Se connecterนางกระแอมแก้ขัดเขิน จากนั้นจึงหันมาขอบคุณเขาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้สนทนากันมากกว่านั้น หญิงสาวพลันหันไปตามเสียงเรียก
‘เชี่ยนเชี่ยน’
มองไปยังอีกฝั่งของป่าดอกท้อ สตรีวัยกลางคนพร้อมกับเด็กสาวกำลังมองมายังจุดที่พวกเขาอยู่
หยางอวี่มองดูเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนตรงหน้า ซึ่งเป็นจังหวะที่สายลมพัดพาเอาเส้นผมยาวสลวยปอยหนึ่งมาหาเขา มือใหญ่ยื่นออกไปอย่างเผลอไผล แต่ถึงอย่างนั้นกลับชะงักเมื่อสาวใช้นางนั้นเอ่ยขึ้นเสียก่อน
‘ฮูหยินกับคุณหนูรองเรียกแล้ว เรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ’
‘เช่นนั้น...’
หญิงสาวหันมาตั้งใจจะขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือนางเอาไว้ แต่นางกลับพบว่าชายหนุ่มทั้งสองเดินจากไปแล้ว มองแผ่นหลังองอาจในชุดสีเขียวเข้ม จากนั้นจึงละสายตากลับมาเพราะมารดาเรียกอีกครั้ง
‘เชี่ยนเชี่ยน เรากลับกันเถิด’
‘เจ้าค่ะท่านแม่’
เสียงตอบรับนั้นทำให้หยางอวี่หมุนกายกลับไปมองนางอีกครั้ง หูพานเองก็ไม่ต่าง เขาหันกลับไปก่อนมองหญิงสาวสลับกับหยางอวี่
รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมาที่มุมปาก
‘นั่นมิใช่หานฮูหยินหรอกหรือ’
‘หานฮูหยิน’ หยางอวี่เลิกคิ้วมองอีกฝ่ายเป็นเชิงถาม
‘ใต้เท้าหาน หานลู่อย่างไรเล่า’
หยางอวี่ส่งเสียงตอบรับก่อนกระโดดขึ้นไปบนหลังม้า เขามองตรงไปยังหญิงสาวที่เดินไปหามารดาและน้องสาว ดวงตาของเขาวูบไหวราวกับใช้ความคิด
‘เชี่ยนเชี่ยน’
เขาพึมพำนามที่ได้ยินมารดาของหญิงสาวเรียก ‘อย่าหันกลับมา’ เขาลอบพึมพำในใจ ‘หาไม่ข้าคงไม่อาจปล่อยเจ้า’
ร่างอรชรค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ทำให้หัวใจของหยางอวี่เต้นรัว เขานั่งนิ่งบนหลังม้า มองดูหญิงสาวจากจุดที่ห่างออกไปพอสมควร เสียงหัวเราะในลำคอพลันดังขึ้น
‘ท่านหัวเราะอะไร’ หูพานมองเห็นดวงตาที่ฉายแววหมายมาดชัดเจนก่อนเอ่ยถาม
หยางอวี่รีบเก็บรอยยิ้มกลับคืน ใบหน้าของเขากลับมาเรียบเฉย แต่ดวงตายังคงเปล่งประกาย
‘ไม่มีอะไรไปกันเถิด’
ในยามเช้าเช่นทุกวันที่ผ่านมา หานเชี่ยนหนิงและน้องสาวเดินออกมาส่งบิดายังหน้าจวน กระทั่งรถม้าของบิดาลับตาทั้งสองจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านใน
ทว่าวันนี้กลับต่างออกไปจากทุกวัน เนื่องจากยังไม่ทันที่หญิงสาวทั้งสองจะหมุนตัวกลับเข้าไป รถม้าหรูหราคันหนึ่งก็วิ่งมาจอดยังหน้าจวนเสียก่อน
ผู้ที่ลงมาไม่ใช่ใครแต่กลับเป็นคุณหนูตระกูลจางและคุณหนูตระกูลหวัง ซึ่งพวกนางเคยได้พบและทักทายกับหานเชี่ยนหนิงมาก่อนแล้ว
“พี่ใหญ่” หานเยี่ยนหรงมองผู้เป็นพี่สาวเป็นเชิงถาม
