Mag-log inบนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝัน
สายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน
“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”
“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหิน
ซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้” นางเงยหน้ามองท้องฟ้ายามอัสดงที่ฉาบด้วยสีเลือด
หาญเซียวถอนหายใจยาวพลางกุมมือนางไว้ “อดีตประดุจสายน้ำที่ไม่ไหลย้อนกลับ เจ้าเสียใจได้ แต่อย่าได้หมดอาลัย... เพราะเลือดของพวกเขาที่ยังไหลเวียนอยู่ในกายเจ้า กำลังเรียกร้องหาความยุติธรรม”
วู้ดดดดดดดดด!! เสียงแตรลากยาวสะเทือนเลื่อนลั่นดังมาจากหอคอยฝั่งทุ่งหญ้า แจ้งเหตุร้ายจนทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว
“เสียงแตรศึก...” ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว แววตาเปลี่ยนเป็นเฉียบคมในทันที “มีผู้บุกรุกป้อม หรือไม่ก็...!”
ทุกคนรีบวิ่งไปทางกำแพงเมือง ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วเส้นขอบฟ้า ภาพที่ปรากฏคือขบวนม้าเหล็กในเกราะเงินแวววาวหลายร้อยนายกำลังควบตะบึงหนีตายมุ่งตรงมายังปราการ ทว่าเบื้องหลังของพวกเขาคือกองทัพทหารม้าอนารยชนหลายพันคนที่ควบตามมาติดๆ ประดุจคลื่นยักษ์สีดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
“นั่นมัน... กองธงอินทรี! ทหารเก่าของท่านพี่นี่!” หาญเซี่ยวตะโกนก้องด้วยความตื่นเต้น “เปิดประตู! เร็วเข้า! เปิดประตูรับพวกเขา!”
เสียงฟันเฟืองเหล็กมหึมาครางครืนขณะที่ประตูมรณะถูกยกขึ้น ทหารม้าเกราะเงินพุ่งเข้าสู่เขตปราการอย่างเฉียดฉิว ท่ามกลางห่าฝนธนูที่ระดมยิงมาจากฝ่ายศัตรู
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ทหารบนกำแพงเมืองต่างแตกตื่นยกโล่ขึ้นมาบังลูกธนูที่ปลิวว่อน “พลธนูประจำที่! ระดมยิงคุ้มกัน!” หาญเซี่ยวสั่งการ ธนูหมื่นดอกถูกปล่อยจากยอดกำแพง สกัดกั้นกองทัพนอกด่านไว้ได้ทันท่วงที เมื่อทหารม้าคนสุดท้ายก้าวพ้นธรณีประตู นางก็แผดเสียงสั่ง “ปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
ในขณะที่ประตูเหล็กกำลังเลื่อนลงกระแทกพื้น ลูกธนูหลงทิศดอกหนึ่งกลับพุ่งแหวกอากาศโค้งลงมาจากที่สูงอย่างไม่มีใครคาดคิด
ปึก! หาญซือเหมยที่ยืนมองอยู่บนหอคอยพลันรู้สึกถึงแรงกระแทกหนักหน่วงที่ทรวงอก นางก้มมองลูกธนูที่ปักลึกอยู่บนร่างกายด้วยแววตาว่างเปล่า ‘ข้า... โดนอีกแล้ว...’
นางล้มลงทั้งยืน ความเจ็บปวดเสียดแทงแล่นเข้าสู่หัวใจ ท่านน้าหันมาเห็นเข้าพอดีถึงกับหน้าถอดสี “หลานน้า! นี่เจ้าจะดวงซวยเกินไปหรือไม่!”
