Beranda / รักโบราณ / ห้วงฝันใต้แสงจันทรา / บทที่ 1.5 คำอธิษฐานดาวตก

Share

บทที่ 1.5 คำอธิษฐานดาวตก

last update Tanggal publikasi: 2024-11-25 10:00:58

ความฝันครั้งแรกของหลี่เหลียนฮวาที่นางจำได้ มีแค่เพียงเสี่ยวหานพลัดตกจากหน้าผาแล้วสิ้นลมจมอยู่ใต้ทะเลสาบเหมันตฤดูอย่างเหน็บหนาวและโดดเดี่ยวนั้น บัดนี้นางรู้แล้วว่าเป็นเพราะเขาช่วยนางเอาไว้ด้วยความบังเอิญผ่านมาทางนั้นพอดีเพราะเขาอยากตอบแทนน้ำใจที่นางแบ่งปันขนม อาหารและเสื้อผ้าแก่เขา นางเห็นภาพสุดท้ายของเขาจึงร้องไห้สะเอื้อนและเจ็บปวดใจจนแม้แต่ตอนที่ตื่นจากความฝันน้ำตาของนางก็ยังคงไหลริน แต่ครั้งนี้เสี่ยวหานกลับเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์และตั้งใจที่จะช่วยนาง

ไม่ว่าข้าจะพยายามเปลี่ยนเรื่องราวสักเพียงใด จุดจบของเจ้าก็ยังคงเหมือนเดิมอย่างนั้นหรือ สวรรค์ช่างใจร้ายกับเขานัก หลี่เหลียนฮวาตัดพ้อโชคชะตา

เมื่อเสี่ยวหานรู้ตัวว่าเขากำลังจะตกลงมาจากหน้าผาก็รีบปล่อยมือจากนาง ทว่านางกลับจับมือเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม เสี่ยวหานจึงรีบดึงตัวหลี่เหลียนฮวาเข้ามากอดไว้แน่นขณะที่กำลังร่วงหล่นจากหน้าผา ร่างของทั้งสองตกกระทบผืนน้ำเบื้องล่างแล้วจมลงไปในน้ำที่ยามนี้หนาวเย็นจับใจ เขาไม่อยากปล่อยมือของนางแม้แต่น้อย หวังจะช่วยนางให้ได้ แต่ร่างกายของเขาหนักอึ้งและสติกลับค่อย ๆ เลือนหาย เขาหลับตาลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะจมลงสู่ใต้ทะเลสาบอันกว้างใหญ่

หลี่เหลียนฮวารู้สึกได้ว่าอ้อมกอดของเสี่ยวหานหายไป นางจึงลืมตามองหาเขาก่อนจะเห็นร่างที่ไร้สติกำลังจมดิ่งลงไป

ไม่นะเสี่ยวหาน ข้าไม่ยอมให้เจ้าเป็นเช่นนี้ หลี่เหลียนฮวารีบดำน้ำลงไปเพื่อคว้ามือของเสี่ยวหานก่อนใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงเขาให้พ้นสู่ผิวน้ำ นางค่อย ๆ ประคองเขาเข้าหาฝั่งอย่างอยากลำบาก

“เสี่ยวหาน เสี่ยวหาน เจ้าฟื้นสิ” นางพยายามปลุกเขาพลางร้องไห้

หลี่เหลียนฮวารีบตั้งสติของตนเองก่อนจับชีพจรและฟังเสียงลมหายใจของเขา ก่อนคุกเข่าข้างลำตัวเขา เริ่มวางมือประสานและกดหน้าอกเพื่อช่วยเขา แม้ว่านางจะตัวเล็กและเริ่มไร้เรี่ยวแรงก็ไม่ทำให้นางยอมแพ้แต่อย่างใด พลางร้องเรียกเขาทั้งน้ำตา จนเขาเริ่มรู้สึกตัวและลืมตาขึ้น

“เสี่ยวหาน เจ้า...” นางดีใจจนพูดไม่ออก

“คุณหนู” เสี่ยวหานมองดวงหน้าที่น้ำตาเอ่อล้น

หลี่เหลียนฮวาโล่งใจได้ไม่เท่าไร นางเห็นที่ไหล่ซ้ายของเสี่ยวหานเริ่มมีเลือดซึมออกมา ก็รีบฉีกชายกระโปรงมากดแผลห้ามเลือดเอาไว้ ก่อนจะพากันไปหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทะเลสาบ

สายลมยามรุ่งสางอันเย็นยะเยือกและละอองหิมะที่โปรยปรายจากฟากฟ้าราวกับจะซ้ำเติมความเจ็บปวดของพวกเขา ไม่มีทางรู้เลยว่าที่แห่งนี้จะมีผู้ใดมาช่วยพวกเขาได้ ร่างกายที่บาดเจ็บและเหนื่อยล้าไม่สามารถหนีไปที่ใดได้อีกแล้ว ได้แต่รอคอยอย่างมีความหวัง