“คุณหนูทั้งสองที่วัดไป๋จื่ออย่างไรเล่า เจ้าจำได้หรือไม่ข้าเคยพบและสนทนากับพวกนาง” ดวงตาของทั้งคู่สานสบกัน “โดยบังเอิญ”
แน่นอนความบังเอิญอันน่าตายนี้ไม่มีอยู่จริง ดังนั้นหานเยี่ยนหรงจึงได้แต่ลอบถอนหายใจออกมา
มองดูสตรีในชุดหรูหราทั้งสองก้าวลงมาจากรถม้าด้วยรอยยิ้ม นางอดไม่ได้ที่จะมองพี่สาวของตนที่แต่งกายเรียบง่าย ทั้งยังปักปิ่นเรียบๆ เพียงหนึ่งเดียวบนเรือนผม
รู้ทั้งรู้ว่าพี่สาวของนางไม่ชื่นชอบตกเป็นเป้าสายตาของผู้ใด แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังอดที่จะรู้สึกขุ่นเคืองผู้มาเยือนขึ้นมาไม่ได้
มาเยือนผู้อื่นถึงจวน เหตุใดต้องทำให้รู้สึกว่ามาโอ้อวดอย่างไรอย่างนั้น
“แม่นางหาน” หวังอิงลี่เดินนำจางหลินซินเข้ามา
“ได้ยินมาว่าใต้เท้าหานแยกจวนที่พักกับจวนว่าการออกจากกันอย่างชัดเจน วันนี้ผ่านมาเห็นใต้เท้าออกไปพอดี แน่ชัดว่าข่าวลือคงเป็นเรื่องจริง”
“ดูเหมือนข่าวลือของเมืองอันหยางช่างรวดเร็วและแม่นยำทุกเรื่องจนน่ากลัว” หานเยี่ยนหรงเปรยออกมาลอยๆ
หานเชี่ยนหนิงขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะหันไปปรามผู้เป็นน้องสาว “อย่าเสียมารยาท” นางกระซิบเสียงเบา
จากนั้นจึงหันมาทักทายแขกผู้มาเยือน “แม่นางทั้งสองมาเยือนแต่เช้าตรู่ ไม่ทราบว่ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”
“มิใช่เรื่องด่วนอะไร เพียงแต่พรุ่งนี้พวกเราจะมีงานเลี้ยงน้ำชาที่สระต้นหลิวนอกเมือง ที่นั่นเป็นที่ดินซึ่งตระกูลหวังมอบให้เป็นที่ดินสาธารณะ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนได้เข้าไปนั่งชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามของเมืองอันหยาง” จางหลินซินเอ่ยจบก็มองไปยังหวังอิงลี่
“กล่าวเกินไปแล้ว ความจริงที่ดินผืนนั้นข้าไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ใด เพียงเห็นว่าตั้งอยู่ใกล้ถนนเข้าเมืองอันหยาง ที่นั่นทิวทัศน์งดงาม ทั้งยังอากาศดีจึงอยากให้ทุกคนที่ผ่านไปมาได้ชื่นชมร่วมกัน” หวังอิงลี่เอ่ยอย่างถ่อมตัว แต่ถึงอย่างนั้นนี่ยังคงดูเหมือนการโอ้อวดและอยากให้ผู้อื่นชื่นชม
หานเชี่ยนหนิงเพียงแย้มยิ้ม “อย่างไรเชิญท่านทั้งสองเข้าไปนั่งจิบชากันก่อนเถิด” นางกล่าว
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว ท่านเจ้าเมืองย้ายมาหลายวัน ข้าเองก็อยากจะมาเยี่ยมคารวะฮูหยินท่านเจ้าเมืองอยู่เหมือนกัน”
“นั่นคงไม่ใคร่จะสะดวกนัก ท่านแม่ล้มป่วยจากการเดินทาง เพิ่งหายดีไม่กี่วันแต่ยังคงต้องพักรักษาตัว วันนี้เกรงว่าคงไม่สะดวก”
