ้างพนักงานคนเดียวเท่านั้นสลับวันทำงานกัน ร้านเล็กแค่นี้ดูแลกันเองก็ทั่วถึงแล้ว ช่วงบ่ายวันนี้เงียบหน่อยมีลูกค้าไม่กี่โต๊ะ ออร์เดอร์ไม่มีอะไรมากแค่สั่งแค่เครื่องดื่มเท่านั้น นัยน์ตาคู่สวยก้มลงมองแผล ขณะรอก็หยิบสลิปรายจ่ายออกมาเก็บไว้ในลิ้นชัก จะได้เขียนบัญชีก่อนปิดร้านได้ถูก
ดรุณีสูดปากเบาๆ เจ็บใช่ย่อยเลย
กรุ้งง กริ้งงง มีเสียงลมปะทะโมเดลเปลือกหอยเหนือประตู ดรุณีละสายตาจากแผลตามร่างกายไปมองลูกค้าคนใหม่ แม้จะอยู่ในระยะไกลทว่าทั้งสองก็สามารถจำกันและกันได้
“พี่ดาคะ ยามาแล้วค่ะ ส่วนหนูขวัญยังไม่ตื่นนะคะ หลับปุ๋ยเลย” ทว่าขณะนั้นเองดาริกาก็เพิ่งเดินเข้ามาทางหลังร้าน ส่งเสียงเจื้อยแจ้วค่อนข้างดัง
ดรุณีเห็นสายตาของภูมินทร์แสดงความตกใจมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่รู้ว่าเขามาที่นี่ทำไม แต่ ณ วินาทีนั้นดรุณีมั่นใจ ว่าเขาจำชื่อหล่อนได้
“อ้าวเฮ้ย ไปจริงเหรอวะหมอก” แก๊งเพื่อนเรียกตามหลังแต่ไม่ทัน มันถือจานข้าวเปล่าลุกออกจากโต๊ะไปแล้ว กินไวเป็นบ้าเลย ข้าวพวกเขายังเต็มจานกันเกือบทุกคน มันสวาปามอยู่คนเดียวหนุ่มๆ เซ็งเป็ดเป็นแถบ ละสายตาจากภูดิศ กลับมามองดรุณีที่ทำตาใสมองพวกเขาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี อึดอัด อยากลุกออกไปจะแย่แล้ว เต้ ท็อป วี เลิกถามรัว ส่งยิ้มบางๆ มาให้ จากกระโดกกระเดกแย่งกันพูดเมื่อครู่ก็กลับมามีมารยาทมากขึ้น“พวกพี่แกล้งเล่นครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริษัทของเรานะ มีปัญหาอะไรถามพวกพี่ได้ตลอดเลย ไม่ต้องไปถามไอ้หมอกหรอก”“ใช่ครับ พวกพี่มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ไอ้วียังโสดน๊า” คนที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาไม่วายสปอลย์เพื่อน ดรุณีผ่อนคลายลงมากถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา และพยักหน้าเบาๆ เพื่อรับทราบพี่ท็อปพูดเสริม “กินข้าวกันเถอะครับ ไอ้วี! มึงไม่ต้องยิ้ม ไปซื้อน้ำมาให้น้องดาเลย กับขนมด้วยนะ เลี้ยงรับน้องหน่อย”สามหนุ่มสามมุมวาไรตี้ฉีกยิ้มกว้าง ไล่ปฐวีให้ไปซื้อน้ำมาบริการแบบฟรีๆ ดรุณีมองพี่ๆ ในแง่ดีมากขึ้น ร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร โดยไม่รู้ตัวเลย ว่าถูกถ่ายรูปไปนินทาในกลุ่มไลน์อีกแล้ว สาวๆ พนักงานที่แอบชอบสถาปนิกในกลุ่มนั้
ภูดิศ รักษาการประธานกรรมการบริษัทแอบอู้งาน นั่งสบายเหยียดแข้งเหยียดขาพาดบนโต๊ะ ดูกล้องวงจรปิดโถงทางเดินชั้นผู้บริหารมาจนถึงโต๊ะเลขาหน้าห้อง แอบสังเกตการณ์เลขาผู้ช่วยคนใหม่ อยากรู้ว่าหล่อนตั้งใจทำงานมากแค่ไหน หรือไม่ยอมหยิบจับอะไรจะนั่งเฝ้าเขาอย่างเดียวภาพจากกล้องยี่ห้อนี้ชัดชะมัดเลย คุณแม่หนูขวัญกำลังนั่งหน้าจอคอมพ์พิมพ์ก๊อกๆ แก๊กๆ ลงบนแป้นพิมพ์ แฉลบสายตามาอ่านและพิมพ์สดๆ โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยแปลแต่อย่างใดดูจากท่าทางก็เข้าทีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาน่าโยนลงถังขยะหรือเปล่า ผิดแกรมม่า พิมพ์ตกหล่นอะไรทำนองนั้นเขาก็ไม่เอากล่องอีเมลเด้งขึ้นมามุมล่างขวาของจอแมคบุ๊ก