“ตรงโน้น มีคนอยู่ ข้างหน้านั้น” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น

“ไป ๆ มีคนอยู่ตรงโน้น” ชายอีกคนพูดยืนยัน

ใครจะมาก็มาเถิด ข้าไม่มีแรงหนีแล้ว หลี่เหลียนฮวาคิดในใจ ตอนนี้นางหมดเรี่ยวแรง ทั้งยังเหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีและบาดเจ็บที่ขาจนแทบไม่รู้สึกเจ็บไปแล้ว

เสียงฝีเท้าที่วิ่งมาได้สักพักก็มาหยุดลงตรงหน้าหลี่เหลียนฮวาและเสี่ยวหาน นางเงยหน้ามองด้วยความอ่อนล้า

“ทหารวังหรือ” เสี่ยวหานถามเขาเสียงแหบ

“พวกเจ้า คุณหนูหลี่เหลียนฮวาใช่หรือไม่” ทหารนายหนึ่งถามขึ้นมา

เสี่ยวหานพยักหน้าแทนคำตอบ

“คุณหนูอยู่นี่ขอรับ” เขาตะโกนสุดเสียง

ทหารวังหลวงได้รับแจ้งข่าวจากอาเฉินที่ไปถึงวังหลวงก่อนหน้านี้ไม่นาน เมื่อใต้เท้าหลี่ทราบเรื่องก็ส่งทหารวังออกมาตามหาบุตรสาวและเสี่ยวหานทุกที่ที่เขาคิดว่าเสี่ยวหานและหลี่เหลียนฮวาจะไป หากแต่เขานึกถึงครั้งนั้นที่บุตรสาวเขาร้องไห้เป็นห่วงเสี่ยวหานจะเป็นจะตายอยู่ที่ริมทะเลสาบ ก็ทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่าเขาต้องมาดูที่นี่ด้วยตัวเอง

“เหลียนฮวา ลูกพ่อ” เขาทรุดตัวลงกอดบุตรสาวน้ำตารื้นที่เห็นนางปลอดภัย

“ท่านพ่อ เสี่ยวหาน” นางร้องไห้บอกเขาแล้วผล็อยหลับไปในอ้อมกอดบิดาด้วยความโล่งใจว่าจากนี้เสี่ยวหานจะปลอดภัยแล้ว

-------------------------------------------------------------------------------

จวนสกุลหลี่

หลี่เหลียนฮวาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า

“ท่านพ่อ”

“เหลียนฮวา เจ้าปลอดภัยแล้ว เจ็บที่ใดหรือไม่” ใต้เท้าหลี่ถามบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง

หลี่เหลียนฮวาส่ายหัว นางไม่รู้สึกว่าเจ็บปวดที่ใดอาจจะเพราะนางเจ็บจนชาไปแล้ว หากแต่เมื่อนางขยับร่างกายก็เจ็บแปลบที่ขาจนร้องออกมา

“โอ๊ย”

“เหลียนฮวาเจ้าอย่าเพิ่งขยับตัวมาก ท่านหมอทำแผลให้เจ้าแล้ว อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะดีขึ้น” เขาปลอบนาง

“ท่านพ่อ เสี่ยวหาน”

ใต้เท้าหลี่หลบไปข้าง ๆ

“คุณหนู ข้าอยู่ตรงนี้” เสี่ยวหานตอบกลับมา

หลี่เหลียนฮวายิ้มให้เขาแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง น้ำตาของความโล่งใจรินไหล

“แล้วคนอื่น ๆ เล่าเจ้าคะ” นางถามใต้เท้าหลี่

“ปลอดภัยดีแล้ว เหลียนฮวา เจ้าพักก่อนดีกว่า จะได้หายเร็ว ๆ” ใต้เท้าหลี่บอกบุตรสาว

เขาเดินออกไปพร้อมกับเสี่ยวหานเพื่อให้หลี่เหลียนฮวาได้พักผ่อน ร่างกายของนางยังฟื้นไม่เต็มที่เพราะนางใช้แรงกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยเสี่ยวหานและยังได้พิษไข้จากอากาศหนาวเย็นในวันนั้นด้วย หลังจากนั้นนางก็นอนหลับไปสองวัน

ด้านเสี่ยวหานเองก็กลับไปพักอยู่ที่เรือนและหลับไปหนึ่งวันเต็ม ร่างกายที่ฝึกหนักในช่วงปีที่ผ่านมาทำให้เขาฟื้นกำลังได้เร็วกว่าหลี่เหลียนฮวา เขาอดทนไม่ยอมพักเพื่อเฝ้ารอนางฟื้น

สามวันต่อมา

“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” จิ่วเอ๋อร์เห็นหลี่เหลียนฮวาจึงเรียกนางด้วยความสดใสเช่นเคย

“อื้อ จิ่วเอ๋อร์ ข้าหิวข้าว”

