Accueil / รักโบราณ / ห้วงฝันใต้แสงจันทรา / บทที่ 1.4 ไม่มีวันปล่อยมือ

Partager

บทที่ 1.4 ไม่มีวันปล่อยมือ

last update Date de publication: 2024-11-24 10:00:04

ความฝันครั้งนั้น หลี่เหลียนฮวาไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก นางจำได้ว่าตอนนั้นนางรู้สึกเจ็บปวดและสงสารเสี่ยวหาน ชะตากรรมของเขาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แม้จะตื่นจากฝันแล้วนางยังคงเศร้าและน้ำตาเอ่อล้นไม่รู้ตัว ความรู้สึกนั้นติดอยู่ในใจไปหลายวัน

“เสี่ยวหาน เจ้าหายไปไหนมา รู้ไหมว่าข้าเป็นห่วงเจ้าแค่ไหน”

“ขอโทษที่ทำให้คุณหนูเป็นห่วง ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องร้องไห้นะขอรับ” เสี่ยวหานเห็นหลี่เหลียนฮวาร้องไห้ไม่หยุด และกอดเขาไม่ปล่อย จึงค่อย ๆ ลูบหัวนางช้า ๆ

หลังจากตั้งสติได้ หลี่เหลียนฮวาจึงค่อย ๆ ถอยหลังแล้วเช็ดน้ำตาตัวเอง เสี่ยวหานเล่าว่าที่เขาหายไปหลายวันเพราะทางเดินป่าไม่ค่อยดีจึงเสียเวลาอ้อมไปอ้อมมาอยู่หลายวัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เสี่ยวหานใช้เวลาอยู่ที่จวนสกุลหลี่เรียนการต่อสู้ ทำงานช่วยแม่บ้านจางและพักที่ห้องอาเฉินเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้กลับบ้านของตนเท่าใดนัก เพื่อความสบายใจของหลี่เหลียนฮวา

ราวกับเหตุการณ์จริงยังไม่ได้เกิดขึ้น หลี่เหลียนฮวาจึงยังไม่ตื่นจากความฝัน ทำให้นางไม่สามารถปล่อยวางความคิดไปได้

เมื่อได้พบเจอกันบ่อย เที่ยวเล่นด้วยกัน พูดคุยกันทุกวันพวกเขาต่างรู้สึกสนิทสนมผูกพันกันมากขึ้น

“เสี่ยวหาน นี่แตงโมที่เจ้าชอบ” หลี่เหลียนฮวาชวนเขามากินแตงโมที่ศาลาหลังจากเลิกเรียน

“ส่วนนี่ซาลาเปาสองลูกของอาเฉินแล้วก็อันนี้ข้าให้เจ้าจิ่วเอ๋อร์” นางจัดแจงของทานเล่นให้ทุกคนอย่างเคยชิน

เรื่องราวในชีวิตประจำวันดำเนินไปได้ด้วยดีจนทำให้หลี่เหลียนฮวาลืมความฝันไปเสียสนิท จนเมื่อได้เห็นใบแป๊ะก๊วยสีเหลืองร่วงหล่นจากต้น ความกลัวของนางจึงเริ่มก่อตัวอีกครา

“เสี่ยวหาน ปีนี้เจ้าไม่ต้องเข้าป่าหาฟืนได้หรือไม่ เหมันตฤดูครั้งนี้ เจ้าอยู่ที่จวนนี้เถิด” หลี่เหลียนฮวาบอกเขาแกมขอร้อง

เสี่ยวหานเข้าใจว่าทำไมหลี่เหลียนฮวาพูดกับเขาเช่นนี้ นางคงกลัวว่าจะเกิดเรื่องเหมือนครั้งก่อนที่เขาไปหาฟืนในป่า เขาไม่อยากเห็นนางต้องร้องไห้เสียน้ำตาเพราะเขา จึงรับปากอย่างง่ายดาย

---------------------------------------------------------------------------

ใบไม้สีเหลืองร่วงหล่นลงพื้นเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านกาลเวลา เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวในวังหลวง บัดนี้ถึงคราผลัดแผ่นดินเช่นเดียวกัน

“เหลียนฮวา เวลานี้เจ้าอยู่ในจวนอย่าได้ออกไปที่ใด ข้าต้องไปที่วังหลวงจะไม่ได้พบเจ้าสักระยะ” ใต้เท้าหลี่บอกกับบุตรสาวก่อนรีบเดินทางไปวังหลวง

ข่าวคราวการสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้เริ่มกระจายไปนอกวังหลวงผู้คนต่างพากันไว้ทุกข์ตามธรรมเนียม ขุนนางต่าง ๆ กำลังวุ่นวายกับการขึ้นครองบัลลังก์ขององค์รัชทายาท หากแต่เรื่องราวทั้งหมดมีเท่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย

เวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน กลุ่มชายชุดดำฉวยโอกาสเข้าโจมตีวังหลวงหมายจะเอาชีวิตองค์รัชทายาทและขัดขวางการขึ้นครองราชย์ บัดนี้เหล่าขุนนาง ทหาร ต่างมีหน้าที่ปกป้องเชื้อพระวงศ์ให้รอดจากการลอบทำร้ายครั้งนี้ แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าจุดประสงค์ของคนเหล่านี้คืออะไร แต่การกระทำเช่นนี้คือการก่อกบฏ

ชาวบ้านที่รู้ข่าวย่อมหวาดกลัวพากันเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ถนนหนทางไร้ผู้คน บรรยากาศวังเวงเงียบสงัด

ใต้เท้าหลี่ขอกำลังทหารยามมาเฝ้าที่จวนสกุลหลี่และคอยดูแลบุตรสาวของเขา ผู้คนในจวนต่างวางแผนเพื่อเตรียมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยเฉพาะหลี่เหลียนฮวา เริ่มฤดูหนาวครั้งใดมักมีเรื่องอยู่ร่ำไป

กระนั้นกลุ่มชายชุดดำก็ไม่สามารถโจมตีวังหลวงที่มีกองทหารหลายพันนายคอยสับเปลี่ยนเฝ้ายามอารักขาความปลอดภัยทั้งวันทั้งคืนได้ดังใจ ประกอบกับมีการเคลื่อนไหวในช่วงแผ่นดินมีการเปลี่ยนผ่านและอาศัยความวุ่นวายทางการเมือง ใต้เท้าหลี่ผู้เป็นเสนาบดีฝ่ายซ้าย จึงรู้สึกสงสัยคนบางกลุ่มที่ต้องการสืบทอดอำนาจและความยิ่งใหญ่ เพียงแต่ยังหาหลักฐานที่เชื่อมโยงกันไม่ได้

เหล่าขุนนางฝ่ายซ้ายเริ่มวางกับดักเพื่อจับกุมกลุ่มชายชุดดำนี้ได้ทีละคน แต่การสืบสาวเรื่องราวไม่เกิดผลอันใด คนพวกนั้นไม่ปริปากพูดมูลเหตุจูงใจหรือเปิดเผยข้อมูลของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง นอกจากนั้นยังยอมสละชีวิตตนเองกินยาพิษที่พกไว้ติดตัว ไม่ยอมให้ตนต้องโดนคุมขังอีกต่อไป ส่วนคนที่เหลือข้างนอกต่างพากันเก็บตัวเงียบเพื่อรอคำสั่งต่อไป

ราวกับช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและตึงเครียดได้ค่อย ๆ คลี่คลาย ผู้คนจึงเริ่มกลับมาทำมาหากินและใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่มีใครรู้เลยว่ากลุ่มชายชุดดำกำลังวางแผนอย่างลับ ๆ

---------------------------------------------------------------------------

ณ จวนสกุลหลี่

“คุณหนูนายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” แม่บ้านจางรีบมาแจ้งหลี่เหลียนฮวา

“ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือ อยู่ที่ศาลาใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ นายท่านรอคุณหนูอยู่ที่เดิมเจ้าค่ะ”

หลี่เหลียนฮวารีบวิ่งไปหาใต้เท้าหลี่เพราะนางไม่ได้เจอเขาหลายอาทิตย์แล้ว

“เหลียนฮวา เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ข้านึกเป็นห่วงเจ้าเลยกลับมาที่จวนก่อนผู้ใด” ใต้เท้าหลี่กอดบุตรสาวด้วยความคิดถึง

“ข้าก็คิดถึงท่านพ่อเจ้าค่ะ”

แม้ใต้เท้าหลี่จะเป็นเพียงแค่คนในฝันแต่หลี่เหลียนฮวาก็รู้สึกรักและเคารพเขา ความรู้สึกนั้นเหมือนเป็นความรู้สึกของหลี่เหลียนฮวาตัวจริง

“ข้าแวะมาหาเจ้าเพื่อดูหน้าให้หายคิดถึง แต่ข้ายังมีธุระในวังหลวงที่ต้องทำให้เรียบร้อย อีกสองสามวันเจอกันอีกนะเหลียนฮวา”

พวกเขาทั้งสองทานข้าวด้วยกันหนึ่งมื้อก่อนใต้เท้าหลี่จะกลับไปที่วังหลวงอีกครั้ง

เรื่องราวในวังหลวงผ่านไปได้ด้วยดีเช่นกัน องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์อย่างสมพระเกียรติ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่นั่นนำมาซึ่งความไม่พอใจของกลุ่มชายชุดดำที่เหลืออยู่ พวกเขาเริ่มวางแผนที่จะจับครอบครัวของขุนนางเพื่อมาเป็นเครื่องต่อรอง

แม้เหตุการณ์จะคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ใต้เท้าหลี่ก็ยังให้ตรึงกองกำลังอารักขาบางส่วนไว้เผื่อจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เพราะไม่รู้ว่าจำนวนคนในกลุ่มชายชุดดำยังเหลืออยู่อีกเท่าใด เขาตั้งใจเข้าไปจัดการเรื่องราวทุกอย่างนี้ในวังหลวงร่วมกับเหล่าขุนนางอื่น ๆ และในคืนนี้เองที่กลุ่มชายชุดดำเริ่มแผนจับตัวประกัน