ภูดิศละสายตาจากหน้าจอใหญ่ กลับมามองจอเล็กและคลิกเม้าท์เข้าไปอ่าน พบว่าเป็นอีเมลคอนเฟิร์มวันเวลาคุยงานกับนักธุรกิจชาวฮ่องกง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ผ่านมาที่เขาบินไปฮ่องกงครั้งหนึ่ง เขากดเปลี่ยนภาษาและตอบกลับไป ลงชื่อกำกับเสร็จสรรพ และก๊อบปี้ส่งต่อข้อมูลไปให้คุณสุวิทย์ เพื่อให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อมตาเขาเริ่มปรือๆ อีกแล้ว กาแฟสองแก้วที่ดรุณีชงมาให้ท่าจะเอาไม่อยู่ จึงต่อสายไปข้างนอกใช้หล่อนให้ลงไปซื้อจากร้านกาแฟข้างล่าง
“แล้วนี่อะไร นั่งอยู่กับใครนานสองนาน”แค่ปรายสายตามองเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจจะหันไปมองให้เต็มสองตา ร้อยวันพันปีดรุณีไม่เคยมายุ่งกับครอบครัวหรือบริษัทเขา แต่หลังจากมีข่าวดังก็โผล่หน้ามาให้เห็นแบบนี้ คงไม่พ้นฝีมือมารดาเขาแน่นอน นี่ขนาดตัวอยู่อังกฤษ แต่ยังไม่วายส่งคนมาจับผิด กลางวันมีดรุณีคอยจับผิด กลางคืนก็มีอีกคนส่งมาประกบเขา ตั้งใจให้กระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยหรือไง นึกถึงเรื่องนี้ทีไรภูดิศชักจะอารมณ์เสียทุกทีปฐวีมองหน้าทั้งสองคน “อ้าว ไม่รู้จักกันหรอกเหรอ คุณดาบอกแม่มึงให้มาช่วยงาน” “ไม่เชิงรู้จัก แค่เคยเห็นหน้า” ประชดเข้าให้ดรุณีเองก็เริ่มมีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา โกรธ เจ้าหล่อนเอียงใบหน้ามามองอย่างเร็ว ในสายตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่เขาตัดสัมพันธ์“คุณแม่ไปอังกฤษ เธอมาเสียเที่ยวแล้วแหละ กลับบ้านไปขายขนมไปเฝ้าร้านของเธอต่อเถอะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรให้เธอทำ!”“เฮ้ย! พอได้แล้วไอ้หมอก!” ปฐวีลุกขึ้นมาห้าม มันใช้มือผลักอกเขาออกไม่ให้ต่อว่าอะไรดรุณีไปมากกว่านี้ ออกตัวแรงปกป้องทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไร“ไม่พอ! ถ้างานหลักคือจับตามองฉันก็นั่งเฝ้าประตู เฝ้าลิฟต์แถวนี้แหละ บริษัทของฉันรับแต่คนมีคุณภาพ
ดรุณีเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปยังบริษัทไทยออลสตาร์คอนสตรัคชั่นที่อยู่ห่างออกไปราวห้านาที การเดินทางมาโรงเรียนน้องขวัญและมาทำงานค่อนข้างลำบาก เดินเท้า ต่อบีทีเอส ต่อวินมอเตอร์ไซค์ ค่าใช้จ่ายใช้ไปค่อนข้างเยอะแต่ก็บ่นไม่ได้เพราะขัดใจคุณแก้วกับคุณหมอกได้ที่ไหน วินมอเตอร์ไซค์ขับเร็วมากพาแว้นแซงรถหลายคันมาจนถึงที่หมายโดยร่างกายไม่มีบุบสลาย ลงจากรถขาอ่อนถึงกับสั่น จ่ายเงิน ส่งหมวกกันน็อกคืน“ขอบคุณครับ” หนุ่มอายุอานามใกล้เคียงกันเอ่ยแล้วเลี้ยวรถขับย้อนศรกลับวิน ถือว่ายังเช้ามากพนักงานยังไม่บางตา ดรุณีเดินตามทางเท้ามายังประตูกระจกจะผลักเข้าไปทว่ากลับพบว่ามีมือใหญ่ของใครไม่รู้วางทาบทับ สองหนุ่มสาวหันมามองหน้ากันต่างคนต่างตกใจ“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง ผมไม่ได้ตั้งใจจะจับมือคุณ” ยกแก้วกาแฟในมือขึ้นเป็นหลักฐาน แอบเห็นเงาตนเองสะท้อนกระจก โทรมฉิบหายเลยโว้ย ทำไมต้องมาเจอคนน่ารักในช่วงเวลาที่สภาพย่ำแย่ขนาดนี้นะไอ้วีเอ๊ย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยิ้มสู้ไว้ก่อน“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเองก็ไม่ทันมองคุณเหมือนกัน”“โอเคครับ เชิญด้านในได้เลยนะ”ปฐวียิ้มเขิน เปิดประตู ฝ่ายหญิงก้มหน้าขอบคุณ โอ๊ย ตายแล้วววว หน้านิ่งยังน่ารักเล
เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงรักสบายห่วงแค่เรื่องเงิน ถึงกระนั้นภูดิศก็ยังรักคุณน้ำหวาน ตามตื๊อ ติดต่อฝ่ายหญิงจนถูกสามีเธอส่งคนมากระทืบหลายครั้ง จนต้องหลบไปพักใจที่เมืองนอก ทิ้งหล่อนให้อุ้มท้องคนเดียว หนูขวัญเติบโตในครรภ์ด้วยการฟูมฟักจากหล่อนเพียงลำพัง ไร้เงาพ่อของลูก กระทั่งลูกคลอดภูดิศถึงกลับเมืองไทยและแวะมาหา‘ฉันให้เธอได้แค่ความเป็นเพื่อน อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ว่ามา ฉันอยากใช้แลกกับลายเซ็นเธอบนใบหย่าของเรา’เจอหน้ากันกี่ครั้ง เขาก็ถามถึงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว“ถึงดารักคุณมากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์”ดวงตาคู่หวานสวยปานตากวาง ทอดสายตามองหน้าตนเองที่สะท้อนกระจก ใบหน้ารูปไข่แม้จะสวยแต่ก็แสนจะเศร้า หึงในตัวเขามากแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการนิ่งเฉย แต่ไหนแต่ไรก็แทบไม่เคยได้อยู่ใกล้กัน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาตามกฎหมาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของลูกเขา ทว่าดรุณีรู้ตัวเองดีว่าตนไม่มีสิทธิ์ในตัวเขาเลยหกนาฬิกาสามสิบนาทีดรุณีอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จสรรพ สวมใส่ชุดทำงานเก่าเมื่อราวๆ สามปีก่อน เพราะไม่คิดว่าจะได้ทำงานประจำอีกจึงไม่ได้หาซื้อชุดใหม่ เมื่อคืนได้รับสายจากคุณแก้วกัลยา ท่านโทรสายตรงจากอังกฤษเ
โดยเฉพาะพวกที่ได้ลำดับการพรีเซ็นท์ก่อน อย่างบริษัทประเทศญี่ปุ่น!หลังจากเคลียร์งานในออฟฟิศเสร็จ คล้อยบ่ายไปดูไซต์งานที่ชลบุรี โดยปกติภูดิศชอบทำงานแบบนี้มากกว่าเข้าไปช่วยบิดาที่ฝ่ายบริหาร ไซต์งานชลบุรีเป็นงานสร้างคอนโดสูงสี่สิบชั้น เครื่องจักรทำงานทั้งวันทั้งคืนแข่งกับเวลาเสียงดังไปหมด คนงานก็เยอะเดินสวนกันไปมา ภูดิศถูกเชิญมาห้องประชุมซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในนั้น และมีคนงานระดับหัวหน้านั่งรออยู่แล้ว“อัดงบอัดคนเข้าไปอีกแล้วกัน เร่งโครงการให้มันเร็วมากขึ้น”ภูดิศเข้าดูความคืบหน้าโครงการทุกอย่าง ทั้งการก่อสร้าง ทั้งเอกสารรายงานหลายสิบฉบับ กว่าจะได้กลับกรุงเทพก็เกือบสองทุ่มและในขณะนั้นก็มีสายเรียกเข้า เขาเหลือบสายตาไปมองแวบเดียวเท่านั้นแม้จะเหนื่อยมาก แต่ก็กดรับหนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ผับแห่งหนึ่งในย่านรัชดา“หมอก น้ำหวานรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมา” เสียงหวานเอ่ยอย่างมั่นใจ ริมฝีปากสีแดงสดฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน รีบลุกจากเก้าอี้มากอดแขนกำยำทว่ากลับต้องหน้าเสีย “ทำไมล่ะคะ แค่นี้เอง” ถามเพราะเขาปัดมือตนเองออก“ผมเพิ่งมาจากไซต์งาน ยังไม่อาบน้ำ”ดาราสาวระบายรอยยิ้มอ่อนๆ ออกม