“เดี๋ยวข้ามานะเจ้าคะ” จิ่วเอ๋อร์ตอบแล้วรีบวิ่งไปที่ห้องครัว

แม่บ้านจางรีบน้ำสำรับกับข้าวมาให้หลี่เหลียนฮวาถึงในห้องนอน

“คุณหนู ค่อย ๆ ทานนะเจ้าคะ” แม่บ้านจางมองนางด้วยความเป็นห่วงปนดีใจที่เห็นนางฟื้นสติ

“อื้อ” นางตอบกลับแล้วทานข้าวอย่างเอร็ดอร่อย

ใต้เท้าหลี่ที่มาหานางเมื่อเห็นว่านางกินอย่างมีความสุขก็โล่งใจที่บุตรสาวคนนี้กลับมาร่าเริงและแข็งแรงขึ้นแล้ว

กลุ่มชายชุดดำที่ลอบเข้ามาในจวนสกุลหลี่คืนนั้นถูกจับกุมไว้เพราะไม่สามารถสู้ทหารเฝ้ายามได้ ก่อนจะพ่ายแพ้เขายิงพลุไฟขึ้นฟ้าเพื่อส่งสัญญาณให้คนที่เหลือ ทั้งหมดถูกจับกุมไปขังในคุกหลวงเพื่อรีดเค้นหาผู้ที่บงการเรื่องราวทั้งหมด และไม่สามารถสละชีพตนเองได้เพราะทหารหลวงยึดยาพิษไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนพวกนี้ใช้ ส่วนคนที่เหลือข้างนอกหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรองเช่นเคย และพวกนั้นไม่มีใครกล้าคิดทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนี้อีกแล้วเพราะกำลังเหลือน้อยและคนที่อยู่เบื้องหลังตัดขาดการติดต่อไปชั่วคราวเนื่องจากกำลังโดนเพ่งเล็งจากเหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายเช่นกัน

ด้วยความช่วยเหลือจากอาเฉิน ทหารหลวงสามารถไปช่วยบุตรหลานขุนนางคนอื่นที่อยู่ในโรงไม้ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้อาเฉินยังได้คุณงามความดีในการช่วยเหลือเย่ชิงหมิงหรือองค์ชายห้าอย่างสุดกำลังเช่นกัน

เย่ชิงหมิงหลังจากที่รอดชีวิตมาได้เริ่มตั้งใจเรียนอย่างจริงจังและฝึกฝนวิชาต่อสู้เพิ่มเติมทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนนั้นไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียนเท่าใดนัก เขาชอบตามเย่ชิงหลงหรือพี่ชายรองไปเที่ยวนอกวังหลังมากกว่า นอกจากนี้เขายังมองเห็นความมุ่งมั่นของอาเฉินที่ตั้งใจช่วยเขาและไม่ทิ้งเขาไว้เพียงลำพังจนซาบซึ้งในน้ำใจ เอ่ยปากขอเป็นเพื่อนกับอาเฉินกลายเป็นสหายกันโดยปริยาย

หลี่เหลียนฮวาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ใต้เท้าหลี่ฟังโดยละเอียด เขาประทับใจความกล้าหาญ เฉลียวฉลาด จิตใจดีของเสี่ยวหานและเพื่อตอบแทนที่เสี่ยงชีวิตช่วยบุตรสาวของเขาอย่างสุดความสามารถจึงรับเสี่ยวหานเป็นบุตรบุญธรรมและให้เขาย้ายเข้ามาอยู่ในจวนสกุลหลี่

“หลี่หาน จากนี้ไปเจ้าจงตั้งใจเล่าเรียน” ใต้เท้าหลี่พูดกับเสี่ยวหาน

“ขอรับ”

“ท่านพ่อ เช่นนี้เขาก็กลายเป็นท่านพี่ของข้าน่ะสิเจ้าคะ” หลี่เหลียนฮวาถามเขา

“เขาจะเป็นพี่ของเจ้า และเขาจะช่วยข้าดูแลเจ้า”

“ขอรับ ข้าจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง” เสี่ยวหานรับปากในใจไม่ได้คิดอื่นใดนอกจากอยากจะปกป้องหลี่เหลียนฮวาและสกุลหลี่ที่มีบุญคุณกับเขาอย่างท่วมท้น

นับจากนั้นมาเสี่ยวหานได้เข้ารับการฝึกร่วมกับทหารองครักษ์และร่วมชั้นเรียนกับองค์ชายห้า อายุรุ่นราวคราวเดียวกันและการเรียนการฝึกทำให้พวกเขาสนิทสนมกัน บัดนี้หากไปที่ไหนย่อมต้องเห็นพวกเขาสามคนอยู่ด้วยกันเสมอ

------------------------------------------------------------------------------------

เช้าวันหนึ่ง

“คุณหนู ทำไมตอนนั้นท่านไม่ปล่อยมือข้า” เสี่ยวหานถามหลี่เหลียนฮวาด้วยความสงสัย

“เรียกชื่อข้าเฉย ๆ ก็ได้ ตอนนี้เจ้าเป็นท่านพี่ของข้าแล้วนะ”