กลางดึกกลุ่มชายชุดดำแอบเข้าไปที่จวนสกุลหลี่เพื่อจับตัวหลี่เหลียนฮวา บุตรสาวเพียงคนเดียวของใต้เท้าหลี่ผู้เป็นผู้นำในการวางแผนจับกุมพวกเขา

เสียงเปิดประตูเบา ๆ ดังมาจากด้านนอกเรือนของหลี่เหลียนฮวา โชคดีที่คืนนี้นางนอนไม่หลับ เมื่อได้ยินเสียงผิดวิสัย นางจึงรีบจัดผ้าห่มแล้วรีบไปซ่อนข้างหลังกระจกบานใหญ่ตรงมุมห้อง ถือไม้ท่อนใหญ่ที่วางอยู่ ข้าง ๆ ไว้กับตัว

คนรูปร่างสูงผู้หนึ่งค่อย ๆ ย่องเข้ามาในห้องนอนก่อนจะจับตัวคนที่อยู่ใต้ผ้าห่มเพื่อวางยาสลบ หลี่เหลียนฮวาแทบจะหยุดหายใจไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง ชายผู้นี้เพียงแค่สัมผัสผ้าห่มที่อุ่น ๆ อยู่ก็รู้แล้วว่าเมื่อสักครู่มีคนอยู่ที่นี่ เขากวาดตามองหานางแม้รอบห้องจะมีแต่ความมืดมิด

เขาสังเกตว่าห้องนอนนี้ไม่กว้างมาก ทางเข้าออกมีทางเดียวคือทางที่เขาเข้ามา หากจะหนีทางหน้าต่างคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะข้างนอกยังมีกลุ่มของเขาเฝ้าอยู่ บุตรสาวสกุลหลี่ผู้นี้ต้องอยู่ภายในห้องนี้อย่างแน่นอน

“เจ้ารีบออกมาจะดีกว่า ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในห้องนี้ อย่าทำข้าเสียเวลา” ชายผู้นั้นพูดเชิงข่มขู่นาง

เรื่องอันใดข้าจะออกไปง่าย ๆ เข้ามาสิ ข้าจะฟาดให้ดู แม้จะกลัวแต่หลี่เหลียนฮวาก็พร้อมที่จะสู้สุดใจ

เขาเดินไปหานางตรงฉากกั้น ตู้เก็บของ แล้วเดินตรงไปที่กระจก นางกลั้นใจจังหวะที่เขาก้มหน้ามาทางด้านหลัง ยกไม้รอแล้วตีไปที่หัวหนึ่งครั้งจนชายผู้นั้นร้องโอ๊ย เขาจึงไม่รอช้ารีบคว้าตัวนางมาเพื่อวางยาสลบ หลี่เหลียนฮวาดิ้นสุดกำลังพลางร้องสุดเสียงและตะโกนให้คนช่วย หวังจะมีสักคนได้ยินเสียงของนาง

เมื่อได้ยินเสียงหลี่เหลียนฮวา ทหารที่เฝ้าจวนอยู่ก็รีบวิ่งกรูเข้ามาที่เรือน แต่โดนพรรคพวกของชายผู้นี้ที่อยู่ด้านนอกมาสกัดกั้นไว้ ชายผู้นี้จึงฉวยโอกาสหลบไปอีกทางโดยไม่รู้ว่ามีคนแอบตามมา

เสี่ยวหานและอาเฉินที่เดินเล่นอยู่ใกล้ ๆ เมื่อได้ยินเสียงร้องของหลี่เหลียนฮวา พวกเขาก็รีบวิ่งมาหานางเช่นกัน ด้านหน้าทหารเฝ้ายามและกองกำลังชุดดำต่อสู้กัน ส่วนอีกฝั่งพวกเขาเห็นนางถูกชายคนหนึ่งอุ้มพาดบ่าออกไป

ระหว่างทางหลี่เหลียนฮวาไม่ได้สลบอย่างที่ชายผู้นี้เข้าใจ นางมองทางที่ถูกพาเขาพามาตลอดทางและเห็นเสี่ยวหานกับอาเฉินกำลังแอบตามมาติด ๆ หลังจากเดินทางมาสักพัก ชายผู้นี้พานางไปซ่อนไว้ที่โรงไม้ในหมู่บ้าน ด้านในมีบุตรหลานของขุนนางที่ถูกจับมาอีกสองสามคน ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงเด็กน้อย เขานำหลี่เหลียนฮวาไปขังไว้อีกกรงที่มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่ แล้วปิดประตูกรงไว้ก่อนออกมาด้านนอกเพื่อรวมกลุ่มกับคนเฝ้ายามสามสี่คน

กรงขังไม่จำเป็นต้องมีความแน่นหนาอันใดเพราะพวกเขาคิดว่าทายาทของขุนนางนั้นไม่มีทางสู้และไม่สามารถหนีออกมาได้ บัดนี้โดนยาสลบนอนหลับไม่รู้เรื่อง ยกเว้นหลี่เหลียนฮวา