ดวงตาปรากฏแววเคร่งเครียด ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วไม่นานหลังจากคนของหวังฟู่เร่งไปแจ้งทางการ กลุ่มคนบนหลังม้าก็เดินทางมาถึง ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่เพิ่งกระโดดลงจากหลังม้าเป็นคนแรกก็คือหยางอวี่ใบหน้าหล่อเหลาและท่าทีสง่างาม เรียกความสนใจของคุณหนูตระกูลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี พวกนางต่างก็ซุบซิบกันเสียงเบาด้วยความสงสัย จากนั้นก็เอ่ยถามถึงเขาไม่หยุด“พี่อวี่” หานเยี่ยนหรงคิดอยู่แล้วว่าอาจได้พบกับหยางอวี่ แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะคาดไม่ถึงว่าจะได้พบพวกนางทั้งสอง“เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่” คำถามนั้นส่งตรงไปยังหานเชี่ยนหนิง“ข้าตอบรับคำเชิญมางานเลี้ยงน้ำชาของแม่นางหวังเจ้าค่ะ” นางตอบเขาไปโดยดี เพราะสายตาของเขายังคงรอคอยคำตอบชายหนุ่มมองใบหน้าที่ซีดขาว แต่พยายามเก็บงำเอาไว้ ด้วยดวงตาลุ่มลึก เขากวาดมองไปโดยรอบ ก่อนสั่งการให้คนของตนเข้ากันพื้นที่เอาไว้“ไปรวมตัวกับคนอื่นๆ ก่อนเถิด ตกใจมากหรือไม่”น้ำเสียงเอื้ออาทรของเขา ทำให้หญิงสาวทั้งสองรู้สึกอุ่นใจ “ไม่เลยเจ้าค่ะ”“หรงเอ๋อร์ดูแลพี่สาวเจ้าให้ดี เจ้าทั้งสองไปยืนรวมตัวกับคนอื่น อีกเดี๋ยวจะมีการสอบปากคำเล็กน้อย”“เจ้าค่ะ”มองดูหญิงสาวทั้งสองเดินไปรวมตัวกัน
มือใหญ่ส่งบังเหียนม้าให้ผู้ติดตาม ก่อนน้ำเสียงตำหนิจะดังขึ้น “น้องเล็ก เจ้าเอาแต่ใจเกินไปแล้ว จัดงานเลี้ยงน้ำชาเอิกเกริกเช่นนี้โดยไม่...” สายตาคมกริบก็กวาดมองไปยังเบื้องหลังผู้เป็นน้องสาว คิ้วเข้มเลิกขึ้นก่อนสบตากับน้องสาวเป็นเชิงถาม“พี่ใหญ่ข้าจะแนะนำให้รู้จัก สหายคนอื่นๆ ของข้าท่านรู้จักแล้ว แต่แม่นางทั้งสองท่านนี้เพิ่งย้ายมา นางก็คือบุตรสาวของท่านเจ้าเมืองที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟัง”หานเชี่ยนหนิงและหานเยี่ยนหรงย่อกายให้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาท“หนิงเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่พี่ชายของข้าเอง หวังฟู่”“เรียกข้าว่าพี่ฟู่เถิด”รอยยิ้มหล่อเหลาของหวังฟู่ ทำให้หานเยี่ยนหรงกะพริบตาปริบๆ นางเหมือนกับมองเห็นประกายระยิบระยับจากรอยยิ้มนั้น หากแต่เมื่อเทียบกับใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมของบุรุษอีกคน นางกลับโอนเอนไปทางอีกฝ่ายมากกว่า เพราะนางรู้สึกถูกชะตากับหยางอวี่มากกว่าหวังฟู่ใช่แล้ว...นางคล้ายมองเห็นประกายของความพึงพอใจจากดวงตาของหวังฟู่ ทันทีที่ชายหนุ่มมองมายังพี่สาวของนาง ทั้งยังมองออกถึงจุดประสงค์ของสตรีแซ่หวังในทันทีอีกด้วย!!!“พี่ใหญ่เมื่อวานคุณหนูหลิวบอกว่างานเลี้ยงน้ำชาครั้งนี้ เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ของ