“เหลียน...เหลียนฮวา” เขาเรียกนางอย่างไม่คุ้นชิน

“อื้อ ข้าไม่มีทางปล่อยมือจากท่านหรอก ท่านก็ไม่ปล่อยมือข้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ จากนี้ไปท่านต้องมีชีวิตที่ดีนะ ท่านพี่” นางยิ้มให้เขาอย่างสดใส

“ข้าจะปกป้องเจ้าตลอดไป เหลียนฮวา ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ” เสี่ยวหานให้สัญญากับนาง

เจ้าสัญญากับข้าแล้วนะเสี่ยวหาน จากนี้ไปเจ้าต้องมีชีวิตที่ดีนะ หลี่เหลียนฮวามองหน้าเขาแล้วเกี่ยวก้อยสัญญา

กาลเวลาผ่านไปห้าวสันตฤดูที่นางมีชีวิตอยู่ในความฝันของ หลี่เหลียนฮวา ดอกท้อเริ่มผลิบานทั่วทั้งเมือง สายลมพัดกลีบดอกท้อปลิวไสว ปีนี้เสี่ยวหานเป็นผู้ที่ชวนหลี่เหลียนฮวาไปเที่ยวเทศกาลในเมือง พร้อมกับจิ่วเอ๋อร์และอาเฉิน ที่บัดนี้ได้เข้าร่วมสังกัดทหารอารักขาประจำตัวเย่ชิงหมิง แน่นอนว่าองค์ชายห้าผู้นี้ต้องไม่พลาดที่จะได้โอกาสเที่ยวเล่นในเมืองหลังจากคร่ำเคร่งร่ำเรียนตลอดทั้งเดือนราวกับรอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว

ทุกคนเดินเล่นในเมืองและแวะเดินชมเทศกาลด้วยสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจ เย่ชิงหมิงรบเร้าอาเฉินให้พาไปดูละครตรงกลางเมือง เขาจึงแยกจากเสี่ยวหานและพาจิ่วเออร์ไปด้วย พลางคิดในใจว่าเงินเดือนที่เพิ่งได้มาวันก่อนคงจะหมดในวันนี้เพราะองค์ชายห้าแน่นอน เย่ชิงหมิงไม่เคยพกเงินสักอีแปะไม่ว่าจะไปที่ใด

เสี่ยวหานพาหลี่เหลียนฮวาไปที่ร้านขายเครื่องเขียนที่อยู่ด้านในก่อนจัดแจงของบางอย่างใส่ถุง พานางหลบผู้คนมาที่สวนดอกไม้ ยามนี้ดอกไม้ในสวนผลิบานหลากหลายสี เขาพานางเดินไปที่พุ่มดอกโบตั๋นสีขาวและรู้ว่านางต้องดีใจมากแน่ ๆ

“ท่านพี่ พุ่มโบตั๋นสีขาวปีนี้ดูเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากนัก ท่านว่าไหม” เสี่ยวหานยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน เขาแอบมาปลูกดอกโบตั๋นสีขาวเพิ่มโดยไม่ให้นางรู้ ทั้งคอยดูแลเอาใจอย่างสม่ำเสมอ หากว่างจากการเรียนและฝึกฝนเมื่อใด เขามักจะใช้เวลาอยู่ที่นี่จนบางครั้งนางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาหายไปไหนในวันหยุด ความเอาใจใส่ของเขาทำให้ปีนี้ดอกโบตั๋นเติบโตและบานสะพรั่งอย่างสวยงาม

“เหลียนฮวา เจ้านั่งนิ่ง ๆ ตรงนี้” เขาบอกหลี่เหลียนฮวา

“ทำไมหรือ”

เสี่ยวหานหยิบเครื่องเขียนออกมา

“ข้าจะวาดรูปเจ้ากับดอกโบตั๋น เจ้าจะได้เก็บไว้ดู”

“ท่านพี่ ใกล้เสร็จหรือยังเจ้าคะ ข้าเมื่อยแล้ว” นางไม่เคยต้องนั่งนิ่งให้ผู้ใดวาดรูปมาก่อน

“เรียบร้อยแล้ว เจ้าดูสิว่าชอบไหม”

หลี่เหลียนฮวาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเสี่ยวหานวาดรูปได้ อีกทั้งยังวาดรูปได้สวยขนาดราวกับเป็นจิตรกรในวังหลวง

“ท่านพี่ วาดรูปได้สวยนัก ทำไมข้าไม่เคยรู้มาก่อน” นางสงสัย

เสี่ยวหานยิ้มให้นางแทนคำตอบ ทั้งคู่นั่งเล่นพูดคุยกันในสวนดอกไม้อยู่สองชั่วยาม ก่อนกลับจวนสกุลหลี่

“จิ่วเอ๋อร์ วันนี้ไปเที่ยวกับพี่เจ้าสนุกหรือไม่”