เจ้าโจรพวกนี้ ร้ายกาจยิ่งนัก ทำแบบนี้กับเด็ก ๆ ได้อย่างไร นางคิดในใจก่อนหยิบมีดพกด้ามเล็กที่ซ่อนอยู่ออกมา ค่อย ๆ เลื่อยเชือกคล้องประตู จังหวะเดียวกันกับที่เสี่ยวหานและอาเฉินลอบเข้ามาเจอพอดิบพอดี

“เสี่ยวหาน อาเฉิน รีบไปตามคนมาช่วยพวกเขากัน” หลี่เหลียนฮวาบอกก่อนจะเดินออกไป

“พวกเจ้า รอข้าด้วย” เสียงจากมุมกรงขังดังมา

หลี่เหลียนฮวามองไปทางต้นเสียงแล้วตกใจ

“เย่ชิงหมิง เจ้า” นางรีบไปพยุงตัวเขาแล้วให้อาเฉินที่ร่างกายสูงใหญ่ที่สุดเป็นคนประคอง

พวกเขาทั้งสี่คน ค่อย ๆ เดินออกทางหลังอย่างช้า ๆ ก่อนที่คนอีกกรงหนึ่งตื่นมาพอดีแล้วร้องไห้เสียงดัง จังหวะที่พวกเขาออกไปได้แล้วชายคนหนึ่งก็เข้ามาพอดี เมื่อเห็นกรงที่ขังหลี่เหลียนฮวาว่างเปล่าเขาส่งเสียงบอกคนที่อยู่ด้านนอกสามคน

“วิ่ง!” เสี่ยวหานสั่งทุกคนก่อนวิ่งนำหน้า เขาจูงมือหลี่เหลียนฮวาไปด้วย เพื่อที่จะให้เย่ชิงหมิงที่กำลังสะลึมสะลือตื่น อาเฉินจึงตบหลังเย่ชิงหมิงไปหนึ่งฝ่ามือจนเขาสะดุ้งเฮือกลืมตาตื่น แล้ววิ่งตามหลังเสี่ยวหาน พวกเขาตั้งใจจะตรงดิ่งไปทางวังหลวงเพื่อขอความช่วยเหลือ

ชายชุดดำปามีดบินเล่มเล็กเพื่อหยุดพวกเขา คมมีดเฉียดขาหลี่เหลียนฮวาไปนิดหนึ่ง

“โอ๊ย!” นางร้องเสียงหลงตัวโอนเอนเสียสมดุล เสี่ยวหานที่จับมือนางไม่ปล่อยมองตาอาเฉินราวกับส่งสารบางอย่างก่อนล้มกลิ้งไปตามทางพร้อมหลี่เหลียนฮวา

“โอ๊ย! เจ็บ” นางร้องอีกครั้งเมื่อกลิ้งมาจนถึงพื้นราบ

“คุณหนู ขาท่าน มีแผลเล็กน้อย” เสี่ยวหานฉีกเสื้อผ้าแล้วนำมาพันแผลให้นาง

“อดทนไว้ก่อนนะขอรับ ยิ่งถึงวังหลวงเร็วเท่าใดยิ่งปลอดภัย”

“อื้อ ข้าไม่เป็นอะไรมาก ไปต่อเถอะ”

ทั้งสองกลิ้งตกลงมาตามทางที่มีหิมะปกคลุม แม้จะไม่มีบาดแผลบนร่างกายมากแต่ก็ระบมไม่น้อย การวิ่งในป่าที่ไม่ใช่ทางเดินนั้นยากลำบากนัก ทั้งสองจึงได้แต่ค่อย ๆ ไปตามทางที่แสงจันทร์สาดส่องถึงเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายอย่างอื่น

เมื่อหนีมาได้ไกลพอสมควรและไม่เห็นวี่แววของชายชุดดำ เสี่ยวหานจึงให้หลี่เหลียนฮวาได้หยุดพักสักครู่หนึ่ง

ตั้งแต่เกิดเรื่องที่จวนสกุลหลี่จนถึงตอนนี้ได้ผ่านมาแล้วประมาณสองชั่วยาม ท้องฟ้าเริ่มส่องแสงบาง ๆ เป็นสัญญาณให้พวกเขารีบวิ่งหนีอีกครั้งก่อนจะชายชุดดำตามมาเจอ

ด้านอาเฉินและเย่ชิงหมิงหนีไปตามทางเดิมและคอยหลบพวกชายชุดดำไปด้วย

“นี่เจ้า ช้าลงหน่อยได้หรือไม่ ข้าไม่ไหวแล้ว” เย่ชิงหมิงกล่าว

“ข้าขอพักก่อน เจ้าได้ยินหรือไม่”