ซือเหมยกระอักเลือดสีเข้มออกมา นางพยายามเค้นเสียงแหบพร่า “เหตุใด... เรื่องเช่นนี้... ถึงต้องเกิด... กับข้า...” ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดเป็นสีดำสนิทอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเรียกชื่อที่ดังระงม
********
“ท่านแม่ทัพ...” เสียงเรียกแผ่วเบาปลุกซือเหมยให้ตื่นจากภวังค์แห่งอดีต นางลืมตาขึ้นพบกับใบหน้าหวานของ หลี่เยี่ยน ที่คอยอยู่เคียง ข้างนางมาตลอด “เราถึงจุดพักม้าหลักแล้วเจ้าค่ะ นี่... ท่านฝันร้ายหรือ?” หลี่เยี่ยนเอื้อมมือหมายจะแตะหน้าผากเพื่อตรวจดูอาการไข้ ทว่าซือเหมยกลับเบี่ยงกายหลบอย่างรวดเร็วพร้อมสายตาคมปลาบ
“ถ้าเจ้าทำแบบนี้อีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจนะ...เยี่ยนเอ๋อร์”
คำขู่ที่ดูขรึมขลังได้รับรอยยิ้มอ่อนโยนเป็นคำตอบ หลี่เยี่ยนซบใบหน้าลงบนไหล่ของแม่ทัพหญิงอย่างออดอ้อน “ท่านฝันถึงเรื่องตอนนั้นอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”
ซือเหมยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ครั้งนั้น... พวกเราต้องหนีหัวซุกหัวซุนประดุจหมาจนตรอก แต่ในวันเดียวกับวันนี้เมื่อปีก่อน พวกเรากำลังจะกลับไปทวงทุกอย่างคืน... เยี่ยนเอ๋อร์ ตัวข้าที่ฝึกวิชาเช่นนี้ ไม่สามารถมอบความสุขให้เจ้าได้เฉกเช่นบุรุษทั่วไป ข้า...”
หลี่เยี่ยนรีบใช้นิ้วเรียวทาบบนริมฝีปากนุ่มของซือเหมยเพื่อหยุดถ้อยคำนั้น “ขอแค่ได้เคียงข้างท่าน... สำหรับสตรีเช่นข้า เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้วเจ้าค่ะ” นางซบพิงไหล่แกร่ง ซึมซับไออุ่นภายใต้อ้อมกอดที่โอบรัดนางไว้ท่ามกลางหมู่ดาวที่พราวระยับเต็มนภา ซือเหมยลูบศีรษะหลี่เยี่ยน อย่างแผ่วเบา จนกระทั่งมีเสียงเคาะข้างรถม้าขัดจังหวะ
“ท่านแม่ทัพ อาหารจัดเตรียมเสร็จแล้วขอรับ” ทหารองครักษ์รายงานนอบน้อม
“พวกเจ้ากินกันไปก่อนเถอะ ข้าขอพักผ่อนอีกประเดี๋ยว”
“ขอรับ” ทหารองครักษ์ตอบรับแล้วรีบเดินจากไป
กลิ่นหอมของอาหารป่าที่ปรุงอย่างเรียบง่ายลอยอวลเข้ามาใน รถม้า จนขันทีชราที่ร่วมขบวนมาด้วยถึงกับสะดุ้งตื่นเพราะความหิวโหย สุดท้ายซือเหมยและหลี่เยี่ยนก็พากันมานั่งล้อมวงผิงไฟ ทานอาหารร่วมกับเหล่าทหารอย่างไม่ถือตัว บรรยากาศรอบกองไฟดูสงบสุข ทว่าในใจของซือเหมยกลับตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
กลางดึกคืน ซือเหมยปลีกตัวออกมานั่งสมาธิบนโขดหินริมลำธาร แสงจันทร์สีเงินยวงฉาบไล้ไปทั่วทุ่งหญ้ากว้าง สายลมพัดโชยมาปะทะใบหน้าเรียบนิ่งของนาง
แซ่ก... แซ่ก...