“ไม่เลยเจ้าค่ะ วันหลังข้าไปกับคุณหนูดีกว่า ท่านพี่ตามใจองค์ชายห้ามากเกินไปแล้ว” จิ่วเออร์ตัดพ้อ

“จิ่วเอ๋อร์ นาน ๆ ทีข้าได้ออกมาเที่ยวนอกวังหลวง เจ้าต้องตามใจข้าบ้างสิ” เย่ชิงหมิงขอความเห็นใจจากนาง

“ท่านดูสีหน้าอาเฉินก่อน วันนี้ท่านใช้เงินของเขาจนหมดใช่หรือไม่” หลี่เหลียนฮวาถามเขาเมื่อเห็นอาเฉิน

“ข้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกเย่ชิงหลง คราวหน้าถ้าท่านไม่พกเงินมาสักอีแปะ ข้าจะให้เขาทิ้งท่านไว้ที่ตลาด” นางขู่เขา

“เจ้าช่างอำมหิตนัก ห้ามบอกท่านพี่เด็ดขาด ข้าสัญญาว่าเมื่อถึงวังหลวงจะนำเงินมาคืนเขาสองเท่าเลย” เย่ชิงหมิงรับปาก เพราะไม่อยากโดนเย่ชิงหลงอบรมสามวันสามคืนที่สร้างความลำบากให้อาเฉิน

นับตั้งแต่เย่ชิงหมิงกลายเป็นสหายสนิทกับอาเฉิน เขาก็มักจะมีเรื่องวุ่นวายปวดหัวไม่น้อย ราวกับมีน้องชายตัวยุ่งเพิ่มอีกหนึ่งคน

“โอ๊ะ! นั่นท่านพี่ของท่านมาโน่นแล้ว” หลี่เหลียนฮวาชี้ไปทางด้านหลังเขา

“เจ้าอย่ามาล้อข้า วันนี้ท่านพี่ติดธุระ ไม่ออกมานอกวังหรอก” เย่ชิงหมิงแลบลิ้นใส่นาง

“เจ้าว่าอะไรนะ ชิงหมิง” เสียงคุ้นหูดังขึ้น

“ใครกัน ช่างบังอาจเลียนเสียงท่านพี่ข้า” เขาได้ยินเสียงนั้นแต่ก็ยังไม่เชื่อว่าพี่ชายของเขาจะออกมาเที่ยวได้

มือข้างหนึ่งจับหัวเขาให้หันมาข้างหลัง

“ชิงหมิง”

“ท่านพี่ ทำไมท่านถึงมาได้ เสร็จธุระแล้วหรือ” เขายิ้มแห้งเมื่อเห็นใบหน้าของเย่ชิงหลง

“ธุระที่เจ้าว่าคือเรื่องที่เจ้าก่อไว้กับเสด็จแม่ใช่หรือไม่ แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ธุระของข้า เจ้าต้องกลับวังหลวงเดี๋ยวนี้แล้วล่ะ” เขาตอบพลางยิ้มให้น้องชาย

“แย่แล้ว อาเฉิน วิ่ง ๆ ป่านนี้เสด็จแม่ถือไม้เรียวรอข้าแล้วมั้ง เดี๋ยวข้าจะได้อดทานข้าวเย็นพอดี” พวกเขาวิ่งไปพลางหันมาโบกมือลาทุกคน

“เย่ชิงหลง ท่านมีธุระอันใดที่จวนสกุลหลี่หรือไม่” หลี่เหลียนฮวาถามเขา

“อื้ม ข้ามีเรื่องสำคัญต้องหารือกับใต้เท้าหลี่ เชิญเจ้าตามสบายเถิด ฮวาฮวา ส่วนนี่ข้ารู้ว่าเจ้าชอบเลยนำมาให้เจ้า”

“ขอบพระทัยเพคะ” นางกล่าวขอบคุณเขาก่อนจะพาเย่ชิงหลงไปหาใต้เท้าหลี่ที่ศาลาในจวนแล้วขอตัวกลับเรือน

ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าไร้เมฆบดบัง ดวงจันทร์กลมโตสุกสกาวลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ หลี่เหลียนฮวาออกมานั่งชมจันทร์อยู่ด้านนอกเรือน นางคิดถึงวันแรกที่ตื่นขึ้นมาในร่างของหลี่เหลียนฮวา พบเจอผู้คนที่อยู่ในความฝัน เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบพบเจอ ภาพต่าง ๆ ยังคงอยู่ในใจนางเสมอมา

“ท่านพี่ เดินชมจันทร์หรือ” นางเห็นเสี่ยวหานเดินเล่นจึงเรียกเขา

“รอดาวตกต่างหาก ข้าจะอธิษฐาน” เขาตอบนาง

“ท่านขออะไรหรือ” เขายิ้มให้นางแต่ไม่ตอบ

ทั้งสองนั่งชมจันทร์อยู่หน้าเรือนเป็นเวลาเนิ่นนาน เมื่อเห็นดาวตกดวงหนึ่งต่างอธิษฐานในใจ