เมื่อไม่มีเสียงตอบกลับจากอาเฉิน อีกทั้งขาสองข้างไม่มีเรี่ยวแรงวิ่งหนีอีกต่อไปแล้ว เขาทรุดตัวลงกับพื้นอย่างไม่รู้ตัว คนอย่างเขานั้นอยู่แต่ในรั้ววังหลวง เรียนหนังสือ ต่อให้วิ่งเล่นหรือฝึกดาบกับเย่ชิงหลงก็ไม่เคยต้องเหนื่อยหนาสาหัสเช่นนี้มาก่อน ไหนจะยาสลบที่ยังไม่จางดีเท่าไหร่ทำให้ทั้งเหนื่อยทั้งสะลึมสะลือยากจะฝืนใจแม้ถูกไล่ตามอยู่

อาเฉินที่ได้ยินเสียงเขาฟุบลงกับพื้นไม่พูดพร่ำทำเพลง พยุงเขาขึ้นหลังแล้วแบกเขาวิ่งต่อไปอย่างไม่หยุดพัก เขาอดทนต่อความเหนื่อยยากทั้งหลายพาเย่ชิงหมิงหนีไปตามที่ตั้งใจ อีกแค่ไม่กี่อึดใจก็จะถึงวังหลวงแล้ว เขาจะได้รีบหาคนไปช่วยคุณหนูกับเสี่ยวหาน และบอกเรื่องคนอื่น ๆ ที่โดนจับไปด้วย ทั้งยังเรื่องการต่อสู้ที่จวน อาเฉินนึกเป็นห่วงแม่บ้านจางและ จิ่วเอ๋อร์

หลังจากเสี่ยวหานและหลี่เหลียนฮวาวิ่งมาตามทางสักพักก็เริ่มกลับเข้าเส้นทางลัดที่จะไปวังหลวงได้แล้ว พวกเขาต้องมุ่งหน้าไปที่นั่นตามแผน หากนับถึงเวลานี้ทางอาเฉินน่าจะใกล้ถึงวังหลวงแล้ว ถ้าไปตามทางนี้ต่อจะต้องได้พบกับทหารวังหลวงที่สวนทางมาอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นแล้วพวกเขาจะได้หายห่วงไปสักนิดหนึ่ง

“พวกมันอยู่ตรงนั้น” เสียงดังมาจากอีกทางหนึ่งไม่ไกลนัก

“เสี่ยวหาน วิ่ง ๆ” หลี่เหลียนฮวาตกใจรีบบอกเสี่ยวหาน

พูดไม่ทันขาดคำ ธนูดอกหนึ่งพุ่งทะลุป่ามาทางพวกเขา เสี่ยวหานที่หันมามองข้างหลังพอดีจึงได้เอี้ยวตัวหลบไปอย่างหวุดหวิดแล้วจูงมือ หลี่เหลียนฮวาวิ่งต่อ

เสียงพลุจากฟากตัวเมืองดังขึ้นมีแสงไฟพวยพุ่งราวกับเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง กลุ่มชายชุดดำเมื่อเห็นพลุก็พูดคุยสื่อสารบางอย่างกันอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเร่งฝีเท้าตามพวกเขามากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อพวกเขาวิ่งตามทางลัดมาได้สักพัก เสี่ยวหานได้ยินเสียงที่มาอีกจากอีกฟาก ภาวนาให้เป็นทหารวังหลวง แต่เมื่อมองดี ๆ แล้วกลับเป็นชายชุดดำสามคน พวกเขาจึงหยุดวิ่งก่อนมองหาทางหนี กลุ่มชายชุดดำจากทั้งสองทางบีบให้พวกเขาถอยร่นเรื่อย ๆ จนมาถึงหน้าผา

ที่นี่อีกแล้วหรือ หน้าผา เสี่ยวหาน ไม่ได้นะ ข้าขอร้อง ใครสักคนมาช่วยพวกเราที ได้โปรด หลี่เหลียนฮวาพร่ำขอร้องอยู่ในใจ ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

“พวกเจ้าหนีไม่พ้นแล้ว มานี่ ๆ” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา

“ข้าบอกให้มานี่” เขาตะคอก

เสี่ยวหานและหลี่เหลียนฮวาไม่ขยับตัวใด ๆ ทั้งสองยืนจับมือกันด้วยความกลัว

เสียงผิวปากดังมาจากทางด้านบน กลุ่มชายชุดดำหันไปมองทางต้นเสียงแล้วพยักหน้าแล้วเดินต้อนทั้งสองคนไปที่ริมผายกดาบเตรียมฟันลงมา เสี่ยวหานรีบเอาตัวมาขวางด้านหน้าหลี่เหลียนฮวา แล้วจับมือนางไว้แน่นกว่าเดิม ชายคนที่ยืนอยู่ไกล ๆ ยกคันธนูขึ้นมาเล็งที่เสี่ยวหาน ลูกธนูหนึ่งดอกพุ่งตรงมาที่เขา

เสี่ยวหานข้าขอโทษ ข้าต้องปกป้องเจ้าให้ได้ หลี่เหลียนฮวาเอี้ยวตัวมาบังข้างหน้าเขา แต่ไฉนเลยเสี่ยวหานกลับเอี้ยวตัวกลับมาด้านหน้านางอีกครั้ง