เสียงฝีเท้าเบาหวิวที่พยายามซ่อนตัวอยู่ใต้พงหญ้าไม่อาจรอดพ้นโสตประสาทของนางไปได้ ซือเหมยลืมตาขึ้น ดวงตาเป็นประกายเย็นเยียบขณะมือเรียวกระชับด้ามดาบยาว
“ทางสว่างมีไม่เดิน ใยต้องรนหาที่ตายในทางมืด!” นางผุดลุกขึ้น ท่วงท่ารวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด ดาบถูกชักออกมาเพียงครึ่งจังหวะพร้อมการหมุนกายอันทรงพลัง “วิชาลับตระกูลหาญ... ดาบสะบั้นเงา!”
คลื่นพลังดาบสีดำทมิฬพุ่งแหวกอากาศตัดผ่านความมืด เสียงคมดาบกรีดผ่านเนื้อและกระดูกดัง ฉับ! ร่างของนักฆ่าถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วนอย่างแม่นยำประดุจตัดเต้าหู้นิ่ม โดยที่มันไม่ทันได้ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
ซือเหมยสะบัดคราบเลือดออกจากคมดาบด้วยท่าทีรังเกียจ ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักดัง คลิก นางกลับลงมานั่งสมาธิต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความเยือกเย็นนี้คือสิ่งที่ตระกูลหาญหล่อหลอมให้นางกลายเป็น... มัจจุราชในร่างสตรี
นางนึกถึงศึกแรกที่นางได้ร่วมรบ คือการปราบกองทหารม้าปีศาจของเผ่าอารยชน ครั้งนั้นเป็นการต่อสู้ครั้งแรกอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้นางสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ก็บาดเจ็บสาหัส... ศึกที่ทำให้คนขลาดกลัวอย่างนางต้องกลายเป็นคนเลือดเย็นเช่นวันนี้
*******
เสียงแตรหินลากยาวดังกังวานสะท้านทุ่งหญ้า ประดุจเสียงร้องของสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากการจำศีล บนเส้นขอบฟ้าที่เคยเงียบสงบพลันปรากฏกลุ่มฝุ่นหนาทึบขนาดมหึมาที่กำลังมุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ กองทหารม้าเหล็กปีศาจในเกราะทมิฬกว่าสามพันนาย ตามติดด้วยกองทหารเดินเท้าที่ดาหน้ากันมาประดุจคลื่นมนุษย์อีกกว่าหมื่นชีวิต
ซือเหมยในชุดพลทหารม้าฝึกหัด นั่งอยู่บนหลังม้าที่กำลังกระสับกระส่าย นางมองภาพกองทัพมหึมาเบื้องหน้าด้วยสายตาที่สั่นไหว ความเงียบงันในยามนี้ช่างน่าอึดอัดจนนางแทบจะลืมวิธีหายใจ มือที่กุมบังเหียนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ ‘ข้า... เป็นใคร ข้า... มาทำอะไรตรงนี้...’ นางยิ้มแห้งให้กับความขลาดกลัวของตัวเอง
“เจ้ากลัวหรือ... หลานข้า” เสียงที่คุ้นเคยปลุกนางออกจากภวังค์แห่งความขลาดกลัว
ซือเหมยหันมองน้าสาวที่ควบม้าเข้ามาประชิด ใบหน้าของน้ายังคงเรียบนิ่งทว่าแฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว “เจ้าค่ะน้า... ข้าไม่คิดว่าสงครามวันแรกของข้า จะต้องมาเจออะไรเช่นนี้” เสียงของนางสั่นพร่า ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อเห็นอาวุธนับหมื่นที่สะท้อนแสงอาทิตย์วาววับ
น้าสาวเอื้อมมือมาตบบ่านางเบาๆ ทว่าหนักแน่น ก่อนจะคลี่ยิ้มให้ที่มุมปาก “บทเรียนแรกในสมรภูมิไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการเอาชีวิตรอด... อ่านหนังสือพันเล่มไม่เท่ากับเดินทางพันลี้ และการฝึกในสนามนับปี ก็ไม่เท่ากับการเผชิญหน้ากับความตายเพียงเสี้ยววินาที”