“เหลียนฮวา เจ้าเข้านอนเถิดดึกมากแล้ว” เสี่ยวหานบอกนาง

“อื้อ ท่านพี่” หลี่เหลียนฮวากล่าวกับเขาพลางมองหน้าเขาอยู่เนิ่นนานราวกับจะจดจำเขาไว้ในความทรงจำ นางยืนขึ้นก่อนหันตัวกลับเข้าเรือน

“เหลียนฮวา” เสี่ยวหานเรียกนางก่อนเอามือลูบหัวด้วยความเอ็นดู

ทั้งสองต่างยิ้มให้กันก่อนจะแยกย้ายกลับเรือน

ข้าขออธิษฐานให้ท่านพี่มีชีวิตที่ดี มีแต่ความสุข อย่าได้พบเจอเรื่องร้าย ๆ อีกเลยนะเจ้าคะ หลี่เหลียนฮวาเข้านอนคืนนี้ด้วยความอิ่มเอมใจ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.5 นิจนิรันดร์(ตอนจบ)

    หลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านมาครบหนึ่งร้อยวัน เทพพิทักษ์กฎสั่งให้นำตัวเหรินฮ่าวหรานและหลิวลี่เซียงเข้ามาที่ท้องพระโรงเพื่อไต่สวนครั้งสุดท้าย หากดูจากภายนอกแล้ว หลิวลี่เซียงเหมือนกลับมาเป็นปกติ แต่เหล่าเทพเซียนทั้งหลายยังคงกังขาว่านางหายจากมนตร์ปีศาจแล้วหรือไม่ ส่วนเหรินฮ่าวหรานนั้น ร่างกายภายนอกดูไม่เป็นอันใดเพราะยาจากชิวฉือ แต่ภายในนั้นบอบช้ำเกินพรรณนา“เทพบุปผา ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าสติของท่านกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้ว” เทพพิทักษ์กฎถามนางขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยของเหล่าเทพเซียน“อื้ม” นางพยักหน้า สายตายังคงมองไปที่เหรินฮ่าวหรานด้วยความเป็นห่วง เวลานี้ไม่คิดสนใจผู้ใดนอกจากเขา“เรื่องของท่านกับเขา เหรินฮ่าวหรานเคยกล่าวว่าเขาไม่ได้ทำเรื่องเช่นนั้น ท่านยืนยันได้หรือไม่”“ข้ายืนยันได้ เขาไม่มีวันทำร้ายข้า ทั้งไม่จำเป็นต้องใช้มนตร์ปีศาจเพื่อให้ข้าหลงรักเขา ไม่ว่าจะอยู่ในชาติภพใด เขาจะคอยปกป้องข้า ไม่มีวันทอดทิ้ง” หลิวลี่เซียงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ท่านเพิ่งได้พบเจอเขา เหตุใดถึงเชื่อใจเขา” เทพวารีก

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.4 ผีเสื้อสีขาว

    “เช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าคอยรักษานางจนครบหนึ่งร้อยวัน แล้วข้าจะไต่สวนเรื่องราวอีกครั้ง” เทพพิทักษ์กฎกล่าวโดยสรุปก่อนจะหันไปทางคนที่เหลือ“พวกเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์จิ้งจอก ดินแดนเทพไม่อาจตัดสินความถูกผิดได้ ข้าส่งจะตัวพวกเจ้าไปที่แคว้นชิงชิว”ซือมู่เฉินยืนขึ้นเผชิญหน้ากับเทพพิทักษ์กฎ ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรง“หากข้าไม่ได้ทำความผิด ไม่ว่าผู้ใดก็ตัดสินข้าไม่ได้” ซือมู่เฉินเผยตราราชวงศ์เมืองฉางให้พวกเขาดู“องค์รัชทายาทเช่นนั้นหรือ” เทพองค์หนึ่งพูดขึ้น“พวกเจ้าอย่าทำให้เรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างเผ่าพันธุ์ไปเลย ข้ายืนยันว่าข้าและสหายบริสุทธิ์ใจ ระหว่างที่เหรินฮ่าวหรานรักษานาง พวกข้าจะออกตามหาคนต้นเหตุเพื่อมารับโทษให้ได้”“ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของจิ้งจอกเก้าหาง วาจาที่เอ่ยออกมาแล้วไม่สามารถบิดพลิ้วได้ มิเช่นนั้นจะถูกวาจาศักดิ์ย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง รวมถึงนางด้วยใช่หรือไม่” เทพพิทักษ์กฎทวนเขาอีกครั้งถึงสิ่งที่เขาเดิมพันเอาไว้ขณะหันไปมองไป๋เยว่ซิน“ข้า