“เสี่ยวหาน!” หลี่เหลียนฮวาร้องตกใจ

เขามองนางเป็นครั้งสุดท้าย สายตาบ่งบอกว่าเขาจะต้องปกป้องนางสุดชีวิต

แรงจากธนูดอกนี้มหาศาลทำให้เขาทรงตัวไม่อยู่ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะตกหน้าผา เขาจึงปล่อยมือจากหลี่เหลียนฮวาแต่นางกลับกุมมือเขาแน่นกว่าเดิมเพื่อพยายามรั้งเขาไว้ ทว่าพื้นดินยามหิมะตกนี้ไม่อาจยืนให้มั่นคงได้เลย นางจึงร่วงหล่นจากหน้าผาไปพร้อมกับเขา

ข้านึกออกแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดในฝันครั้งแรก ที่เขาตกหน้าผาและจมทะเลสาบยามเหมันตฤดูที่หนาวเย็นเป็นเพราะข้าหรอกหรือ ไม่นะ ท่านเทพเทวาช่วยเขาด้วย ได้โปรดช่วยเขาด้วย หลี่เหลียนฮวาร้องไห้

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.5 นิจนิรันดร์(ตอนจบ)

    หลังจากเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านมาครบหนึ่งร้อยวัน เทพพิทักษ์กฎสั่งให้นำตัวเหรินฮ่าวหรานและหลิวลี่เซียงเข้ามาที่ท้องพระโรงเพื่อไต่สวนครั้งสุดท้าย หากดูจากภายนอกแล้ว หลิวลี่เซียงเหมือนกลับมาเป็นปกติ แต่เหล่าเทพเซียนทั้งหลายยังคงกังขาว่านางหายจากมนตร์ปีศาจแล้วหรือไม่ ส่วนเหรินฮ่าวหรานนั้น ร่างกายภายนอกดูไม่เป็นอันใดเพราะยาจากชิวฉือ แต่ภายในนั้นบอบช้ำเกินพรรณนา“เทพบุปผา ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าสติของท่านกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้ว” เทพพิทักษ์กฎถามนางขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยของเหล่าเทพเซียน“อื้ม” นางพยักหน้า สายตายังคงมองไปที่เหรินฮ่าวหรานด้วยความเป็นห่วง เวลานี้ไม่คิดสนใจผู้ใดนอกจากเขา“เรื่องของท่านกับเขา เหรินฮ่าวหรานเคยกล่าวว่าเขาไม่ได้ทำเรื่องเช่นนั้น ท่านยืนยันได้หรือไม่”“ข้ายืนยันได้ เขาไม่มีวันทำร้ายข้า ทั้งไม่จำเป็นต้องใช้มนตร์ปีศาจเพื่อให้ข้าหลงรักเขา ไม่ว่าจะอยู่ในชาติภพใด เขาจะคอยปกป้องข้า ไม่มีวันทอดทิ้ง” หลิวลี่เซียงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ท่านเพิ่งได้พบเจอเขา เหตุใดถึงเชื่อใจเขา” เทพวารีก

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.4 ผีเสื้อสีขาว

    “เช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าคอยรักษานางจนครบหนึ่งร้อยวัน แล้วข้าจะไต่สวนเรื่องราวอีกครั้ง” เทพพิทักษ์กฎกล่าวโดยสรุปก่อนจะหันไปทางคนที่เหลือ“พวกเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์จิ้งจอก ดินแดนเทพไม่อาจตัดสินความถูกผิดได้ ข้าส่งจะตัวพวกเจ้าไปที่แคว้นชิงชิว”ซือมู่เฉินยืนขึ้นเผชิญหน้ากับเทพพิทักษ์กฎ ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรง“หากข้าไม่ได้ทำความผิด ไม่ว่าผู้ใดก็ตัดสินข้าไม่ได้” ซือมู่เฉินเผยตราราชวงศ์เมืองฉางให้พวกเขาดู“องค์รัชทายาทเช่นนั้นหรือ” เทพองค์หนึ่งพูดขึ้น“พวกเจ้าอย่าทำให้เรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างเผ่าพันธุ์ไปเลย ข้ายืนยันว่าข้าและสหายบริสุทธิ์ใจ ระหว่างที่เหรินฮ่าวหรานรักษานาง พวกข้าจะออกตามหาคนต้นเหตุเพื่อมารับโทษให้ได้”“ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของจิ้งจอกเก้าหาง วาจาที่เอ่ยออกมาแล้วไม่สามารถบิดพลิ้วได้ มิเช่นนั้นจะถูกวาจาศักดิ์ย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเอง รวมถึงนางด้วยใช่หรือไม่” เทพพิทักษ์กฎทวนเขาอีกครั้งถึงสิ่งที่เขาเดิมพันเอาไว้ขณะหันไปมองไป๋เยว่ซิน“ข้า