“ข้าว่าในเมืองหลวงข้าชินแล้ว แต่มาเจอแบบนี้ก็มีหวาดหวั่นไม่น้อยเช่นกัน”
“ทั้งหมด! เตรียมตัวถอยกลับป้อมปราการเดี๋ยวนี้!” สิ้นเสียงสั่งการ กองทหารม้าร้อยนายรีบกลับลำตะบึงม้าหนีออกจากจุดนั้นด้วยความเร็วสูงสุด ท่ามกลางเสียงแตรเขาสัตว์ของศัตรูที่ดังไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด
ในจังหวะที่ซือเหมยเหลียวมองกลับไปมองธงศึกของศัตรูที่กำลังปลิวไสว นางกลับต้องพบกับภาพที่ทำให้ดวงตาเบิกโพล่ง หัวใจแทบหยุดเต้น... เหนือยอดเสาธงและปลายหอกของศัตรูนั้น ไม่ใช่เพียงผืนผ้า แต่กลับเป็น ‘ศีรษะ’ ของชาวบ้านและทหารกล้าที่ถูกตัดขาดมาเสียบประจาน เลือดสีเข้มยังคงไหลซึมอาบยอดเสา แววตาของผู้ตายเหล่านั้นยังคงเบิกค้างด้วยความทรมาน
“อุ๊บ...!” ซือเหมยสำรอกออกมาอย่างสุดกลั้น ความสะอิดสะเอียนพุ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอ
“อย่าหันกลับไป!” เสียงน้าสาวแผดตะโกนก้องมาจากต้นขบวน “อาเหมย! ก้มหน้าลงแล้วเร่งฝีเท้าม้า! เร็วเข้า ถ้าไม่อยากให้หัวของเจ้าไปอยู่บนยอดเสานั่น!”
ซือเหมยกัดฟันกรอด ก้มหน้าก้มตาบังคับม้าให้วิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ทว่ากองทัพม้าเหล็กสามพันนายกลับควบตามมาติดๆ ฝีเท้าม้าของพวกนอกด่านนั้นแข็งแกร่งและรวดเร็วกว่าม้าจากภาคกลางอย่างเห็นได้ชัด เสียงกีบเท้านับหมื่นที่กระทบพื้นดินดังกึกก้องประดุจเสียงฟ้าร้องที่กำลังจะถล่มลงมาทับร่างนาง
“อย่าไปสนใจเสียงข้างหลัง! วิ่ง! วิ่งไปที่ประตูเมือง!” ทหารม้าทุกคนต่างหมอบตัวต่ำ เร่งฝีเท้าเต็มพิกัดเพื่อสลัดเงาแห่งความตายให้หลุดพ้น หากเข้าป้อมปราการไม่ทัน... ทุ่งหญ้าแห่งนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเขาอย่างแน่นอน!
“ข้า... ผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวน ซือเหมย!” เสียงของนางดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดเหนือกำแพงเมืองอี้อวิ๋น “หัวหน้าพวกเจ้าอยู่ที่ไหน!”หัวหน้ากองผู้คุมประตูวิ่งกระหืดกระหอบออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม “พวกท่าน... ทำไมมีเพียงเท่านี้ แล้วกำลังเสริมเล่า อยู่ที่ไหน!”“จมหายไปกับสายน้ำหมดแล้ว” ซือเหมยตอบเสียงเรียบคำตอบนั้นประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนฟัง หัวหน้ากองถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น “พินาศแล้ว... แบบนี้เมืองอี้อวิ๋นไม่รอดแน่!”“ท่านอ๋องรองอยู่ที่ไหน” ซือเหมยถามตัดบท“ที่จวนขอรับ... ในเมืองวุ่นวายจนเกินควบคุมแล้ว”“ป้องกันประตูไว้ อดทนหน่อย คืนนี้พวกมันยังไม่บุกเข้ามาแน่” ซือเหมยสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะนำทหารม้าบุกฝ่าฝูงชนที่หิวโหยตลอดสองข้างทาง มุ่งตรงสู่จวนใหญ่ของอ๋องรองทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงกลาง กลิ่นคาวเลือดและยาสมุนไพรก็ตีเข้าจมูก ท่านอ๋องรองนอนอยู่บนเตียงสภาพร่อแร่ บาดแผลจากพิษร้ายกลายเป็นสีดำคล้ำ“คนจะตายแหล่มิตายแหล่เช่นท่าน มาทำอะไรที่ชายแดนเกิดตายไปแล้วพระนางจะทำอย่างไร” ซือเหมยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงติดประชดท่านอ๋องรองแค่นยิ้มอย่างยากลำบาก ดวงตาพร่ามัวมองสตรีที่เขาโหยหา “เหมย