ใบหน้าคุ้นเคยทำให้หูพานอ้าปากค้าง จากนั้นก็ยิ่งมั่นใจว่านางเป็นคนเดียวกัน เนื่องจากบัดนี้หยางอวี่เองมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่เขาใช้สายตามองผู้ใด“ข้าขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือบุตรสาวของข้าเอง ตนโตเชี่ยนหนิง คนเล็กเยี่ยนหรง เชี่ยนเชี่ยน หรงเอ๋อร์รีบคารวะมือปราบทั้งสี่เสียสิ ทั้งสี่เพิ่งจะย้ายมาจากเมืองหลวง”“คารวะท่านทั้งสี่”หานเชี่ยนหนิงและหานเยี่ยนหรงทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนที่หานลู่จะเชิญให้มือปราบทั้งสี่คนนั่งลง“อาหารในวันนี้สองอย่างบุตรสาวของข้าเป็นคนนำมาส่ง”“พี่ใหญ่ลงมือทำเป็ดยัดไส้เกาลัดกับน้ำแกงเก้ามงคลเจ้าค่ะ” หานเยี่ยนหรงรีบเอ่ย “ท่านพ่อเองก็ชอบมาก”เพราะพอจะมองออกจากท่าทีของมือปราบหนุ่ม ดังนั้นหานเยี่ยนหรงจึงรีบเอ่ย จากนั้นจึงโดนผู้เป็นพี่สาวลอบหยิกด้านหลังแม้เจ็บแต่นางยังคงรักษากิริยา รอยยิ้มจึงดูฝาดเฝื่อนลงเล็กน้อยหานเชี่ยนหนิงส่ายหน้าช้าๆ ก่อนรีบขอตัวเพราะอย่างไรหน้าที่ของนางก็เสร็จสิ้นแล้ว การจะรั้งอยู่นานคงไม่ใคร่จะดีนัก หญิงสาวทิ้งบ่าวไพร่เอาไว้สองคนเพื่อเก็บโต๊ะ ก่อนจะพาน้องสาวออกมาจากที่ว่าการ“พี่ใหญ่ ท่านกับพี่อวี่นี่ดูอย่างไรอยู่นะ”รอยยิ้มระรื่นของน้อ
น้ำเสียงทุ้มน่าฟังทำให้หานเชี่ยนหนิงชะงัก นางลังเลว่าสมควรจะหันกลับไปหรือไม่ เพราะรอบกายยามนี้มีเพียงความเงียบงัน อาจเพราะนางเดินเข้ามายังส่วนใน ดังนั้นจึงไร้เงาของผู้คนโดยสิ้นเชิง“แม่นางหาน”อีกฝ่ายดูเหมือนจะรู้จักนาง ดังนั้นจะหนีก็คงไม่ทันแล้ว ทางเลือกเดียวก็คงได้แต่หมุนกายไปเผชิญหน้า“หากข้ามารบกวนท่านต้องขออภัยด้วย ข้าเพียงเดินชมดอกอวี้หลิงมาเรื่อยๆ กระทั่งมาถึงที่นี่โดยไม่รู้ตัว”“ข้าหาได้ต้องการตำหนิเจ้า อย่าได้เข้าใจผิด” ร่างสูงเดินอ้อมแนวต้นอวี้หลิง ก่อนหยุดลงตรงหน้าหญิงสาวหานเชี่ยนหนิงเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษตรงหน้าด้วยความตกตะลึง “ท่าน...ท่าน”นางพูดไม่ออก ไม่คาดคิดว่าจะได้พบชายหนุ่มอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์น่าขายหน้าถึงสองครั้งสองครา“ดีใจที่รู้ว่าเจ้ายังจำข้าได้” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินใต้เท้าบอกว่าบุตรสาวสองคนจะมาส่งอาหารกลางวันเพื่อเลี้ยงต้อนรับ ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง”รอยยิ้มของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกขัดเขิน หากไม่ใช่เพราะมือใหญ่ผายมือให้นางออกเดิน หาไม่นางคงไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรและต้องวางมือวางไม้ไว้ตรงไหนเส้นทางที่เขาชี้นำให้นางออกเดิน ก็คือเส้นทางที่นางเ