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.3 มิตรภาพผองเพื่อน

    เหรินฮ่าวหรานไม่รอช้าหยิบมีดขึ้นมากรีดลงที่ตรงหน้าอก พลันเลือดสีแดงฉานไหลริน เขารีบนำภาชนะรองมาให้หลิวลี่เซียงดื่มจนกว่านางจะดีขึ้น“พอแล้ว” ซือมู่เฉินห้ามปราม“แต่นาง...” เหรินฮ่าวหรานมองหลิวลี่เซียงด้วยสีหน้ากังวล“วันนี้พอเท่านี้ อีกครู่หนึ่งนางจะหาย”หลิวลี่เซียงมีท่าทีสงบลง สีตาของนางกลับมาเป็นเช่นเดิม สติที่หายไปเริ่มกลับมาจนแก้มของนางสีแดงระเรื่ออีกครั้ง นางรีบหันหลังหลบสายตาของเหรินฮ่าวหราน“เป็นอันว่า นางหายดีแล้ว ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะเสี่ยวหราน เจ้าตามข้ามา เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ซือมู่เฉินบอกเขาแล้วเดินออกจากห้องไปรอข้างนอก“เถอะน่า รีบตามไปเร็วเข้า เดี๋ยวข้าอยู่กับนางเอง” ไป๋เยว่ซินเห็นท่าทีของเขาก็รีบบอกให้คลายกังวล เหรินฮ่าวหรานพยักหน้าแล้วตามออกไป“ซินซิน เมื่อครู่ข้าทำอันใดไปบ้าง” หลิวลี่เซียงหามาถามไป๋เยว่ซิน“อาเซียง ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีท่าทางเช่นนี้ แต่เจ้าไม่ต้องคิดอันใดมากหรอก เจ้าเพิ่งจะโดนมนตร์ปีศาจจิ้งจอกมา”“ถ

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.2 มนตร์ปีศาจจิ้งจอก

    เหรินฮ่าวหรานลงจากล่างเขาดินแดนเทพมาอยู่ในดินแดนมนุษย์ได้สามสี่วัน เขาใช้เวลาว่างคิดทบทวนเรื่องของตนเองกับหลิวลี่เซียง ระยะเวลาสองพันปีที่เขารอคอยนางมา หากคำตอบไม่เป็นอย่างที่ใจหวัง เขาจะทำเช่นไรทว่าเรื่องหัวใจของตนเองนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดให้นานนัก ใช่ว่าเรื่องแบบนี้จะเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเสียหน่อย ความฝันที่ผ่านมาแต่ละครั้งก็เปรียบเสมือนชาติภพที่เขาและนางต้องเผชิญร่วมกันในฐานะที่แตกต่างกันไป เหรินฮ่าวหรานตัดสินใจได้แล้วว่า ไม่ว่าคำตอบเป็นเช่นไร เขาจะยังคงรอนางอย่างที่เคยรอเสมอมา ความรักของเขาจะมอบให้นางแต่เพียงผู้เดียว เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว เหรินฮ่าวหรานเริ่มยิ้มออก ใจที่เคยสับสนค่อยผ่อนคลายลงเหรินฮ่าวหรานเก็บของเตรียมจะออกจากโรงเตี๊ยม จู่ ๆ เขาก็เห็นผีเสื้อสีขาวบินมาจากทางหน้าต่างห้องผีเสื้อนำทาง ผู้ใดกำลังตามหาข้าอยู่หรือ เหรินฮ่าวหรานเอื้อมมือแตะที่ผีเสื้อตัวนั้นก่อนจะออกมายืนริมหน้าต่าง สายตาของเขาทอดมองไปยังเบื้องล่าง พลันได้พบเจอคนผู้หนึ่งยืนส่งยิ้มมาให้ก็ใจเต้นรัวหลิวลี่เซียง เขาไม่รอช้ากระโดดลงมาจากชั้นสองของโรงเต

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 7.1 การรอคอยที่เนิ่นนาน

    ท้องฟ้าสีครามแต้มด้วยปุยเมฆขาว ๆ ในวันนี้ก็ยังคงเป็นดั่งเช่นทุกวันที่ผ่านมา ฝูงปักษาสวรรค์ที่นานครั้งจะปรากฏตัวอวดโฉมต่างพากันโผบินไปยังตำหนักเทพเบื้องบนราวกับมีงานชุมนุมรื่นเริง ด้านล่างทางขึ้นเขาดินแดนเทพมีหอเซียนต่าง ๆ มากมายสำหรับเซียนที่คอยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างเทพ มนุษย์ และเผ่าอื่น ๆ ในใต้หล้าริมทะเลสาบด้านหลัง มีเซียนหนุ่มผู้หนึ่งที่มีหน้าที่รับคำวิงวอนจากมนุษย์ส่งให้เหล่าเทพได้ปลีกตัวจากความวุ่นวายในหอเซียนไปนั่งชื่นชมธรรมชาติที่เงียบสงบอย่างเช่นเคยหลิวลี่เซียง เจ้าอยู่ที่ใดกัน เซียนหนุ่มผู้นี้ถอนหายใจพลางมองไปยังเป็ดยวนยางคู่หนึ่งเป็ดยวนยางยังมีคู่แล้วเจ้าอยู่แห่งหนใด ความฝันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน แต่ไม่มีเจ้าราวกับชีวิตมีบางสิ่งขาดหายไปความรำพึงรำพันของเขาเช่นนี้คงจะไม่เกิดขึ้นหากได้พบนางในฝัน แต่ความฝันครั้งนี้ได้เริ่มขึ้นเมื่อสองพันปีก่อน ครั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองได้เกิดเป็นเซียนก็คอยแต่จะตามหานางทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะดินแดนเซียน ดินแดนมนุษย์ เผ่าอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เคยไปมาทั้งหมด หากแต่ไม่มีวี่แววจะได้พบกับนาง เหลือเพียงแต