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.3 มิตรภาพผองเพื่อน

    เหรินฮ่าวหรานไม่รอช้าหยิบมีดขึ้นมากรีดลงที่ตรงหน้าอก พลันเลือดสีแดงฉานไหลริน เขารีบนำภาชนะรองมาให้หลิวลี่เซียงดื่มจนกว่านางจะดีขึ้น“พอแล้ว” ซือมู่เฉินห้ามปราม“แต่นาง...” เหรินฮ่าวหรานมองหลิวลี่เซียงด้วยสีหน้ากังวล“วันนี้พอเท่านี้ อีกครู่หนึ่งนางจะหาย”หลิวลี่เซียงมีท่าทีสงบลง สีตาของนางกลับมาเป็นเช่นเดิม สติที่หายไปเริ่มกลับมาจนแก้มของนางสีแดงระเรื่ออีกครั้ง นางรีบหันหลังหลบสายตาของเหรินฮ่าวหราน“เป็นอันว่า นางหายดีแล้ว ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะเสี่ยวหราน เจ้าตามข้ามา เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ซือมู่เฉินบอกเขาแล้วเดินออกจากห้องไปรอข้างนอก“เถอะน่า รีบตามไปเร็วเข้า เดี๋ยวข้าอยู่กับนางเอง” ไป๋เยว่ซินเห็นท่าทีของเขาก็รีบบอกให้คลายกังวล เหรินฮ่าวหรานพยักหน้าแล้วตามออกไป“ซินซิน เมื่อครู่ข้าทำอันใดไปบ้าง” หลิวลี่เซียงหามาถามไป๋เยว่ซิน“อาเซียง ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีท่าทางเช่นนี้ แต่เจ้าไม่ต้องคิดอันใดมากหรอก เจ้าเพิ่งจะโดนมนตร์ปีศาจจิ้งจอกมา”“ถ

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.2 มนตร์ปีศาจจิ้งจอก

    เหรินฮ่าวหรานลงจากล่างเขาดินแดนเทพมาอยู่ในดินแดนมนุษย์ได้สามสี่วัน เขาใช้เวลาว่างคิดทบทวนเรื่องของตนเองกับหลิวลี่เซียง ระยะเวลาสองพันปีที่เขารอคอยนางมา หากคำตอบไม่เป็นอย่างที่ใจหวัง เขาจะทำเช่นไรทว่าเรื่องหัวใจของตนเองนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดให้นานนัก ใช่ว่าเรื่องแบบนี้จะเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเสียหน่อย ความฝันที่ผ่านมาแต่ละครั้งก็เปรียบเสมือนชาติภพที่เขาและนางต้องเผชิญร่วมกันในฐานะที่แตกต่างกันไป เหรินฮ่าวหรานตัดสินใจได้แล้วว่า ไม่ว่าคำตอบเป็นเช่นไร เขาจะยังคงรอนางอย่างที่เคยรอเสมอมา ความรักของเขาจะมอบให้นางแต่เพียงผู้เดียว เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว เหรินฮ่าวหรานเริ่มยิ้มออก ใจที่เคยสับสนค่อยผ่อนคลายลงเหรินฮ่าวหรานเก็บของเตรียมจะออกจากโรงเตี๊ยม จู่ ๆ เขาก็เห็นผีเสื้อสีขาวบินมาจากทางหน้าต่างห้องผีเสื้อนำทาง ผู้ใดกำลังตามหาข้าอยู่หรือ เหรินฮ่าวหรานเอื้อมมือแตะที่ผีเสื้อตัวนั้นก่อนจะออกมายืนริมหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปยังเบื้องล่าง พลันได้พบเจอคนผู้หนึ่งยืนส่งยิ้มมาให้ก็ใจเต้นรัวหลิวลี่เซียง เขาไม่รอช้ากระโดดลงมาจากชั้นสองของโรงเต

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.1 การรอคอยที่เนิ่นนาน

    ท้องฟ้าสีครามแต้มด้วยปุยเมฆขาว ๆ ในวันนี้ก็ยังคงเป็นดั่งเช่นทุกวันที่ผ่านมา ฝูงปักษาสวรรค์ที่นานครั้งจะปรากฏตัวอวดโฉมต่างพากันโผบินไปยังตำหนักเทพเบื้องบนราวกับมีงานชุมนุมรื่นเริง ด้านล่างทางขึ้นเขาดินแดนเทพมีหอเซียนต่าง ๆ มากมายสำหรับเซียนที่คอยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างเทพ มนุษย์ และเผ่าอื่น ๆ ในใต้หล้าริมทะเลสาบด้านหลัง มีเซียนหนุ่มผู้หนึ่งที่มีหน้าที่รับคำวิงวอนจากมนุษย์ส่งให้เหล่าเทพได้ปลีกตัวจากความวุ่นวายในหอเซียนไปนั่งชื่นชมธรรมชาติที่เงียบสงบอย่างเช่นเคยหลิวลี่เซียง เจ้าอยู่ที่ใดกัน เซียนหนุ่มผู้นี้ถอนหายใจพลางมองไปยังเป็ดยวนยางคู่หนึ่งเป็ดยวนยางยังมีคู่แล้วเจ้าอยู่แห่งหนใด ความฝันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน แต่ไม่มีเจ้าราวกับชีวิตมีบางสิ่งขาดหายไปความรำพึงรำพันของเขาเช่นนี้คงจะไม่เกิดขึ้นหากได้พบนางในฝัน แต่ความฝันครั้งนี้ได้เริ่มขึ้นเมื่อสองพันปีก่อน ครั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองได้เกิดเป็นเซียนก็คอยแต่จะตามหานางทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะดินแดนเซียน ดินแดนมนุษย์ เผ่าอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เคยไปมาทั้งหมด หากแต่ไม่มีวี่แววจะได้พบกับนาง เหลือเพียงแต