“ข้างหน้าคือเมืองใหญ่ก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าค่ะ ทหารลาดตระเวนรายงานว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จนเรือข้ามฟากไม่สามารถออกจากท่าได้”ซือเหมยนิ่งเงียบ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก และตามสถิติหลายสิบปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายนี้ไม่เคยหลากท่วมกะทันหัน ลางสังหรณ์บอกนางว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ... แต่เป็นฝีมือของใครบางคนที่จงใจสกัดกั้นนาง“เข้าเมืองก่อน... แล้วค่อยว่ากัน” ซือเหมยสั่งเสียงเรียบ “สั่งทุกคนให้ระวังตัว อย่าเพิ่งเปิดเผยฐานะจนกว่าข้าจะอนุญาต”“รับบัญชาเจ้าค่ะ!” ชิงเหยาชักม้ากลับไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีซือเหมยเอนหลังพิงอานรถม้า หลับตาลงเพื่อพักผ่อนท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้อพยพที่หนีน้ำท่วม ข่าวซุบซิบของชาวบ้านดังแว่วเข้ามาจนน่าปวดหัว จนกระทั่งชิงเหยาก้าวขึ้นมาบนรถม้าอีกครั้งพร้อมม้วนไม้ไผ่“ท่านแม่ทัพ”“มีเรื่องอะไรว่ามา...” ซือเหมยลืมตาขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายมีข่าวจากสายลับเจ้าค่ะ” ชิงเหยาส่งม้วนไม้ไผ่ให้นางก่อนจะรีบออกไป‘เขื่อนพัง’... คำนี้ทำให้นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต********สายลมตะวันออกพัดเข้าสู่แดนเหนือ ณ หมู่บ้านใหญ่ใต้เขื่อนเก็บน้ำบนภูเขา
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
บนยอดหอคอยของปราการเหล็กดำ ที่ก่อขึ้นจากศิลาสีนิลขรึมขลัง หาญซือเหมย ทอดสายตามองออกไปสุดขอบฟ้า เบื้องหลังของนางคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ป่าเถื่อนนอกด่าน ส่วนเบื้องหน้าคือแผ่นดินภาคกลาง อันอุดมสมบูรณ์ที่เคยเป็นบ้าน... และเป็นสุสานของความฝันสายลมเหมันต์พัดผ่านใบหน้าที่ซีดขาว สองวันหลังจากฟื้นจากการหลับใหล นางพยายามโคจรลมปราณอย่างช้าๆ แม้เส้นเอ็นจะยังไม่สมานดีจนไม่อาจทะลวงขั้นยุทธ์ได้ แต่ความเย็นจากยอดเขาช่วยให้ใจที่เคยร้อนรุ่มด้วยเพลิงแค้นเริ่มตกตะกอน“ท้องฟ้า ผืนดิน สายลม...” ซือเหมยพึมพำกับตัวเอง “ข้าไม่เข้าใจเลย โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เหตุใดข้าถึงเคยยึดติดกับชายผู้นั้น... จนยอมให้ตระกูลต้องล่มสลาย”“หลานข้า เจ้าขึ้นมาตากลมเย็นทำไมกัน ร่างกายยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ” เสียงเข้มทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยดังขึ้นจากบันไดหินซือเหมยหันไปมอง ท่านน้าหญิงหาญเซี่ยว ที่เดินมานั่งลงข้างๆ “ท่านน้า... ข้าขอโทษ” ซือเหมยเอ่ยเสียงแผ่วพร่า หยดน้ำตาที่ขังอยู่ร่วงหล่นลงบนเกราะเหล็ก “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้... ข้าเป็นคนส่งพวกเขาไปตายเอง หากข้าเชื่อคำเตือนของท่านพ่อตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้
หาญซือเหมยใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายคลานไปบนพรมหิมะที่ขาวโพลนและเหน็บหนาว หยาดน้ำตาที่อาบแก้มถูกลมพัดจนแข็งเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิว ในนาทีที่ลมหายใจเริ่มรวยริน นางสาบานต่อดวงวิญญาณของเหล่าบรรพชนด้วยเพลิงแค้น... ความอบอุ่นเดียวที่นางเคยโหยหาจากเขา บัดนี้มันได้ตายจากไปพร้อมกับศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี!นางเอนกายพิงกองหิมะหนาอย่างหมดแรง ในใจพลันนึกถึงบทเพลงประหลาดที่เคยได้ยินมา ‘หมดความหวังนั่งน้ำตาริน ข้าวปลาไม่กิน นั่งรินกินแต่เหล้า...’ หากบรรยากาศไม่พาไปนางคงไม่คิดเช่นนี้“บางที... ข้าไม่ควรเห็นแก่เหล้าฟรี... ดื่มเยอะไปจริงๆ...”ซือเหมยนั่งหัวเราะจนตัวโยกให้กับความตะกละของตนเอง แม้ในยามที่มัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยังอดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่เห็นแก่ของฟรีจนดื่มไม่หยุดจนเสียเรื่องเสียราวเพียงนี้ก่อนที่สติอันเลือนรางจะดับวูบลง หญิงสาวนางหนึ่งกางร่มคันใหญ่เดินฝ่าพายุหิมะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง “หลี่... เยี่ยน...” นั่นคือชื่อสุดท้ายที่ซือเหมยเอ่ยออกมา ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดมิดลงหลี่เยี่ยนกัดฟันแน่น เดินฝ่าพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่บอบบางและไม่เคยฝึกศิลปะกา
สายตาคมกริบของชายหนุ่มจดจ้องมองตามแผ่นหลังที่เหยียดตรงของซือเหมยด้วยความโกรธกริ้วที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ สำหรับเขา... นางเคยเป็นเพียงสตรีที่คอยเดินตามหลังและยอมสยบให้เขาเสมอมา ทว่ายามนี้ นางกลับเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลหรือให้เกียรติเขาในฐานะสามีแม้แต่น้อย ความเย็นชาของนางประดุจคมดาบที่กรีดลงบนศักดิ์ศรีของบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน“สามหาวนัก! นางนึกว่าตนเองเป็นใครกัน!” เขาพึมพำลอดไรฟัน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน‘ท่านยังไม่เข้าพิธีแต่งงานกันเลย จะเป็นอะไรกันได้’ บรรดาบ่าวในจวนต่างคิดไปในทางเดียวกันชายที่หายไปหลายปี กลับมาพร้อมหญิงสาวในอ้อมกอด ซ้ำยังพาขี่ม้าเข้าเมืองมาเหมือนประกาศให้ทั้งเมืองรับรู้ แบบนี้ใครเล่าจะยอมรับเขาสะบัดหน้ากลับมาทางบ่าวรับใช้ที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นเทา ก่อนจะตวาดถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ในตอนที่ข้าไม่อยู่ เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่! แล้วท่านแม่ข้าไปไหน เหตุใดนางถึงไม่มาต้อนรับข้า!”เหล่าคนรับใช้ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความลำบากใจ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา “ระ... เรียนคุณท่าน ฮูหยินผู้เฒ่า... อยู่ที่ห้องบรรพชนขะ... ขอรับ”“






![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