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 6.4 ห่วงหาอาวรณ์

    “เทียนเทียน” ถานลี่อิงร้องไห้เรียกเขา จิตใจของนางเริ่มสั่นไหวทีเล็กทีละน้อย ทำให้ผนึกที่อยู่ในตัวนางเกิดรอยร้าวใหญ่ขึ้น“ช้าก่อน” เสียงของต้วนจื่อเยี่ยนดังขึ้นพร้อมกับคนในพรรคฝนโลหิตราวห้าสิบคน“เพิ่งจะโผล่มาตอนนี้ เจ้านี่มันจอมฉวยโอกาส” หวังเหว่ยตวาดเขา“หุบปาก เจ้าพวกโง่” ต้วนจื่อเยี่ยนตอกกลับ แล้วถามเหออี้เทียน“หลี่หงจวิ้นเล่า เจ้าฆ่าเขาหรือยัง”“...” เหออี้เทียนไม่ตอบอันใด เรี่ยวแรงของเขาเริ่มจะหมด ทั้งยังเจ็บปวดบาดแผลไปทั่วร่าง“ยังไม่ฆ่ามันสินะ” ต้วนจื่อเยี่ยนเห็นท่าทีของเหออี้เทียนก็พอเดาได้ เมื่อรู้ข่าวจากคนในพรรคว่าหาตัวหลี่หงจวิ้นไม่เจอ เขาก็รีบมาที่นี่ทันที“...” เหออี้เทียนยังคงนิ่งเงียบ“หรือว่าเจ้าโดนเสน่ห์มารของมันแล้ว เฮอะ เจ้าหลี่หงจวิ้นคิดจะเก็บของดีไว้กินผู้เดียว” หวังเหว่ยพูดออกมา“แล้วเจ้านั่นหายไปที่ใด ทำไมไม่มาชิงเหยื่อของตนกลับไป” พรรคหมอกทมิฬสงสัยมองไปรอบ ๆ ตัว“หม

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 3.3 เขาคือคนผู้นั้น

    “ฮูหยิน เจ้าจะลงเขาไปเที่ยวตลาดในเมืองหรือ” ประมุขเว่ยถาม ฮูหยินพลางเก็บของเตรียมพร้อม“ใช่ อย่าบอกนะว่าเจ้าจะไปด้วย” ฮูหยินถามกลับ“ข้าต้องไปกับเจ้าอยู่แล้ว ข้าเป็นสามีเจ้า”“แต่ข้าไปกับเพ่ยเพ่ยสองคนเป็นปกติ”“มีข้าไปด

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 3.0 เที่ยวนอกเมืองวันหยุด

    เช้าวันต่อมาเมื่อหลิวลี่เซียงลืมตาตื่นขึ้นมา เธอถึงกับตกใจที่เห็นไป๋เยว่ซินกำลังนั่งจ้องเธออยู่“อาเซียง ฝันดีเหรอ ยิ้มไม่หุบเลยนะ”“อ่อ อ้อใช่ ฝันดีมาก”หลิวลี่เซียงรีบตอบก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไม่ยอมเล่าให้ไป๋เยว่ซินฟัง วันนี้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษจึงไปเรียนด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส และนัดไป๋เยว่ซินม

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 2.4 ปกป้องคนสำคัญ

    ไป๋อิงที่เห็นภาพอันน่าสยดสยองหลับตาปี๋ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงของลู่เฟยเทียน“ไป๋อิง เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่” เขาถามนางด้วยความเป็นห่วงนางกอดลู่เฟยเทียนอยู่เนิ่นนานราวกับต้องการคนปลอบใจ ภาพที่นางเห็นนั้นช่างน่ากลัวเกินบรรยาย เขาจึงโอบกอดนางและค่อย ๆ

  • ห้วงฝันใต้แสงจันทรา   บทที่ 2.3 เหตุการณ์ซ้ำรอย

    ไป๋อิงหลับตากรีดร้องสุดเสียงที่เห็นภาพของหวังจางเหว่ยสิ้นชีวิตลงต่อหน้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก นางได้ยินเสียงจอแจของผู้คนจึงลืมตาขึ้นทำไมสว่างจัง นี่ข้าตายแล้วหรือ แต่ทำไมมีคนอื่นเดินไปเดินมาเต็มไปหมด ไป๋อิงคิดในใจก่อนเดินดูรอบ ๆหอโคมแดง นั่นหวังจางเหว่ยนี่ เขาขึ้นส

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status