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 6.4 ห่วงหาอาวรณ์

    “เทียนเทียน” ถานลี่อิงร้องไห้เรียกเขา จิตใจของนางเริ่มสั่นไหวทีเล็กทีละน้อย ทำให้ผนึกที่อยู่ในตัวนางเกิดรอยร้าวใหญ่ขึ้น“ช้าก่อน” เสียงของต้วนจื่อเยี่ยนดังขึ้นพร้อมกับคนในพรรคฝนโลหิตราวห้าสิบคน“เพิ่งจะโผล่มาตอนนี้ เจ้านี่มันจอมฉวยโอกาส” หวังเหว่ยตวาดเขา“หุบปาก เจ้าพวกโง่” ต้วนจื่อเยี่ยนตอกกลับ แล้วถามเหออี้เทียน“หลี่หงจวิ้นเล่า เจ้าฆ่าเขาหรือยัง”“...” เหออี้เทียนไม่ตอบอันใด เรี่ยวแรงของเขาเริ่มจะหมด ทั้งยังเจ็บปวดบาดแผลไปทั่วร่าง“ยังไม่ฆ่ามันสินะ” ต้วนจื่อเยี่ยนเห็นท่าทีของเหออี้เทียนก็พอเดาได้ เมื่อรู้ข่าวจากคนในพรรคว่าหาตัวหลี่หงจวิ้นไม่เจอ เขาก็รีบมาที่นี่ทันที“...” เหออี้เทียนยังคงนิ่งเงียบ“หรือว่าเจ้าโดนเสน่ห์มารของมันแล้ว เฮอะ เจ้าหลี่หงจวิ้นคิดจะเก็บของดีไว้กินผู้เดียว” หวังเหว่ยพูดออกมา“แล้วเจ้านั่นหายไปที่ใด ทำไมไม่มาชิงเหยื่อของตนกลับไป” พรรคหมอกทมิฬสงสัยมองไปรอบ ๆ ตัว“หม

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 3.3 เขาคือคนผู้นั้น

    “ฮูหยิน เจ้าจะลงเขาไปเที่ยวตลาดในเมืองหรือ” ประมุขเว่ยถาม ฮูหยินพลางเก็บของเตรียมพร้อม“ใช่ อย่าบอกนะว่าเจ้าจะไปด้วย” ฮูหยินถามกลับ“ข้าต้องไปกับเจ้าอยู่แล้ว ข้าเป็นสามีเจ้า”“แต่ข้าไปกับเพ่ยเพ่ยสองคนเป็นปกติ”“มีข้าไปด

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 3.0 เที่ยวนอกเมืองวันหยุด

    เช้าวันต่อมาเมื่อหลิวลี่เซียงลืมตาตื่นขึ้นมา เธอถึงกับตกใจที่เห็นไป๋เยว่ซินกำลังนั่งจ้องเธออยู่“อาเซียง ฝันดีเหรอ ยิ้มไม่หุบเลยนะ”“อ่อ อ้อใช่ ฝันดีมาก”หลิวลี่เซียงรีบตอบก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไม่ยอมเล่าให้ไป๋เยว่ซินฟัง วันนี้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษจึงไปเรียนด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และนัดไป๋เยว่ซินม

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 2.4 ปกป้องคนสำคัญ

    ไป๋อิงที่เห็นภาพอันน่าสยดสยองหลับตาปี๋ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงของลู่เฟยเทียน“ไป๋อิง เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่” เขาถามนางด้วยความเป็นห่วงนางกอดลู่เฟยเทียนอยู่เนิ่นนานราวกับต้องการคนปลอบใจ ภาพที่นางเห็นนั้นช่างน่ากลัวเกินบรรยาย เขาจึงโอบกอดนางและค่อย ๆ

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 2.3 เหตุการณ์ซ้ำรอย

    ไป๋อิงหลับตากรีดร้องสุดเสียงที่เห็นภาพของหวังจางเหว่ยสิ้นชีวิตลงต่อหน้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก นางได้ยินเสียงจอแจของผู้คนจึงลืมตาขึ้นทำไมสว่างจัง นี่ข้าตายแล้วหรือ แต่ทำไมมีคนอื่นเดินไปเดินมาเต็มไปหมด ไป๋อิงคิดในใจก่อนเดินดูรอบ ๆหอโคมแดง นั่นหวังจางเหว่ยนี่ เขาขึ้นส

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status