ไม่รอให้ผู้เป็นพี่สาวกล่าวอะไร หานเยี่ยนหรงจึงรีบบอก เนื่องจากเรื่องอื่นนางพอจะยอมได้ แต่เรื่องของมารดาที่เพิ่งอาการดีขึ้นนั้น นางไม่อยากให้ผู้ใดหรือเรื่องใดเข้าไปรบกวน“อ้อ เช่นนั้นก็น่าเสียดายยิ่ง”แม้ถ้อยปฏิเสธจะไร้เยื่อใยไปบ้าง แต่หญิงสาวทั้งสองที่ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของจวนตระกูลหานย่อมเข้าใจดี อาการป่วยของหานฮูหยินนับจากเข้าเมืองอันหยางมานั้น ไม่มีใครในเมืองไม่ทราบทั้งยังเข้าใจดี ดังนั้นจึงไม่มีใครเข้ามาขอพบ ทั้งนี้ก็เพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนหานเชี่ยนหนิงได้แต่ลอบถอนหายใจ อาการของมารดานั้นยังคงใช้เป็นข้ออ้างได้ หากแต่หลังจากบังเอิญพบหญิงสาวทั้งสองที่วัด ข้ออ้างนี้กลับไม่อาจใช้ได้อย่างแนบเนียนนักแต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้แก้ตัวให้ผู้เป็นน้องสาว เพราะจะอย่างไรการแก้ตัวก็รังแต่จะยิ่งทำให้ทั้งสองมองน้องสาวของนางในทางที้ไม่ดี“เชิญด้านในเถิด” หานเชี่ยนหนิงผายมือด้วยรอยยิ้มจวนท่านเจ้าเมืองที่ตกแต่งเรียบง่าย แต่ยังคงให้กลิ่นอายแห่งขุนนางราชสำนัก ทำให้หญิงสาวทั้งสองของตระกูลใหญ่เมืองอันหยางชื่นชม ข้าวของตบแต่งภายในจวน ทุกอย่างล้วนผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี อีกทั้งทุกอย่างล้วนให้กลิ่
นางกระแอมแก้ขัดเขิน จากนั้นจึงหันมาขอบคุณเขาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้สนทนากันมากกว่านั้น หญิงสาวพลันหันไปตามเสียงเรียก‘เชี่ยนเชี่ยน’มองไปยังอีกฝั่งของป่าดอกท้อ สตรีวัยกลางคนพร้อมกับเด็กสาวกำลังมองมายังจุดที่พวกเขาอยู่หยางอวี่มองดูเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนตรงหน้า ซึ่งเป็นจังหวะที่สายลมพัดพาเอาเส้นผมยาวสลวยปอยหนึ่งมาหาเขา มือใหญ่ยื่นออกไปอย่างเผลอไผล แต่ถึงอย่างนั้นกลับชะงักเมื่อสาวใช้นางนั้นเอ่ยขึ้นเสียก่อน‘ฮูหยินกับคุณหนูรองเรียกแล้ว เรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ’‘เช่นนั้น...’หญิงสาวหันมาตั้งใจจะขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือนางเอาไว้ แต่นางกลับพบว่าชายหนุ่มทั้งสองเดินจากไปแล้ว มองแผ่นหลังองอาจในชุดสีเขียวเข้ม จากนั้นจึงละสายตากลับมาเพราะมารดาเรียกอีกครั้ง‘เชี่ยนเชี่ยน เรากลับกันเถิด’‘เจ้าค่ะท่านแม่’เสียงตอบรับนั้นทำให้หยางอวี่หมุนกายกลับไปมองนางอีกครั้ง หูพานเองก็ไม่ต่าง เขาหันกลับไปก่อนมองหญิงสาวสลับกับหยางอวี่รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมาที่มุมปาก‘นั่นมิใช่หานฮูหยินหรอกหรือ’‘หานฮูหยิน’ หยางอวี่เลิกคิ้วมองอีกฝ่ายเป็นเชิงถาม‘ใต้เท้าหาน หานลู่อย่างไรเล่า’หยางอวี่ส่งเสียงตอบรับก่อนกระโดดขึ้นไปบนหลั







